- หน้าแรก
- ตำนานทายาทผู้สาบสูญ
- บทที่ 36 - หวนรำลึกถึงชาติสิ้นสลาย
บทที่ 36 - หวนรำลึกถึงชาติสิ้นสลาย
บทที่ 36 - หวนรำลึกถึงชาติสิ้นสลาย
บทที่ 36 - หวนรำลึกถึงชาติสิ้นสลาย
★★★★★
ปี้จี๋ เจ้าเคยบอกแม่ว่าตอนที่เรียนกับอาจารย์ เจ้าได้เรียนรู้เรื่องหลักการของความซื่อสัตย์และคุณธรรม ทว่าเจ้ากลับไม่ค่อยเข้าใจว่าผู้ที่ยึดมั่นในคุณธรรมอันยิ่งใหญ่จนยอมสละชีวิตตนเองเพื่อรักษาความซื่อสัตย์เอาไว้นั้น แท้จริงแล้วพวกเขามีความเชื่อมั่นเช่นไรกันแน่ พูดไปแล้วมันก็เข้าใจได้ง่ายมาก แท้จริงแล้วในเวลานั้น สำหรับชีวิตบางรูปแบบ มนุษย์ก็ไม่สามารถทนรับมันได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ท่านลุงห้าเล่าขำของเจ้าก็คือคนเช่นนั้น ปกติแล้วเขาเป็นบัณฑิตที่อ่อนน้อมถ่อมตนและสง่างาม ทว่าเมื่อได้ยินข่าวว่าปู่ของเจ้าตัดสินใจยอมจำนน เขาก็ไม่อาจยอมรับได้ จึงคว้ากระบี่ยาวหมายจะบุกเข้าไปในท้องพระโรงทันที พร้อมกับบอกว่าจะใช้กระบี่สังหารพวกขุนนางที่สนับสนุนการยอมจำนนให้หมด จากนั้นก็จะนำกองทัพที่เหลืออยู่ในเมืองไปทำศึกตัดสินชี้ชะตากับเตงงาย
ทว่าเมื่อบุกเข้าไปในท้องพระโรงจริงๆ ตัวเขาเพียงคนเดียวจะไปทำอะไรได้เล่า ผู้ที่สนับสนุนการยอมจำนนตัวยงที่สุดก็คือปู่ของเจ้า ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางสังหารบิดาของตนเองซึ่งเป็นถึงฮ่องเต้ของประเทศได้หรอก
ผลสุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงด่าทอเหล่าขุนนางยกใหญ่ จากนั้นก็เดินกลับมาอย่างคนสิ้นหวัง เขาพูดกับบิดาของเจ้าว่า น้องหก บ้านเมืองมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว กษัตริย์ ขุนนาง พ่อและลูกสมควรที่จะร่วมกันต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินจนตัวตายสิ หากไม่ทำเช่นนี้ จะมีหน้าไปพบกับบรรพชนของราชวงศ์ฮั่นได้อย่างไร
บิดาของเจ้าจึงเอ่ยปลอบใจเขาว่า พี่ห้า พวกเราไปหาพี่ใหญ่กันเถอะ ไปช่วยกันเกลี้ยกล่อมท่านพ่ออีกสักครั้ง ยังพอมีทางแก้ไขได้นะ
ทว่าท่านลุงห้าของเจ้ากลับพูดด้วยความสิ้นหวังว่า น้องหก ไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ สารยอมจำนนถูกส่งออกไปแล้ว พูดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ เขาก็ยิ้มขื่นแล้วพูดขึ้นว่า ฮองฉง จูกัดซ่าง เตียวก๋วง เตียวจุ้น ลิเกี๋ยว พวกเขาล้วนสละชีพในสนามรบไปหมดแล้ว เหล่าทหารกล้าที่พลีชีพเพื่อชาติยิ่งมีมากมายนับไม่ถ้วน ทว่าลูกหลานของเจาเลี่ยฮ่องเต้ในตอนนี้กลับเลือกที่จะยอมจำนน เลือดของเหล่าวีรชนในอดีต จะต้องสูญเปล่าไปเช่นนี้จริงๆ หรือ
ในคืนนั้นเอง ท่านลุงห้าของเจ้าก็พาภรรยาและลูกๆ ไปที่ศาลเจาเลี่ยฮ่องเต้ พวกเขานัดหมายกันปลิดชีพตนเอง จนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วศาลบรรพชน
เรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับบิดาของเจ้าเป็นอย่างมาก ในคืนนั้นเขานอนพลิกตัวไปมาจนนอนไม่หลับ จนกระทั่งทั่วทั้งเมืองตกอยู่ในความเงียบสงัด เขากลับลุกขึ้นนั่ง แล้วเดินไปที่หน้าต่างอย่างอึดอัดใจ เขายืนเหม่อมองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวอยู่นานถึงครึ่งชั่วยาม
ในเวลาที่มนุษย์มีความสุข เมื่อมองดูดวงดาวก็จะรู้สึกเบิกบานใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ ทว่าในเวลาที่มนุษย์มีความทุกข์โศก เมื่อมองดูดวงดาวก็จะรู้สึกอ้างว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม่รู้ดีว่าเขาเป็นอย่างหลัง จึงลุกขึ้นตั้งใจจะไปชงชาให้เขาสักชาม ทว่าผลปรากฏว่าจู่ๆ เขาก็คว้ามือแม่เอาไว้ แล้วเอ่ยถามแม่ว่า ซีเมี่ยว เจ้ายินดีที่จะตายเพื่อชาติไปพร้อมกับข้าหรือไม่
คำพูดนี้ทำให้แม่ตกใจมาก เมื่อเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาของเขาพอดี ในเวลานั้นความมืดมิดยามค่ำคืนช่างเลือนราง ภายในห้องไม่ได้จุดไฟ แม่จึงมองเห็นใบหน้าของบิดาเจ้าไม่ชัดเจน ทว่าแววตาของเขากลับดูเศร้าหมองราวกับท้องฟ้ายามราตรี เดิมทีแม่ไม่ได้อยากตายเลย ทว่าเมื่อเห็นบิดาของเจ้าหัวใจสลายถึงเพียงนั้น แม่ก็คิดขึ้นมาว่า แม่จำเป็นต้องร่วมแบ่งปันความทุกข์โศกของเขา
