เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 - องค์ชายทั้งสาม

บทที่ 42 - องค์ชายทั้งสาม

บทที่ 42 - องค์ชายทั้งสาม


บทที่ 42 - องค์ชายทั้งสาม

★★★★★

ถนนหลวงชานเมืองทิศใต้ของนครลกเอี๋ยง ภายใต้แสงแดดฤดูใบไม้ร่วง ลมแรงพัดฝุ่นตลบอบอวล ทั้งคนและม้าต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดิน

"ย่าห์! ย่าห์!"

ม้าเร็วควบผ่านสำนักศึกษาหลวงและศาลบรรพชนหลวงติดต่อกัน ทะลุผ่านประตูเซวียนหยางและคูเมือง ภายใต้แสงแดดฤดูใบไม้ร่วงสาดส่อง ทุกสิ่งทุกอย่างดูสว่างไสว ใบไม้เปลี่ยนสีเหลืองอร่ามราวกับเปล่งประกายเจิดจ้า และจุดหมายปลายทางที่ม้าเร็วตัวนี้กำลังมุ่งหน้าไป ก็คือจวนของตันซิ่วที่เพิ่งจะปัดกวาดเช็ดถูใหม่เมื่อครึ่งเดือนก่อนนั่นเอง

ผู้ที่ขี่ม้ามาคือองครักษ์รักษาพระนครนายหนึ่ง เขามาในฐานะผู้ส่งสารเพื่อแจ้งข่าวแก่ตันซิ่วว่า วันนี้ยามเว่ย กว่างอู่เซี่ยนโหวจางฮวา จะเดินทางมาเยี่ยมเยียนที่จวนพร้อมกับองค์ชายทั้งสามพระองค์ ได้แก่ สื่อผิงอ๋องซือมาเหว่ย ผูหยางอ๋องซือมาอวิ่น และชิงเหออ๋องซือมาเสีย

"จางฮวามาแล้ว แถมยังพาองค์ชายมาด้วยตั้งสามองค์" เมื่อตันซิ่วได้ยินข่าวนี้ก็หันไปพูดกับเล่าเซี่ยนด้วยความดีใจว่า "ดี! พูดแบบนี้ก็แสดงว่าเรื่องที่ข้าชำระตำราประวัติศาสตร์ทราบถึงเบื้องบนแล้ว หวยชง ดีเหลือเกิน! ดูเหมือนว่าฮ่องเต้จะทรงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากทีเดียว"

พูดจบเขาก็รีบเรียกข้ารับใช้ในจวนมาหลายคนเพื่อเตรียมตัวต้อนรับองค์ชายทันที เขาดีใจจนเนื้อเต้นเสียจนเล่าเซี่ยนรู้สึกว่าดูเสียกิริยาไปสักหน่อย

แต่ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นเรื่องอนาคตหน้าที่การงานของอาจารย์ เล่าเซี่ยนจึงพอเข้าใจได้ เขาเคยได้ยินเรื่องราวความยากลำบากของอาจารย์หลังจากเข้ามารับราชการในราชวงศ์จิ้น สาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะความสามารถที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตา ประกอบกับเป็นคนพื้นเพสู่ก๊ก จึงถูกเพื่อนขุนนางคอยกีดกันและโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ไม่เพียงแต่ตกงาน ทว่าชื่อเสียงยังป่นปี้ไม่มีชิ้นดี แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ คนเก่งก็ยิ่งอยากพิสูจน์ตัวเอง ยิ่งโหยหาความสำเร็จและชื่อเสียงเกียรติยศทางโลกมากขึ้น ตอนนี้อุตส่าห์คว้าโอกาสมาได้แล้วย่อมไม่มีทางปล่อยหลุดมือไปเด็ดขาด

นี่คือสิ่งที่ตันซิ่วสมควรได้รับ ทุ่มเทแรงกายแรงใจชำระประวัติศาสตร์มานานนับสิบปี กว่าจะประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน ความมุมานะเช่นนี้ หากนำไปเทียบกับพวกลูกหลานขุนนางชั้นสูงที่เกิดมาก็มีพร้อมทุกอย่างแล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะเอ่ยชมอย่างไรก็คงไม่มากเกินไป เล่าเซี่ยนจึงกล่าวแสดงความยินดีว่า "ไข่มุกเม็ดงามมีหรือจะถูกฝุ่นบดบัง อาจารย์มีวันนี้ได้ ความจริงยังถือว่ามาช้าไปเสียด้วยซ้ำขอรับ"

เมื่อถึงยามเว่ยในช่วงบ่าย จางฮวาและองค์ชายทั้งสามก็มาถึงตามนัดหมาย ขบวนของจางฮวาและองค์ชายทั้งสามนั้นไม่เล็กเลย ทหารชุดเกราะหลายสิบนาย รถม้าสี่คัน และยังมีข้ารับใช้ติดตามมาอีกหลายสิบคน คนเป็นร้อยเบียดเสียดกันอยู่ในลานเรือน คึกคักไม่แพ้งานชุมนุมบัณฑิตเมื่อไม่กี่วันก่อนเลย แม้แต่บรรดาข้ารับใช้ในจวนตันซิ่วที่ไม่รู้หนังสือสักตัวก็ยังดูออกว่าการที่จางฮวามาในครั้งนี้ ต้องได้รับพระราชโองการจากฮ่องเต้มาอย่างแน่นอน

