เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 643 : เลื่อนขั้นสู่สวรรค์

บทที่ 643 : เลื่อนขั้นสู่สวรรค์

บทที่ 643 : เลื่อนขั้นสู่สวรรค์


บทที่ 643 : เลื่อนขั้นสู่สวรรค์

"ผู้น้อยหวังจวิ้น ผู้ฝึกตนพเนจร ขอถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆปี!"

หวังจวิ้น…เซียนดาบอันดับหนึ่งแห่งเทียนสุ่ยในปัจจุบัน แม้จะอยู่ในระดับเปลี่ยนแปลงเทวะซึ่งมีพลังต่อสู้เป็นอันดับต้นๆ

แต่สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากก้าวเข้ามาในตำหนักอู๋เจียง ก็คือการคุกเข่าทำความเคารพจักรพรรดิที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรอย่างนอบน้อม ราวกับว่าเขาไม่ได้แตกต่างจากขุนนางธรรมดาๆคนหนึ่งเลยแม้แต่น้อย

เฉินซานซือมองดูการแสดงของอีกฝ่ายอย่างเงียบๆจนกระทั่งอีกฝ่ายกล่าวจบ เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า

"สหายหวังสบายดีหรือไม่ได้พบกันเสียนาน นับตั้งแต่แยกจากกันที่เจดีย์สะกดปีศาจ บัดนี้ท่านกลายเป็นเซียนดาบอันดับหนึ่งแห่งเทียนสุ่ยไปแล้ว ช่างน่าชื่นชมจริงๆ"

"ต้องขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ หลายปีมานี้ กระหม่อมมีความสำเร็จในการบำเพ็ญเพียรอยู่บ้างเพียงเล็กน้อย หากนำไปเทียบกับฝ่าบาทแล้ว ก็เปรียบเสมือนดวงดาวที่ริอาจเทียบแสงจันทร์ ช่างต่ำต้อยเสียจนมิอาจเอ่ยถึงได้เลยพ่ะย่ะค่ะ"

หวังจวิ้นก้มหน้าต่ำ

"วันนี้ ที่กระหม่อมมาเข้าเฝ้า ก็เพื่อเรื่องแท่นทยานสวรรค์พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอประทานพระเมตตาจากฝ่าบาท โปรดจัดสรรโควตาให้กระหม่อมสักหนึ่งที่ภายในสองพันปีนี้ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ"

เขาไม่กล้าขอโควตาสำหรับรอบนี้โดยตรง แต่เลือกที่จะยืดเวลาออกไปถึงสองพันปี เพื่อเป็นการแสดงความถ่อมตนและจริงใจ คำพูดของเขาเรียกได้ว่ารัดกุมไร้ที่ติ

"ฮะๆ..." เฉินซานซือหัวเราะเบาๆ

"สหายผู้ฝึกตนหวัง ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอก ในเมื่อข้าเป็นคนตั้งกฎ 'เลื่อนขั้นด้วยผลงาน' ขึ้นมา ข้าก็ย่อมรักษาคำพูด

"เมื่อมองดูทั่วแดนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นขุนนางในราชสำนัก หรือผู้ฝึกตนทั่วหล้า หากพูดถึงผลงานที่มีต่อเผ่ามนุษย์แล้ว เกรงว่าจะไม่มีใครมีผลงานโดดเด่นไปกว่าท่านอีกแล้ว

"ดังนั้น โควตาเลื่อนขั้นสู่สวรรค์นี้ ย่อมต้องเป็นของท่านอย่างแน่นอน

"และท่านก็ไม่ต้องรอถึงสองพันปีหรอก อีกแค่ครึ่งเดือน แท่นเลื่อนขั้นก็จะเปิดขึ้นแล้ว ท่านสามารถไปพักผ่อนรอที่เมืองเทียนหยง เพื่อเตรียมตัวล่วงหน้าได้เลย"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในแววตาของหวังจวิ้นก็ฉายประกายความดีใจอย่างปิดไม่มิด เขารีบกล่าวตอบทันที

"ขอบพระทัยฝ่าบาทอย่างหาที่สุดมิได้พ่ะย่ะค่ะ!"