ดังนั้นแม่จึงตอบตกลง
ในคืนนั้น บิดาของเจ้าได้ตั้งป้ายวิญญาณของทวดเจ้าขึ้นมาในห้อง จากนั้นก็หยิบกระบี่มาเล่มหนึ่ง โดยตกลงกันว่าจะลงมือสังหารแม่ก่อน แล้วเขาค่อยปลิดชีพตัวเองตามไป หลังจากแม่จุดเทียนแล้ว แม่ก็ไปนั่งหลับตารอความตายอยู่หน้าป้ายวิญญาณ
หากบอกว่าไม่กลัวก็คงจะโกหก ในตอนกลางวันแม่ยังรู้สึกโชคดีที่สามารถเอาชีวิตรอดมาได้ แล้วตอนนี้แม่จะตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวได้อย่างไรกัน และในตอนที่บิดาของเจ้าชักกระบี่ออกมา แท้จริงแล้วแม่เอาแต่ตัวสั่นตลอดเวลา ภายในใจก็เอาแต่พร่ำเรียกชื่อของพี่ใหญ่ โดยหวังว่าหลังจากคมกระบี่ฟาดฟันลงมา แม่ก็จะได้พบหน้าเขาในทันที
ทว่าเมื่อคมกระบี่จ่อลงบนคอของแม่ กลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เลย มีเพียงการสั่นเทาราวกับใบไม้ที่ถูกลมพัดเท่านั้น จากนั้นแม่ก็ลืมตาขึ้น และพบว่าบิดาของเจ้ากำลังร้องไห้ เขายังเป็นเพียงชายหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบปี เขาไม่เคยฆ่าใครมาก่อน และในความเป็นจริงก็ไม่มีทางฆ่าใครได้ลงคอหรอก
ท้ายที่สุดบิดาของเจ้าก็โยนกระบี่ทิ้งไป แล้วสวมกอดแม่ร้องไห้อยู่หน้าป้ายวิญญาณตลอดทั้งคืน เขาพูดกับแม่ว่า ซีเมี่ยว ข้ามันเป็นคนขี้ขลาด
แม่ไม่รู้ว่าจะเอ่ยปลอบใจเขาอย่างไรดี ทำได้เพียงลูบหลังเขาอย่างต่อเนื่อง ในเวลาต่อมาแม่ก็มักจะคิดอยู่เสมอว่า หากตอนนั้นพวกเราตายไปในเมืองเฉิงตูเสียเลย บางทีมันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้
วันต่อมา กองทัพใหญ่ของเตงงายก็บุกเข้าเมืองเฉิงตู ปู่ของเจ้าสั่งให้คนแบกโลงศพและมัดตัวเองเอาไว้ จากนั้นก็นำเหล่าเชื้อพระวงศ์อย่างพวกเราไปยอมจำนนต่อกองทัพวุยก๊ก
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเราก็กลายเป็นทาสของชาติที่ล่มสลายอย่างเป็นทางการแล้ว
เดิมทีพวกเราคิดว่าจะต้องได้รับการดูถูกเหยียดหยามอย่างหนัก นึกไม่ถึงเลยว่าเตงงายจะมีมาดของยอดขุนพลในอดีต เขาเป็นคนลงมือแก้มัดให้ปู่ของเจ้าด้วยตนเอง สั่งให้เผาโลงศพทิ้ง อีกทั้งยังให้อภัยโทษแก่พวกเรา เรื่องนี้ทำให้พวกเราประหลาดใจมาก ยังคิดว่าตระกูลซือมานั้นช่างมีจิตใจกว้างขวางโอบอ้อมอารี ทว่าไม่นานนักพวกเราก็ต้องหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ลงเมื่อพบว่า แท้จริงแล้วเรื่องทั้งหมดนี้เตงงายเป็นคนตัดสินใจเองทั้งสิ้น
เขาไม่เพียงแต่ยอมให้พวกเราพักอาศัยอยู่ในพระราชวังเดิมเท่านั้น ทว่ายังถือวิสาสะใช้พระนามของฮ่องเต้วุยก๊ก ถวายฎีกาแต่งตั้งให้ปู่ของเจ้าเป็นฝูเฟิงอ๋อง และแต่งตั้งลูกน้องของตนเองให้เป็นผู้ว่าการมณฑลเอ๊กจิ๋วเพื่อแยกกันปกครองหัวเมืองต่างๆ เขายังโอ้อวดตนเองอีกว่า โชคดีที่พวกท่านได้มาพบกับข้า มิฉะนั้นจะสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้อย่างไร ซ้ำยังกล่าวอีกว่า เกียงอุยเป็นผู้ที่มีความสามารถจริงๆ เพียงแต่โชคร้ายที่ต้องมาเจอกับศัตรูตัวฉกาจอย่างข้าเท่านั้นเอง ในขณะเดียวกันเขาก็ยังเกณฑ์ราษฎรชาวสู่มาสร้างเรือรบในแม่น้ำ โดยตั้งใจจะอาศัยจังหวะที่กำลังได้เปรียบ ล่องเรือลงไปทางตะวันออกเพื่อบุกทำลายง่อก๊ก
แม่ควรจะประเมินเขาอย่างไรดีนะ เตงงายคืออัจฉริยะทางการทหารอย่างแท้จริง ทว่ากลับเป็นคนโง่เขลาทางการเมือง เขาสร้างความดีความชอบจากการทำลายล้างประเทศได้สำเร็จ ซึ่งเดิมทีก็ถือเป็นความดีความชอบที่ไม่อาจหาปูนบำเหน็จได้แล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าเขายังจะทำอะไรตามอำเภอใจ จัดแจงตำแหน่งให้ขุนนางในราชสำนัก โดยเฉพาะเรื่องที่จะแต่งตั้งปู่ของเจ้าให้เป็นฝูเฟิงอ๋องนั้น ต้องรู้เอาไว้ด้วยนะว่า แม้แต่ซือมาจาวในตอนนั้นก็ยังเป็นแค่จิ้นกงเท่านั้นเอง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาตั้งใจจะบุกทำลายง่อก๊กเลย หากทำลายง่อก๊กได้สำเร็จ ความดีความชอบของเขาก็จะยิ่งใหญ่กว่าจิ้นกงเสียอีก แล้วจะปูนบำเหน็จให้เขาอย่างไรเล่า การกระทำเช่นนี้ของเขา เรียกได้ว่าเป็นการรนหาที่ตายอย่างแท้จริง ดังนั้นหลายคนจึงแอบหัวเราะเยาะเขาอยู่เงียบๆ