"นายท่านกำลังจะได้รับการแต่งตั้งให้รับตำแหน่งสำคัญแล้ว"

"ไม่ว่าจะได้ไปอยู่สำนักบริหาร สำนักราชเลขาธิการ หรือสำนักตรวจราชการ ขอแค่ได้ไปอยู่หนึ่งในสามสำนักนี้ จวนของเราก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว"

"แถมยังมีองค์ชายเสด็จมาอีก หรือว่าจะมาฝากตัวเป็นศิษย์นายท่านกันนะ?"

ข่าวลือต่างๆ นานาแพร่สะพัดไปทั่วทั้งในและนอกจวนราวกับสายลม ผู้คนต่างพากันสังเกตท่าทีจากสีหน้าตอนที่จางฮวาและตันซิ่วพูดคุยหัวเราะกัน รวมไปถึงอากัปกิริยาของเหล่าองค์ชายที่ประทับอยู่ด้านข้าง จางฮวานั้นมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและปฏิบัติต่อตันซิ่วอย่างกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง มือหนึ่งเปิดอ่านตำราประวัติศาสตร์ ปากก็พูดคุยเรื่องวิถีชีวิตและประเพณีท้องถิ่นรวมถึงบุคคลผู้มีความสามารถตามที่ต่างๆ ทำท่าราวกับว่าเสียดายที่ได้รู้จักกันช้าไป ถึงขั้นเอ่ยปากพูดเองเลยว่า "ดูจากตอนนี้แล้ว คนที่จะชำระตำราประวัติศาสตร์จิ้นซูได้ก็ต้องเป็นท่านนี่แหละ!"

คนที่ทำให้จางฮวาเอ่ยปากพูดประโยคนี้ออกมาได้ ตันซิ่วถือเป็นคนแรก สิ่งนี้ยิ่งเป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของทุกคน ทำให้เวลาเดินแทบจะตัวลอยกันเลยทีเดียว

แต่เล่าเซี่ยนที่อยู่ด้านข้างกลับรู้สึกแปลกใจ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขาสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีบางอย่าง

ท่าทีของจางฮวาดูจะสนิทสนมมากเกินไป ถึงขั้นเรียกได้ว่าประจบประแจงเลยด้วยซ้ำ

หากในอนาคตต้องรับราชการในราชสำนักเดียวกันจริงๆ ย่อมหลีกเลี่ยงการไปมาหาสู่กันตามปกติไม่ได้ วันนี้จางฮวาเล่นพูดจายกย่องเสียเลิศเลอขนาดนี้ วันข้างหน้าจะทำงานร่วมกับอาจารย์ได้อย่างไร? แถมยังบอกให้ชำระตำราจิ้นซูอีก ราชวงศ์จิ้นเพิ่งก่อตั้งมาได้แค่ยี่สิบกว่าปี เรื่องราวหลายอย่างยังเป็นที่ต้องห้ามไม่ให้พูดถึง นี่มันกองไฟชัดๆ ในขณะที่ปณิธานของอาจารย์คือการได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง วันข้างหน้าจะยังมีโอกาสมาชำระประวัติศาสตร์อีกหรือ? เล่าเซี่ยนยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด ถึงขั้นรู้สึกว่าในรอยยิ้มของจางฮวาซ่อนความนัยเหน็บแนมเอาไว้

ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่น่ายินดีเช่นนี้ เล่าเซี่ยนก็ไม่สะดวกจะพูดอะไรมากนัก เพียงแต่นั่งเป็นเพื่อนอยู่ด้านข้าง รู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนเข็มตลอดเวลา โชคดีที่ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้ องค์ชายทั้งสามพระองค์ที่ตามเสด็จมาด้วยต่างก็มีอายุไล่เลี่ยกับเล่าเซี่ยนและเริ่มจะนั่งไม่ติดแล้วเหมือนกัน จางฮวามองออกจึงยิ้มพลางบอกว่าไม่ต้องเกรงใจ แล้วให้เล่าเซี่ยนพาพวกเขาทั้งสามไปเดินเล่นรอบๆ เหล่าองค์ชายราวกับได้รับความเมตตาให้รอดพ้นจากโทษทัณฑ์ รีบพากันลุกพรวดพราดเดินออกไปข้างนอกทันที

