เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 646 : ปฐมเซียนผสานวิถี

บทที่ 646 : ปฐมเซียนผสานวิถี

บทที่ 646 : ปฐมเซียนผสานวิถี


บทที่ 646 : ปฐมเซียนผสานวิถี

ยุคที่ ‘ท่านเหมย’ นั่งแท่นปกครองนั้น นับเป็นช่วงเวลาที่สำนักหลัวเซียวรุ่งเรืองถึงขีดสุด เคยอาศัยเพียงกำลังของตนเองกดข่มทั้งโลกผู้บำเพ็ญเพียรเอาไว้

ไม่ใช่แค่มวลมนุษย์เท่านั้น แต่รวมถึงเผ่ามารและเผ่าอสูรก็ล้วนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง

แต่จุดสำคัญที่สุดก็คือ...

จักรพรรดิเซียนผู้นี้ ได้ร่วงหล่นดับสูญไปตั้งแต่เนิ่นนานมาแล้ว!

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เฉินซานซือก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกในใจ

เมื่อพันปีก่อน เขาจำได้แม่นยำว่าเคยพบท่านเหมยที่ยังมีชีวิตอยู่ แถมอีกฝ่ายยังเคยมอบวิชา ‘หมื่นวิถีล้วนต้องห้าม’ ให้กับเขาด้วยซ้ำ!

ถ้าหากท่านเหมยตายไปตั้งนานแล้วล่ะก็...

แล้วคนที่เขาเจอคือตัวอะไรกันแน่?

เขากดข่มความสงสัยในใจเอาไว้ แล้วอ่านเนื้อหาต่อไป

หลังจากจักรพรรดิเซียนผู้นี้ดับสูญ เผ่ามนุษย์ก็ตกอยู่ในความวุ่นวายยาวนาน ทว่าในท้ายที่สุด สำนักหลัวเซียวภายใต้การนำของ ‘ติงซิว’ ก็สามารถปราบปรามความวุ่นวายและรวบรวมใต้หล้าให้สงบสุขได้สำเร็จ ก่อนจะสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

แม้สำนักต่างๆจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าในยุคแรกเริ่ม แต่โดยรวมแล้วก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุม

และที่สำคัญที่สุด...

เซียนที่ชื่อว่า ‘ติงซิว’ ผู้นี้ หากจะให้พูดกันจริงๆก็ถือว่ามีที่มาไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

เขาคือหนึ่งใน ‘สิบสองปฐมเซียนทองคำ’

สิบสองปฐมเซียนทองคำในที่นี้ ไม่ใช่สิบสองเซียนในตำนานเทพปกรณัมที่เฉินซานซือคุ้นเคยในชาติก่อน แต่มันคือคำยกย่องที่โลกผู้บำเพ็ญเพียรใช้เรียกขานสิบสองยอดเซียนที่เคยสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า

สิบสองปฐมเซียนทองคำเหล่านี้ เคยติดตามท่านเหมยผู้เป็นจักรพรรดิเซียน ออกทำศึกปราบปรามความวุ่นวายไปทั่วแปดทิศสี่มหาสมุทร จนก่อเกิดเป็นยุคทองแห่งวิถีเซียนอันสงบสุข

วันเวลาผันผ่าน เนิ่นนานจนท้องทะเลกลายเป็นผืนดิน

สิบสองปฐมเซียนทองคำในอดีต ปัจจุบันหลงเหลือผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็คือ ติงซิว

ระดับพลังของคนผู้นี้อยู่เหนือกว่าระดับจอมเซียนขึ้นไปอีก นั่นคือระดับ ปรมาจารย์เซียน

ผสานวิถี, จอมเซียน, ปรมาจารย์เซียน

สามระดับนี้ คือสิ่งที่เฉินซานซือสรุปเอาเองจากการอ่านตำราโบราณและการฟังคำบอกเล่าต่างๆ

หากสูงขึ้นไปกว่านี้ ก็คือจุดสูงสุดของเส้นทาง

นั่นคือระดับที่บันทึกไว้ในตำราโบราณ...จักรพรรดิเซียน

นับตั้งแต่ท่านเหมยดับสูญไป ในช่วงเวลาอันยาวนาน เผ่ามนุษย์ก็มีจักรพรรดิเซียนปรากฏตัวขึ้นมาอีกหลายท่าน แต่พวกเขาก็มักจะตกตายในมหาศึกสงคราม หรือไม่ก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย

จนถึงปัจจุบัน เผ่ามนุษย์ไม่มีจักรพรรดิเซียนมานานนับหมื่นปีแล้ว

นอกเหนือจากการสืบข้อมูลขุมกำลังต่างๆในโลกผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว เฉินซานซือยังพยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ ‘เมล็ดพันธุ์มาร’ ด้วย

ทว่ากลับคว้าน้ำเหลว

ในตำราโบราณไม่มีการกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘เมล็ดพันธุ์มาร’ เลยแม้แต่น้อย

หาก ‘เมล็ดพันธุ์มาร’ เป็นของวิเศษที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินจริงๆมันก็ไม่น่าจะรอดพ้นจากการถูกบันทึกร่องรอยเอาไว้ได้สิ

ดูเหมือนว่าในเวลาอันสั้นนี้ คงจะยังหาคำตอบไม่ได้

เฉินซานซือพรูลมหายใจยาวออกมา

ช่างมันเถอะ

ค่อยๆเป็นค่อยๆไปก็แล้วกัน ทำอะไรต้องระมัดระวังให้มาก

เขาหยิบแผนที่ออกมา แล้วค้นหาสถานที่ในเขตตงหลิงที่สามารถเก็บเกี่ยวของวิเศษล้ำค่าได้...เทือกเขาจั้งซิง

เทือกเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับอาณาเขตของเผ่าอสูร มีลักษณะคล้ายกับเทือกเขาหมื่นอสูร แต่ในความเป็นจริงแล้วกว้างใหญ่และอันตรายกว่ามาก โชคดีที่ระยะทางไม่ได้ไกลมากนัก

เฉินซานซือขี่เชียนสวินเดินทางมา เพียงไม่ถึงครึ่งเดือนก็ถึงจุดหมาย

เขามองไปยังผืนป่าทึบสีดำทะมึนเบื้องหน้า โดยไม่ได้รีบร้อนบุกเข้าไปในทันที แต่กลับหาสถานที่ลับตาบริเวณชายป่า เพื่อจัดเตรียมค่ายกลเอาไว้ล่วงหน้า

ค่ายกลพันบรรพตคืนต้นกำเนิด

นี่คือค่ายกลเคลื่อนย้ายพริบตา

เฉินซานซือทิ้งจุดเคลื่อนย้ายเอาไว้ที่นี่ หลังจากนี้ตราบใดที่อยู่ในรัศมีที่กำหนด ขอเพียงแค่กระตุ้นค่ายกล เขาก็จะสามารถวาร์ปกลับมาที่นี่ได้ทันที

ที่นี่ไม่เหมือนกับโลกเบื้องล่าง

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะ ไม่ใช่ตัวตนที่อยู่บนจุดสูงสุดอีกต่อไป

ดังนั้นเฉินซานซือจึงไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย ในระหว่างที่ค้นหาสมุนไพร หากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่เขารับมือไม่ไหว จะได้สามารถหลบหนีออกมาได้ทันท่วงที

หลังจากจัดการค่ายกลเสร็จสิ้น เขาก็ตั้งค่ายกลพรางตาทับซ้อนไปอีกชั้นเพื่อซ่อนจุดเคลื่อนย้าย ก่อนจะหันหลังเดินบุกลึกเข้าไปในพงไพรที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา

ลึกเข้าไปในหุบเขา หมอกพิษมีลักษณะราวกับงูหลามยักษ์สีขาวซีดนับไม่ถ้วน พวกมันเลื้อยพันรอบลำต้นของต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้าอย่างเงียบเชียบ บดบังแสงตะวันที่แทบจะไม่มีอยู่แล้วให้ยิ่งเบาบางลงไปอีก

เฉินซานซือเดินทางฝ่าดงป่าอันมืดมิด ระหว่างทางเขาพบเจอสัตว์วิญญาณรูปร่างประหลาดตามากมาย ซึ่งหลายตัวในนั้นก็เป็นสายพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปจากโลกมนุษย์แล้ว

ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ย่อมไม่ควรพลาดโอกาสดีๆ

เขาจึงลงมือล่าพวกมันไปสองสามตัวแล้วยัดใส่ถุงเก็บของ และยังจับเป็นมาอีกหลายตัว โดยตั้งใจว่าวันหน้าจะลองดูว่าจะสามารถนำไปเลี้ยงได้หรือไม่ จากนั้นก็เดินทางต่อไป

เทือกเขาจั้งซิงแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก

เฉินซานซือเสียเวลาคลำทางในป่ามากกว่าเวลาที่ใช้เดินทางมาเสียอีก ผ่านไปเต็มๆกว่ายี่สิบวัน ในที่สุดเขาก็พบเป้าหมายของตัวเองซ่อนอยู่ในส่วนลึกของเทือกเขา

มันคือหุบเหวลึกที่มีหน้าผาสูงชันล้อมรอบทั้งสามด้าน ตรงกลางหุบเหวมีต้นไม้ประหลาดต้นหนึ่งเติบโตอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ต้นไม้สูงไม่ถึงสามจั้ง กิ่งก้านคดเคี้ยว รูปลักษณ์ดูเก่าแก่โบราณ ลำต้นเปล่งประกายคล้ายแก้วหลากสีที่โปร่งแสง กึ่งโลหะกึ่งหยก ใบไม้เบาบาง บนยอดกิ่งสูงสุดมีดอกไม้สีแดงดอกหนึ่งห้อยย้อยอยู่ รูปร่างคล้ายเปลวไฟที่กำลังลุกโชน

ขอบใบไม้มีแสงวาบวับราวกับทองคำหลอมเหลว มันสว่างและหรี่ลงอย่างเงียบงันอยู่ก้นหุบเหวอันมืดมิด ราวกับกำลังหายใจ

มู่หลานสถิตวิญญาณ!

"ในที่สุดก็เจอสักที..."

เฉินซานซือไม่เสียแรงเปล่า

ก่อนหน้านี้คนของร้านอวิ้นหลิงไจเคยบอกไว้ว่า มู่หลานสถิตวิญญาณ หากหลุดออกจากกิ่งไม้เมื่อไหร่ มันจะตายทันที

เขายกมือขึ้นร่ายเวท เตรียมจะถอนรากถอนโคนต้นไม้นี้ นำไปปลูกในดินล้ำค่า 'หวงเทียนซีหร่าง' ของเขาโดยตรง

ทว่าในจังหวะนั้นเอง จู่ๆก็มีกลิ่นอายสังหารขุมหนึ่งพุ่งตลบมาจากทางด้านหลัง!

เฉินซานซือเตรียมใจระวังตัวไว้อยู่แล้ว เขาชักดาบไท่อาออกมาโดยสัญชาตญาณ

เปลวเพลิงแห่งการจุติใหม่ลุกโชนพันรอบตัวดาบในชั่วพริบตา ก่อนจะตวัดฟันสวนกลับไปทางด้านหลังอย่างดุดัน!

"เคร้ง——!"

เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อง

ดาบไท่อาปะทะเข้ากับกรงเล็บเหล็กโค้งงอสีดำทมิฬ

เปลวไฟบนคมดาบราวกับถูกกรงเล็บฉีกทลายจนแตกกระจายสั่นไหว แสงไฟกะพริบวูบวาบไม่คงที่!

วงแขนทั้งสองของเฉินซานซือสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พลังมหาศาลที่ยากจะต้านทานผสมผสานกับไอมารอันเย็นยะเยือกพุ่งทะลวงเข้ามา โขดหินใต้ฝ่าเท้าทนรับแรงกระแทกไม่ไหวจนแตกกระจายเสียงดังสนั่น

ตัวเขากระเด็นถอยหลังไปตามแรงปะทะ ถอยไปไกลนับร้อยจั้งกว่าจะทรงตัวหยัดยืนได้มั่นคง

เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าผู้ที่ลอบโจมตีเขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรในชุดคลุมยาวสีดำ จากแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่าง คาดว่าน่าจะอยู่ในระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นปลาย

รอบกายของอีกฝ่าย มีกรงเล็บสีดำสนิทลอยล่องอยู่ถึงเก้าอัน

สมบัติโบราณจิตวิญญาณ...กรงเล็บมังกรดำกลืนวิญญาณ!

"หึหึ~"

ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำหรี่ตาแคบลง

"ช่างเป็นวิธีการซ่อนเร้นพลังที่ยอดเยี่ยมจริงๆนะ ข้าก็นึกว่าเป็นแค่ผู้บำเพ็ญระดับแก่นทองคำ จะฆ่าทิ้งสักคนก็คงง่ายดาย ที่แท้ก็เป็นถึงระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นปลายเชียวรึ!

"ทั่วทั้งทวีปเซียนหนานหยวน ผู้บำเพ็ญระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นปลาย ไม่มีใครที่ข้าไม่รู้จัก...แต่ทำไมหน้าเจ้าถึงได้ดูแปลกตานักล่ะ?"

เฉินซานซือไม่ตอบคำถามนั้น เพียงแต่กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

"ข้ากับท่านไม่เคยมีความแค้นต่อกัน แล้วเหตุใดจึงต้องลอบโจมตีข้าด้วย?"

"จะฆ่าระดับแก่นทองคำสักคนเนี่ย...ยังต้องมีเหตุผลด้วยงั้นหรือ?"

ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำแค่นเสียงเย็นชา

"ถึงจะดูคนผิด นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะเป็นระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะก็เถอะ แต่ในเมื่อสร้างความแค้นต่อกันแล้ว ก็คงต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งนั่นแหละ!"

กรงเล็บมังกรดำกลืนวิญญาณทั้งเก้าที่ลอยอยู่รอบกายพลันเปล่งแสงสีดำเจิดจ้า พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็กราวกับเสียงภูตผีโหยหวน

พวกมันพุ่งเข้าใส่ราวกับมังกรพิษเก้าตัวจากยมโลกที่ฉีกกระชากอากาศ พุ่งทะยานโจมตีจากหลากหลายทิศทาง

แม้จะเป็นการโจมตีจากผู้บำเพ็ญระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นปลาย แต่ก็ไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทำลายล้างสวรรค์และปฐพีแต่อย่างใด

หากไม่มีแสงสีดำวาบวับ มันก็คงดูเหมือนการโจมตีธรรมดาๆของยอดฝีมือในยุทธภพเท่านั้น

แต่หากสัมผัสอย่างละเอียดก็จะพบว่า...

นี่คือความเชี่ยวชาญระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นปลาย ที่ควบคุมพลังแห่งกฎเกณฑ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยการบีบอัดพลังโจมตีทั้งหมดให้รวมกันอยู่ที่จุดเดียว…ไม่ให้สูญเปล่าแม้แต่น้อย

เงากรงเล็บพุ่งผ่านไปที่ใด มิติก็เกิดระลอกคลื่นที่แฝงไว้ด้วยพลังเร้นลับที่พร้อมจะกลืนกินจิตวิญญาณ

เฉินซานซือไม่ถอยหนีแต่กลับพุ่งสวนเข้าไป ประกายไฟเจิดจ้าพวยพุ่งออกจากทวารทั้งเจ็ด เปลวไฟแต่ละสายพุ่งแทรกซึมลงสู่ใต้ดินราวกับมังกรเพลิง

โดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง ระลอกคลื่นสีแดงฉานที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แฝงความร้อนระอุระดับที่สามารถแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้เป็นจุล ได้ระเบิดกระจายออกไป!

คลื่นความร้อนกวาดผ่านไปที่ใด ห้วงมิติก็ราวกับก้อนหินยักษ์ที่ทุ่มลงในทะเลสาบอันเงียบสงบ มันบิดเบี้ยวและสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง…จนกระทั่งลุกไหม้อย่างสมบูรณ์ และปกคลุมฟ้าดินอย่างรวดเร็ว

เหนือท้องฟ้า เมฆที่ม้วนตัวกลายเป็นทะเลเพลิง ดวงอาทิตย์ที่เคยสว่างเจิดจ้ากลับกลายเป็นดวงตายักษ์ที่จ้องมองลงมายังสรรพสัตว์บนพื้นดิน

อาณาเขตเพลิงสวรรค์!

ในวินาทีที่อาณาเขตถูกกางออก ความเร็วของกรงเล็บมังกรดำทั้งเก้าก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

แสงสีดำที่พันรอบพื้นผิวของพวกมันก็ค่อยๆสลายไปภายใต้การแผดเผา เกิดควันสีเขียวดัง 'ฉ่าๆ' แม้แต่พลังกฎเกณฑ์ที่แฝงอยู่บนนั้นก็ถูกอาณาเขตเพลิงกลืนกินไปด้วย

เมื่อพุ่งมาถึงตรงหน้าเฉินซานซือ พลังของมันก็อ่อนโทรมลงจนถึงขีดสุด เขาจึงใช้ดาบไท่อาปัดป้องกลับไปได้อย่างง่ายดาย

"วิ้ง!"

ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำรีบควบคุมสมบัติโบราณให้กลับมามั่นคง เมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุระหว่างฟ้าดิน สีหน้าของเขาก็พลันดูไม่ได้ทันที

"นี่มันอาณาเขต! เจ้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์สายเจตจำนงเเห่งเทพงั้นรึ? ฝึกฝนทั้งวิถีเซียนและวิถียุทธ์ควบคู่กันเลยหรือเนี่ย?!"

ฝึกทั้งเซียนและยุทธ์ควบคู่กัน แถมยังบรรลุถึงขั้นที่ห้า ใกล้จะเข้าสู่ระดับผสานวิถีแล้วด้วย

บุคคลระดับนี้ ทั่วทั้งโลกผู้บำเพ็ญเพียรมีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น และเจ้านี่...ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนของสำนักแถวๆนี้แน่

บินขึ้นมา...(ทะลวงมิติ)

ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำพลันกระจ่างแจ้ง

"ที่แท้เจ้าก็คือผู้บำเพ็ญเพียรที่ทะลวงมิติมาจากโลกเบื้องล่างงั้นสิ?!"

เฉินซานซือไม่พูดพร่ำทำเพลง

ร่างของเขาพุ่งทะยานผ่านเปลวเพลิง เพียงชั่วพริบตาก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย

หอกยาวแปรเปลี่ยนเป็นมังกรเพลิงผงาดขึ้นฟ้า อ้าปากกว้างหมายจะงับศีรษะของศัตรู ในเวลาเดียวกัน เงาร่างขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นด้านหลังของเขา

เงานั้นยกดาบไท่อาขึ้น และฟาดฟันเข้าใส่จิตวิญญาณต้นกำเนิดของอีกฝ่ายโดยตรง

"อ๊าก?!"

ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำตกใจสุดขีด เขารีบเรียกดาบยาวสีทองทมิฬออกมาจากอกเสื้อเพื่อปัดป้องหอกยาว จากนั้นก็เรียกโคมไฟออกมาคุ้มกันเหนือศีรษะเพื่อป้องกันการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยังจิตวิญญาณ

"ตูมมม——"

การโจมตีฟาดฟันลงมา

ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำฝืนต้านรับไว้ได้ แต่เส้นลมปราณและจิตวิญญาณต้นกำเนิดก็ยังได้รับความเสียหายอย่างไม่อาจฟื้นฟู

ร่างของเขาร่วงหล่นลงในลาวาร้อนระอุ เสื้อคลุมเวทไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา ผิวหนังไหม้เกรียมเป็นสีดำ

เขารีบร่ายเวทถอยร่นไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง หมายจะทิ้งระยะห่างจากศัตรู ทว่าการโจมตีระลอกที่สองก็พุ่งติดตามมาติดๆ

"ตูม ตูม ตูม——"

ผ่านไปเพียงไม่กี่สิบกระบวนท่า

ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำก็ตกอยู่ในสภาพสิ้นไร้เรี่ยวแรง ไม่เหลือพลังที่จะต่อกรได้อีก ทำได้เพียงป้องกันตัวรับการโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวอย่างยากลำบาก

"บัดซบ!

"บัดซบเอ๊ย!!!"

เขากร่นด่าความซวยอยู่ในใจ

ตนเคยได้ยินอาจารย์บอกไว้ว่า พวกผู้บำเพ็ญที่ทะลวงมิติขึ้นมาจากโลกเบื้องล่าง มักจะมีวิธีการต่อสู้ที่เหี้ยมโหดอำมหิต วันนี้พอมาเจอเข้ากับตัว ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ!

เดิมทีการเข้าเขามาในครั้งนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำเพียงแค่ตั้งใจจะมาหาสมุนไพรวิญญาณสักหน่อย เพื่อนำกลับไปแลกผลงานที่สำนัก

คิดไม่ถึงเลยว่าจะดวงซวยขนาดนี้ ดันมาเจอไอ้ตัวอันตรายที่มาจากโลกเบื้องล่างเข้าให้!

แต่ก็ยังดีที่...ผู้อาวุโสในสำนักก็อยู่แถวๆนี้เหมือนกัน

อีกฝ่ายเปิดใช้อาณาเขตแบบนี้ ความโกลาหลย่อมดังสนั่นหวั่นไหวแน่

ขอเพียงแค่ถ่วงเวลาไปได้สักพัก ผู้อาวุโสจะต้องพบความผิดปกติ และรีบตามมาช่วยแน่ๆ!

"วิ้ง——"

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำก็เรียกยันต์วิเศษระดับหกออกมา

หยกปราบขุนเขาเก้าตำหนัก!

เมื่อกระตุ้นการทำงานของยันต์วิเศษ แสงสีเหลืองอมส้มจางๆก็เข้าปกคลุมทั่วร่างของเขา

ภายใต้การคุ้มครองของแสงนี้ ผลกระทบจากการแผดเผาของเปลวเพลิงแห่งการจุติใหม่ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำจึงมีโอกาสได้พักหายใจ

เขาล้วงเอายันต์และของวิเศษต่างๆออกมาใช้อีกมากมาย ใช้วิชาหลบหนีสารพัดรูปแบบ วิ่งพล่านหลบหลีกไปทั่วภายในอาณาเขตเพลิงสวรรค์ ไม่ยอมรับมือตรงๆอีกต่อไป

เฉินซานซือขมวดคิ้วแน่น…ดูออกเลยว่าอีกฝ่ายกำลังถ่วงเวลาอยู่!

เขาไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปแน่

"เชียนสวิน!

"ชิงเหนี่ยว!

"ไป๋หยู!"

แสงสว่างวาบพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทีละสาย

งูขาวล้างโลกพุ่งโผล่พ้นขึ้นมาจากลาวาเดือดพล่าน ร่างกายมหึมาของมันบดบังท้องฟ้า อ้าปากพ่นน้ำตกเพลิงสีแดงฉานเข้าปกคลุมผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำ

ชิงเหนี่ยวร่ายรำอยู่กลางทะเลเพลิง ปีกที่เปล่งแสงเปลี่ยนรูปเป็นลูกศรเพลิง พุ่งทะยานลงสู่พื้นดินราวกับห่าฝนตามจังหวะการกระพือปีก

เชียนสวินควบทะยานท่ามกลางเพลิงแห่งการจุติใหม่ กีบเท้าหน้าของมันกระทืบลง บดขยี้ห้วงมิติให้แหลกสลาย!

ผ่านการบำเพ็ญเพียรมานับพันปี สัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งสามตัวนี้ก็สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นต้นได้ก่อนที่เขาจะบินขึ้นมาสู่โลกเบื้องบนราวร้อยปี

และในยามนี้ ภายใต้การเสริมพลังของ [เปลวไฟแท้เสริมแกร่ง] เมื่อดูดซับเพลิงแห่งการจุติใหม่เข้าไป พลังรบของพวกมันก็ยกระดับขึ้นถึงระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นกลางได้ชั่วคราว

ต่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำจะอยู่ในระดับขั้นปลาย แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการรุมล้อมของสัตว์อสูรระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นกลางถึงสามตัว เขาก็ต้องรับมืออย่างสุดกำลัง ไม่สามารถเอาแต่หลบหนีถ่วงเวลาได้อีกต่อไป

เฉินซานซือฉวยจังหวะนี้ ใช้วิชาขั้นสุดยอด หอกยาวสีเงินสว่างและดาบไท่อา พุ่งเข้าโจมตีร่างของศัตรูซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างหนักหน่วง

"แกรก——"

ในที่สุด...

'หยกปราบขุนเขาเก้าตำหนัก' ของผู้บำเพ็ญชุดดำก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆแสงคุ้มกันตรงหน้าก็สลายหายไปเป็นอากาศธาตุ

"โฮก——"

งูวิญญาณไป๋หยูคว้าโอกาสนี้ อ้าปากงับเข้าที่ท่อนบนของอีกฝ่ายอย่างจัง เขี้ยวพิษอันแหลมคมราวกับดาบสองเล่มแทงทะลุร่าง พร้อมกับฉีดพิษร้ายเข้าสู่เส้นลมปราณและเลือดเนื้อของเขาอย่างบ้าคลั่ง

"อ๊ากกก!!!"

ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา

เฉินซานซือพุ่งตามมาติดๆก่อนจะฟาดดาบลงไป ตัดร่างของอีกฝ่ายขาดเป็นสองท่อน

งูวิญญาณไป๋หยูกลืนท่อนบนของเขาลงท้องไป

ส่วนเฉินซานซือก็ใช้เพลิงแห่งการจุติใหม่ แผดเผาจิตวิญญาณต้นกำเนิดที่เหลืออยู่ของอีกฝ่ายจนมอดไหม้ไม่เหลือซาก

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นปลายคนหนึ่ง ต้องมาตกตายลงด้วยน้ำมือของเขาเช่นนี้เอง!

….

"ฝีมือสู้เสวียนฉงจื่อไม่ได้เลยแฮะ..."

เฉินซานซือสัมผัสได้ชัดเจน

เจ้านี่แม้จะมีระดับพลังใกล้เคียงกับเสวียนฉงจื่อ แต่พลังรบกลับห่างชั้นกันลิบลับ เกรงว่าถ้าเป็นเสวียนฉงจื่อ ก็คงสังหารเจ้านี่ได้ง่ายๆเหมือนกัน

"เจ้านาย มีคนกำลังพุ่งเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูง!" ชิงเหนี่ยวเอ่ยเตือน

"ข้ารู้แล้ว"

เฉินซานซือไม่รอช้า รีบเก็บ 'มู่หลานสถิตวิญญาณ' ที่เขาอุตส่าห์ปกป้องเอาไว้ในอาณาเขต เข้าไปในหวงเทียนซีหร่าง จากนั้นก็เตรียมตัวจะหนีออกจากที่นี่

ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและโกรธเกรี้ยว แฝงไว้ด้วยแรงกดดันอันไร้ขีดจำกัดก็ดังก้องขึ้น

"ไอ้โจรชั่วที่ไหนกัน…บังอาจมาสังหารศิษย์สืบทอดสายตรงของ 'สำนักเสินเซียว' ของข้า!!!"

สิ้นเสียงตวาด ทั่วทั้งอาณาเขตเพลิงก็พลันมืดครึ้มลงทันตา

เฉินซานซือเงยหน้ามอง ก็เห็นเงาดำทะมึนขนาดมหึมา ปรากฏขึ้นเหนืออาณาเขตเพลิงสวรรค์

มันคือกำปั้นแสงสีทองขนาดยักษ์!

"ตูมมม——"

เมื่อกำปั้นทุบลงมา อาณาเขตเพลิงสวรรค์ทั้งหมดเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับถูกแหวกเมฆแยกทะเล

อาณาเขตถูกผ่าออกเป็นสองซีก แม้แต่ห้วงอากาศก็หนักอึ้งราวกับภูเขาไท่ซาน

มันบีบให้ขาทั้งสองข้างของเฉินซานซือทรุดต่ำลงไปเรื่อยๆจนแทบจะหายใจไม่ออก!

แรงกดดันนี้เหนือล้ำกว่าระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะไปไกลลิบ

นี่มัน...

ระดับผสานวิถี!

เซียนระดับผสานวิถี!

ผู้บำเพ็ญระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะ แม้จะถือว่าหลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์ธรรมดาไปแล้ว แต่ผู้บำเพ็ญระดับผสานวิถีที่มีอายุขัยยาวนานถึงแปดพันปีนั้น คือเซียนที่แท้จริง!

เฉินซานซือพยายามจะเบี่ยงตัวหลบ แต่กลับพบว่าขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้ ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย!

เขาดึงธนูร้อยกวางไล่จันทร์ออกมา

หมื่นศรพร้อมยิง พันมือเงาลวง!

ลูกศรนับหมื่นนับพันดูดซับเพลิงแห่งการจุติใหม่ สะสมพลังจนถึงขีดสุดก่อนจะระเบิดออก กลายเป็นพายุฝนดาวตกเพลิงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!

ทว่า——

ฝนดาวตกเหล่านี้เมื่อปะทะเข้ากับกำปั้นแสงสีทองขนาดยักษ์ กลับทำได้เพียงกระเซ็นเป็นประกายไฟเล็กๆเท่านั้น ไม่สามารถหยุดยั้งหรือทำให้ความเร็วของกำปั้นที่ร่วงหล่นลงมาช้าลงได้แม้แต่น้อย!

นี่หรือคือพลังของเซียนระดับผสานวิถี!

"เชียนสวิน พวกเจ้ากลับมาให้หมด!"

เฉินซานซือตะโกนสั่ง พร้อมกับเก็บสัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งหมดกลับเข้าถุงเก็บของ

ในเสี้ยววินาทีก่อนที่กำปั้นจะกระแทกถึงตัว เขาก็สลัดหลุดจากแรงกดดันได้สำเร็จ จากนั้นจึงกระตุ้นค่ายกล ร่างกายมุดหายเข้าไปในความว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอย

……

จบบทที่ บทที่ 646 : ปฐมเซียนผสานวิถี

คัดลอกลิงก์แล้ว