เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 72 : เดินทางถึงตูหนาน

บทที่ 72 : เดินทางถึงตูหนาน

บทที่ 72 : เดินทางถึงตูหนาน


บทที่ 72 : เดินทางถึงตูหนาน

รุ่งอรุณของวันใหม่

ณ สนามบินชั่วคราวของเมืองเจียงเฉิง เครื่องบินลำเลียงทางการทหารที่สร้างขึ้นจากโลหะผสมพิเศษทั้งลำ ซ้ำยังสลักลวดลายค่ายกลอันซับซ้อนเอาไว้จนเต็มตัวเครื่อง กำลังจอดเตรียมพร้อมรอรับคำสั่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า

เครื่องบินลำนี้ถูกทางมณฑลเรียกตัวมาด่วนตั้งแต่เมื่อคืน เพื่อใช้สำหรับคุ้มกันกู่เยว่ซีโดยเฉพาะ

จางเฉิงเย่เป็นผู้นำทีมคุ้มกันด้วยตัวเอง อีกทั้งยังมีจอมยุทธ์ระดับเจ็ดติดตามมาด้วยถึงห้าคน

ขบวนคุ้มกันที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรขนาดนี้ ต่อให้เป็นการคุ้มกันผู้ว่าการมณฑลก็คงมีสภาพไม่ต่างกันนัก

เมื่อเสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้องกัมปนาท เครื่องบินก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะกลืนหายไปในหมู่เมฆอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าสู่เมืองตูหนานที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร

ภายในห้องโดยสาร

กู่เยว่ซีนั่งเงียบๆอยู่ที่ริมหน้าต่าง นางขยับความคิดชั่วครู่ ก่อนจะปล่อยลูกสิงโตเพลิงครามตัวน้อยออกจากถุงวิเศษสัตว์อสูร เพื่อให้มันได้ออกมาสูดอากาศภายนอกบ้าง

แม้จะเพิ่งเกิดมาได้เพียงไม่กี่วัน แต่ขนาดตัวของเจ้าหนูน้อยกลับโตขึ้นจนยาวกว่าครึ่งเมตรแล้ว ขนสีทองทั่วทั้งร่างดูดกหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซ้ำยังแผ่กลิ่นอายความร้อนระอุออกมาจางๆ

พลังสายเลือดในกายของมัน ทะลวงเข้าสู่ระดับหนึ่งขั้นกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!

ทว่า...อัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วเช่นนี้มักจะเห็นผลชัดเจนแค่ในช่วงวัยเยาว์เท่านั้น ยิ่งเติบโตขึ้น การพัฒนาเลื่อนระดับก็จะยิ่งเชื่องช้าลง

สัตว์อสูรที่มีสายเลือดระดับสูงตัวหนึ่ง หากต้องการเติบโตจนถึงจุดสูงสุด อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาถึงเจ็ดหรือแปดปี

แน่นอนว่าหากมีทรัพยากรมหาศาลมาคอยอัดฉีดหล่อเลี้ยง ระยะเวลาที่ว่านี้ก็สามารถย่นลงมาได้มากทีเดียว

ในเมื่อตอนนี้นางแน่ใจแล้วว่าสามารถกลับมาเดินบนเส้นทางผู้ฝึกสัตว์อสูรได้อีกครั้ง นางก็ย่อมต้องเริ่มลงมือปลุกปั้นเจ้าสิงโตน้อยตัวนี้อย่างจริงจัง

กู่เยว่ซีหยิบเนื้อของสัตว์อสูรระดับสองชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงมิติ แล้วยื่นส่งไปให้มัน

“กินซะสิ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอาหารชั้นเลิศที่กู่เยว่ซียื่นให้ เจ้าสิงโตน้อยกลับทำเพียงแค่ยื่นจมูกเข้าไปดมอย่างระแวดระวัง จากนั้นก็สะบัดหน้าหนี ไม่ยอมสนใจนางเลยแม้แต่น้อย

กู่เยว่ซี: “…?”

ในจังหวะนั้นเอง ดูเหมือนเจ้าสิงโตน้อยจะได้กลิ่นอายที่คุ้นเคยบางอย่าง มันเงยหน้าขึ้นขวับ และมองเห็นฉู่เซิงที่กำลังเกาะพักสายตาอยู่บนบ่าของกู่เยว่ซีในทันที

“โฮก~ กรรร! (แม่จ๋า! แม่จ๋า!)”

