- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 71 : แกคิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไรถึงกล้ามานินทาคุณหนูกู่?
บทที่ 71 : แกคิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไรถึงกล้ามานินทาคุณหนูกู่?
บทที่ 71 : แกคิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไรถึงกล้ามานินทาคุณหนูกู่?
บทที่ 71 : แกคิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไรถึงกล้ามานินทาคุณหนูกู่?
“ข้าคิดว่าระบบการย้ายโรงเรียนของสหพันธ์เรามันมีปัญหามาตั้งแต่ต้นเลยนะคะ! ทำไมถึงปล่อยให้นักเรียนทุกคนยื่นเรื่องขอได้ตามใจชอบล่ะ? มันไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย! อย่างน้อยมันก็ควรจะมีเกณฑ์คัดกรองบ้างสิคะ?”
“โดยเฉพาะเด็กที่ชื่อ กู่เยว่ซี คนนั้น นี่มันเป็นการใช้กฎระเบียบในทางที่ผิดชัดๆ! หลอกให้พวกเราหัวปั่น เล่นตลกเหมือนพวกเราเป็นลิงงั้นแหละ! ปล่อยให้พวกเราเดินทางไกลกระหืดกระหอบจากตูหนานมาถึงนี่ แต่สุดท้ายก็ต้องเสียเที่ยวเปล่า!”
“มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่เด็กที่มีคุณภาพอะไรเลย! นิสัยใจคอแบบนี้ ต่อให้มีพรสวรรค์ดีเลิศแค่ไหน อนาคตก็ไม่มีทางเจริญก้าวหน้าเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้หรอกค่ะ!”
“ยิ่งไปกว่านั้น เด็กที่มาจากบ้านนอกคอกนาล้าหลังแบบนี้ จะไปมีพรสวรรค์อะไรได้ล่ะคะ? คนประเภทนี้ตั้งใจมาก่อกวนกันชัดๆ! นิสัยแย่มาก! ถ้าให้ข้าพูดนะ ไล่ออกไปเลยก็ยังไม่เกินไปหรอกค่ะ!”
ระหว่างที่พูดเจื้อยแจ้ว หวังลี่ก็ลอบใช้หางตาชำเลืองมองปฏิกิริยาของหวังจิ่งหมิงไปด้วย พลางแอบคาดหวังในใจว่าจะได้รับความเห็นชอบและคำชมเชยจากบุคคลที่นางเคารพรักราวกับไอดอล
ในสายตาของนาง บุคคลระดับสูงอย่างท่านประธานหวัง จะต้องรู้สึกทนไม่ได้ที่สุดกับเด็กนักเรียนที่ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวและชอบฉวยโอกาสใช้กฎเกณฑ์ในทางที่ผิดแบบนี้แน่ๆ!
คำพูดของนางเมื่อครู่ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงทัศนคติการทำงานที่จริงจังและมีความรับผิดชอบแล้ว ยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ของระบบ แถมยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันเฉียบแหลมทางการเมืองของนางอีกด้วย!
ช่างเป็นการพูดที่สมบูรณ์แบบอะไรเช่นนี้!
ทว่า…สิ่งที่นางรอคอยกลับไม่ใช่คำชมเชยแต่อย่างใด หากแต่เป็นใบหน้าที่ทวีความดำทะมึนและเย็นเยียบลงเรื่อยๆ
สีหน้าของหวังจิ่งหมิงในยามนี้มืดครึ้มจนแทบจะบีบน้ำออกมาได้อยู่แล้ว
“เพียะ——!”
เสียงตบหน้าดังกังวานชัดเจน ระเบิดทลายความเงียบสงัดของยามค่ำคืน!
แรงตบมหาศาลส่งให้ร่างของหวังลี่ปลิวละลิ่ว กระเด็นหมุนคว้างกลางอากาศไปหนึ่งรอบ ก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ
ซีกหน้าด้านหนึ่งบวมปูดขึ้นมาในพริบตา พร้อมกับหยาดเลือดที่ไหลรินออกจากมุมปาก
นางถูกตบจนมึนงงไปหมด ได้แต่ยกมือขึ้นกุมหน้าแก้ม มองหวังจิ่งหมิงด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ
ทำไมกัน…ไอดอลของนาง…ทำไมถึงลงไม้ลงมือกับนางล่ะ?
“….?!” หลิวเฟิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนทื่อเป็นท่อนไม้ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
หวังจิ่งหมิงจ้องมองหวังลี่ที่กองอยู่บนพื้นด้วยแววตาเย็นเยียบราวกับจะฆ่าคนให้ตาย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่ไม่อาจสะกดกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไป
“คนอย่างแกมีหน้าอะไรไปนินทาคุณหนูกู่ลับหลังฮะ?!”
“แกคิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไร?! แกรู้บ้างไหมว่าตอนนี้คุณหนูกู่มีฐานะระดับไหน?!”
“อย่าว่าแต่แกเลย ต่อให้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่งของพวกแกมาเอง เวลาเจอคุณหนูกู่ก็ยังต้องทำตัวนอบน้อม! แม้แต่ข้าเองก็ยังต้อง...”
พูดไปได้เพียงครึ่งประโยค หวังจิ่งหมิงก็ชะงักและได้สติกลับมาอย่างกะทันหัน
เขาเกือบจะหลุดปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปเสียแล้ว สัญญาปกปิดความลับระดับสูงสุดของสหพันธ์ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นได้เลยสักนิด
เขาจำใจต้องกลืนประโยคครึ่งหลังลงคอไปอย่างยากลำบาก สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะชี้หน้าด่าคนทั้งสอง พร้อมกับเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“พวกแกฟังข้าให้ดีนะ! คุณหนูกู่ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการทดสอบย้ายโรงเรียนบ้าบออะไรทั้งนั้น!