เฉินซานซือไม่ได้กล่าวอะไรต่อ

ตงฟางจิ่งสิงรีบก้าวออกไป นำทางหวังจวิ้นออกจากตำหนักอู๋เจียงทันที

เฉินซานซือกวาดสายตามองไปรอบๆตำหนักที่คุ้นเคย ในใจกลับรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

นั่นก็เพราะ…อีกสามร้อยปี เขาก็จะต้องเลื่อนขั้นสู่สวรรค์เช่นกัน

เขาเองก็ควรเริ่มเตรียมตัวได้แล้ว

หลังจากจัดการราชการในวันนั้นเสร็จสิ้น เฉินซานซือก็เชิญจ้าวเจินอีแห่งสำนักสังหารเซียนมาเป็นแขกที่เมืองเทียนหยง

ส่วนหลี่กวนฟู่นั้น เนื่องจากอายุขัยเหลือน้อย เขาจึงใช้โควตาเลื่อนขั้นไปตั้งแต่รอบที่แล้ว

"หลังจากเลื่อนขั้นไปแล้ว จะถูกตัดขาดการติดต่อกับโลกเบื้องล่างอย่างสิ้นเชิงเลยหรือ?" เฉินซานซือเอ่ยถาม

จ้าวเจินอีตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

"ตั้งแต่เกิดมหาสงครามในยุคโบราณที่ทำให้ฟ้าดินแตกสลาย เหล่าเซียนก็ร่วมมือกันแบ่งแยกฟ้าดินออกเป็นสองส่วน นั่นคือโลกเบื้องบนและโลกเบื้องล่าง

"โลกเบื้องล่างมีพลังปราณขุ่นมัว ทรัพยากรขาดแคลน อย่างมากก็รองรับผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะได้เท่านั้น

"ในขณะที่ตำนานเล่าขานว่าโลกเบื้องบนมีพลังปราณอุดมสมบูรณ์ มีของวิเศษมากมาย สามารถบำเพ็ญเพียรไปจนถึงจุดสูงสุดได้

"หากต้องการไปยังโลกเบื้องบน ก็ต้องผ่านรอยแยกมิติ หรือที่เรียกกันว่าแท่นทยานสวรรค์นั่นเอง

"เมื่อเลื่อนขั้นไปแล้ว จากประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนๆก็ยืนยันว่าไม่มีทางกลับมายังโลกเบื้องล่างได้อีก ยกเว้นแต่ว่าจะฝึกเคล็ดวิชาพิเศษ เพื่อจุติลงมาเกิดใหม่ในโลกเบื้องล่าง"

เฉินซานซือพยักหน้ารับ​

"ถ้าอย่างนั้น...ข้าก็คงต้องบอกลาทุกคนจริงๆเสียแล้วสิ"

จะบอกว่าไม่ห่วงเลยก็คงเป็นไปไม่ได้

อย่างไรเสีย ที่นี่ก็คือจุดเริ่มต้นของเขา

แต่เขาก็ไม่อาจหยุดอยู่กับที่ได้เพียงเพราะความผูกพัน

เขาต้องก้าวต่อไป เพื่อขึ้นไปดูโลกเบื้องบนด้วยตาตนเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาของศิษย์พี่หญิงก็ไม่สามารถแก้ไขได้ในแดนมนุษย์ เขาต้องไปหาทางออกที่โลกเบื้องบนเท่านั้น

อีกอย่าง หลานเจี่ยเอ๋อร์ ซุนหลี และคนอื่นๆก็จากไปนานแล้ว ส่วนบรรดาศิษย์พี่หรือลูกหลานคนอื่นๆก็ล้วนมีเส้นทางของตัวเอง

เขาจะมาคอยดูแลทุกคนตลอดไปก็คงไม่ได้

แต่ก็ยังพอมีเวลาให้รอดูสถานการณ์อีกสักหน่อย

ผ่านศึกคุนซูมาหกร้อยกว่าปีแล้ว รออีกสักสามร้อยปี บรรดาขุนนางเซียนในราชสำนักก็คงจะเติบโตและแข็งแกร่งพอพึ่งพาตนเองได้แล้ว

เมื่อถึงเวลานั้น...เฉินซานซือก็จะสามารถจากไปได้อย่างหมดห่วงเสียที

เมื่อเขาจากไป ราชสำนักก็คงต้องมีจักรพรรดิองค์ใหม่

ไอ้หนูเฉินตู้เหอ เป็นองค์รัชทายาทมาเกือบพันปีแล้วนี่นะ

…..

