เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 642 : ราชวงศ์เซียนต้าฮั่น

บทที่ 642 : ราชวงศ์เซียนต้าฮั่น

บทที่ 642 : ราชวงศ์เซียนต้าฮั่น


บทที่ 642 : ราชวงศ์เซียนต้าฮั่น

บัดนี้...ทวีปเทียนสุ่ยได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของต้าฮั่นอย่างสมบูรณ์ รัชศกเฉินซานซือปีที่หนึ่งร้อยห้า

จักรพรรดิเฉินซานซือทรงมีพระราชโองการ ให้ถอนรากถอนโคนต้นข้าววิญญาณในหมู่บ้านชาวบ้านทั้งหมด และยกเลิกการเก็บภาษีข้าววิญญาณ

หากสำนักน้อยใหญ่ใดต้องการข้าววิญญาณ จะต้องผ่านการตรวจสอบจากที่ทำการทางการในท้องถิ่นเสียก่อน จากนั้นจึงให้กว้านซื้อที่ดินจำนวนหนึ่ง เพื่อนำไปเพาะปลูกเอาเอง

ณ ขณะนี้พลังปราณลี้ลับแห่งโชคชะตาบ้านเมืองที่สะสมอยู่ในลูกแก้วอธิษฐานฟ้าเพื่อมวลประชา พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง

เมื่อกางค่ายกลโชคชะตาบ้านเมืองออกไป มันสามารถยกระดับพลังการต่อสู้ของทหารหาญต้าฮั่นนับล้านนาย ให้เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมลมปราณขั้นห้าได้ในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นกองทัพสวรรค์อย่างแท้จริง!

ทว่า...หลังจากประกาศใช้กฎหมายนี้ เนื่องจากผลผลิตข้าววิญญาณลดลงอย่างมาก ราคาของยาลูกกลอนชนิดต่างๆจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ผู้ฝึกตนพเนจรและสำนักหลายแห่ง ต่างเก็บงำความไม่พอใจต่อต้าฮั่นไว้ในใจ

แต่ถึงจะไม่พอใจอย่างไร ทันทีที่มีสำนักใดบังอาจฝ่าฝืนกฎหมายของราชสำนัก จักรพรรดิเฉินซานซือก็จะทรงส่งกองทัพสวรรค์ไปบดขยี้สำนักนั้นให้ราบเป็นหน้ากลองโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

เวลาล่วงเลยผ่านไปนับร้อยปี...สำนักต่างๆล้วนอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่มีใครกล้าปริปากบ่นอีกต่อไป

….

"แบบนี้มัน…จะดูนองเลือดเกินไปหรือเปล่าขอรับ?"

โจวเหวยเจินมองดูซากปรักหักพังของสำนักระดับสามที่เพิ่งถูกกวาดล้างไปหมาดๆด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"สำนักเซียนดีๆสำนักหนึ่งถูกยึดดินเเดน...พอพวกเขาแค่แสดงความไม่พอใจ ก็ถูกฆ่าล้างโคตรเสียแล้ว"

"แล้วที่ดินของพวกมันได้มายังไงล่ะ? ไม่ใช่ว่าไปขูดรีดแย่งชิงมาจากชาวบ้านตาดำๆหรอกรึ?!" ขุนนางเซียนอีกคนโต้แย้ง

"ตอนนี้ก็แค่ให้พวกมันคืนสิ่งที่ปล้นไปกลับมาเท่านั้น พวกมันก็ทำเป็นจะโวยวายจะเป็นจะตายให้ได้

“เคยคิดบ้างไหมว่าหลายหมื่นปีที่ผ่านมา ชาวบ้านต้องอดมื้อกินมื้อ ลำบากยากแค้นแค่ไหน?

“ถ้าให้ข้าพูดนะ ฝ่าบาททรงพระเมตตาเกินไปเสียด้วยซ้ำ น่าจะกวาดล้างสำนักพวกนี้ให้สิ้นซากไปในคราวเดียวเลย ให้เหลือแค่เมืองเทียนหยงก็พอ!”