เมื่อพ้นจากสายตาของจางฮวาแล้ว เสียงบ่นของเหล่าองค์ชายก็ดังตามมาติดๆ ทันที

คนแรกที่พูดขึ้นมาคือสื่อผิงอ๋องซือมาเหว่ย เขาเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่และมีนิสัยใจร้อนมุทะลุ เขาทำท่าทีราวกับไม่เกรงกลัวสิ่งใด พออ้าปากก็พูดจาไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำทันที "เฮ้อ ไม่รู้เสด็จพ่อเรียกพวกเรามาทำไม ทั้งที่รู้ว่าข้าไม่ชอบอ่านหนังสือ ยังจะให้ข้ามาทรมานอีก เมื่อกี้ตอนที่อาจารย์ทั้งสองคนพูดเรื่องตำราคำสอนอะไรนั่น ข้ารู้สึกเหมือนโดนย่างอยู่บนกองไฟเลย ถ้าต้องทนฟังต่ออีกสักเค่อ ข้าว่าข้าคงได้เป็นบ้าแน่ๆ"

ผูหยางอ๋องซือมาอวิ่นอายุเท่ากับเล่าเซี่ยน แม้เขาจะไม่ได้สูงใหญ่เท่าซือมาเหว่ย แต่ก็มีใบหน้าหล่อเหลา ท่าทางสง่างามและดูสูงศักดิ์ เขาพูดสนับสนุนอยู่ด้านข้างทันที "เสด็จพี่ห้าพูดถูก ข้าเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน เสด็จพ่อบางทีก็เข้มงวดเกินไป ต่อให้ผลการเรียนของพวกเราจะธรรมดาดาดๆ แค่ไหน อย่างน้อยก็ยังดีกว่าเสด็จพี่รองของข้าล่ะนะ ในอนาคตก็ไม่ได้เป็นฮ่องเต้เสียหน่อย จะมาเรียกร้องอะไรมากมาย"

"ใช่ๆ ว่ากันตามตรงแล้ว ตอนนั้นเซี่ยงอวี่ก็ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือนี่นา? ไม่เห็นจะเป็นไรเลย เขายังเป็นยอดฝีมือที่สามารถต่อกรกับคนนับหมื่นจนสร้างความหวาดหวั่นไปทั่วหล้าได้ พวกอาจารย์ป๋อสื้อในสำนักศึกษาหลวงน่ะ เรี่ยวแรงจะจับไก่สักตัวยังไม่มี แล้วตกลงว่าจะมีประโยชน์อะไร?"

"ไม่มีประโยชน์อะไรเลย! ข้าจำได้ว่าอาจารย์เคยบอกว่า สมัยก่อนฮั่นเกาจู่หลิวปัง สิ่งที่ชอบทำที่สุดก็คือการฉี่ใส่หมวกของพวกบัณฑิต การจะสร้างความยิ่งใหญ่ระดับนั้นได้ เดิมทีก็ไม่ได้ต้องการความรู้อะไรนักหรอก!"

การได้ยินองค์ชายทั้งสองพระองค์นี้รับส่งมุกกันไปมาอยู่ด้านข้าง เล่าเรื่องตลกที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่รู้ประวัติศาสตร์และไร้การศึกษา ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนจริงๆ เล่าเซี่ยนเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาแล้ว

พวกเขาคงไม่ได้คิดว่าหลิวปังกับเซี่ยงอวี่ประสบความสำเร็จได้ เพราะไม่ได้อ่านหนังสือหรอกนะ?

สุดท้ายก็เป็นชิงเหออ๋องซือมาเสียที่อายุน้อยที่สุดที่รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เขาจับแขนเสื้อของซือมาเหว่ยแล้วเตือนพี่ชายทั้งสองว่า "เสด็จพี่ห้า เสด็จพี่เก้า ยังมีคนนอกอยู่ที่นี่นะพ่ะย่ะค่ะ! อย่าพูดจาส่งเดชไปสิ" ซือมาเสียอายุน้อยกว่าเล่าเซี่ยนหนึ่งปี แตกต่างจากพี่ชายทั้งสอง เขามีใบหน้าหล่อเหลางดงาม ผิวพรรณขาวผ่องใสกระจ่างราวกับหิมะบนยอดเขาสูง หรือหยกงามแห่งหลานเถียน มองปราดเดียวก็ชวนให้รู้สึกอยากเข้าไปใกล้ชิด

ซือมาเหว่ยปรายตามองเล่าเซี่ยนแวบหนึ่ง ไหวไหล่ใส่ซือมาเสียแล้วพูดด้วยความหงุดหงิดว่า "น้องสิบสาม เจ้าก็อย่าระแวงไปหน่อยเลย ต่อให้เสด็จพ่ออยู่ตรงนี้ ข้าก็จะพูดแบบนี้แหละ มีคำกล่าวว่าอย่างไรนะ หน้าผาสูงชันพันเริ่น ไร้ความปรารถนาย่อมแข็งแกร่ง ข้าเองก็ไม่ได้ร้องขออะไร แล้วจะกลัวคนอื่นเอาไปพูดทำไม?"

จากนั้นเขาก็หันหน้ามาตะคอกใส่เล่าเซี่ยนว่า "เฮ้ย! ดูท่าทางเจ้าก็เป็นบัณฑิตนี่ เจ้าว่าเหตุผลนี้ถูกหรือไม่?"