ครึ่งเดือนต่อมา…

เฉินซานซือไปส่งหวังจวิ้นเลื่อนขั้นสู่สวรรค์ด้วยตัวเอง

นับตั้งแต่เขายึดครองคุนซู นี่คือการเปิดแท่นทยานสวรรค์เป็นครั้งที่สาม

สองปีหลังจากมหาสงครามครั้งนั้น ตรงกับช่วงที่แท่นเลื่อนขั้นเปิดพอดี โควตานั้นจึงตกเป็นของมู่หรงปู้ซู

ครั้งที่สองคือหลี่กวนฟู่…และครั้งนี้ ก็คือหวังจวิ้น

พิธีเลื่อนขั้นผ่านไปอย่างราบรื่นแทบจะไม่มีอุปสรรคใดๆ

หลังจากนั้น เฉินซานซือก็เริ่มเข้าสู่การเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างยาวนาน

….

เวลาล่วงเลยไปอีกกว่าสามร้อยปี...

เข้าสู่รัชศกเฉินซานซือปีที่หนึ่งพันยี่สิบ

ในช่วงเวลานี้ เนื่องจากขาดแคลนเคล็ดวิชาและของวิเศษ ระดับพลังของเฉินซานซือจึงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทักษะต่างๆก็ถึงทางตัน ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างชัดเจนอีก

ทว่าภายในราชสำนักกลับเต็มไปด้วยผู้มีพรสวรรค์มากมาย

บำเพ็ญเพียรมานับพันปี...บรรดาศิษย์พี่อย่าง หวังจื๋อ ต่างก็ทะลวงเข้าสู่ระดับจำแลงกายาฟ้าดินกันแล้ว

ส่วนพวกฉีเฉิง ตงฟางจิ่งสิง และคนอื่นๆก็ควบแน่นวิญญาณเเรกเริ่มสำเร็จมานานแล้ว และก้าวเข้าสู่ระดับวิญญาณเเรกเริ่มขั้นปลาย กลายเป็นผู้ฝึกตนระดับสูง

ลูกสาวอย่าง เฉินหยุนซี ก็อยู่ในระดับวิญญาณเเรกเริ่มขั้นกลางเช่นกัน

ทางด้านลูกศิษย์ ซูช่านอยู่ในระดับวิญญาณเเรกเริ่มขั้นปลาย ส่วนอวี้จี้อวี้เลี่ยตามหลังอยู่เล็กน้อยที่ระดับวิญญาณเเรกเริ่มขั้นกลาง

และคนที่โดดเด่นที่สุด...ย่อมหนีไม่พ้นองค์รัชทายาท เฉินตู้เหอ

เมื่อสองร้อยปีก่อน เฉินตู้เหอก็ทะลวงเข้าสู่ระดับที่ห้าของวิถีธูปหอมบูชา ซึ่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะแล้ว

พลังการต่อสู้ในปัจจุบัน หากนับรวมทั่วแดนมนุษย์ ก็ถือว่าติดอันดับต้นๆอย่างแน่นอน

เฉินซานซือเฝ้ามองดูต้าฮั่นค่อยๆเจริญรุ่งเรืองและเกรียงไกรขึ้นมาทีละก้าวด้วยตาตนเอง ในใจอดรู้สึกภูมิใจและยินดีไม่ได้

….

และแล้ว...

วันนี้ เขาก็เรียกประชุมขุนนางในตำหนักอู๋เจียง เพื่อประกาศให้ทั่วหล้ารับรู้ว่า ในอีกไม่ช้าเขาจะเลื่อนขั้นสู่สวรรค์ และจะสละราชบัลลังก์ ให้องค์รัชทายาทเฉินตู้เหอขึ้นครองราชย์แทน

ทันทีที่ข่าวนี้แพร่งพรายออกไป ทั่วทั้งแผ่นดินต่างตกตะลึง

สำหรับหวังจื๋อและคนอื่นๆพวกเขารู้อยู่แล้วว่าวันนี้น่าจะใกล้เข้ามาแล้ว แต่เมื่อมันมาถึงจริงๆในใจก็ยังอดอาวรณ์ไม่ได้

….