โจวเหวยเจินได้แต่นิ่งเงียบไป

เมื่ออาณาเขตขยายกว้างใหญ่ขึ้น ราชวงศ์เซียนต้าฮั่นก็เริ่มวางรากฐานระบบการปกครองใหม่

ในแต่ละพื้นที่จะมีการจัดตั้งระดับ มณฑล จังหวัด และอำเภอ ขุนนางผู้มีอำนาจสูงสุดในระดับมณฑล จะถูกเรียกว่า 'ผู้ตรวจการเซียน' ซึ่งมักจะคัดเลือกจากขุนนางเซียนที่ผ่านการขัดเกลามาจากเมืองเทียนหยง ถือเป็นขุนนางระดับสองขั้นรอง

คล้ายคลึงกับระบบขุนนางของมนุษย์เดินดินที่มีทั้งสายบุ๋นและสายบู้ ระดับขั้นของผู้ฝึกตนก็แบ่งออกเป็นขั้นเซียนและบรรดาศักดิ์เซียน

ขั้นเซียนจะสอดคล้องกับ 'ตำแหน่ง' ยกตัวอย่างเช่น ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำคนหนึ่ง อาจได้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการเซียนระดับมณฑล ซึ่งเทียบเท่ากับขุนนางระดับสองขั้นรอง

ส่วนบรรดาศักดิ์เซียนระดับสองขั้นรองนั้น คือ 'เทพขุนพลพิทักษ์เซียน' ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ทั่วทั้งราชวงศ์เซียนก็ยังไม่มีใครได้รับตำแหน่งนี้เลยแม้แต่คนเดียว

นอกจากผู้ตรวจการเซียนแล้ว ยังมีการแต่งตั้ง 'ผู้ว่าการฝ่ายปกครอง' เพื่อดูแลกิจการของชาวบ้านทั่วไป

ตำแหน่งนี้มีศักดิ์ศรีไม่ด้อยไปกว่าผู้ตรวจการเซียน ทั้งสองตำแหน่งไม่ได้ขึ้นตรงต่อกัน และมักจะเลือกจากขุนนางที่เป็นมนุษย์ธรรมดาให้มารับหน้าที่นี้

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความทุ่มเทในการศึกษา 'ค่ายกลตำราสวรรค์' ของเมืองเทียนหยงมาอย่างยาวนาน

ในที่สุดพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการคิดค้นค่ายกลชนิดหนึ่ง ที่สามารถผนึก 'โชคชะตาบ้านเมือง' ของมณฑลหนึ่งๆไว้ในตราประทับขุนนางได้

เมื่อมนุษย์ธรรมดาถือครองตราประทับนี้ ก็จะได้รับพลังอันมหาศาลในช่วงเวลาสั้นๆปัจจุบันสามารถเทียบเท่าได้กับระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย และเมื่อเวลาผ่านไป พลังจากโชคชะตาบ้านเมืองที่สะสมไว้ ก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยวิธีนี้ จึงเป็นการรับประกันว่า 'ผู้ตรวจการเซียน' และ 'ผู้ว่าการฝ่ายปกครอง' จะมีฐานะเท่าเทียมกัน และช่วยรักษาสมดุลในการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ฝึกตนกับมนุษย์ธรรมดาได้เป็นอย่างดี

เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว บัดนี้เข้าสู่รัชศกต้าอู่ปีที่สองร้อยยี่สิบสองแล้ว

ขุนนางเซียนและทหารโชคชะตาบ้านเมืองร่วมกันป้องปรามชายแดน ไม่มีชนเผ่าต่างด้าวใดกล้ารุกราน ภายในเขตแดนเทียนสุ่ยก็เจริญรุ่งเรืองอย่างถึงขีดสุด

ทั่วทั้งราชวงศ์เซียนต้าฮั่นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุข รื่นเริงบันเทิงใจ!

ยุคทองแห่งเฉินซานซือ...ได้จุติลงมาสู่แดนมนุษย์แล้ว!

