เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - ปี้จี๋

บทที่ 3 - ปี้จี๋

บทที่ 3 - ปี้จี๋


บทที่ 3 - ปี้จี๋

★★★★★

ปีไท่สื่อที่แปด (ค.ศ. 272) เดือนสิบสอง วันเจี่ยเฉิน ณ จวนอันลกก๋ง

เวลาผ่านไปเก้าปีแล้วนับตั้งแต่เหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ในครั้งนั้น บัดนี้สภาพอากาศช่างมืดครึ้ม เมฆดำทะมึนเรียงตัวทอดยาวแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งท้องฟ้าเหนือศีรษะจรดขอบฟ้าเบื้องหน้า ราวกับมีใครนำน้ำหมึกสีเข้มมาสาดสีไว้ และสิ่งที่ตามมาก็คือสายลมหนาวที่พัดกรีดแทงราวกับคมมีด มันพัดโหมกระหน่ำพัดผ่านยอดไม้ที่แห้งโกร๋นจนเกิดเสียงดังชวนให้รู้สึกหงุดหงิดใจ

"ช่างเป็นอากาศที่แปลกประหลาดจริงๆ" เตียวซีเมี่ยวฮูหยินแห่งจวนอันลกก๋งเอนกายอยู่บนเตียง นางตะแคงหน้ามองกิ่งไม้ที่สั่นไหวไปมาอยู่นอกหน้าต่าง แล้วหันไปพูดกับบิซิ่วพี่สะใภ้หม้ายที่อยู่ข้างๆ ว่า "ดูเหมือนฟ้ากำลังจะร้องเลยเจ้าค่ะ"

ทีแรกบิซิ่วก็เอ่ยแย้งขึ้นมาว่า "ฤดูหนาวแบบนี้ฟ้าจะร้องได้อย่างไรกัน" แต่แล้วลมหนาววูบหนึ่งก็พัดทะลักเข้ามาในห้องจนนางต้องห่อไหล่ด้วยความหนาวสั่น และจำต้องเอ่ยคล้อยตามไปว่า "แต่ปีนี้ก็ไม่แน่เหมือนกันนะ ก็ปีนี้เป็นปีมังกรนี่นา"

ปีไท่สื่อที่แปดคือปีมังกรน้ำเริ่นเฉินจริงๆ ก่อนที่ปีไท่สื่อที่เจ็ดจะผ่านพ้นไป ในหมู่ชาวบ้านก็มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าปีเริ่นเฉินคือปีแห่งมังกรแท้ จะมีมังกรที่หลับใหลอยู่ใต้บาดาลมานานนับร้อยปีทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ข่าวลือนี้มาจากไหนก็ไม่มีใครอธิบายได้ชัดเจน แต่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วแคว้นจิ้นตะวันตกก็เริ่มมีการรายงานเรื่องนิมิตมงคลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เดี๋ยวก็บอกว่าขุดพบก้อนหินรูปร่างคล้ายพระศรีอริยเมตไตรยที่เมืองเย่กวน เดี๋ยวก็บอกว่ามีคนพบเห็นมังกรเขียวที่กวนจง ล้วนแต่บอกว่าเป็นลางบอกเหตุว่าจะมีบุญญาธิการมารวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น

ผลปรากฏว่าพอถึงเดือนสิบ ท้องฟ้าก็เกิดสุริยุปราคาขึ้นมากะทันหัน สามารถมองเห็นได้จากทุกหนทุกแห่ง สุริยุปราคาถือเป็นลางร้ายครั้งใหญ่ ซึ่งขัดแย้งกับข่าวลือที่แพร่สะพัดออกมาก่อนหน้านี้ ชาวบ้านจึงลือกันไปอีกว่า สุริยุปราคาคือสัญญาณของการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน มังกรตัวเก่ากำลังจะตาย ข่าวลือนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จนราชสำนักต้องออกคำสั่งห้ามมิให้เผยแพร่ข่าวลือเรื่องนิมิตมงคลหรือลางร้ายในทุกพื้นที่ ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องถูกจับกุมตัวไปลงโทษ

และจนถึงตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมีเสียงฟ้าร้องในฤดูหนาวเกิดขึ้นจริงๆ แถมยังมีลมกระโชกแรงพัดจนหน้าต่างดังปังๆ จากสัญญาณหลายๆ อย่าง ดูเหมือนว่าปีมังกรเริ่นเฉินที่ว่านี้คงจะไม่ใช่ปีธรรมดาๆ เสียแล้ว

ตามหลักแล้วความพิเศษของปีนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับสตรีตัวเล็กๆ ทว่าเตียวซีเมี่ยวในตอนนี้ไม่ใช่เพียงสตรีธรรมดาๆ นางยังเป็นมารดาคนหนึ่ง หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นางตั้งครรภ์มาได้สิบเดือนแล้ว และกำหนดคลอดก็อยู่ภายในวันสองวันนี้แหละ

บิซิ่วผู้เป็นพี่สะใภ้อยากจะปิดหน้าต่างลง เพราะอากาศที่แปลกประหลาดเช่นนี้ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะส่งผลกระทบต่อการคลอดบุตรหรือไม่ แต่แล้วนางก็ถูกเตียวซีเมี่ยวห้ามเอาไว้ ฮูหยินสาวลูบคลำหน้าท้องของตนเองอย่างแผ่วเบา พลางนึกถึงเรื่องราวประหลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ก่อนจะเอ่ยกับพี่สะใภ้ว่า "ข้ามีความรู้สึกสังหรณ์ใจ ภายใต้การรับรู้ของสวรรค์เบื้องบน ข้ากำลังให้กำเนิดเด็กที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่งออกมาเจ้าค่ะ"

อันที่จริงนี่คือลางสังหรณ์ที่มารดาทุกคนมักจะมีร่วมกันก่อนคลอด บิซิ่วเองก็เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน แต่ท้ายที่สุดความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าลูกของนางไม่ได้มีความวิเศษวิโสอะไร ก็เป็นเพียงเด็กชายธรรมดาคนหนึ่ง ที่ทำให้ท่านแม่ต้องเสียใจและร้องไห้เหมือนเด็กทั่วไป แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสตรีที่กำลังจะเป็นมารดามือใหม่ บิซิ่วก็ไม่อยากจะทำลายความฝันนี้ นางกลับไปนั่งที่ขอบเตียงและเอ่ยสนับสนุนอย่างอ่อนโยนว่า "พี่เองก็สังหรณ์ใจแบบนั้นเหมือนกัน จะต้องเป็นเด็กชายที่ยอดเยี่ยมมากแน่ๆ"

แต่เมื่อได้ยินประโยคนี้ เตียวซีเมี่ยวกลับไม่ได้รู้สึกสบายใจขึ้นเลย ตรงกันข้ามกลับรู้สึกหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ในช่วงเวลาที่ตั้งครรภ์นี้ อันที่จริงนางได้คิดทบทวนมาเนิ่นนานแล้ว ว่าตนเองควรจะสั่งสอนลูกอย่างไร ควรจะมอบอนาคตที่งดงามให้เขารูปแบบไหน แต่ทว่าในค่ำคืนก่อนคลอดที่มีลมพัดกรรโชกแรงเช่นนี้ จินตนาการทั้งหมดที่นางวาดฝันไว้เกี่ยวกับอนาคตของลูกกลับพังทลายลงจนหมดสิ้น สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความไม่มั่นใจและความขลาดกลัว

นางคิดทบทวนว่า ตนเองก็เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง ในยุคสมัยนี้ เรื่องที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถตัดสินใจได้เองนั้นมีน้อยเหลือเกิน นางเลือกพ่อแม่ของตัวเองไม่ได้ เลือกสามีของตัวเองไม่ได้ และในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถเลือกวิถีชีวิตของตัวเองได้ แล้วนางจะมีหลักประกันอะไรมาโน้มน้าวตัวเองว่านางจะสามารถเลือกเส้นทางให้ลูกของตัวเองได้กันล่ะ แม้แต่มหาบุรุษอย่างอัครมหาเสนาบดีจูกัดเหลียง ก็ยังไม่สามารถทำให้บุตรชายของตนประสบความสำเร็จดั่งใจหวังได้เลย