"หนึ่งพันปีแล้วสินะ"

เฉินซานซือนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร เอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความหลัง

"ไม่ทันไร ข้าก็ครองราชย์มานานขนาดนี้แล้ว ถึงเวลาที่ข้าจะต้องสละราชสมบัติเสียที

“ข้าต้องไปแล้ว แต่แผ่นดินต้าฮั่นยังคงอยู่ ต่อไปในภายหน้า พวกท่านต้องคอยช่วยเหลือจักรพรรดิองค์ใหม่ ปกครองบ้านเมืองให้ดี รักษาสมดุลระหว่างผู้ฝึกตนและประชาชนทั่วไป อย่าได้ทรยศต่อโชคชะตาบ้านเมืองที่ชาวบ้านนับล้านมอบให้พวกเราเป็นอันขาด”

เหล่าขุนนางต่างคุกเข่าขอร้องให้เขารั้งอยู่ต่อ

ซึ่งเรื่องนี้ก็อยู่ในความคาดหมายของเขาอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้เฉินซานซือต้อง…ประหลาดใจ ก็คือเฉินตู้เหอที่มาหาเขาหลังจากเลิกประชุม

"ท่านพ่อ!

"ข้าไม่เป็น!"

เฉินตู้เหอก้าวฉับๆเข้ามาในตำหนัก

"ข้ายังต้องพัฒนาวิถีธูปหอมบูชาต่อไปอีก พอสะสมพลังจนเต็มที่แล้ว ข้าก็จะเลื่อนขั้นขึ้นไปดูจุดสิ้นสุดของวิถีเซียนบนโลกเบื้องบนเหมือนกัน ข้าไม่อยากอยู่เป็นจักรพรรดิอะไรนี่หรอก!"

"ฮะๆ..."

เฉินซานซือหัวเราะออกมาอย่างอ่อนใจ

"จำตอนเด็กๆได้ไหม เจ้าอยากเป็นรัชทายาท อยากสืบทอดราชบัลลังก์จะตายไป แต่เพราะนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ ข้าเลยต้องคอยเคี่ยวเข็ญขัดเกลาเจ้า…มาตอนนี้ เจ้าพร้อมจะยืนหยัดด้วยตัวเองได้แล้ว กลับไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบนี้ซะอย่างนั้น"

"ยังไงข้าก็ไม่เป็น!"

เฉินตู้เหอนั่งแปะลงบนพื้น ทำตัวงอแงเหมือนเด็กๆ

"ท่านพ่อจะเอาตำแหน่งนี้ไปให้ใครก็เชิญเลย"

"เรื่องนี้เจ้าไม่มีสิทธิ์เลือกหรอกนะ"

เฉินซานซือลุกขึ้นยืน น้ำเสียงเริ่มจริงจัง

"เผ่าปีศาจกับเผ่าอสูร แค่อ่อนแอกว่าเมื่อก่อนเท่านั้น แต่รากฐานและความทะเยอทะยานของพวกมันยังอยู่

“หากข้าจากไปแล้ว เผ่ามนุษย์ไม่มีผู้นำคอยดูแลภาพรวม ไม่เกินห้าร้อยปี ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม

"หลายปีมานี้ เจ้าบำเพ็ญเพียรโดยใช้ธูปหอมบูชาของชาวบ้าน ใช้สมุนไพรวิญญาณจากธรณีศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเทียนหยง อะไรกัน...คิดจะรับแต่ผลประโยชน์ แต่ไม่คิดจะรับผิดชอบอะไรเลยอย่างนั้นรึ?"

"..."

เฉินตู้เหอถึงกับพูดไม่ออกเมื่อโดนตอกกลับเช่นนั้น

"ท่านพ่อพูดขนาดนี้ ข้าเป็นก็ได้! แต่จะเป็นนานแค่ไหนล่ะ? จะให้ข้าเป็นไปตลอดกาลก็คงไม่ได้หรอกนะ ข้าก็ต้องเลื่อนขั้นเหมือนกันนี่นา!"