เล่าเซี่ยนไม่ได้ตอบคำถามของซือมาเหว่ยโดยตรง แต่กลับแก้ไขสรรพนามให้เขาก่อน "องค์ชายสื่อผิงอ๋อง กระหม่อมไม่ได้ชื่อเฮ้ย กระหม่อมแซ่เล่าชื่อเซี่ยน ชื่อรองหวยชง องค์ชายเรียกชื่อกระหม่อมก็พอแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

นึกไม่ถึงว่าจะโดนพูดสวนกลับมาแบบนี้ ซือมาเหว่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองสำรวจเล่าเซี่ยนตั้งแต่หัวจรดเท้า บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มพลางกล่าวว่า "ข้ารู้จักเจ้า เจ้าคือซื่อจื่อแห่งจวนอันลกก๋ง เป็นบุตรเขยของเจวียนเฉิงกง ใช่หรือไม่?"

ดูเหมือนว่าสองชื่อนี้จะโด่งดังพอตัวเลยทีเดียว เล่าเซี่ยนยิ้มขื่นในใจ น่าเสียดายที่เขาไม่ชอบฟังชื่อเหล่านี้เลยสักนิด ดังนั้นเขาจึงยังยืนกรานคำเดิมว่า "องค์ชายเรียกชื่อกระหม่อมก็พอแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

"ดีๆๆ" ซือมาเหว่ยไม่รู้ว่าฟังเข้าหูจริงๆ หรือแค่แกล้งทำเป็นฟัง แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมเรียกชื่อเล่าเซี่ยนอยู่ดี เขาหัวเราะเสียงดังพลางเดินเข้ามาโอบไหล่เล่าเซี่ยนเอาไว้ แล้วเอ่ยถามว่า "ได้ยินมาว่าเจ้าเป็นศิษย์เอกของอาจารย์ตัน ท่านอาจารย์จางบอกให้เจ้าพาพวกเราไปเดินเล่น ไม่รู้ว่าในจวนนี้มีที่ไหนน่าสนใจบ้าง?"

ฝ่ามือของซือมาเหว่ยทั้งใหญ่และมีพลัง ตอนที่เขาคว้าไหล่เล่าเซี่ยนเอาไว้ เล่าเซี่ยนถึงกับชะงักลมหายใจไปชั่วขณะ ก่อนจะสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอันร้อนผ่าวจากมือขององค์ชายผู้นี้ เล่าเซี่ยนเงยหน้าขึ้นพิจารณาสื่อผิงอ๋องอีกครั้ง รอยยิ้มของเขาดูปราศจากความเกรงกลัวใดๆ เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและความเป็นอิสระจากภายในสู่ภายนอก

คงจะมีนิสัยคล้ายคลึงกับสือเชากระมัง เล่าเซี่ยนประเมินเขาไว้ในใจเช่นนี้

เมื่อต้องรับมือกับคนใจกว้างตรงไปตรงมาเช่นนี้ เล่าเซี่ยนก็ไม่ยึดติดกับธรรมเนียมใดๆ อีก เขาถามกลับไปตรงๆ ว่า "ถ้าอย่างนั้นสำหรับองค์ชาย สิ่งที่เรียกว่าน่าสนใจคืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?"

ซือมาเหว่ยไม่ถือสาคำพูดสวนกลับแบบนี้จริงๆ ด้วย หนำซ้ำยังดูพอใจมากเสียอีก เขาลูบคางพลางบอกว่า "สถานที่น่าสนใจ ก็คงเป็นที่ที่มีสมบัติล้ำค่าหายากซ่อนอยู่กระมัง"

"สมบัติล้ำค่าหายาก?"

"ก็คือของล้ำค่าประจำจวนอย่างไรเล่า!" ซือมาเหว่ยพูดอย่างเปิดเผย "ซานหยางน่ะเจ้ารู้จักใช่ไหม?"

เล่าเซี่ยนยิ้มตอบ "รู้จักสิพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้มีใครบ้างจะไม่รู้?"

หลังจากสิ้นสุดความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มอ๋องฉี ฮ่องเต้ก็มอบหมายงานบริหารราชการแผ่นดินส่วนใหญ่ให้กับฝ่ายพระญาติฝั่งฮองเฮาหยาง ซึ่งก็คือน้องชายทั้งสามคนของฮองเฮานั่นเอง ได้แก่ เชอฉีเจียงจวินหยางจวิ้น เว่ยเจียงจวินหยางเหยา และไท่จื่อไท่ฟู่หยางจี้ ทั้งสามคนสมคบคิดกันผูกขาดอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน จึงถูกขนานนามว่าซานหยาง หรือจะเรียกได้ว่าเป็นผู้มีอำนาจบารมีล้นฟ้าที่สุดในใต้หล้ายามนี้ก็ว่าได้

ซือมาเหว่ยแกล้งทำตัวลึกลับกล่าวว่า "สามคนนี้ต่างก็มีของล้ำค่าประจำจวนของตัวเองนะ"

"โอ้? คืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?"