ดวงตาของสิงโตน้อยเบิกกว้างเป็นประกาย

มันรีบวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้าไปหา พร้อมกับส่งเสียงครางหงิงๆ ออดอ้อนในลำคอ พยายามเรียกร้องความสนใจจากเจ้ายุงตัวนั้นอย่างเต็มที่

ฉู่เซิงได้แต่มองหน้าเจ้าสิงโตปัญญาอ่อนที่จำแม่ตัวเองมั่วซั่วด้วยความเอือมระอา ก่อนจะส่งเสียงขู่ร้องออกไปอย่างรำคาญใจ

“หึ่งๆ! (เขาให้แกกิน แกก็กินเข้าไปสิ!)”

“โฮก!”

ราวกับว่ามีความเชื่อมโยงทางสายเลือดบางอย่างสื่อถึงกัน เจ้าสิงโตน้อยฟังรู้เรื่องทันที

มันรีบหันขวับไปงับชิ้นเนื้อสัตว์อสูรในมือของกู่เยว่ซี แล้วเคี้ยวกลืนอย่างตะกละตะกลามในทันที

กู่เยว่ซี: “……”

ข้าผู้เป็นถึงจักรพรรดินีผู้ฝึกสัตว์อสูรผู้ยิ่งใหญ่ กลับสั่งการลูกสัตว์อสูรแค่ตัวเดียวไม่ได้เนี่ยนะ?

แถมยังต้องพึ่งพายุงตัวหนึ่งมาคอยออกคำสั่งให้อีก?

นางได้แต่มองภาพตรงหน้าด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ในใจรู้สึกสับสนปนเปจนบอกไม่ถูก

...

หลายชั่วโมงต่อมา…เครื่องบินก็ค่อยๆ บินเข้าสู่น่านฟ้าของเมืองตูหนาน

“ฟู่…ถึงซะที”

ทั้งจางเฉิงเย่และจอมยุทธ์ระดับเจ็ดอีกหลายคนต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด

เพราะทันทีที่เข้าสู่อาณาเขตของเมืองตูหนาน นั่นก็หมายความว่าพวกเขาปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

นั่นเป็นเพราะว่า เหนือน่านฟ้าของเมืองตูหนานแห่งนี้ ถูกปกคลุมไว้ด้วยค่ายกลป้องกันระดับจักรพรรดิที่มีชื่อว่า "โล่แห่งนภา" ซึ่งถูกวางค่ายกลโดยปรมาจารย์ค่ายกลระดับแนวหน้าของสหพันธ์ด้วยตัวเอง!

อย่าว่าแต่ยอดฝีมือระดับราชาเลย ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิบุกมาด้วยตัวเอง ก็อย่าหวังว่าจะเจาะทะลวงค่ายกลนี้เข้ามาได้ง่ายๆ

จางเฉิงเย่เดินเข้ามาหากู่เยว่ซี สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายลงมาก

“นักเรียนกู่ พอถึงตูหนานแล้ว เจ้าสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างอิสระเลยนะ เดี๋ยวข้าจะจัดการเรื่องที่พักให้เอง”

“แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ยังอยากแนะนำให้เจ้าใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนจะดีกว่านะ”

“สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกใบนี้ นอกจากฐานทัพทหารของสหพันธ์แล้ว ก็มีแต่สถาบันการศึกษาระดับท็อปนี่แหละ เพราะเบื้องหลังของโรงเรียนคือกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหนึ่งในสองกระทรวงใหญ่ของต้าเซี่ย ไม่มีใครกล้าเข้าไปทำเรื่องวุ่นวายในนั้นหรอก”

“อีกอย่าง ตูหนานที่หนึ่งเป็นถึงโรงเรียนมัธยมปลายที่ติดอันดับท็อปเท็นของประเทศ ค่ายกลรวบรวมพลังใต้ดิน ความหนาแน่นของพลังวิญญาณ ไปจนถึงทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนต่างๆ ล้วนแต่อยู่ในระดับแนวหน้าทั้งสิ้น”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'สมุนไพรวิญญาณ' โรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่งมีความร่วมมืออย่างลึกซึ้งกับ 'กลุ่มบริษัทเซียว' ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการแพทย์ในท้องถิ่น ทำให้ทรัพยากรด้านสมุนไพรวิญญาณของที่นี่ถือว่ายอดเยี่ยมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเลยล่ะ”

พอได้ยินคำว่า "สมุนไพรวิญญาณ" ฉู่เซิงก็ตื่นตัวหูผึ่งขึ้นมาในทันที

สมุนไพรวิญญาณงั้นเหรอ?

นั่นมันแต้มวิวัฒนาการชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง?!

ไป! ต้องไปสิ! วันนี้ใครก็อย่ามาห้ามไม่ให้ข้าไปโรงเรียนเด็ดขาด!