ดังนั้นความตื่นตระหนกจึงจู่โจมจิตใจของมารดาสาวผู้นี้ ทำให้นางหวนนึกไปถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ที่นครเฉิงตูเมื่อเก้าปีก่อน

คนที่มีเกียรติประวัติยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าอย่างแม่ทัพใหญ่เกียงอุย บางครั้งก็ยังถูกโชคชะตาเล่นงานจนพินาศย่อยยับได้เลย

เมื่อคิดถึงจุดนี้ เตียวซีเมี่ยวก็สัมผัสได้ถึงความต่ำต้อยของตนเองขึ้นมาทันที ผู้คนไม่เคยสามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้เลย พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้ว่าจะเกิดมาเมื่อใด และไม่สามารถควบคุมได้ว่าจะตายลงเมื่อใด ระหว่างฟ้าและดินราวกับมีตัวตนอันยิ่งใหญ่ดำรงอยู่ มันกำลังยืนมองดูด้วยสายตาที่เย็นชา และหัวเราะเยาะความอวดฉลาดของผู้คน ความคิดเช่นนี้ทำให้นางถึงกับต้องพนมมือขึ้น น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม

"ซีเมี่ยว เจ้าเป็นอะไรไป"

แน่นอนว่าบิซิ่วย่อมไม่เข้าใจความสับสนวุ่นวายในใจของน้องสะใภ้ นางเพียงแต่มองดูด้วยความห่วงใย ส่วนเตียวซีเมี่ยวเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกของตนเองอย่างไรดี

"พี่หญิง ข้าแค่คิดขึ้นมาได้ว่า จริงๆ แล้วให้ลูกเป็นแค่คนธรรมดาๆ ก็ไม่ได้แย่อะไร ขอแค่ให้เขามีความสุขไปตลอดชีวิตก็พอแล้ว"

เตียวซีเมี่ยวเอ่ยประโยคนี้ออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้ นางกล่าวต่อว่า "แต่ข้ากลัว ข้ากลัวว่าข้าจะทำไม่ได้"

แม้คำพูดของน้องสะใภ้จะฟังดูสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่บิซิ่วก็สามารถเข้าใจความกังวลนั้นได้อย่างรวดเร็ว เพราะนี่ก็เป็นความรู้สึกที่สตรีทุกคนที่เคยเป็นมารดาย่อมเคยพานพบมาแล้วทั้งสิ้น การมีความสุขตลอดชีวิตพูดเหมือนง่าย แต่โลกใบนี้มักจะเริ่มต้นด้วยความขมขื่นก่อนจะพบกับความหอมหวาน เริ่มต้นด้วยความโศกเศร้าก่อนจะพบกับความเบิกบาน เหมือนกับในตอนนี้ที่น้องสะใภ้กำลังจะได้สัมผัสกับความสุขของการเป็นมารดา แต่สิ่งที่นางต้องเผชิญเป็นอันดับแรกกลับเป็นความเจ็บปวดและความเศร้าโศก

ดังนั้นบิซิ่วจึงเอ่ยปลอบใจว่า "ไม่เป็นไรหรอก น้องไม่ใช่เพิ่งจะนิมนต์พระภิกษุจากวัดม้าขาวมาสวดมนต์ขอพรหรอกหรือ น้องเป็นคนมีศรัทธาแรงกล้า พระโพธิสัตว์กวนอิมย่อมต้องคุ้มครองน้องแน่ๆ"

คำปลอบโยนนี้ได้ผล มันช่วยให้มารดาสาวหยุดร้องไห้ได้ เมื่อไม่นานมานี้มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่จากดินแดนตะวันตกกล่าวไว้ว่า พระโพธิสัตว์กวนอิมสามารถคุ้มครองบุตรหลานได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีบรรดาชนชั้นสูงและชาวบ้านจำนวนมากพากันไปกราบไหว้ขอพร และว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เตียวซีเมี่ยวจึงได้ไปจุดธูปขอพรที่วัดม้าขาวมาแล้วเช่นกัน อีกทั้งยังได้นิมนต์พระเถระจากเทียนจู๋มาสวดมนต์ที่จวน เพื่อขอให้การคลอดบุตรในครั้งนี้ราบรื่นและปลอดภัย