ทว่าหลังจากเขาตายไปแล้ว จะทำอย่างไรต่อไปล่ะ แล้วพวกเราเหล่านี้ควรจะไปอยู่ที่ไหนกันแน่ พวกเราต่างก็รู้สึกมืดแปดด้าน
จนกระทั่งถึงเดือนสิบสอง พวกเราก็ได้ยินข่าวว่า จงโฮยแม่ทัพใหญ่ของวุยก๊กกำลังนำกองทัพมาสมทบกับเตงงาย ในตอนนั้นพวกเรายังคงถูกคุมขังอยู่ แม้เรื่องอาหารการกินจะไม่อัตคัด ทว่ากลับไม่มีเสื้อผ้าสำหรับกันหนาวในฤดูหนาว ดังนั้นจงโฮยจึงส่งคนให้นำเสื้อผ้ากันหนาวมาให้ เดิมทีนี่ก็เป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดาทั่วไป ทว่าบิดาของเจ้ากลับค้นพบจดหมายฉบับหนึ่งซ่อนอยู่ในตะเข็บเสื้อผ้า ประโยคแรกเขียนเอาไว้ว่า ขอให้ฝ่าบาททรงอดทนต่อความอัปยศอดสูสักสองสามวัน กระหม่อมปรารถนาที่จะทำให้แผ่นดินที่ตกอยู่ในอันตรายกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ทำให้ดวงตะวันและดวงจันทร์ที่มืดมิดกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง บนจดหมายฉบับนั้นยังมีตราประทับของมหาขุนพลประทับอยู่อีกด้วย
เมื่ออ่านตัวอักษรเล็กๆ ในจดหมายต่อไป พวกเราถึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วมหาขุนพลได้แกล้งยอมจำนนต่อจงโฮย
เขามองออกว่าจงโฮยและเตงงายนั้นเข้ากันไม่ได้ดั่งน้ำกับไฟ อีกทั้งซือมาจาวก็ไม่มีทางปล่อยจงโฮยและเตงงายเอาไว้แน่ ดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะยืมมือจงโฮยเพื่อกำจัดเตงงายเสียก่อน จากนั้นก็ค่อยกวาดล้างขุนพลวุยก๊กคนอื่นๆ ให้สิ้นซาก ส่วนจงโฮยนั้นไม่มีขุมกำลังเป็นของตนเอง หากต้องการกุมอำนาจสั่งการกองทัพ ก็ทำได้เพียงยอมทำตามคำสั่งของมหาขุนพลเท่านั้น ด้วยวิธีนี้ก็จะสามารถกอบกู้แผ่นดินของราชวงศ์ฮั่นกลับคืนมาได้ หากแผนการนี้สำเร็จลุล่วง ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถอาศัยจังหวะนี้บุกขึ้นเหนือได้อีกครั้ง และยึดครองสามมณฑลในแถบกวนหลงมาได้ในคราวเดียวเลยทีเดียว
ทว่านี่ไม่ใช่แผนการที่มหาขุนพลจะสามารถทำสำเร็จได้เพียงลำพัง เขาบอกไว้ในจดหมายว่า ตอนนี้เขาต้องอยู่ข้างกายจงโฮยตลอดเวลา จึงไม่สามารถสั่งการกองทัพได้โดยตรง ยังมีเงื่อนไขอีกหลายอย่างที่ยังไม่พร้อม รอให้เขากำจัดเตงงายได้สำเร็จเสียก่อน แล้วค่อยส่งคนมาหารือกับพวกเราอย่างละเอียดอีกครั้ง
หลังจากที่พวกเราได้รับข่าวสาร ก็รู้สึกสะเทือนใจจนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ยอมจำนนไปแล้ว ทว่าขุนพลใต้บังคับบัญชากลับยังคงมุ่งมั่นที่จะกอบกู้บ้านเมือง นี่คือเรื่องประหลาดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนตั้งแต่สมัยโบราณกาล ในยุคจ้านกั๋วที่แคว้นหาน แคว้นเว่ย และแคว้นจ้าวร่วมกันทำลายล้างตระกูลจื้อ อวี้ร่างต้องการแก้แค้นให้กับจื้อป๋อเจ้านายเก่า ก็ทำเพียงแค่ทำลายร่างกายตนเองเพื่อปกปิดตัวตน โดยหวังว่าจะสามารถสังหารศัตรูได้สำเร็จ เรื่องนี้ยังถูกเล่าขานเป็นตำนานอันงดงามมานับพันปี ทว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่มหาขุนพลกำลังทำอยู่ มันจะควรค่าแก่การเอ่ยถึงได้อย่างไรกัน
ขุนนางผู้เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมเช่นนี้กลับยังต้องถูกฮ่องเต้หวาดระแวง และถูกขุนนางด้วยกันโจมตี จนส่งผลให้บ้านเมืองต้องล่มสลายลง พวกเราในเวลานั้นช่างรู้สึกละอายใจจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ปู่ของเจ้าพลิกอ่านจดหมายของมหาขุนพลไปมา หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ จู่ๆ เขาก็พูดกับท่านลุงใหญ่ของเจ้าว่า ไม่ว่าเรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่ ข้าก็ไม่มีหน้าไปพบกับมหาขุนพลอีกแล้ว เรื่องนี้ให้เจ้าเป็นคนรับผิดชอบจัดการก็แล้วกัน