"จะเป็นนานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะปั้นผู้สืบทอดที่เหมาะสมขึ้นมาได้เมื่อไหร่"

"ในบรรดาหลานๆของข้า เมื่อไหร่ที่มีใครเก่งกาจเป็นอันดับหนึ่งในแดนมนุษย์ได้ เมื่อนั้นก็คือวันที่เจ้าจะได้เลื่อนขั้น"

เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน เฉินตู้เหออภิเษกสมรสกับเยี่ยนเสียนซวง รับตำแหน่งพระชายา

จนถึงปัจจุบัน เขามีหลานของหลานเต็มไปหมด

ตระกูลเฉิน...กลายเป็นตระกูลใหญ่โตไปเสียแล้ว

"ก็ได้" เฉินตู้เหอไม่โต้แย้งอีก

"แล้วท่านพ่อจะไปเมื่อไหร่ล่ะ?"

"รอบหน้าที่แท่นเลื่อนขั้นเปิด ข้าก็จะไปเลย"

"เรื่องงานพิธีราชาภิเษก รีบไปเตรียมการซะให้เรียบร้อย ยิ่งเสร็จเร็วเท่าไหร่ ข้าก็จะได้เตรียมตัวเลื่อนขั้นอย่างสบายใจเสียที"

"ตกลง"

เฉินตู้เหอมองไปที่บัลลังก์มังกร

"งั้นข้าจะยอมช่วยเป็นให้สักสองสามปีก็แล้วกัน ถ้าหากวันหน้าโลกเบื้องบนกับโลกเบื้องล่างไปมาหาสู่กันได้ ท่านก็กลับมาเป็นเองเถอะ"

"ถ้ามีวันนั้นจริงๆค่อยว่ากันอีกที"

ในใจเฉินซานซือรู้ดีว่า...จนถึงทุกวันนี้ แนวคิดของลูกชายก็ยังไม่ค่อยจะตรงกับเขาสักเท่าไหร่นัก

ที่เฉินตู้เหอทำดีกับชาวบ้าน ก็เพราะเขาต้องพึ่งพาธูปหอมบูชาในการบำเพ็ญเพียร จึงรู้สึกติดหนี้บุญคุณชาวบ้านอยู่โดยปริยาย

แต่ในก้นบึ้งของหัวใจ เขาไม่เคยสนใจความเป็นความตายของคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองเลย

แต่ก็นั่นแหละ...เฉินซานซือจะยอมปล่อยให้อายุขัยของตนเองสูญเปล่าอยู่ในแดนมนุษย์ตลอดไปได้อย่างไร

ขืนทำอย่างนั้น สุดท้ายเขาก็ต้องตายจากไปอยู่ดี สู้เลื่อนขั้นขึ้นไปโลกเบื้องบน ก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางแห่งมรรคาวิถี และไขว่คว้าชีวิตอมตะที่แท้จริงไม่ดีกว่าหรือ

เมื่อถึงเวลานั้น...ต่อให้เขาไม่ได้กลับมาเป็นจักรพรรดิ เขาก็ยังสามารถคอยจับตาดูคนที่มาเป็นแทนได้

"ฝ่าบาท!"

ระหว่างที่สองพ่อลูกกำลังปรึกษากัน ฉีเฉิงก็รีบเข้ามาขอเข้าเฝ้า

เขารีบมารายงานว่า

"ฝ่าบาท ที่แท่นทะยานสวรรค์มีความเคลื่อนไหวพ่ะย่ะค่ะ"

แท่นทะยานสวรรค์...

คือสถานที่ที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างแดนมนุษย์กับแดนสวรรค์

คำประกาศจากสวรรค์ทั้งหมด จะถูกส่งผ่านแท่นทะยานสวรรค์นี้

นับตั้งแต่เฉินซานซือยึดครองคุนซู แท่นทะยานสวรรค์ก็เงียบสงบมากว่าพันปีแล้ว ในที่สุดตอนนี้ก็มีความเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเซียนบนสวรรค์ต้องการอะไรกันแน่

"ไปดูกัน"

….