“ข้าจัดการพูดคุยกับทางโรงเรียนไว้ให้แล้ว พวกเขาเตรียมทรัพยากรสำหรับนักเรียนใหม่ไว้ให้เจ้าเพียบเลยล่ะ พอไปถึงก็ไปรับได้เลย ถือซะว่าเป็นสวัสดิการล่วงหน้าที่สหพันธ์มอบให้ก็แล้วกัน” จางเฉิงเย่กล่าวเสริมต่อ

“แต่สำหรับทรัพยากรที่มากกว่านั้น สหพันธ์ก็ยังหวังว่าเจ้าจะใช้ความสามารถของตัวเองไปไขว่คว้าแย่งชิงมันมานะ”

“เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สหพันธ์ต้องการจะปลูกฝัง ก็คือยอดอัจฉริยะที่สามารถยืนหยัดพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ใช่ดอกไม้ที่ถูกประคบประหงมอยู่ในเรือนกระจก”

กู่เยว่ซีพยักหน้ารับเบาๆ เป็นเชิงเข้าใจ

จางเฉิงเย่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนออกมา

“อ้อ…มีอีกเรื่องหนึ่ง พอถึงตูหนานแล้ว ทางที่ดีเจ้าอย่าเพิ่งเปิดเผยตัวง่ายๆ นะว่ามาจากเจียงเฉิง”

“คนของทางตูหนานน่ะ…จะพูดว่ายังไงดีล่ะ…

ค่อนข้างจะมีความรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นน่ะ

“แถมยังออกจะ…ดูถูกคนต่างถิ่นอยู่สักหน่อย โดยเฉพาะคนที่มาจากเมืองเล็กๆ ห่างไกลความเจริญอย่างเจียงเฉิงด้วยแล้ว”

กู่เยว่ซีพยักหน้ารับรู้ เรื่องนี้นางเองก็พอจะทราบดีอยู่แล้ว

แม้ว่าในชาติก่อนนางจะไม่ค่อยได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่ตูหนานนัก แต่ก็พอจะได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับที่นี่มาบ้าง...

ว่ากันว่า ใจกลางเมืองตูหนานมีสิ่งปลูกสร้างแลนด์มาร์กอยู่แห่งหนึ่ง เป็นหอคอยขนาดยักษ์ที่สูงตระหง่านหลายร้อยเมตร

ในอินเทอร์เน็ตมักจะมีมุกตลกล้อเลียนกันว่า ห้ามไปพูดภาษาถิ่นใต้หอคอยนั้นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น หอคอยนั่นจะกลายร่างเป็นป้อมปราการป้องกันเมือง แล้วยิงลำแสงระเบิดเจ้าจนกลายเป็นเถ้าถ่าน โทษฐานที่เป็นผู้บุกรุกต่างถิ่นทันที

แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงแค่มุกตลกขำขัน แต่มันก็มากพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงนิสัยเกลียดชังคนต่างถิ่น และความรู้สึกเย่อหยิ่งจองหองที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดของชาวเมืองตูหนานได้เป็นอย่างดี

...

เครื่องบินลงจอดอย่างนุ่มนวลที่สนามบินทหารของเมืองตูหนาน

เมื่อเดินลงจากเครื่อง รถลอยตัวที่ติดแผ่นป้ายทะเบียนพิเศษก็จอดรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว

ขณะที่รถแล่นเข้าสู่ตัวเมือง ภาพทิวทัศน์นอกหน้าต่างก็ยิ่งทำให้ฉู่เซิงได้เปิดหูเปิดตา

ตึกระฟ้าสูงตระหง่านเสียดฟ้า พื้นผิวของตัวอาคารมีแสงเรืองรองจากอักขระรูนไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา บนท้องฟ้าก็มีเส้นทางสัญจรสำหรับรถลอยตัวที่ถูกจัดระเบียบไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

ส่วนบนพื้นดิน บางครั้งก็จะได้เห็นสัตว์อสูรในพันธสัญญาขนาดมหึมากำลังลากจูงรถม้าอสูรที่ตกแต่งอย่างหรูหราเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า

ผู้คนบนท้องถนนโดยทั่วไปล้วนมีกลิ่นอายพลังในระดับหนึ่งขึ้นไปทั้งสิ้น มิหนำซ้ำยังสามารถพบเห็นยอดฝีมือระดับสี่หรือระดับห้าเดินปะปนอยู่ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ที่นี่กับเจียงเฉิง…ช่างแตกต่างกันราวกับอยู่คนละโลกเลยจริงๆ

ไม่นานนัก รถลอยตัวก็แล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูโรงเรียนอันยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางเทียบเท่ากับเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งเลยทีเดียว

‘โรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่ง’

ตัวอักษรสีทองอร่ามที่สลักชื่อโรงเรียนนั้นถูกเขียนด้วยลายเส้นที่ตวัดพลิ้วไหวราวกับมังกรผงาด แผ่กลิ่นอายความกดดันที่มองไม่เห็นออกมาจางๆ

ที่หน้าประตูโรงเรียน ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปีในชุดสูทภูมิฐานกำลังยืนรออยู่ก่อนแล้ว

ทันทีที่เขาเห็นจางเฉิงเย่และกู่เยว่ซีลงมาจากรถ เขาก็รีบปรี่เข้าไปหาพร้อมกับรอยยิ้มประจบประแจงเต็มใบหน้า

“ท่านอธิบดีจาง! นักเรียนกู่! ยินดีต้อนรับสู่ตูหนานที่หนึ่งครับ! ข้าเป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการของโรงเรียน แซ่จ้าวครับ!”

ท่าทีของหัวหน้าฝ่ายจ้าวนั้นกระตือรือร้นเป็นพิเศษ หรือจะเรียกได้ว่าค่อนไปทางนอบน้อมเสียด้วยซ้ำ

ยามที่สายตาของเขาทอดมองไปยังกู่เยว่ซี มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความยำเกรง

เมื่อวานนี้เขาถึงกับถูกท่านผู้อำนวยการโรงเรียนโทรศัพท์ไปลากตัวขึ้นมาจากเตียงนอนเลยทีเดียว

ในสายโทรศัพท์นั้น ผู้อำนวยการสั่งการด้วยน้ำเสียงจริงจังในระดับที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ว่าให้เขาเตรียมการต้อนรับนักเรียนที่ย้ายมาจากเจียงเฉิงด้วยมาตรฐานระดับสูงสุด

ซ้ำยังกำชับนักกำชับหนาว่า ตัวตนของนักเรียนคนนี้เกี่ยวพันถึงความลับระดับสูงสุดของสหพันธ์อีกด้วย!

เรื่องนี้ทำเอาหัวหน้าฝ่ายจ้าวตกใจจนแทบสิ้นสติ นอนไม่หลับไปทั้งคืน และต้องมารอดักรออยู่ที่นี่ตั้งแต่ไก่โห่

“หัวหน้าฝ่ายจ้าวเกรงใจไปแล้ว” จางเฉิงเย่พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขอตัวลากลับทันที ภารกิจของเขาเสร็จสิ้นลงแล้ว

เรื่องราวหลังจากนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางโรงเรียนจัดการต่อ

หัวหน้าฝ่ายจ้าวเดินนำกู่เยว่ซีเข้าสู่รั้วโรงเรียน พลางแนะนำสถานที่อย่างกระตือรือร้นไปตลอดทาง

“นักเรียนกู่ โรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่งของเรา ในฐานะโรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุดของมณฑล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เราจะใช้ระบบแบ่งห้องเรียน โดยจะประเมินจากระดับความสามารถ แบ่งออกเป็น 'ห้องเรียนปกติ', 'ห้องหัวกะทิ' และ 'ห้องมังกรซ่อน'”

“นักเรียนในห้องเรียนปกตินั้น จะมีระดับความสามารถเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณระดับหนึ่งขั้นปลายครับ”

“ส่วนห้องหัวกะทิจะมีความต้องการที่สูงขึ้นมาอีกหน่อย อย่างน้อยที่สุดต้องไปถึงระดับหนึ่งขั้นสูงสุด ถึงจะมีสิทธิ์เข้าไปเรียนได้ ซึ่งนักเรียนชั้น ม.6 ทั้งระดับชั้น มีคนที่ผ่านเกณฑ์ไม่ถึงสองร้อยคนด้วยซ้ำ”

“และที่ถือว่าเป็นจุดสูงสุดของจริง ก็คือ 'ห้องมังกรซ่อน'”

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของหัวหน้าฝ่ายจ้าวก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด

“ห้องมังกรซ่อน ถือเป็นไพ่ตายที่แท้จริงของโรงเรียนเราเลย! นักเรียนทั้งห้องมีเพียงแค่แปดคนเท่านั้น! และทุกๆ คนในนั้น ล้วนเป็นยอดอัจฉริยะที่ได้รับโควตารับตรงเข้าเรียนต่อในสองมหาวิทยาลัยระดับท็อปอย่าง หัวชิง และ จิงต้า ล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!”

“ความแข็งแกร่งของพวกเขา คนที่ระดับต่ำที่สุดก็ยังอยู่ถึงระดับสองขั้นกลางเข้าไปแล้ว!

“มิหนำซ้ำยังมีอีกสองคนที่ทะลวงไปถึงระดับสองขั้นปลายได้สำเร็จแล้วด้วย!”

…………..

จบบทที่ บทที่ 72 : เดินทางถึงตูหนาน

คัดลอกลิงก์แล้ว