ความหมายของปู่เจ้านั้นชัดเจนมาก การจะให้เขามุ่งมั่นกอบกู้บ้านเมืองเหมือนกับมหาขุนพลนั้น เขารู้ตัวเองดีว่าเขาทำไม่ได้ จึงทำได้เพียงปล่อยให้ท่านลุงใหญ่ของเจ้าเป็นคนทำ ทว่าหากทำสำเร็จจริงๆ เขาก็ไม่มีหน้าจะกลับไปเป็นฮ่องเต้อีก ซึ่งนั่นก็เท่ากับเป็นการสละราชสมบัติให้กับท่านลุงใหญ่ของเจ้าโดยปริยายนั่นเอง
การเคลื่อนไหวของมหาขุนพลนั้นรวดเร็วมาก ผ่านไปประมาณสี่ห้าวัน ซึ่งก็คือวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้าย ปีที่เจ็ดแห่งรัชศกจิ่งเย่า จงโฮยก็จับกุมเตงงายอย่างกะทันหัน โดยยัดข้อหาก่อกบฏแล้วขังคุกส่งตัวกลับไปยังเมืองหลวง ยอดขุนพลแห่งยุค ท้ายที่สุดก็ต้องมาพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของศัตรูคู่อาฆาตของตนเอง
วันต่อมา จงโฮยก็ถอนกำลังทหารที่คอยควบคุมตัวพวกเราออกไปเกือบหมด ซ้ำยังเปลี่ยนเอาทหารองครักษ์ที่พวกเราคุ้นเคยมาทำหน้าที่แทน พวกเราแทบจะสามารถเดินไปไหนมาไหนภายในพระราชวังได้อย่างอิสระแล้ว
และในคืนนั้นเอง ตอนที่นางกำนัลคนหนึ่งนำอาหารมาส่งที่ตำหนัก นางก็ได้ซ่อนจดหมายฉบับหนึ่งเอาไว้ในกล่องอาหาร ภายในนั้นระบุแผนการล่าสุดของมหาขุนพลเอาไว้
เขาได้ตกลงกับจงโฮยเรียบร้อยแล้ว ว่าจะเดินทางมาถึงเมืองเฉิงตูในวันที่สิบห้าเดือนอ้าย จากนั้นจงโฮยจะเรียกตัวอดีตขุนนางจ๊กก๊กและนายทหารวุยก๊กทั้งหมดมาประชุมหารือกันในเมือง ส่วนกองทัพของมหาขุนพลจะปักหลักอยู่ที่สะพานหย่งผิงและสะพานฉางเซิงทางฝั่งตะวันตกของเมือง ขอเพียงรอนายทหารมารวมตัวกัน เขาก็จะบีบบังคับให้จงโฮยลงมือสังหารคนพวกนั้นเสีย จากนั้นกองทัพที่อยู่นอกเมืองก็จะอาศัยจังหวะนี้บุกโจมตี และยึดประตูเมืองเฉิงตูทั้งหมดเอาไว้ได้ เมื่อนั้นสถานการณ์ทุกอย่างก็จะตกอยู่ในกำมือ
จุดสำคัญของแผนการนี้อยู่ที่สองประการ ประการแรกคือมหาขุนพลจะสามารถสังหารขุนพลวุยก๊กในเมืองได้อย่างราบรื่นหรือไม่ และจงโฮยจะยอมทำตามคำสั่งของเขาหรือไม่ ทว่าเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราก็ทำได้เพียงเชื่อใจเขาเท่านั้น ประการที่สองคือใครจะเป็นผู้นำทัพทหารฮั่นที่อยู่นอกเมืองให้บุกโจมตี เพราะการเรียกประชุมในเมือง ไม่ได้มีเพียงขุนพลวุยก๊กที่ต้องไปร่วมประชุมเท่านั้น ทว่านายทหารฮั่นทั้งหมดก็ต้องไปร่วมด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นจะทำให้เกิดความสงสัยได้ และในสถานการณ์ที่กองทัพไร้ซึ่งแม่ทัพคอยบัญชาการ แผนการนี้ก็ไม่มีทางสำเร็จลุล่วงไปได้เลย
ดังนั้นความหมายของมหาขุนพลก็คือ จำเป็นต้องมีคนที่สามารถทำให้ทหารฮั่นทั้งหมดเชื่อใจได้อย่างไม่มีเงื่อนไขก้าวออกมา ซึ่งคนผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านลุงใหญ่ของเจ้า เขาคือรัชทายาทแห่งแคว้นสู่ ขอเพียงเขาปรากฏตัวขึ้น เหล่าทหารฮั่นจะต้องเชื่อใจและยอมรับฟังคำสั่งของเขาอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่แม่ได้ยินมา รายละเอียดที่แท้จริงอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ นอกเหนือจากท่านลุงใหญ่และบิดาของเจ้าแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่านี้เลย
แม่คิดว่าเจ้าคงจะสงสัย ว่าทำไมในเรื่องนี้ถึงมีบิดาของเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
นั่นก็เป็นเพราะเขามีความผูกพันกับท่านลุงใหญ่ของเจ้ามาก ตั้งแต่เล็กจนโต ปู่ของเจ้าไม่ค่อยได้ใส่ใจดูแลบิดาของเจ้าสักเท่าไหร่ นอกเหนือจากย่าของเจ้าอู๋เจาอี๋แล้ว คนที่คอยดูแลเอาใจใส่เขามากที่สุดในยามปกติก็คือท่านลุงใหญ่ของเจ้านี่แหละ ตั้งแต่ตอนที่บิดาของเจ้าเริ่มเรียนหนังสือ ไปจนถึงตอนที่เรียนมารยาท ดนตรี การขี่ม้า การยิงธนู พิธีสวมกวาน การจัดงานแต่งงาน และการเลือกดินแดนศักดินา ล้วนเป็นท่านลุงใหญ่ของเจ้าที่คอยจัดการดูแลให้ทั้งหมด สำหรับบิดาของเจ้าแล้ว คำกล่าวที่ว่าพี่ชายคนโตเปรียบดั่งบิดา ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูดลอยๆ หรอกนะ