เมืองเทียนหยงของต้าฮั่นถูกย้ายมาตั้งที่คุนซูนานแล้ว ดังนั้นเพียงแค่กะพริบตา เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ที่ยอดเขาเทียนเจวี๋ย ซึ่งเป็นที่ตั้งของแท่นทะยานสวรรค์

ยอดเขาแห่งนี้สูงตระหง่านโดดเดี่ยว เสียบทะลุทะเลเมฆ บนยอดเขาไม่มีต้นไม้ใบหญ้าใดๆมีเพียงลานหินกว้างใหญ่ที่ถูกกาลเวลาและพลังเร้นลับขัดเกลาจนเรียบเนียนราวกับกระจก

ณ ใจกลางของลานหินนั้น คือแท่นทะยานสวรรค์ที่เชื่อมต่อสองโลก และแผ่ซ่านความน่าเกรงขามอันหาที่สุดมิได้ออกมา

"ครืนนน..."

ณ เวลานี้...มีเสียงครางต่ำๆดังก้องออกมาจากแท่นทะยานสวรรค์

จากนั้น แสงสีฟ้าอมม่วงก็สว่างวาบขึ้น อักขระมากมายปรากฏขึ้นทั่วลานหิน หมุนวนราวกับดวงดาวบนฟากฟ้า

และที่จุดกึ่งกลาง มิติก็พลันปริแตกออกราวกับผืนผ้าที่ถูกดาบฟัน

ภายในรอยแยกนั้น มีม้วนคัมภีร์ค่อยๆลอยออกมา

เมื่อม้วนคัมภีร์ปรากฏ ปรากฏการณ์แปลกประหลาดทั้งหมดก็ค่อยๆจางหายไป และในไม่ช้าทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความสงบ

ม้วนคัมภีร์นี้...คือคำประกาศจากสวรรค์!

เฉินซานซือยื่นมือออกไปดึงม้วนคัมภีร์มาตรงหน้าเบาๆร่ายวิชาเปิดมันออก ก็พบกับข้อความโบราณสีทองที่เขียนไว้ว่า…

"สหายผู้ฝึกตนเฉินซานซือ ข้าคือสหายเก่าของท่านเหมย นามว่า ติงซิว ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักหลัวเซียว

“วันนี้ข้าส่งคำประกาศลงมา มิได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด เพียงแต่หวังว่า หลังจากสหายผู้ฝึกตนเฉินซานซือเลื่อนขั้นขึ้นมาแล้ว จะให้เกียรติมาพบปะพูดคุยกันที่สำนักหลัวเซียวสักครั้ง”

ก่อนมาที่นี่...เฉินซานซือเตรียมใจไว้แล้วว่า พวกเซียนบนสวรรค์ร้อยทั้งร้อยคงใช้แท่นทะยานสวรรค์นี้ส่งข้อความมาข่มขู่เขาเป็นแน่

แต่ใครจะไปคิดว่า คำพูดในคัมภีร์จะสุภาพถึงเพียงนี้

อีกทั้งข้อความสั้นๆนี้ กลับแฝงข้อมูลไว้มากมายมหาศาล!

สำนักหลัวเซียว...ยังอยู่จริงๆด้วย!

แถมเซียนที่ชื่อติงซิวคนนั้น ยังพูดถึงท่านเหมยอีกต่างหาก!

ท่านเหมยที่เคยมอบ 'หมื่นวิชาล้วนถูกผนึก' ให้เขานั่นไง!

อีกฝ่ายบอกว่าตัวเองเป็นสหายเก่าของท่านเหมย…นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

ประเด็นคือ ติงซิวรู้ได้อย่างไรว่าเขาเคยพบกับท่านเหมย?

มิเช่นนั้น เขาคงไม่จงใจระบุว่าตัวเองเป็นสหายเก่าของท่านเหมยหรอก!

เซียนผู้นั้นยังบอกอีกว่า พวกเขาไม่มีเจตนาร้าย และต้องการเชิญเขาไปพบปะพูดคุยที่สำนักหลัวเซียว โดยไม่ได้พูดถึงเรื่อง 'มารจุติ' หรือการฆ่าล้างสำนักคุนซูเลยแม้แต่น้อย

แน่นอนว่า...นี่อาจจะเป็นแค่กับดักก็ได้

เฉินซานซือย่อมไม่ไว้ใจพวกเซียนบนสวรรค์แม้แต่นิดเดียวอยู่แล้ว

สิ่งเดียวที่มั่นใจได้ก็คือ...เขาถูกเพ่งเล็งเข้าให้แล้ว

เฉินซานซือถือคำประกาศจากสวรรค์เดินกลับไปอย่างสงบนิ่ง จากนั้นก็เรียกจางหวายชิ่งและจ้าวเจินอีมาพบ เพื่อให้พวกเขาได้ดูข้อความในคัมภีร์ด้วย