นับตั้งแต่เริ่มก่อการที่ผอหยาง เฉินซานซือไม่เคยได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มเลยสักคืน

ในที่สุด เขาก็ไม่ต้องคอยระแวดระวังภัยตลอดเวลาอีกต่อไป ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว

แน่นอนว่า...ในช่วงเวลานี้ เขาก็ไม่ได้ละทิ้งการบำเพ็ญเพียรแต่อย่างใด

[เคล็ดวิชา: วิชากลืนอัคคี ระดับเปลี่ยนแปลงเทวะขั้นกลาง]

[ความก้าวหน้า: 0/1000]

[ผลลัพธ์: ท่องวิญญาณ]

[ท่องวิญญาณ: วิญญาณดั้งเดิมล่องลอยไปทั่วฟ้าดิน ไร้ซึ่งข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา ร่างกายซ่อนเร้นอยู่ในห้วงมิติ ไม่มีผู้ใดทำอันตรายได้]

….

สำหรับผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะทั่วไป เมื่อวิญญาณดั้งเดิมออกจากร่าง จะมีข้อควรระวังมากมาย

ประการแรกคือห้ามไปไกลหรือจากร่างไปนานเกินไป มิฉะนั้น หากขาดการหล่อเลี้ยงจากพลังในร่างกาย วิญญาณดั้งเดิมอาจได้รับความเสียหายได้

ประการที่สอง เมื่อวิญญาณดั้งเดิมออกจากร่าง ร่างกายจะกลายเป็นเหมือนตุ๊กตาไม้ที่ไร้ทางต่อสู้ ซึ่งง่ายต่อการถูกลอบโจมตีและทำลายอย่างยิ่ง

แต่สำหรับเฉินซานซือแล้ว ตอนนี้เขาไม่ต้องกังวลกับข้อจำกัดทั้งสองข้อนี้เลย

เขาลืมตาขึ้นช้าๆพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา

นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ระดับเปลี่ยนแปลงเทวะ ความต้องการพลังปราณฟ้าดินและทรัพยากรต่างๆก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรจึงลดลงอย่างมาก

แต่โชคดีที่เขายังมีอายุขัยเหลืออีกกว่าสามพันปี ซึ่งมากพอให้เขาก้าวเดินไปได้อย่างไม่รีบร้อน

หลังจากออกจากสถานที่เก็บตัวเพื่อจัดการราชการบางส่วนแล้ว เฉินซานซือก็กลับไปเก็บตัวบำเพ็ญเพียรต่อ

ระดับเจตจำนงเเห่งเทพ…คือการเปิดจุดตันเถียนทั้งเก้า เพื่อให้วิญญาณและเจตจำนงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง จากนั้นจึงจะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับต่อไปได้

"ครืนนน..."

อาณาเขตเพลิงสวรรค์ถูกกางออก

ลานบำเพ็ญเพียรของเฉินซานซือกลายสภาพเป็นทะเลเพลิงในชั่วพริบตา

เขาหลับตาลง โคจรพลังปราณในร่าง และเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชา 'คัมภีร์มังกร' ที่กลายเป็นความเคยชินของกล้ามเนื้อไปเสียแล้ว

เมื่อฝึกฝนมาถึงระดับนี้...เขาไม่จำเป็นต้องถือหอกร่ายรำอีกต่อไป เพียงแค่สัมผัสถึงกฎเกณฑ์ในอาณาเขต และจำลองกระบวนท่าในห้วงความคิดก็เพียงพอแล้ว

เมื่อพลังปราณฟ้าดินอันบริสุทธิ์ถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ...

ตำหนักวิญญาณก็ผุดขึ้นมาในทะเลจิตวิญญาณของเขาทีละหลัง

ตำหนักหลิวจู...มีหลิวจูเจินจวินพำนักอยู่

ตำหนักอวี้ตี้...มีอวี้ชิงเจินหมู่พำนักอยู่

ตำหนักเทียนถิง...มีซั่งชิงเจินหนี่พำนักอยู่

วินาทีที่ตำหนักทั้งสามเปิดออก อุณหภูมิของเปลวเพลิงในอาณาเขตเพลิงสวรรค์ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน

และความสามารถในการควบคุมกฎเกณฑ์ธาตุไฟของเฉินซานซือ ก็ลึกล้ำมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

[เคล็ดวิชา: คัมภีร์มังกร (ระดับเจตจำนงเเห่งเทพ ขั้นกลาง)]

[ความก้าวหน้า: 0/1500]

[ผลลัพธ์: เคลือบเพลิงแท้]

[เคลือบเพลิงแท้: ควบคุมอาณาเขตได้อย่างหมดจด สามารถบังคับเพลิงแห่งกฎเกณฑ์ให้กลายเป็นพลังเสริมรูปแบบใดก็ได้ สามารถเคลือบเพลิงแท้ลงบนหุ่นเชิดหรือสัตว์วิญญาณ เพื่อเพิ่มพลังการต่อสู้ได้]

….

"ไป๋อวี้!" เฉินซานซือเรียกเสียงเรียบ

"นายท่าน มีเรื่องอะไรให้ข้ารับใช้หรือเจ้าคะ?" หญิงสาวในชุดขาวก้าวเข้ามารับคำสั่งทันที​

เฉินซานซือไม่ตอบคำ

"ว้ายยย นี่มัน..."

ไป๋อวี้ งูวิญญาณหยกขาว เพิ่งจะก้าวเท้าลงพื้น ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นเปลวเพลิงร้อนระอุจากทั่วทุกสารทิศพุ่งเข้าโอบล้อมร่างของนางในอาณาเขตแห่งนี้

"นายท่าน ข้า...ข้าจะไม่แอบไปขโมยสมุนไพรวิญญาณที่วังฮวาย่าวมากินอีกแล้ว ยาที่ขโมยมาจากวังโถวซ่วย ข้าก็จะรีบเอาไปคืนเดี๋ยวนี้เลย นายท่าน โปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด..."

เฉินซานซือยกมือขึ้นนวดขมับ

ปกติเขาไม่ค่อยได้จ้ำจี้จ้ำไชเจ้างูตัวนี้เท่าไหร่ ดูท่าลับหลังคงก่อเรื่องไว้ไม่น้อยแน่ๆ

"กรี๊ดดด!"

ไป๋อวี้หลบไม่ทัน ได้แต่มองดูทะเลเพลิงกลืนกินร่างของตนเองไปต่อหน้าต่อตา

แต่เพียงไม่นาน นางก็ตระหนักได้ว่า เปลวเพลิงเหล่านี้ไม่ได้ทำอันตรายแก่นางเลยแม้แต่น้อย

ในทางกลับกัน มันกลับช่วยหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณ และเปลี่ยนเป็นพลังส่วนหนึ่งของนางต่างหาก!

"โฮก..."

งูขาวคืนร่างเดิม เกล็ดสีขาวทั่วตัวมีเส้นสายลวดลายราวกับลาวาไหลเวียนอยู่ นัยน์ตาของมันเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม ดูราวกับงูยักษ์ล้างโลกก็ไม่ปาน!

หลังจากบำเพ็ญเพียรมานับร้อยปี ระดับของนางก็มาถึงขั้นจำแลงร่างขั้นกลางนานแล้ว และภายใต้การเสริมพลังจากเพลิงแท้ พลังของนางก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ขั้นจำแลงร่างขั้นปลายในพริบตา พลังการต่อสู้ใกล้เคียงกับระดับเปลี่ยนแปลงเทวะเลยทีเดียว!

"ไม่เลวเลย"

เฉินซานซือค่อนข้างพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้

ในอนาคต เขาอาจจะสร้างหุ่นเชิดให้มากขึ้น เพื่อสร้างกองทัพอันเกรียงไกรขึ้นมาภายในอาณาเขตนี้

นอกเหนือจากวิถีแห่งการต่อสู้แล้ว ทักษะด้านอื่นๆของเขาก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน

[ทักษะ: ปรุงยา (ระดับห้า)]

[ความก้าวหน้า: 1200/2000]

[ทักษะ: ค่ายกล (ระดับห้า)]

[ความก้าวหน้า: 1080/2000]

[ทักษะ: ควบคุมสัตว์อสูร (ขั้นต้น)]

[ความก้าวหน้า: 889/2000]

[ทักษะ: วาดอักขระ (ระดับสี่)]

[ความก้าวหน้า: 1850/2000]

[ทักษะศักดิ์สิทธิ์: วิถีแห่งธนู (ระดับสี่)]

[ความก้าวหน้า: 1655/2000]

….

ปัจจุบัน...ล่วงเข้าสู่รัชศกเฉินซานซือปีที่สองร้อยสามสิบ

ไม่เพียงแต่เฉินซานซือที่สยบไปทั่วหล้า บรรดาทหารสวรรค์ภายใต้บังคับบัญชาของเขา ต่างก็ก้าวหน้าไปไม่น้อยเช่นกัน

หวังจื๋อ เยี่ยเฟิ่งซิว และคนอื่นๆผ่านการบำเพ็ญเพียรมากว่าร้อยปี ผนวกกับการช่วยเหลือจากดินศักดิ์สิทธิ์หวงเทียน ระดับพลังของพวกเขาก็ก้าวเข้าสู่ขั้นกายาทองคำขั้นปลายแล้ว

เติ้งเฟิง จางซุ่น และคนอื่นๆส่วนใหญ่ก็อยู่ในขั้นกายาทองคำขั้นปลายเช่นกัน

ในเมืองเทียนหยง ผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นอย่าง ฉีเฉิง ตงฟางจิ่งสิง และโจวเหวยเจิน ต่างก็สามารถเตรียมตัวเพื่อก้าวเข้าสู่ระดับวิญญาณเเรกเริ่มได้แล้ว

บรรดาลูกสาวอย่าง เฉินหยุนซี ซูหยุนหวน และคนอื่นๆก็อยู่ในระดับแก่นทองคำขั้นกลาง

ส่วนในบรรดาศิษย์...ซูช่านและคนอื่นๆก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

สำหรับผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำขั้นต้น บัดนี้ในราชวงศ์เซียนต้าฮั่นมีอยู่มากมายจนนับไม่ถ้วนแล้ว

เฉินซานซือยังคงเก็บตัวบำเพ็ญเพียรต่อไป...ห้าร้อยปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับพลิกฝ่ามือ

รัชศกเฉินซานซือปีที่หกร้อยห้าสิบ...เฉินซานซือทะลวงเข้าสู่ระดับเปลี่ยนแปลงเทวะขั้นปลายสำเร็จ!

….

[เคล็ดวิชา: วิชากลืนอัคคี ระดับเปลี่ยนแปลงเทวะขั้นปลาย]

[ความก้าวหน้า: 0/0]

[ผลลัพธ์: ฟ้าดินรวมเป็นหนึ่ง]

[ฟ้าดินรวมเป็นหนึ่ง: พลังระดับเปลี่ยนแปลงเทวะถึงจุดสูงสุด วิญญาณดั้งเดิมได้รับการขัดเกลาจนถึงขีดสุด การร่ายวิชาหรือโจมตีใดๆล้วนแฝงการโจมตีทางวิญญาณดั้งเดิมไปด้วย อีกทั้งยังสามารถควบคุมกฎเกณฑ์ฟ้าดินได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สามารถดูดกลืนไอปีศาจและไอมาร เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังปราณธาตุไฟและนำมาใช้เป็นพลังของตนได้อย่างอิสระ]

….