แม้แผนการของมหาขุนพลจะฟังดูดี มีการประสานงานทั้งภายในและภายนอก ดูมีโอกาสสำเร็จสูง ทว่าในความเป็นจริงทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ไม่ว่าจะเป็นสำหรับมหาขุนพลหรือสำหรับท่านลุงใหญ่ของเจ้า การเดินทางครั้งนี้เปรียบเสมือนการบุกน้ำลุยไฟ หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็อาจกลายเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟได้ บิดาของเจ้าไม่ยอมปล่อยให้ท่านลุงใหญ่ของเจ้าไปทำเรื่องนี้เพียงลำพัง ประกอบกับเขายังมีเลือดรักชาติอันร้อนระอุ และอยากจะทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง จึงได้ไปขอร้องปู่และท่านลุงใหญ่ของเจ้า โดยยืนกรานที่จะขอติดตามท่านลุงใหญ่ของเจ้าไปด้วย
แม่ห้ามเขาไม่ได้ และแน่นอนว่าแม่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะห้ามเขา นี่คือความรับผิดชอบที่บิดาของเจ้าในฐานะลูกหลานของราชวงศ์ฮั่นพึงมีต่อบ้านเมือง และมันก็เป็นความรับผิดชอบที่แม่สมควรต้องแบกรับไว้เช่นกัน นับตั้งแต่วันที่ตกลงแผนการกัน บิดาของเจ้าก็มักจะไปยืนทอดสายตามองไปแดนไกลอยู่บนยอดเขาอู่ตานอยู่เสมอ เพราะมหาขุนพลบอกไว้ว่า ขอเพียงรอให้เขาจุดไฟที่ประตูเสียนหยาง นั่นก็คือสัญญาณให้เริ่มลงมือ
เวลาเพียงสิบกว่าวัน พูดไปก็เหมือนจะสั้น ทว่าสำหรับบิดาของเจ้าแล้ว เรียกได้ว่าแต่ละวันช่างยาวนานราวกับหนึ่งปีเลยทีเดียว
ในช่วงแรกเขารู้สึกตื่นเต้นมาก ทว่าหลังจากผ่านไปไม่กี่วัน เขาก็เริ่มรู้สึกกังวลใจและหวาดระแวง ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็ม ถึงขั้นมักจะสะดุ้งตื่นจากความฝันอยู่บ่อยครั้ง เมื่อนอนไม่หลับเขาก็จะออกไปลับกระบี่อยู่บนภูเขา บางทีอาจจะเริ่มตั้งแต่ตอนนั้นแล้วกระมัง ที่เขาถูกภาระหน้าที่อันหนักอึ้งกดทับจนแทบจะหายใจไม่ออก
จนกระทั่งถึงวันที่สิบห้าเดือนอ้าย พวกเราก็ได้ยินเสียงแตรศึกดังมาจากในเมืองจริงๆ และเมื่อมองลงมาจากบนภูเขาอู่ตาน ก็สามารถมองเห็นกองทัพวุยก๊กจำนวนมหาศาลกำลังเคลื่อนทัพเข้ามาใกล้เมืองเฉิงตู
แม่ไม่เคยเห็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ตระการตาเช่นนี้มาก่อนเลย ธงรบปลิวไสวบดบังท้องฟ้า ค่ายทหารตั้งเรียงรายราวกับก้อนเมฆ ชุดเกราะชั้นดีส่องประกายเจิดจ้าท้าแสงตะวัน แม้แต่ม้าศึกที่กำลังดื่มน้ำอยู่ริมแม่น้ำผีเจียง ก็ดูราวกับหญ้าป่าที่พลิ้วไหวไปตามสายลม มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดเลยจริงๆ และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่มหาขุนพลเปิดเผยออกมา กองทัพที่ล้อมรอบเมืองเฉิงตูในเวลานั้น น่าจะมีจำนวนมากกว่าสองแสนนายเลยทีเดียว และแผนการของมหาขุนพลก็คือการกลืนกินกองทัพทั้งสองแสนนายนี้ให้หมดสิ้นภายในเวลาเพียงสามสี่วัน
ตอนนี้เมื่อลองนึกย้อนกลับไป นี่มันช่างเป็นแผนการที่เพ้อฝันเสียเหลือเกิน
ทว่านับตั้งแต่เจาเลี่ยฮ่องเต้ทวดของเจ้าเรื่อยมา จนถึงมหาอุปราชจูกัดเหลียง และมาถึงมหาขุนพลเกียงอุย พวกเขาล้วนเป็นคนโง่เขลาที่มีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าจนน่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าความฝันนั้นจะห่างไกลความจริงเพียงใด พวกเขาก็ไม่มีวันยอมแพ้
ทว่าความฝันเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะสามารถแบกรับเอาไว้ได้ ปู่ของเจ้าทำไม่ได้ บิดาของเจ้าก็ทำไม่ได้เช่นกัน ฝุ่นผงเพียงเล็กน้อยที่มหาขุนพลโปรยปรายลงมา ก็มากพอที่จะบดขยี้พวกเขาให้แหลกสลายได้แล้ว
ในคืนวันที่สิบห้าเดือนอ้าย ประตูเสียนหยางไม่มีเปลวไฟปรากฏขึ้น วันที่สองก็ยังคงไม่มี วันที่สามก็ยังคงไม่มีเช่นกัน ในตอนที่พวกเราคิดว่ามหาขุนพลคงจะยอมแพ้ไปแล้วนั้น ในช่วงพลบค่ำของวันที่สิบแปดเดือนอ้าย ประตูเสียนหยางก็มีแสงไฟสว่างไสวขึ้นมาในที่สุด ท่านลุงใหญ่และบิดาของเจ้าไม่พูดพร่ำทำเพลง พวกเขาพาองครักษ์ไปสองสามคน แล้วหลบหนีออกจากวังไปตามเส้นทางลัด นี่คือเส้นทางลับที่มีเพียงเชื้อพระวงศ์อย่างพวกเราเท่านั้นที่รู้ ซึ่งสามารถทะลุกำแพงวังที่ภูเขาอู่ตานออกไปนอกเมืองได้โดยตรง
หลังจากที่บิดาของเจ้าจากไป แม่กับท่านอา ย่าของเจ้า ท่านป้าใหญ่ของเจ้า และสตรีในวังอีกหลายคน ก็พากันไปสวดมนต์ขอพรให้ท่านลุงใหญ่และบิดาของเจ้าที่ศาลบรรพชนในวัง ซึ่งก็คือเบื้องหน้าป้ายวิญญาณของบรรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น โดยหวังว่าพวกเขาจะสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย หวังว่าแผ่นดินของราชวงศ์ฮั่นจะสามารถกอบกู้กลับคืนมาได้ และหวังว่าโลกใบนี้จะไม่มีสงครามและไม่มีหยาดน้ำตาแห่งสายเลือดอีกต่อไป
ทว่าโลกใบนี้ช่างโหดร้ายเหลือเกิน แท้จริงแล้วเจ้าก็รู้จุดจบดี ความปรารถนาของมนุษย์นั้นเป็นเพียงสิ่งเล็กจ้อยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
พวกเราสวดมนต์อยู่ในศาลบรรพชนได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม จู่ๆ ท่านลุงรองของเจ้าก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามา พร้อมกับหอบแฮกๆ แล้วพูดว่า แย่แล้ว ไฟไหม้แล้ว ทหารก่อกบฏแล้ว
แม่ทำอะไรไม่ถูก จึงเดินออกไปดูนอกศาลบรรพชน ถึงได้พบว่า ไม่ได้มีเพียงประตูเสียนหยางเท่านั้นที่ลุกเป็นไฟ ประตูเจียงเฉียว ประตูชงจื้อ ประตูฉางเซิง ประตูเมืองทั้งหมดของเมืองเฉิงตูทั้งสามฝั่ง รวมถึงย่านการค้าและถนนหนทางภายในเมือง ล้วนถูกเปลวเพลิงอันร้อนระอุแผดเผาจนลุกโชน เสียงกรีดร้อง เสียงโวยวาย และความวุ่นวายของราษฎร แม้จะถูกขวางกั้นด้วยกำแพงเมืองถึงสองชั้น ทว่าแม่ก็ยังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
สถานการณ์เช่นนี้ไม่มีทางเป็นไปตามแผนการของมหาขุนพลได้อย่างแน่นอน ดังนั้นคำตอบจึงมีเพียงหนึ่งเดียว ขุนพลวุยก๊กได้ก่อการกบฏขึ้น มหาขุนพลพ่ายแพ้แล้ว
ทหารมากมายขนาดนั้น หลังจากที่ตีฝ่าวงล้อมของจงโฮยออกมาได้ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่มุ่งเป้าไปที่การสังหารศัตรูทางการเมืองเท่านั้น ทว่ายังปล้นสะดมเมืองเฉิงตูอย่างบ้าคลั่ง และพวกเขาก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การปล้นชิงทรัพย์สินเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ เด็ก ผู้หญิง หรือคนอ่อนแอ ขอเพียงได้พบเจอ พวกเขาก็จะลงมือฆ่าฟันและย่ำยีตามอำเภอใจ ถึงขั้นบุกเข้ามาปล้นชิงในพระราชวังเลยทีเดียว
พวกเขาบุกเข้ามาอย่างดุดันโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลใดๆ ในตอนนั้นลูกชายของท่านป้าใหญ่ของเจ้า ซึ่งก็คือลูกพี่ลูกน้องของเจ้า เขากำลังยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่หน้าประตู แล้วก็ถูกทหารวุยก๊กที่วิ่งสวนมาใช้ดาบฟันเข้าที่ศีรษะจนเสียชีวิตคาที่ในสภาพที่ดูไม่ได้เลย ในปีนั้นเขาเพิ่งจะอายุสิบขวบ หน้าตาน่ารักน่าชัง ฉลาดเฉลียว และเป็นเด็กที่ใครๆ ก็ชื่นชอบ
จากนั้นพวกทหารวุยก๊กก็เข้าไปล้อมรอบพระสนมของปู่เจ้า พวกเขาลวนลามและเริ่มย่ำยีพวกนางท่ามกลางสายตาผู้คน ปล่อยให้พวกนางต้องทนทุกข์ทรมานราวกับตกนรกทั้งเป็น จะอยู่ก็ไม่ได้ จะตายก็ไม่รอด
แม้กระทั่งปู่ของเจ้าเองก็ยังถูกพวกทหารวุยก๊กจับตัวไป พวกเขาบีบบังคับให้บอกที่ซ่อนทรัพย์สมบัติ เมื่อปู่ของเจ้าตอบไม่ได้ ก็ถูกรุมซ้อมอย่างหนัก ซ้ำยังถูกปลดเปลื้องเสื้อผ้าจนหมดสิ้น
ปี้จี๋ เดิมทีแม่ไม่ได้อยากจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้เจ้าฟังเลย ทว่าโลกใบนี้มันก็เป็นเช่นนี้แหละ เมื่อบุรุษกลายเป็นผู้พ่ายแพ้ ภรรยาและลูกๆ ก็จะต้องตกเป็นทาส
หากไม่ใช่เพราะท่านลุงรองของเจ้าไหวตัวทัน แล้วรีบพาแม่และป้าของเจ้าอีกหลายคนไปซ่อนตัวอยู่ในห้องลับล่ะก็ มิฉะนั้นพวกเราเองก็คงจะหนีไม่พ้นชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นเดียวกัน
แม้แต่ในพระราชวังและเชื้อพระวงศ์ยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ แล้วสถานที่อื่นๆ จะเลวร้ายเพียงใดก็คงพอจะนึกภาพออก
ในเวลาต่อมาแม่ถึงได้รู้ว่า ตระกูลกวนอันเลื่องชื่อและยิ่งใหญ่เกรียงไกรไปทั่วแผ่นดินจีน ซึ่งมีชื่อเสียงทัดเทียมกับตระกูลของเรา ก็ถูกบังโฮยฉวยโอกาสในช่วงที่เกิดความวุ่นวายฆ่าล้างโคตรเช่นกัน สมาชิกทุกคนในครอบครัวจำนวนยี่สิบหกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง คนแก่ หรือเด็ก ล้วนไม่มีใครรอดชีวิตไปได้เลยแม้แต่คนเดียว
เหล่าขุนนางและแม่ทัพที่มีชื่อเสียงในราชสำนัก อย่างเช่นไท่ผูเจียวเหี้ยน และต้าซ่างซูเว่ยจี้ ต่างก็ถูกสังหารจนหมดสิ้นเช่นกัน
ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีบิดาและมารดาของแม่รวมอยู่ด้วย แม่ไม่เพียงแต่ไม่ได้พบหน้าพวกเขาเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น ทว่าแม่ยังไม่มีโอกาสได้เห็นแม้กระทั่งศพของพวกเขาเลย
ในท้ายที่สุด กองทัพวุยก๊กที่กำลังบ้าคลั่งก็ถึงขั้นฆ่าฟันกันเองเพราะแบ่งปันทรัพย์สินที่ปล้นสะดมมาได้ไม่ลงตัว พวกเขาอาศัยจังหวะนี้สังหารเตงงายสองพ่อลูก ซือจวน และสหายร่วมรบคนอื่นๆ ไปด้วย
ปี้จี๋ เจ้าลองบอกแม่สิว่า โศกนาฏกรรมที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมเช่นนี้ ทำไมถึงได้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ได้เล่า คนต่ำทรามเช่นพวกเขา อาศัยอะไรมาเอาชนะมหาขุนพลได้กัน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม่ก็ตระหนักได้ว่า ชัยชนะและความพ่ายแพ้นั้นไม่มีเหตุผลใดๆ มารองรับเลย การนำเอาความสำเร็จและความพ่ายแพ้มาตัดสินความเป็นวีรบุรุษ ก็เป็นเพียงแค่การหลอกตัวเองของชาวโลกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ความสำเร็จก็คือความสำเร็จ ความพ่ายแพ้ก็คือความพ่ายแพ้ มันไม่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมหรือความสง่างามเลยแม้แต่น้อย
บางทีสวรรค์เองก็คงจะทนดูภาพเหตุการณ์เช่นนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วกระมัง พอตกดึก ท้องฟ้าก็มีพายุลมแรงพัดกระหน่ำ จากนั้นก็มีสายฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องไปทั่วหมู่เมฆดำทะมึน สายฝนในฤดูหนาวเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วงจนบดบังไปทั่วทั้งฟ้าดิน จนทำให้แม่รู้สึกไปชั่วขณะหนึ่งว่าโลกใบนี้กำลังจะถึงกาลอวสานแล้ว ส่วนพวกเราสตรีหลายคนที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องลับ เมื่อได้ยินเสียงความวุ่นวายจากภายนอก ก็รู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นเทาไปหมด ทว่าก็ต้องอดทนเอาไว้และไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว หรือแม้แต่จะหายใจแรงๆ ก็ยังไม่กล้าเลย
ในเวลานั้น จู่ๆ แม่ก็นึกขึ้นมาว่า บิดาของเจ้าจะเป็นอย่างไรบ้างนะ เขาปลอดภัยดีหรือไม่
ก่อนหน้านี้แม่ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้พบเขาให้เร็วที่สุด ทว่าตอนนี้แม่กลับหวังว่าจะได้พบเขาให้ช้าที่สุด ถึงขั้นหวังให้เขาหนีไปให้ไกลแสนไกล และไม่ต้องกลับมาอีกเลย
ทว่าแม่ก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ ภายในใจของแม่จึงมีเพียงความโศกเศร้าอย่างหาที่สุดไม่ได้ การต้องทนหลบซ่อนอยู่ในห้องลับที่มองไม่เห็นแสงสว่าง จู่ๆ แม่ก็รู้สึกขึ้นมาว่า บางทีชีวิตที่เหลืออยู่ของแม่ก็คงจะเป็นเช่นนี้แล้วล่ะมั้ง
ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเสียงด่าทอและเสียงร้องไห้คร่ำครวญจากภายนอกค่อยๆ เงียบสงบลง พวกเราก็รู้ได้ทันทีว่า เป็นเพราะพวกทหารวุยก๊กปล้นชิงและเล่นสนุกจนเหนื่อยล้าแล้ว ท่านลุงรองของเจ้าเปิดประตูแง้มดู เมื่อพบว่าพวกนั้นจากไปหมดแล้ว เขาถึงได้ดึงพวกเราสตรีหลายคนให้ออกมา
ทันทีที่พวกเราออกมา ก็เห็นหลี่เจาอี๋กำลังจัดแต่งทรงผมโดยไม่พูดไม่จา บนตัวของนางเต็มไปด้วยคราบสกปรก ทว่าสีหน้าของนางกลับดูสำรวมและสง่างามเป็นอย่างยิ่ง นางคือมารดาของท่านลุงรองของเจ้า ปกติแล้วนางเป็นคนพูดน้อย และไม่ค่อยเป็นที่โปรดปรานของปู่เจ้านัก ซึ่งในวันนั้นนางก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