"ข้าว่า...บางทีนี่อาจจะไม่ใช่กับดักก็ได้นะ" จางหวายชิ่งออกความเห็น

"ความแค้นระหว่างพวกเรากับพวกเซียนบนสวรรค์นั้นฝังรากลึก แต่ในคำประกาศนี้กลับไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องพวกนั้นเลย ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นอย่างนั้นแหละ"

"ท่านหมายความว่า...พวกเขาไม่ใช่พวกเดียวกันอย่างนั้นหรือ?"

"อืม" จางหวายชิ่งพยักหน้า

"ขนาดในแดนมนุษย์ยังมีสำนักน้อยใหญ่มากมายนับไม่ถ้วน ข้าคิดว่าพวกเซียนบนสวรรค์ก็คงไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันไปเสียหมดหรอก"

"มีอีกเรื่องที่สหายเฉินซานซืออาจจะยังไม่เคยรู้" จ้าวเจินอีเอ่ยขึ้น

"สำนักสังหารเซียนกับสำนักหลัวเซียว มีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง ตามบันทึกโบราณที่เลือนราง สำนักสังหารเซียนดูเหมือนจะเป็นสาขาย่อยของสำนักหลัวเซียวนะ"

"มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ?" เฉินซานซือรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

"ใช่"

"แต่เพราะบันทึกมันไม่ชัดเจน สำนักของเราเลยไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครรู้ ในเมื่อสำนักหลัวเซียวยังคงอยู่บนแดนสวรรค์ บางทีพวกเขาอาจจะเป็นพันธมิตรของสำนักสังหารเซียนเราก็ได้ใครจะรู้"

บนแดนสวรรค์ ก็มีสำนักสังหารเซียนเช่นกัน

การที่หลี่กวนฟู่เลื่อนขั้นไปก่อน ก็อาจจะพอช่วยเหลือดูแลเฉินซานซือในวันข้างหน้าได้บ้าง

จากการปรึกษาหารือกัน...ทั้งจางหวายชิ่งและจ้าวเจินอีต่างก็มีมุมมองในแง่ดีต่อคำประกาศจากสวรรค์ฉบับนี้

แต่ก็ไม่ลืมเตือนให้เฉินซานซือตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อน เพราะอย่างไรเสีย ก็ไม่ควรประมาทไว้ใจใครทั้งสิ้น

หลังจากเรื่องคำประกาศจากสวรรค์ผ่านพ้นไป เฉินซานซือก็เริ่มจัดการเรื่องพิธีราชาภิเษกขององค์รัชทายาท

ปีเฉินซานซือที่หนึ่งพันยี่สิบสอง...จักรพรรดิเฉินซานซือสละราชสมบัติให้องค์รัชทายาทเฉินตู้เหอ และเปลี่ยนชื่อปีรัชศกเป็น 'หยวนกวง' (แสงแรก)

หลังจากขึ้นครองราชย์...จักรพรรดิหยวนกวงทรงเลือกใช้แนวทางการปกครองแบบ 'การกระทำโดยไม่กระทำ' ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการสืบทอดระบบเดิมของราชวงศ์ก่อน ไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก

ทำให้ราชวงศ์เซียนต้าฮั่น...ยังคงรักษายุคแห่งความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองไว้ได้ต่อไป

เฉินซานซือรั้งอยู่ในแดนมนุษย์ต่ออีกห้าสิบปี เมื่อแน่ใจแล้วว่าภายในพันปีนี้แดนมนุษย์จะไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้น เขาจึงวางใจได้อย่างแท้จริง และเริ่มรวบรวมสมาธิเพื่อเตรียมตัวเลื่อนขั้นสู่สวรรค์อย่างเป็นทางการ

หลังจากบำเพ็ญเพียรมานับพันปี ผ่านร้อนผ่านหนาวและอุปสรรคมานับไม่ถ้วน...

ในที่สุด เขาก็ใกล้จะได้เลื่อนขั้นสู่แดนสวรรค์ในตำนานเสียที!

………..

จบบทที่ บทที่ 643 : เลื่อนขั้นสู่สวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว