- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 72 : เดินทางถึงตูหนาน
บทที่ 72 : เดินทางถึงตูหนาน
บทที่ 72 : เดินทางถึงตูหนาน
บทที่ 72 : เดินทางถึงตูหนาน
รุ่งอรุณของวันใหม่
ณ สนามบินชั่วคราวของเมืองเจียงเฉิง เครื่องบินลำเลียงทางการทหารที่สร้างขึ้นจากโลหะผสมพิเศษทั้งลำ ซ้ำยังสลักลวดลายค่ายกลอันซับซ้อนเอาไว้จนเต็มตัวเครื่อง กำลังจอดเตรียมพร้อมรอรับคำสั่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า
เครื่องบินลำนี้ถูกทางมณฑลเรียกตัวมาด่วนตั้งแต่เมื่อคืน เพื่อใช้สำหรับคุ้มกันกู่เยว่ซีโดยเฉพาะ
จางเฉิงเย่เป็นผู้นำทีมคุ้มกันด้วยตัวเอง อีกทั้งยังมีจอมยุทธ์ระดับเจ็ดติดตามมาด้วยถึงห้าคน
ขบวนคุ้มกันที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรขนาดนี้ ต่อให้เป็นการคุ้มกันผู้ว่าการมณฑลก็คงมีสภาพไม่ต่างกันนัก
เมื่อเสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้องกัมปนาท เครื่องบินก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะกลืนหายไปในหมู่เมฆอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าสู่เมืองตูหนานที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร
ภายในห้องโดยสาร
กู่เยว่ซีนั่งเงียบๆอยู่ที่ริมหน้าต่าง นางขยับความคิดชั่วครู่ ก่อนจะปล่อยลูกสิงโตเพลิงครามตัวน้อยออกจากถุงวิเศษสัตว์อสูร เพื่อให้มันได้ออกมาสูดอากาศภายนอกบ้าง
แม้จะเพิ่งเกิดมาได้เพียงไม่กี่วัน แต่ขนาดตัวของเจ้าหนูน้อยกลับโตขึ้นจนยาวกว่าครึ่งเมตรแล้ว ขนสีทองทั่วทั้งร่างดูดกหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซ้ำยังแผ่กลิ่นอายความร้อนระอุออกมาจางๆ
พลังสายเลือดในกายของมัน ทะลวงเข้าสู่ระดับหนึ่งขั้นกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
ทว่า...อัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วเช่นนี้มักจะเห็นผลชัดเจนแค่ในช่วงวัยเยาว์เท่านั้น ยิ่งเติบโตขึ้น การพัฒนาเลื่อนระดับก็จะยิ่งเชื่องช้าลง
สัตว์อสูรที่มีสายเลือดระดับสูงตัวหนึ่ง หากต้องการเติบโตจนถึงจุดสูงสุด อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาถึงเจ็ดหรือแปดปี
แน่นอนว่าหากมีทรัพยากรมหาศาลมาคอยอัดฉีดหล่อเลี้ยง ระยะเวลาที่ว่านี้ก็สามารถย่นลงมาได้มากทีเดียว
ในเมื่อตอนนี้นางแน่ใจแล้วว่าสามารถกลับมาเดินบนเส้นทางผู้ฝึกสัตว์อสูรได้อีกครั้ง นางก็ย่อมต้องเริ่มลงมือปลุกปั้นเจ้าสิงโตน้อยตัวนี้อย่างจริงจัง
กู่เยว่ซีหยิบเนื้อของสัตว์อสูรระดับสองชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงมิติ แล้วยื่นส่งไปให้มัน
“กินซะสิ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอาหารชั้นเลิศที่กู่เยว่ซียื่นให้ เจ้าสิงโตน้อยกลับทำเพียงแค่ยื่นจมูกเข้าไปดมอย่างระแวดระวัง จากนั้นก็สะบัดหน้าหนี ไม่ยอมสนใจนางเลยแม้แต่น้อย
กู่เยว่ซี: “…?”
ในจังหวะนั้นเอง ดูเหมือนเจ้าสิงโตน้อยจะได้กลิ่นอายที่คุ้นเคยบางอย่าง มันเงยหน้าขึ้นขวับ และมองเห็นฉู่เซิงที่กำลังเกาะพักสายตาอยู่บนบ่าของกู่เยว่ซีในทันที
“โฮก~ กรรร! (แม่จ๋า! แม่จ๋า!)”
ดวงตาของสิงโตน้อยเบิกกว้างเป็นประกาย
มันรีบวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้าไปหา พร้อมกับส่งเสียงครางหงิงๆ ออดอ้อนในลำคอ พยายามเรียกร้องความสนใจจากเจ้ายุงตัวนั้นอย่างเต็มที่
ฉู่เซิงได้แต่มองหน้าเจ้าสิงโตปัญญาอ่อนที่จำแม่ตัวเองมั่วซั่วด้วยความเอือมระอา ก่อนจะส่งเสียงขู่ร้องออกไปอย่างรำคาญใจ
“หึ่งๆ! (เขาให้แกกิน แกก็กินเข้าไปสิ!)”
“โฮก!”
ราวกับว่ามีความเชื่อมโยงทางสายเลือดบางอย่างสื่อถึงกัน เจ้าสิงโตน้อยฟังรู้เรื่องทันที
มันรีบหันขวับไปงับชิ้นเนื้อสัตว์อสูรในมือของกู่เยว่ซี แล้วเคี้ยวกลืนอย่างตะกละตะกลามในทันที
กู่เยว่ซี: “……”
ข้าผู้เป็นถึงจักรพรรดินีผู้ฝึกสัตว์อสูรผู้ยิ่งใหญ่ กลับสั่งการลูกสัตว์อสูรแค่ตัวเดียวไม่ได้เนี่ยนะ?
แถมยังต้องพึ่งพายุงตัวหนึ่งมาคอยออกคำสั่งให้อีก?
นางได้แต่มองภาพตรงหน้าด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ในใจรู้สึกสับสนปนเปจนบอกไม่ถูก
...
หลายชั่วโมงต่อมา…เครื่องบินก็ค่อยๆ บินเข้าสู่น่านฟ้าของเมืองตูหนาน
“ฟู่…ถึงซะที”
ทั้งจางเฉิงเย่และจอมยุทธ์ระดับเจ็ดอีกหลายคนต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
เพราะทันทีที่เข้าสู่อาณาเขตของเมืองตูหนาน นั่นก็หมายความว่าพวกเขาปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว
นั่นเป็นเพราะว่า เหนือน่านฟ้าของเมืองตูหนานแห่งนี้ ถูกปกคลุมไว้ด้วยค่ายกลป้องกันระดับจักรพรรดิที่มีชื่อว่า "โล่แห่งนภา" ซึ่งถูกวางค่ายกลโดยปรมาจารย์ค่ายกลระดับแนวหน้าของสหพันธ์ด้วยตัวเอง!
อย่าว่าแต่ยอดฝีมือระดับราชาเลย ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิบุกมาด้วยตัวเอง ก็อย่าหวังว่าจะเจาะทะลวงค่ายกลนี้เข้ามาได้ง่ายๆ
จางเฉิงเย่เดินเข้ามาหากู่เยว่ซี สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายลงมาก
“นักเรียนกู่ พอถึงตูหนานแล้ว เจ้าสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างอิสระเลยนะ เดี๋ยวข้าจะจัดการเรื่องที่พักให้เอง”
“แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ยังอยากแนะนำให้เจ้าใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนจะดีกว่านะ”
“สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกใบนี้ นอกจากฐานทัพทหารของสหพันธ์แล้ว ก็มีแต่สถาบันการศึกษาระดับท็อปนี่แหละ เพราะเบื้องหลังของโรงเรียนคือกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหนึ่งในสองกระทรวงใหญ่ของต้าเซี่ย ไม่มีใครกล้าเข้าไปทำเรื่องวุ่นวายในนั้นหรอก”
“อีกอย่าง ตูหนานที่หนึ่งเป็นถึงโรงเรียนมัธยมปลายที่ติดอันดับท็อปเท็นของประเทศ ค่ายกลรวบรวมพลังใต้ดิน ความหนาแน่นของพลังวิญญาณ ไปจนถึงทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนต่างๆ ล้วนแต่อยู่ในระดับแนวหน้าทั้งสิ้น”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'สมุนไพรวิญญาณ' โรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่งมีความร่วมมืออย่างลึกซึ้งกับ 'กลุ่มบริษัทเซียว' ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการแพทย์ในท้องถิ่น ทำให้ทรัพยากรด้านสมุนไพรวิญญาณของที่นี่ถือว่ายอดเยี่ยมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเลยล่ะ”
พอได้ยินคำว่า "สมุนไพรวิญญาณ" ฉู่เซิงก็ตื่นตัวหูผึ่งขึ้นมาในทันที
สมุนไพรวิญญาณงั้นเหรอ?
นั่นมันแต้มวิวัฒนาการชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง?!
ไป! ต้องไปสิ! วันนี้ใครก็อย่ามาห้ามไม่ให้ข้าไปโรงเรียนเด็ดขาด!
“ข้าจัดการพูดคุยกับทางโรงเรียนไว้ให้แล้ว พวกเขาเตรียมทรัพยากรสำหรับนักเรียนใหม่ไว้ให้เจ้าเพียบเลยล่ะ พอไปถึงก็ไปรับได้เลย ถือซะว่าเป็นสวัสดิการล่วงหน้าที่สหพันธ์มอบให้ก็แล้วกัน” จางเฉิงเย่กล่าวเสริมต่อ
“แต่สำหรับทรัพยากรที่มากกว่านั้น สหพันธ์ก็ยังหวังว่าเจ้าจะใช้ความสามารถของตัวเองไปไขว่คว้าแย่งชิงมันมานะ”
“เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สหพันธ์ต้องการจะปลูกฝัง ก็คือยอดอัจฉริยะที่สามารถยืนหยัดพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ใช่ดอกไม้ที่ถูกประคบประหงมอยู่ในเรือนกระจก”
กู่เยว่ซีพยักหน้ารับเบาๆ เป็นเชิงเข้าใจ
จางเฉิงเย่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนออกมา
“อ้อ…มีอีกเรื่องหนึ่ง พอถึงตูหนานแล้ว ทางที่ดีเจ้าอย่าเพิ่งเปิดเผยตัวง่ายๆ นะว่ามาจากเจียงเฉิง”
“คนของทางตูหนานน่ะ…จะพูดว่ายังไงดีล่ะ…
ค่อนข้างจะมีความรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นน่ะ
“แถมยังออกจะ…ดูถูกคนต่างถิ่นอยู่สักหน่อย โดยเฉพาะคนที่มาจากเมืองเล็กๆ ห่างไกลความเจริญอย่างเจียงเฉิงด้วยแล้ว”
กู่เยว่ซีพยักหน้ารับรู้ เรื่องนี้นางเองก็พอจะทราบดีอยู่แล้ว
แม้ว่าในชาติก่อนนางจะไม่ค่อยได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่ตูหนานนัก แต่ก็พอจะได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับที่นี่มาบ้าง...
ว่ากันว่า ใจกลางเมืองตูหนานมีสิ่งปลูกสร้างแลนด์มาร์กอยู่แห่งหนึ่ง เป็นหอคอยขนาดยักษ์ที่สูงตระหง่านหลายร้อยเมตร
ในอินเทอร์เน็ตมักจะมีมุกตลกล้อเลียนกันว่า ห้ามไปพูดภาษาถิ่นใต้หอคอยนั้นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น หอคอยนั่นจะกลายร่างเป็นป้อมปราการป้องกันเมือง แล้วยิงลำแสงระเบิดเจ้าจนกลายเป็นเถ้าถ่าน โทษฐานที่เป็นผู้บุกรุกต่างถิ่นทันที
แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงแค่มุกตลกขำขัน แต่มันก็มากพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงนิสัยเกลียดชังคนต่างถิ่น และความรู้สึกเย่อหยิ่งจองหองที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดของชาวเมืองตูหนานได้เป็นอย่างดี
...
เครื่องบินลงจอดอย่างนุ่มนวลที่สนามบินทหารของเมืองตูหนาน
เมื่อเดินลงจากเครื่อง รถลอยตัวที่ติดแผ่นป้ายทะเบียนพิเศษก็จอดรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
ขณะที่รถแล่นเข้าสู่ตัวเมือง ภาพทิวทัศน์นอกหน้าต่างก็ยิ่งทำให้ฉู่เซิงได้เปิดหูเปิดตา
ตึกระฟ้าสูงตระหง่านเสียดฟ้า พื้นผิวของตัวอาคารมีแสงเรืองรองจากอักขระรูนไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา บนท้องฟ้าก็มีเส้นทางสัญจรสำหรับรถลอยตัวที่ถูกจัดระเบียบไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ส่วนบนพื้นดิน บางครั้งก็จะได้เห็นสัตว์อสูรในพันธสัญญาขนาดมหึมากำลังลากจูงรถม้าอสูรที่ตกแต่งอย่างหรูหราเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า
ผู้คนบนท้องถนนโดยทั่วไปล้วนมีกลิ่นอายพลังในระดับหนึ่งขึ้นไปทั้งสิ้น มิหนำซ้ำยังสามารถพบเห็นยอดฝีมือระดับสี่หรือระดับห้าเดินปะปนอยู่ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
ที่นี่กับเจียงเฉิง…ช่างแตกต่างกันราวกับอยู่คนละโลกเลยจริงๆ
ไม่นานนัก รถลอยตัวก็แล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูโรงเรียนอันยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางเทียบเท่ากับเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งเลยทีเดียว
‘โรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่ง’
ตัวอักษรสีทองอร่ามที่สลักชื่อโรงเรียนนั้นถูกเขียนด้วยลายเส้นที่ตวัดพลิ้วไหวราวกับมังกรผงาด แผ่กลิ่นอายความกดดันที่มองไม่เห็นออกมาจางๆ
ที่หน้าประตูโรงเรียน ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปีในชุดสูทภูมิฐานกำลังยืนรออยู่ก่อนแล้ว
ทันทีที่เขาเห็นจางเฉิงเย่และกู่เยว่ซีลงมาจากรถ เขาก็รีบปรี่เข้าไปหาพร้อมกับรอยยิ้มประจบประแจงเต็มใบหน้า
“ท่านอธิบดีจาง! นักเรียนกู่! ยินดีต้อนรับสู่ตูหนานที่หนึ่งครับ! ข้าเป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการของโรงเรียน แซ่จ้าวครับ!”
ท่าทีของหัวหน้าฝ่ายจ้าวนั้นกระตือรือร้นเป็นพิเศษ หรือจะเรียกได้ว่าค่อนไปทางนอบน้อมเสียด้วยซ้ำ
ยามที่สายตาของเขาทอดมองไปยังกู่เยว่ซี มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความยำเกรง
เมื่อวานนี้เขาถึงกับถูกท่านผู้อำนวยการโรงเรียนโทรศัพท์ไปลากตัวขึ้นมาจากเตียงนอนเลยทีเดียว
ในสายโทรศัพท์นั้น ผู้อำนวยการสั่งการด้วยน้ำเสียงจริงจังในระดับที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ว่าให้เขาเตรียมการต้อนรับนักเรียนที่ย้ายมาจากเจียงเฉิงด้วยมาตรฐานระดับสูงสุด
ซ้ำยังกำชับนักกำชับหนาว่า ตัวตนของนักเรียนคนนี้เกี่ยวพันถึงความลับระดับสูงสุดของสหพันธ์อีกด้วย!
เรื่องนี้ทำเอาหัวหน้าฝ่ายจ้าวตกใจจนแทบสิ้นสติ นอนไม่หลับไปทั้งคืน และต้องมารอดักรออยู่ที่นี่ตั้งแต่ไก่โห่
“หัวหน้าฝ่ายจ้าวเกรงใจไปแล้ว” จางเฉิงเย่พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขอตัวลากลับทันที ภารกิจของเขาเสร็จสิ้นลงแล้ว
เรื่องราวหลังจากนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางโรงเรียนจัดการต่อ
หัวหน้าฝ่ายจ้าวเดินนำกู่เยว่ซีเข้าสู่รั้วโรงเรียน พลางแนะนำสถานที่อย่างกระตือรือร้นไปตลอดทาง
“นักเรียนกู่ โรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่งของเรา ในฐานะโรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุดของมณฑล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เราจะใช้ระบบแบ่งห้องเรียน โดยจะประเมินจากระดับความสามารถ แบ่งออกเป็น 'ห้องเรียนปกติ', 'ห้องหัวกะทิ' และ 'ห้องมังกรซ่อน'”
“นักเรียนในห้องเรียนปกตินั้น จะมีระดับความสามารถเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณระดับหนึ่งขั้นปลายครับ”
“ส่วนห้องหัวกะทิจะมีความต้องการที่สูงขึ้นมาอีกหน่อย อย่างน้อยที่สุดต้องไปถึงระดับหนึ่งขั้นสูงสุด ถึงจะมีสิทธิ์เข้าไปเรียนได้ ซึ่งนักเรียนชั้น ม.6 ทั้งระดับชั้น มีคนที่ผ่านเกณฑ์ไม่ถึงสองร้อยคนด้วยซ้ำ”
“และที่ถือว่าเป็นจุดสูงสุดของจริง ก็คือ 'ห้องมังกรซ่อน'”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของหัวหน้าฝ่ายจ้าวก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
“ห้องมังกรซ่อน ถือเป็นไพ่ตายที่แท้จริงของโรงเรียนเราเลย! นักเรียนทั้งห้องมีเพียงแค่แปดคนเท่านั้น! และทุกๆ คนในนั้น ล้วนเป็นยอดอัจฉริยะที่ได้รับโควตารับตรงเข้าเรียนต่อในสองมหาวิทยาลัยระดับท็อปอย่าง หัวชิง และ จิงต้า ล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!”
“ความแข็งแกร่งของพวกเขา คนที่ระดับต่ำที่สุดก็ยังอยู่ถึงระดับสองขั้นกลางเข้าไปแล้ว!
“มิหนำซ้ำยังมีอีกสองคนที่ทะลวงไปถึงระดับสองขั้นปลายได้สำเร็จแล้วด้วย!”
…………..