ในเวลานี้ปู่ของเจ้าถูกถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกไปแล้ว เหลือเพียงชุดชั้นในเท่านั้น ร่างกายของเขารู้สึกหนาวสั่น เขาพูดกับหลี่เจาอี๋ว่าอยากจะหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ ทว่าเมื่อหลี่เจาอี๋จัดแต่งทรงผมเสร็จ นางก็ไม่ได้หันไปมองปู่ของเจ้าเลยแม้แต่น้อย จากนั้นนางก็ปลิดชีพตนเอง
นางใช้กระบี่เชือดคอตัวเอง เลือดของนางสาดกระเซ็นออกมา และยังคงมีควันร้อนๆ พวยพุ่งออกมาด้วยซ้ำ
ในตอนที่ท่านลุงห้าของเจ้าฆ่าตัวตายที่ศาลบรรพชน การหลั่งเลือดยังถือเป็นเรื่องที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ทว่าหลังจากคืนนั้นเป็นต้นมา เลือดก็ไม่ใช่สิ่งที่หาดูได้ยากอีกต่อไป
ภายในตำหนักใหญ่เต็มไปด้วยเลือด ไม่ใช่แค่บนพื้นเท่านั้น ทว่าบนโต๊ะ บนม่านผ้ากอซ หรือแม้แต่บนป้ายวิญญาณ ล้วนเต็มไปด้วยคราบเลือดสีน้ำตาลแดง และไม่ใช่แค่นางคนเดียวเท่านั้น ญาติพี่น้องหลายคนที่เมื่อวานยังคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ในเวลานี้กลับกลายเป็นศพที่สภาพเละเทะจนจำหน้าไม่ได้เสียแล้ว ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีกระทั่งอู๋เจาอี๋ย่าของเจ้ารวมอยู่ด้วย
ปี้จี๋ นี่คือครั้งแรกที่แม่ได้เห็นคนตายมากมายถึงเพียงนี้ ทว่าแม่กลับร้องไห้ไม่ออก ไม่ใช่เพราะว่าแม่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะร้องไห้หรอกนะ ทว่าแม่กลับรู้สึกมืดแปดด้าน และรู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างไร้ความหมายเหลือเกิน
ภายใต้โลกที่โหดร้ายเช่นนี้ เมื่อปราศจากประเทศชาติ การต้องทนมีชีวิตอยู่เป็นทาสของชาติที่ล่มสลาย แท้จริงแล้วมันมีความหมายอะไรกัน เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ แม่ถึงได้สัมผัสอย่างลึกซึ้งว่า การปลิดชีพตนเองของท่านลุงห้าของเจ้านั้น ช่างเป็นการตัดสินใจที่มองการณ์ไกลอย่างแท้จริง
และในตอนนั้นเอง บิดาของเจ้าก็กลับมา
ฝนตกหนักในเวลานั้นยังคงไม่หยุดตก พวกเราทุกคนต่างก็นั่งเหม่อลอยอยู่ภายในศาลบรรพชน โดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มันช่างเหมือนกับการตกอยู่ในฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่นขึ้นมาได้ก็ไม่ปาน เมื่อพวกเราได้ยินเสียงฝีเท้าอันหนักอึ้งดังมาจากนอกประตู ทุกคนก็ตกใจจนสะดุ้ง ยังคิดว่าพวกทหารวุยก๊กย้อนกลับมาอีกแล้ว ในตอนนั้นแม่ตั้งใจจะวิ่งหนี ทว่าขาทั้งสองข้างกลับไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการวิ่งหนีเลย ดังนั้นภายในใจของแม่จึงยอมจำนนต่อโชคชะตา แม่หลับตาลงและเตรียมตัวรอคอยความตาย
ผลปรากฏว่ากลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
เมื่อแม่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าบิดาของเจ้ายืนอยู่ตรงหน้าประตู ร่างกายของเขาเปียกปอนไปหมด เสื้อผ้าก็ชุ่มโชกไปด้วยเลือด เดินโซเซไปมา สีหน้าของเขาน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคนตายเสียอีก
และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา นิสัยใจคอของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่เหมือนกับคนในอดีตอีกต่อไป
…………
แม้ว่าเขาจะไม่เคยบอกแม่เลย ว่าในวันนั้นเขาต้องพบเจอกับเรื่องราวอะไรบ้าง ทว่าแม่ก็ไม่เคยซักไซ้ไล่เลียงเขาเช่นกัน ทุกคนที่ได้เห็นบิดาของเจ้าในวันนั้น ล้วนไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามเลยแม้แต่คนเดียว
ในตอนที่พวกเขาสองพี่น้องออกเดินทางไป พวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและความคาดหวัง
ทว่าในตอนที่เขาตากฝนกลับมา บนแผ่นหลังของเขาคือร่างไร้วิญญาณของท่านลุงใหญ่ของเจ้าที่ถูกฟันถึงเจ็ดสิบแปดแผล
[จบแล้ว]