เตียวซีเมี่ยวในตอนนี้ก็คิดเช่นนั้น เพียงแต่นางได้เพิ่มคำอธิษฐานไปอีกหนึ่งข้อ นั่นคือขอให้ลูกของนางแคล้วคลาดจากภัยอันตรายไปตลอดชีวิต

จากนั้นนางจึงเริ่มท่องบทสวดมนต์ในใจอีกครั้ง บทสวดนี้สั้นและเรียบง่าย มีเพียงสิบประโยคเท่านั้น ใจความว่า

"ขอนอบน้อมแด่พระโพธิสัตว์กวนอิม ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ผู้มีเหตุปัจจัยแห่งพุทธะ ผู้มีบุญวาสนาแห่งพุทธะ ผูกพันด้วยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ตัวข้าพบแต่ความสุขอันบริสุทธิ์ ยามเช้ารำลึกถึงพระโพธิสัตว์กวนอิม ยามค่ำรำลึกถึงพระโพธิสัตว์กวนอิม ทุกลมหายใจเข้าออกล้วนบังเกิดจากใจ รำลึกถึงพระพุทธองค์ไม่เคยเลือนหายไปจากใจ"

เมื่อนางสวดจนถึงรอบที่สิบ นางก็รู้สึกได้ว่าทารกในครรภ์ขยับตัว ตามมาด้วยความเจ็บปวดรุนแรงที่ทำให้นางตระหนักได้ในทันทีว่า เด็กกำลังจะเกิดแล้ว

ไม่ต้องรอนางร้องบอก บิซิ่วก็รีบจัดแจงให้นางนอนลงทันที จากนั้นก็รีบออกไปตะโกนเรียกหญิงรับใช้ชราในจวนให้มาช่วยทำคลอด ไม่นานนัก ข่าวเรื่องที่ฮูหยินกำลังจะคลอดก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งในและนอกจวน บรรดาบุรุษในจวนต่างก็มารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย และรอคอยผลลัพธ์อยู่ที่โถงด้านนอก

เล่าสุนอันลกก๋งคนใหม่ก็อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นด้วย แตกต่างจากภรรยาที่กำลังกระวนกระวายใจ เขาไม่มีความวิตกกังวลในฐานะของคนเป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย บนใบหน้ากลับมีความมืดมนราวกับถูกวิญญาณคนตายตามหลอกหลอน แม้กระทั่งในตอนที่กำลังยืนรอ ดวงตาของเขาก็ยังคงแดงก่ำและขุ่นมัว คล้ายกับฆาตกรที่กำลังเมามาย ซึ่งทำให้เหล่าคนรับใช้ต่างพากันหวาดกลัวและยำเกรง

แต่วันนี้เป็นวันสำคัญ ท้ายที่สุดแล้วเขาก็พยายามสะกดกลั้นความหงุดหงิดและความรำคาญใจเอาไว้ แล้วแหงนหน้ามองดูท้องฟ้าอย่างเงียบๆ

ในตอนนั้นเอง ลมพายุระลอกหนึ่งก็พัดกระหน่ำมาจากลานหน้าจวน ทรายสีเหลืองที่ปลิวว่อนพัดตะเกียงน้ำมันสีเหลืองสลัวที่จุดไว้ตามระเบียงทางเดินจนดับพรึบลง กลิ่นอายคาวปะปนกับกลิ่นดินชื้นๆ ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ มันพัดผ่านม่านลูกปัดที่แกว่งไกวไปมา แล้วพุ่งพรวดเข้าไปในโถงที่มืดมิดลงอย่างรวดเร็ว

บ่าวรับใช้คนหนึ่งก้าวออกมารวบม่านลูกปัดที่ปลิวว่อนไปผูกไว้ที่สองข้างประตู ในตอนนั้นเองที่ผู้คนเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ท้องฟ้าราวกับถูกปกคลุมด้วยจีวรสีเทาหม่น และจู่ๆ ก็มืดทะมึนลงจนถึงขีดสุด บนท้องฟ้ามีกิ่งไม้และใบไม้แห้งปลิวว่อน ราวกับฝูงอีกาที่บินพล่านไปมา