"ของล้ำค่าของเชอฉีเจียงจวินคือพระพุทธรูปทองคำประทับบนฐานหยกสูงประมาณสองฉื่อ แค่เอาทองคำไปหลอมก็คงได้น้ำหนักเกือบร้อยชั่งแล้ว ส่วนฐานหยกนั่นก็แปลกประหลาดมาก ไม่เพียงแต่มีสีเขียวใสทะลุปรุโปร่งไปทั้งก้อน ได้ยินมาว่าถ้าเอาไปวางไว้ในห้องมืดๆ ยังสามารถเปล่งแสงรัศมีเจ็ดสีออกมาได้ด้วยนะ! เจ้าว่าน่าสนใจหรือไม่ล่ะ?"

เล่าเซี่ยนยิ้มพลางพยักหน้า

แต่ซือมาเหว่ยก็ยกมือขึ้นโบกไปมาพลางหัวเราะร่วน "แต่จะมามัวพูดเรื่องทองๆ หยกๆ อะไรนี่ มันก็ดูธรรมดาเกินไป ในสายตาข้า ของล้ำค่าของไท่จื่อไท่ฟู่ต่างหากที่เจ๋งที่สุด"

"แล้วมันคืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?"

"ของล้ำค่าของไท่จื่อไท่ฟู่ก็คือคนผู้หนึ่ง" เมื่อเห็นเล่าเซี่ยนทำหน้าประหลาดใจ ซือมาเหว่ยก็พอใจเป็นอย่างมาก เขาจงใจใช้น้ำเสียงลึกลับซับซ้อนเพิ่มขึ้นไปอีก "นั่นไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปนะ เป็นผู้มีพละกำลังมหาศาลที่ดึงตัวมาจากเหอตง พละกำลังความกล้าหาญเป็นเลิศเหนือทหารทั้งกองทัพ สามารถรับมือศัตรูได้นับร้อย! ฝีมือไม่ด้อยไปกว่ากวนอูและเตียวหุยเลย! ก่อนหน้านี้ตอนที่ไท่จื่อไท่ฟู่ยังเป็นเจิ้นเป่ยเจียงจวิน เคยบังเอิญเจอเสือตัวใหญ่กลางทางที่โยวโจว ก็ได้ยอดฝีมือพลีชีพคนนี้นี่แหละที่ใช้แค่หมัดกับเท้าไม่กี่ทีกระทืบเสือตายคาที่! เจ้าว่าน่าทึ่งหรือไม่ล่ะ?"

เล่าเซี่ยนมองเขาพูดจาฉะฉานออกรสออกชาติจนคิ้วเต้นระริก ส่วนพี่น้องอีกสองคนที่อยู่ด้านข้างกลับมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้เห็นเล่าเซี่ยนอยู่ในสายตาและไม่ค่อยอยากจะข้องแวะกับเขาสักเท่าไร ทว่าซือมาเหว่ยกลับไม่มีความกังวลในเรื่องนี้เลย เขามองข้ามเรื่องฐานะไปอย่างสิ้นเชิง หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ขอเพียงแค่มีเรื่องไหนถูกใจ เขาจะทุ่มเทลงมือทำอย่างสุดตัว

เมื่อเชื่อมโยงกับคำพูดที่ว่าไร้ความปรารถนาย่อมแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ เล่าเซี่ยนก็ประเมินได้ข้อหนึ่งว่า องค์ชายผู้แตกต่างจากคนทั่วไปตรงหน้านี้ ไม่ใช่องค์ชายที่จะยอมทนอยู่อย่างคนธรรมดาแน่นอน วันข้างหน้าเกรงว่าคงจะปั่นป่วนราชสำนักจนพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเป็นแน่

แต่เรื่องพวกนี้ก็ทำได้แค่คิดอยู่ในใจเท่านั้น ปากของเล่าเซี่ยนก็ยังคงเออออห่อหมกถามต่อไปว่า "ถ้าอย่างนั้นของล้ำค่าของเว่ยเจียงจวินล่ะพ่ะย่ะค่ะ?"

"ของล้ำค่าของเว่ยเจียงจวิน..." เมื่อพูดถึงหยางเหยา ซือมาเหว่ยก็เปลี่ยนสีหน้าทันที เขาบ่นอย่างขุ่นเคือง "คนผู้นี้ค่อนข้างจะขี้งก เขามีกล่องหินอยู่ใบหนึ่ง บอกว่าข้างในนั้นบรรจุชีวิตและทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาเอาไว้ ไม่ว่าข้าจะรบเร้าขอดูอย่างไรเขาก็ไม่ยอมให้ดู ช่างหมดสนุกเสียจริง..."

ทว่าพอพูดจบ ความโกรธบนใบหน้าของเขาก็มลายหายไปราวกับควันไฟ เขากลับดึงตัวเล่าเซี่ยนเพื่อจะคุยเรื่องเมื่อครู่ต่อ "เอ่อ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว อาจารย์ตันผู้นี้มีของล้ำค่าประจำบ้านอะไร เจ้าช่วยพาข้าไปดูเร็วเข้า"

พอพูดมาถึงตรงนี้ องค์ชายอีกสองพระองค์ก็ส่งสายตาสงสัยใคร่รู้มาให้ เห็นได้ชัดว่าสนใจเป็นอย่างมากเช่นกัน

แต่ผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องทำให้พวกเขาผิดหวัง เล่าเซี่ยนยิ้มตอบ "หากคำว่าน่าสนใจคือการได้ชมของล้ำค่าประจำบ้านของที่นี่ ถ้าอย่างนั้นองค์ชายทั้งสามพระองค์ก็ทรงได้ทอดพระเนตรไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

"อยู่ที่ไหน? ทำไมข้าถึงนึกไม่ออกเลยล่ะ?"

"ก็คือตำราจดหมายเหตุสามก๊กที่อาจารย์ของกระหม่อมกับท่านจางกำลังสนทนากันอยู่นั่นไงพ่ะย่ะค่ะ!"

"นั่นมันนับเป็นของล้ำค่าอะไรกัน!"

เมื่อต้องเผชิญกับข้อสงสัยที่องค์ชายทั้งสามเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน เล่าเซี่ยนก็อธิบายให้พวกเขาฟังอย่างอดทน "อาจารย์ของกระหม่อมใช้เวลาสิบกว่าปี เดินทางไปทั่วทุกแคว้นบนแผ่นดิน แวะเวียนไปทั่วสารทิศ แม้จะยากจนข้นแค้นก็ยังยืนหยัดคัดกรองและเรียบเรียงตำรา จนสุดท้ายก็เขียนข้อความสี่แสนตัวอักษรนี้ขึ้นมาได้ หยาดเหงื่อแรงกายทั้งชีวิตเรียกได้ว่าอยู่ที่นี่หมดแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงได้รับคำชมเชยจากแวดวงบัณฑิต ได้รับความสนพระทัยจากฮ่องเต้ และทำให้องค์ชายทุกพระองค์ต้องเสด็จมาถึงที่นี่ องค์ชายลองตรองดูสิพ่ะย่ะค่ะ หากนี่ไม่ใช่ของล้ำค่าประจำบ้าน แล้วอะไรถึงจะใช่เล่าพ่ะย่ะค่ะ?"

คำพูดนี้มีเหตุมีผล ทำให้เหล่าองค์ชายไม่อาจหาคำมาโต้แย้งได้ ทำได้เพียงมองหน้ากันไปมา แต่ทัศนคติที่ว่าม้วนตำราก็เป็นของล้ำค่าประจำบ้านได้นั้น เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยจะถูกจริตของพวกเขาสักเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อผิงอ๋องซือมาเหว่ย เขาก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองสำรวจจวนแห่งนี้ด้วยสายตาเวทนาสงสาร และในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นความยากจนข้นแค้นของเรือนแห่งนี้เป็นพิเศษ

สิ่งนี้ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงหัวข้อสนทนาในตอนแรก แล้วก็พูดขึ้นว่า "ก็กลับมาที่คำเดิมนั่นแหละ อ่านหนังสือไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร? อาจารย์ตันอ่านหนังสือมาค่อนชีวิตถึงจะได้มีของล้ำค่าประจำบ้านชิ้นนี้ขึ้นมา เสด็จพ่ออยากให้ข้าเรียนกับเขาหรือ? ถ้าเป็นแบบนั้นชาตินี้ของข้าไม่พังพินาศไปเลยหรือไง?"

คราวนี้เล่าเซี่ยนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขายิ้มพลางกล่าวกับซือมาเหว่ยว่า "องค์ชายควรจะพูดจาแบบนี้น้อยลงหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ มันไม่เหมาะสมเอาเสียเลย"

"ข้าก็แค่พูดความจริง มีอะไรที่ไม่เหมาะสมกัน?"

"เพราะองค์ชายทรงเป็นลูกหลานของเกาจู่เซวียนฮ่องเต้ซือมาอี้อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ ตอนที่เกาจู่เซวียนฮ่องเต้สร้างตัวขึ้นมาได้ก็อาศัยตำราคัมภีร์และประวัติศาสตร์นี่แหละ การที่องค์ชายตรัสเช่นนี้เมื่อครู่ จะไม่กลายเป็นการดูหมิ่นเกาจู่เซวียนฮ่องเต้หรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?"

"มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?" เดิมทีซือมาเหว่ยอยากจะเถียงเล่าเซี่ยน แต่พออ้าปากก็พบว่าตัวเองรู้เรื่องของเสด็จทวดน้อยมาก นอกจากจะรู้ว่าซือมาอี้เคยมีผลงานทางทหารอันโดดเด่นในการต้านทานจูกัดเหลียง สังหารเบ้งตัด ราบคาบเลียวตง และยังก่อรัฐประหารฆ่าล้างโคตรตระกูลโจซองแล้ว โดยพื้นฐานแล้วก็แทบไม่มีความทรงจำอื่นใดอีกเลย ดังนั้นความกล้าที่จะเถียงจึงมลายหายไป ทำได้เพียงพูดว่า "ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ลองเล่ามาสิ"

"ตอนที่เซวียนฮ่องเต้เพิ่งจะผ่านพิธีสวมกวานบรรลุนิติภาวะ เป็นช่วงที่แผ่นดินกำลังวุ่นวายอย่างหนัก เหล่าขุนศึกต่างตั้งตัวเป็นใหญ่ แต่ละฝ่ายต่างก็รวบรวมผู้มีความสามารถ ชาติตระกูลหรือเงินทองอะไรนั่นล้วนไม่มีประโยชน์ในยุคนั้น ผู้คนต่างมองกันที่ความรู้ความสามารถที่แท้จริงเท่านั้น เป็นเพราะเซวียนฮ่องเต้เชี่ยวชาญตำราประวัติศาสตร์และแตกฉานเรื่องงานประพันธ์ จึงถูกวุยบู๊เต้โจโฉเรียกตัวเข้ารับราชการ ภายหลังยังเป็นที่โปรดปรานของวุยบุ๋นเต้โจผีผู้ชื่นชอบงานวรรณกรรม จนได้รับการขนานนามร่วมกับอู๋จื้อ เฉินฉวิน และจูซั่ว สามยอดนักปราชญ์ ว่าเป็นสี่สหาย ด้วยเหตุนี้จึงมีเรื่องราวในเวลาต่อมาที่วุยบุ๋นเต้มอบหมายงานสำคัญให้กับเซวียนฮ่องเต้หลังจากขึ้นครองราชย์พ่ะย่ะค่ะ"

พอเล่าเซี่ยนพูดแบบนี้ ซือมาเหว่ยและคนอื่นๆ ถึงกับอึ้งไปเลย พวกเขาไม่รู้ว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่พอเห็นเล่าเซี่ยนพูดจาฉะฉานมั่นใจก็เถียงไม่ออก ในใจกลับเกิดความสงสัยขึ้นมาตงิดๆ เขาเป็นคนแซ่เล่าแท้ๆ ทำไมถึงรู้เรื่องเซวียนฮ่องเต้ดีกว่าพวกเราที่แซ่ซือมาเสียอีกล่ะ

เล่าเซี่ยนพูดต่อ "ในเวลาต่อมา สาเหตุที่เซวียนฮ่องเต้ได้รับการสนับสนุนจากเหล่าขุนนางในเหตุการณ์กบฏเกาผิงหลิง ก็ไม่ได้เป็นเพราะผลงานทางการทหารอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เพียงอย่างเดียว พระองค์ทรงริเริ่มการขุดลอกคลองขนส่งทางน้ำในแถบจิงเป่ยและหวยเป่ย ปฏิรูประบบทำนาทหาร อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในการก่อตั้งระบบการประเมินบุคคลเก้าขั้นด้วยพระองค์เอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยความรู้ด้านประวัติศาสตร์และคัมภีร์ขั้นสูงทั้งสิ้น ดังนั้นหลังจากที่พระองค์สวรรคต ในตอนแรกจึงได้รับการถวายพระนามว่าเหวินเจิน ภายหลังเหวินฮ่องเต้ก็เปลี่ยนเป็นเซวียนเหวิน จะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบกับความสำเร็จด้านการทหารแล้ว ผู้คนต่างยอมรับในผลงานด้านการบริหารราชการแผ่นดินของพระองค์มากกว่าพ่ะย่ะค่ะ"

เมื่อพูดจบ เล่าเซี่ยนก็หันไปมององค์ชายทั้งสามอีกครั้ง ซือมาเหว่ยก้มหน้าครุ่นคิด ซือมาอวิ่นมีท่าทีเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจนัก ส่วนซือมาเสียกลับมีสีหน้าชื่นชมหลงใหล สิ่งเดียวที่เหมือนกันก็คือ สายตาที่พวกเขามองเล่าเซี่ยนนั้นแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มีความชื่นชมแฝงอยู่ไม่มากก็น้อย ผ่านไปครู่หนึ่ง ซือมาเหว่ยก็ตัดสินใจถามเขาตรงๆ ว่า "เล่าหวยชง เรื่องพวกนี้เจ้าไปฟังมาจากไหนกัน? ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินเลย"

เมื่อเล่าเซี่ยนได้ยินดังนั้นก็ลูบใบหู ชูนิ้วชี้ไปทางที่ตันซิ่วอยู่พลางยิ้มตอบ "สิ่งที่กระหม่อมเพิ่งพูดไป ล้วนมาจากจดหมายเหตุสามก๊กของอาจารย์ทั้งสิ้น องค์ชายทั้งสามพระองค์ลองทอดพระเนตรดูก็จะทรงทราบเองพ่ะย่ะค่ะ"

จากนั้นเขาก็ไปหยิบหนังสือที่เกี่ยวข้องสองสามเล่มออกมาจากในห้อง พลางแนะนำและพูดคุยกับองค์ชายทั้งสามอย่างออกรส ซือมาอวิ่นและซือมาเสียทั้งสองพระองค์ยังคงค่อนข้างสงวนท่าที เน้นรับฟังเป็นหลัก แต่สื่อผิงอ๋องซือมาเหว่ยกลับไม่ใส่ใจเรื่องนั้น บ่ายวันนั้น เขาตั้งคำถามยากๆ พิลึกพิลั่นสารพัดให้เล่าเซี่ยนตอบ โดยไม่สนว่าจะทำให้ตัวเองดูโง่เขลาหรือไม่ ทำให้ทั้งสองคนคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว คุยกันเพลินจนล่วงเลยเข้าสู่ยามโพล้เพล้ตอนเย็นโดยไม่รู้ตัว

ในเวลานี้เอง ประตูห้องก็ถูกเปิดออกด้วยเสียงเอี๊ยดอ๊าด เล่าเซี่ยนเห็นจางฮวากับตันซิ่วเดินจูงมือกันออกมา ที่แท้ในระหว่างที่เขากำลังนั่งคุยเล่นกับเหล่าองค์ชาย ตันซิ่วก็คุยกับจางฮวาเสร็จแล้วเหมือนกัน จางฮวายังคงเป็นเหมือนตอนที่มาถึง เขายิ้มแย้มแจ่มใสและมีท่าทีสนิทสนมเป็นอย่างยิ่ง ทว่ารอยยิ้มของตันซิ่วกลับดูฝืนเต็มทน คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น หากไม่ใช่เพราะมุมปากยังคงยกยิ้มอยู่ล่ะก็ ความโกรธเคืองและความคับแค้นใจคงจะระเบิดออกมาแล้ว

ดูเหมือนว่าจะถึงเวลาส่งแขกแล้ว ภายใต้การเชิญชวนของจางฮวา ซือมาเหว่ยกล่าวลาเล่าเซี่ยนคำหนึ่ง ก่อนจะพาน้องชายทั้งสองพระองค์ขึ้นรถม้าเสด็จกลับวัง ตันซิ่วเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะรั้งตัวไว้ แทบจะในชั่วพริบตาเดียว ทหารชุดเกราะและข้ารับใช้ก็พากันจากไปจนหมด ทิ้งไว้เพียงลานเรือนอันว่างเปล่า

หลังจากที่เล่าเซี่ยนปิดประตูจวนแล้ว เขาก็หันกลับมาเห็นสีหน้าของอาจารย์มืดมนลงอย่างสิ้นเชิง รอยยิ้มที่พยายามฝืนเอาไว้แปรเปลี่ยนเป็นการเยาะเย้ยตัวเองด้วยความขมขื่น ตามมาด้วยเสียงด่าทอว่า "ฮ่องเต้โง่เขลา โดนคนหยามเกียรติ ถึงขั้นนี้เชียวหรือ!"

ตันซิ่วนั่งคุกเข่าอยู่บนเสื่อหญ้า เผชิญหน้ากับตำราประวัติศาสตร์ที่ตนเองอุตส่าห์ทุ่มเทเขียนขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ความเศร้าโศกพลันแล่นมาจุกอกคับแค้นใจจนพูดไม่ออก เล่าเซี่ยนเดาผลลัพธ์คร่าวๆ ได้แล้วว่าต้องไม่เป็นไปตามที่หวังอย่างแน่นอน แต่เขาไม่สะดวกจะพูดอะไรมากนัก ทำได้เพียงช่วยจัดเก็บม้วนตำราในห้องให้เรียบร้อย ก่อนจะถอยออกไปฝึกดาบที่ลานเรือน เพื่อรอให้อาจารย์ทำใจได้ด้วยตัวเอง

รอจนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิท ภายในห้องก็จุดตะเกียงสว่างไสว เล่าเซี่ยนได้ยินเสียงตันซิ่วเรียกหาจึงรีบวิ่งเข้าไป ผลก็คือเล่าเซี่ยนถึงกับตกใจสะดุ้ง ไม่ได้เจอกันแค่สองเค่อ ท่าทางของอาจารย์ก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ความมั่นใจและความฮึกเหิมตอนที่เพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวงมลายหายไปจนหมดสิ้น ราวกับว่าแก่ลงไปสิบปีในชั่วพริบตา

ตันซิ่วเห็นเล่าเซี่ยนเดินเข้ามาก็พูดเข้าประเด็นพลางเยาะเย้ยตัวเองทันที "หวยชง ฮ่องเต้ให้ข้าไปเป็นพระอาจารย์ขององค์รัชทายาท เจ้าว่าข้าควรจะไปหรือไม่?"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 42 - องค์ชายทั้งสาม

คัดลอกลิงก์แล้ว