โดยรวมแล้ว ถือเป็นการยกระดับพลังการต่อสู้ขึ้นในทุกๆด้าน

อันที่จริง...เฉินซานซือใช้เวลาเพียงสองร้อยกว่าปีก็สามารถบำเพ็ญเพียรมาถึงระดับเปลี่ยนแปลงเทวะขั้นปลายได้แล้ว

แต่เนื่องจากขาดเคล็ดวิชาสำหรับขั้น 'ผสานวิถี' ในระดับต่อไป เขาจึงไม่ได้เร่งรีบ และปล่อยเวลาล่วงเลยมาจนถึงบัดนี้

ส่วนระดับเจตจำนงแห่งวิถียุทธ์นั้น เป็นเพราะในแดนมนุษย์ขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญอย่างหนึ่ง จึงยังไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้ คงต้องรอจนกว่าจะขึ้นสู่แดนสวรรค์เสียก่อน

จากนั้น ก็คือความก้าวหน้าในทักษะต่างๆ

[ทักษะ: ควบคุมสัตว์อสูร (ขั้นสูง)]

[ความก้าวหน้า: 0/2000]

[ผลลัพธ์: หมื่นสัตว์ศิโรราบ]

[หมื่นสัตว์ศิโรราบ: ทักษะควบคุมสัตว์อสูรถึงจุดสูงสุด สามารถใช้แรงกดดันจากวิญญาณดั้งเดิมเรียกสัตว์วิญญาณในรัศมีหมื่นลี้ให้มาเชื่อฟังคำสั่งได้ และยังส่งผลกระทบต่อสัตว์วิญญาณที่ทำพันธสัญญาของศัตรูได้อีกด้วย]

….

หมื่นสัตว์ศิโรราบ!

เมื่อมีทักษะนี้ เฉินซานซือก็แทบจะมั่นใจได้เลยว่า หากต้องเผชิญหน้ากับศัตรูในวันข้างหน้า ต่อให้อีกฝ่ายจะมีสัตว์วิญญาณที่เก่งกาจเพียงใด ประสิทธิภาพของมันก็จะลดลงอย่างฮวบฮาบ

แน่นอนว่า เงื่อนไขคือระดับพลังของอีกฝ่ายต้องไม่ห่างจากเขามากจนเกินไป

นอกจากนี้...ทักษะการวาดอักขระก็ทะลวงเข้าสู่ระดับห้าเช่นกัน

[ทักษะ: วาดอักขระ (ระดับห้า)]

[ความก้าวหน้า: 0/2000]

[ผลลัพธ์: วาดอักขระห้วงมิติ]

[วาดอักขระห้วงมิติ: มีพลังแห่งกฎเกณฑ์ปกป้องกาย จึงไม่จำเป็นต้องใช้ 'กระดาษอักขระ' เป็นสื่อกลางอีกต่อไป สามารถตวัดวาดอักขระกลางอากาศ และนำไปใช้งานได้ทันที]

….

พูดง่ายๆก็คือ...บัดนี้เฉินซานซือสามารถใช้พลังจากวิญญาณดั้งเดิม วาดอักขระกลางอากาศได้เลย!

เขาลองทดสอบดูทันที โดยการรวบรวมวิญญาณดั้งเดิม ดึงดูดพลังแห่งกฎเกณฑ์ในฟ้าดินให้มาก่อตัวเป็นอักขระกลางอากาศ ก่อนจะเปลี่ยนมันเป็นลูกไฟพุ่งทะยานเข้ากระแทกเป้าหมายเบื้องหน้าอย่างจัง!

ระยะเวลาที่ใช้ในการวาดอักขระกลางอากาศ ใช้เวลาประมาณสองอึดใจ

ฟังดูอาจจะสั้น แต่ในการต่อสู้จริง เวลาสองอึดใจก็มากพอให้ตายได้แปดร้อยรอบแล้ว

ดังนั้น ประโยชน์หลักของ [วาดอักขระห้วงมิติ] ก็คือการประหยัดวัตถุดิบ แล้วเก็บสะสมอักขระเหล่านั้นไว้ในของวิเศษที่ใช้เป็นสื่อกลาง เพื่อนำออกมาใช้ในยามจำเป็นมากกว่า

และสุดท้าย...วิถีแห่งธนูก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน

[ทักษะศักดิ์สิทธิ์: วิถีแห่งธนู (ระดับห้า)]

[ความก้าวหน้า: 0/2000]

[ผลลัพธ์: หมื่นศรพร้อมพรั่ง, พันกรจำแลง]

[หมื่นศรพร้อมพรั่ง: เปลี่ยนพลังเวทให้เป็นลูกศร สามารถกักเก็บศรนับหมื่น พันกรจำแลง, ยิงออกไปพร้อมกัน พลังทำลายล้างดุจทำลายฟ้าล้างแผ่นดิน]

….