เล่าสุนยืนอยู่ริมระเบียง เฝ้ามองดูกระแสลมที่เพิ่งจะอ่อนกำลังลง ทว่าเม็ดฝนที่เย็นเฉียบก็ตกลงมาไล่หลังสายลม พัดสาดกระเซ็นไล่ตามกันมาติดๆ สายฝนทวีความรุนแรงขึ้นอย่างกะทันหัน มันตกลงมากระทบก้อนหินและผืนดินในลานกว้างจนเกิดเสียงดังเปาะแปะดังสนั่นหวั่นไหว

ผู้คนไม่เคยเห็นสภาพอากาศเช่นนี้ในฤดูหนาวมาก่อน ต่างก็พากันซุบซิบนินทาว่า "ตอนแรกนึกว่าหิมะจะตก ที่ไหนได้กลับกลายเป็นพายุฝนในฤดูหนาวเสียอย่างนั้น"

"มีฝนตกในฤดูหนาวแล้ว หรือว่าจะมีเสียงฟ้าร้องในฤดูหนาวตามมาด้วย"

สิ้นเสียงคำพูดนั้น แสงสีขาวสายหนึ่งก็สว่างวาบพาดผ่านขอบฟ้า ก่อนจะระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเหนือลานจวน เสียงกึกก้องปานสวรรค์ถล่มทลายทำให้ทุกคนสะดุ้งตกใจ พระภิกษุที่กำลังสวดมนต์ให้ฮูหยินซึ่งยืนอยู่ข้างๆ อันลกก๋งจึงเอ่ยขึ้นว่า "นายท่าน ฟ้ามีลมฝนฟ้าคะนอง ย่อมต้องมีมังกรเคลื่อนคล้อยผ่านที่แห่งนี้ รีบจุดธูปกราบไหว้ขอบคุณเทพยดาฟ้าดินเร็วเข้าเถิด ขอพรให้สวรรค์ประทานผู้มีบุญมาเกิด ให้คลอดบุตรอย่างปลอดภัย"

ปกติแล้วเล่าสุนไม่ชอบคำพูดพวกนี้เอาเสียเลย แต่ในเวลานี้ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เขาจึงไม่ได้ปฏิเสธอย่างที่เคยเป็น กลับสั่งให้คนรับใช้นำกระถางธูปมาจุด แล้ววางไว้ตรงระเบียงทางเดินในจุดที่ฝนสาดไม่ถึง เพื่อต้อนรับมังกรแท้ท่ามกลางพายุฝนด้วยความเคารพนบนอบ

และแล้ว ท้องฟ้าก็มืดสนิทลงอย่างไม่รู้ตัว พายุฝนภายนอกเทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว แสงไฟในเรือนต่างๆ ของจวนสั่นไหวระริก ราวกับพร้อมที่จะร่วงหล่นลงสู่ขุมนรกที่มืดมิดไร้จุดสิ้นสุดได้ทุกเมื่อ แต่บนท้องฟ้าก็ยังมีแสงฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นระยะๆ ส่องให้เห็นเงาดำที่เรียวยาวและเลือนรางท่ามกลางหมู่เมฆดำทะมึน ราวกับมีบางสิ่งกำลังแหวกว่ายอยู่บนสรวงสวรรค์

หันกลับมาทางด้านของเตียวซีเมี่ยว หลังจากผ่านพ้นความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากการคลอดบุตร นางก็ค่อยๆ หมดสติไป นางไม่รับรู้ถึงความหนาวเย็นของสายลม ไม่รับรู้ถึงความเงียบสงัดของยามค่ำคืน และยิ่งไม่เห็นเงาดำทอดยาวราวกับมังกรที่กำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางแสงฟ้าแลบนั่นเลย สิ่งที่นางคิดอยู่ในใจมีเพียงความสุขในอนาคตของลูกเท่านั้น นี่แหละคือหัวใจของคนเป็นแม่ นางหวังว่าสวรรค์จะประทานเด็กที่กล้าหาญมาให้นาง ไม่เอาคนขี้ขลาดเหมือนพ่อและปู่ของเด็ก ที่วันๆ เอาแต่หวาดกลัวและทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน นางหวังว่าเด็กที่นางให้กำเนิดมาจะเหมือนกับทวดของเขา ที่ไม่ว่าจะเผชิญกับอุปสรรคใดๆ ก็ไม่มีวันพ่ายแพ้ เป็นตัวแทนของความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง

นางกำลังอธิษฐานท่ามกลางความฝันอันเลือนราง ความปีติยินดีจากการอธิษฐานได้นำพานางเข้าสู่ภวังค์อันน่าอัศจรรย์ใจ การใช้คำศัพท์ยากๆ อย่างคำว่าปราศจากความคิดหรือไร้จินตนาการ คงยากที่จะอธิบายสภาวะของนางในขณะนี้ได้ มันคือความพึงพอใจและความหลงใหลต่อความดีงามและความยุติธรรม และยังเป็นความมั่นใจอีกด้วย บางทีนี่กระมังที่เรียกว่าการบรรลุธรรม

เมื่อนางเคลิบเคลิ้มเข้าสู่สมาธิ นางก็ได้ยินเสียงใครบางคนกำลังพูดกับนางอย่างเลือนรางจากที่ใดที่หนึ่ง บอกว่าจะช่วยให้นางสมปรารถนา

"ฮูหยิน"

"เจ้าค่ะ"

"เจ้าเป็นแม่ที่ดี ความปรารถนาของเจ้าจะเป็นจริง"

"เจ้าค่ะ"

ขณะที่นางกำลังจะพูดอะไรบางอย่างกับคนผู้นั้น ภาพนิมิตทั้งหมดก็พลันหายวับไป ตามมาด้วยเสียงร้องไห้ของทารกแรกเกิดที่ค่อยๆ ลอยแว่วมาจากโลกที่แสนไกล และในตอนนั้นเอง บิซิ่วผู้เป็นพี่สะใภ้ก็กำลังตบไหล่นางเบาๆ เพื่อปลุกให้นางตื่นขึ้น

บิซิ่วส่งยิ้มหวานพลางเอ่ยกับนางว่า "ยินดีด้วยนะน้องหญิง คลอดออกมาแล้วล่ะ"

เตียวซีเมี่ยวรู้สึกโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก หญิงรับใช้ชราช่วยประคองให้นางลุกขึ้นนั่ง นางรับเด็กที่กำลังร้องไห้จ้ามาจากมือของบิซิ่ว พลางรีบเอ่ยถามว่า "เด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงเจ้าคะ"

"เด็กผู้ชายจ้ะ"

เตียวซีเมี่ยวรีบโอบกอดทารกน้อยที่ถูกห่อตัวด้วยผ้าห่มอย่างระมัดระวัง พลางพินิจพิเคราะห์เด็กคนนี้อย่างละเอียด ทารกน้อยไม่รับรู้ถึงการเข้าใกล้ของผู้เป็นมารดา เขาเอาแต่ขมวดคิ้วหลับตา ร้องไห้จ้าใส่ความว่างเปล่า ดูแล้วไม่น่ารักเอาเสียเลย แต่เตียวซีเมี่ยวกลับไม่ได้รังเกียจแม้แต่น้อย นางแนบแก้มของตนเองเข้ากับผิวพรรณที่ยังเปียกชื้นของลูกน้อย ความผูกพันทางสายเลือดทำให้เด็กน้อยสงบลงทันที จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ลืมตาสีดำขลับที่กลอกไปมาขึ้น

เตียวซีเมี่ยวเอ่ยกับบิซิ่วว่า "พี่หญิง ท่านช่วยไปบอกนายท่านที ชื่อเล่นของเด็กคนนี้ ให้ชื่อว่า ปี้จี๋ เถอะเจ้าค่ะ"

อธิบายเพิ่มเติม: คำเรียก 'นายท่าน' (ต้าเหริน) ในสมัยราชวงศ์ฮั่นและจิ้นมีความหมายแฝงหลายประการ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะบิดาหรือผู้อาวุโสเหมือนในยุคหลัง และไม่ได้หมายถึงเฉพาะขุนนางชั้นผู้ใหญ่เสมอไป ในบางบริบทอาจหมายถึงองค์จักรพรรดิ ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ วิญญูชน ชนชั้นสูง หรือแม้กระทั่งผู้นำชนเผ่า คำเรียกในยุคโบราณไม่ได้ตายตัวและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 3 - ปี้จี๋

คัดลอกลิงก์แล้ว