เฉินซานซือหยิบธนูไล่ล่าจันทราดอกท้อที่ผ่านการดัดแปลงแล้วออกมา ค่อยๆง้างสายธนู ตัวคันธนูพลันแตกกิ่งก้านสาขาออกไปรอบทิศทางราวกับ 'ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์' กิ่งก้านหนาแน่นราวกับป่าดงดิบ!

เบื้องหลังของเขา แขนเทพเสวียนหลิงไม่ได้มีเพียงหกแขนอีกต่อไป แต่มันมีมากถึงเป็นร้อยเป็นพันแขน ราวกับพระโพธิสัตว์พันมือที่ผลิบานดั่งดอกบัวสีทองอยู่เบื้องหลัง

แต่ละมือ...ล้วนดึงสายธนูหลายเส้นเอาไว้!

ลูกศรแล้วลูกศรเล่าก่อตัวขึ้นกลางป่าสายธนู พวกมันเกาะกลุ่มกันแน่นหนาจนแทบมองไม่ออกว่ามีจำนวนเท่าใดกันแน่!

วินาทีที่สายธนูถูกปล่อย ลูกศรนับหมื่นก็พุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าดุจฝนดาวตก ครอบคลุมพื้นที่รัศมีหลายพันลี้ พลังทำลายล้างรุนแรงจนแทบจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน!

เพียงแค่กระบวนท่านี้กระบวนท่าเดียว...เฉินซานซือก็สามารถลบสำนักระดับวิญญาณเเรกเริ่มสำนักใดก็ได้ในเทียนสุ่ยให้หายไปในพริบตา!

ทักษะเหล่านี้…

ล้วนเป็นทักษะศักดิ์สิทธิ์ที่เขาค้นพบหลังจากผ่านการขัดเกลามานับร้อยปี!

เมื่อก่อน...เขาทำอะไรก็ต้องแข่งกับเวลามาโดยตลอด แต่สำหรับเรื่องพวกนี้ ต่อให้มีพรสวรรค์สูงส่งเพียงใด ก็ยังต้องใช้เวลาในการสั่งสมอยู่ดี

เมื่อฝึกฝนมาถึงขั้นนี้ ต่อให้เฉินซานซือต้องเผชิญกับการรุมล้อมจากผู้ฝึกตนทั่วหล้า เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้อย่างแน่นอน!

ถึงเวลาแล้วสินะ!

เขาสะบัดมือ ร่างพระราชโองการเตรียมประกาศคำสั่ง

เขาสั่งการให้กองทัพและสำนักเซียนในเทียนสุ่ย เปิดฉากบุกโจมตีเผ่าปีศาจและเผ่าอสูรอย่างเต็มรูปแบบ

สงครามยืดเยื้อยาวนานนับร้อยปี...

เผ่าปีศาจและเผ่าอสูรบาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก สูญเสียอาณาเขตไปกว่าครึ่ง

หากไม่ได้พักฟื้นฟูสักสองสามพันปี ก็ยากที่จะกลับมารุ่งเรืองได้อีก

ยุคทองแห่งเฉินซานซือ...นับเป็นช่วงเวลาที่เผ่ามนุษย์แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายแสนปีในแดนมนุษย์!

นับตั้งแต่ยึดคุนซูมาจนถึงปัจจุบัน ก็ล่วงเลยมากว่าหกร้อยปีแล้ว บัดนี้คือรัชศกเฉินซานซือปีที่เจ็ดร้อยห้าสิบสอง

เฉินซานซือตั้งใจจะเก็บตัวฝึกตนอีกสักร้อยปี แล้วจึงค่อยเตรียมตัวบินขึ้นสู่แดนสวรรค์

วันนี้...ขณะที่เขากำลังจัดการราชการอยู่ในตำหนักอู๋เจียง หัวหน้าขันทีจากกรมพิธีการก็เดินเข้ามาในตำหนัก

"ฝ่าบาท

"ผู้ฝึกตนพเนจรระดับเปลี่ยนแปลงเทวะ หวังจวิ้น มาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"

"อ้อ เขาเองรึ" เฉินซานซือวางฎีกาในมือลง

"ให้เขาเข้ามาเถอะ"

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับ

กะพริบตา...หกร้อยกว่าปีผ่านไป หวังจวิ้นที่เขาเคยพบปะด้วยสองสามครั้ง จากผู้ฝึกตนไร้สำนักที่ตกอับ บัดนี้กลายเป็นผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะที่ใครๆในเทียนสุ่ยต่างก็รู้จัก

เฉินซานซือไม่ได้ประหลาดใจกับความเร็วในการฝึกปรือของอีกฝ่ายแต่อย่างใด

ก็แน่ล่ะ...หมอนี่มีวิญญาณระดับปู่ทวดคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลานี่นา

การมาเยือนของอีกฝ่ายในครั้งนี้ ก็เพื่อเรื่องแท่นทยานสวรรค์

แท่นทยานสวรรค์ในแดนมนุษย์ จะเปิดขึ้นทุกๆสามร้อยปี

และรอบถัดไป ก็คืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว

หวังจวิ้น ก็คงมาเพื่อขอสิทธิ์ในการเลื่อนขั้นนั่นเอง

ในอดีต…

หลังจากที่เฉินซานซือยึดครองคุนซูได้ เขาก็ได้สิทธิ์ในการควบคุมแท่นทยานสวรรค์มาด้วยเช่นกัน

เขาไม่ได้ยึดครองไว้แต่เพียงผู้เดียว ทว่าได้กำหนดกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งขึ้นมา ซึ่งคล้ายกับของคุนซูในอดีต

นั่นคือ ผู้ที่มีสิทธิ์เลื่อนขั้น จะต้องสร้างคุณูปการแก่เผ่ามนุษย์ และต้องไม่เคยทำความชั่วมาก่อน

ตลอดหกร้อยปีที่ผ่านมานี้...หากจะถามว่าผู้ใดสร้างคุณูปการแก่เผ่ามนุษย์มากที่สุด นอกเหนือจากตัวเขาเองแล้ว ก็เห็นจะไม่มีใครเกินหวังจวิ้นผู้นี้อีกแล้ว

เจ้านี่…

เมื่อก่อนแทบจะไม่โผล่หัวมาให้ใครเห็น แอบซ่อนตัวอดทนมาจนถึงระดับวิญญาณเเรกเริ่มขั้นปลาย ถึงได้เริ่มออกโรงกวาดล้างศัตรูในอดีตอย่างเอาเป็นเอาตาย

และหลังจากก้าวเข้าสู่ระดับเปลี่ยนแปลงเทวะแล้ว…เขาก็ถึงกับบุกไปกวาดล้างสำนักของเผ่าอสูรหลายแห่ง เพื่อล้างแค้นที่เคยถูกทำลายสำนักในอดีต

เรียกได้ว่า สำหรับลูกผู้ชาย…หกร้อยปีแก้แค้นก็ยังไม่สายจริงๆ!

ต่อมาเมื่อต้าฮั่นยกทัพไปปราบปรามเผ่าอสูรและเผ่าปีศาจ หวังจวิ้นก็อาสาเป็นทัพหน้าเข้าร่วมรบด้วย

เขาสังหารปีศาจและมารไปมากมายนับไม่ถ้วน จนกลายเป็น 'เซียนดาบอันดับหนึ่งแห่งเทียนสุ่ย' ที่ทุกคนต่างสรรเสริญ

…..

จบบทที่ บทที่ 642 : ราชวงศ์เซียนต้าฮั่น

คัดลอกลิงก์แล้ว