“ขั้นตอนการเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่งของนางถูกจัดการเตรียมไว้เรียบร้อยหมดแล้ว!”
“การที่นางไปตูหนานก็เป็นแค่การแวะพักชั่วคราว เป็นแค่การทำตามขั้นตอนลวกๆ เท่านั้น! ไม่จำเป็นต้องสอบวัดระดับด้วยซ้ำ เพราะนางได้รับโควตาเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยหัวชิงและมหาวิทยาลัยจิงต้าโดยตรง! แล้วคนอย่างพวกแกมีสิทธิ์อะไรไปชี้หน้าวิจารณ์นางกัน?!”
“พวกแกสองคน ตอนนี้ไสหัวกลับตูหนานไปซะ! ถ้าข้าได้ยินพวกแกไปนินทานางตลับหลังอีกละก็ อย่าหาว่าข้า หวังจิ่งหมิง คนนี้ไม่เกรงใจก็แล้วกัน!”
พูดจบ เขาก็ไม่แม้แต่จะปรายตามองคนทั้งสองอีก สะบัดหน้าเดินกลับเข้าไปในโรงเรียนทันที
ทิ้งให้หวังลี่และหลิวเฟิงยืนนิ่งอึ้งเป็นไก่ตาแตกอยู่กับที่ ในใจบังเกิดคลื่นพายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง
.…..
ภายในรถแท็กซี่ขากลับ บรรยากาศอึมครึมจนน่าอึดอัดใจ
หวังลี่ยังคงเอามือกุมแก้มที่บวมแดงของตัวเองเอาไว้ แววตาเหม่อลอย ปากคอประสานปิดสนิท ไม่พูดไม่จา เห็นได้ชัดว่านางยังไม่หายจากอาการช็อกกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อครู่
ผ่านไปเนิ่นนาน หลิวเฟิงถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างระมัดระวัง แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆว่า
“ข้าบอกแล้วไง…เวลาอยู่ข้างนอกน่ะ ทำตัวเงียบๆ ถ่อมตัวเข้าไว้จะดีกว่า อย่าทำตัวหยิ่งผยองให้มันมากนัก เกิดไปเจอของแข็งเข้า แบบนี้มันจะไม่ซวยเอาเหรอ?”
หวังลี่สะดุ้งเฮือกไปทั้งตัว นางเงยหน้าขึ้นขวับ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู ความเจ็บใจ และความสงสัยอันลึกล้ำ
“ทำไมกันล่ะ?! เด็กกู่เยว่ซีคนนั้น…ตกลงแล้วนางเป็นใครมาจากไหนกันแน่?!”
นางคิดยังไงก็คิดไม่ตก!
ทำไมท่านประธานหวังถึงต้องลงไม้ลงมือกับนางรุนแรงขนาดนี้ เพียงเพื่อปกป้องนักเรียนจากเมืองเล็กๆ อย่างเจียงเฉิงคนเดียวด้วย?
แถมยังพูดอีกว่า…แม้แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่งก็ยังต้องนอบน้อมต่อเด็กคนนั้น?
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังต้อง…นี่มันจะเว่อร์เกินไปแล้ว!
หวังจิ่งหมิง ผู้เป็นถึงผู้ใช้พลังจิตระดับเจ็ด อีกทั้งยังรั้งตำแหน่งรองประธานสมาคมผู้ใช้พลังจิตระดับมณฑล ยังต้องกล่าวถึงบุคคลผู้นั้นด้วยน้ำเสียงที่…แทบจะเรียกได้ว่าหวาดเกรง
แล้วภูมิหลังของเด็กนั่นมันจะยิ่งใหญ่คับฟ้าขนาดไหนกันเชียว?
หลิวเฟิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวจากคำพูดของประธานหวัง เขาก็ได้ข้อสันนิษฐานหนึ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกว่ามันช่างหลุดโลกเหลือเกิน
“เด็กนั่น…หรือว่าจะเป็นลูกนอกสมรสของตระกูลใหญ่ระดับท็อปของสหพันธ์หรือเปล่า? แบบว่าเพิ่งจะถูกครอบครัวตามตัวเจอ แล้วรับกลับไปใช้นามสกุลเดิมอะไรทำนองนี้น่ะ?”
นี่เป็นคำอธิบายเดียวที่พวกเขานึกออกและสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
และก็มีเพียงความเป็นไปได้นี้เท่านั้น ที่จะทำให้บุคคลระดับบิ๊กอย่างท่านประธานหวังยังต้องรู้สึกเกรงกลัวได้ถึงเพียงนี้!
เมื่อหวังลี่ได้ยินข้อสันนิษฐานนั้น แววตาของนางก็สั่นไหวอย่างรุนแรง
ตระกูลใหญ่…ลูกนอกสมรสงั้นเหรอ?
ถ้าอย่างนั้น กู่เยว่ซีคนนั้นก็คงจะใช้เส้นสาย…กระโดดร่มข้ามขั้นเข้ามาเรียนที่ตูหนานที่หนึ่งเลยสินะ?
ฉับพลันนั้นเอง ความรู้สึกไม่ยุติธรรมและความริษยาอย่างรุนแรงก็พุ่งพล่านขึ้นมา ราวกับอสรพิษร้ายที่รัดพันหัวใจของนางเอาไว้แน่นจนแทบจะหายใจไม่ออก
ทำไมกันล่ะ?!
ทำไมบางคนถึงเกิดมาบนกองเงินกองทอง ในขณะที่บางคนเกิดมาเป็นได้แค่วัวเป็นควายให้คนอื่นใช้งานไปชั่วชีวิต?!
นางเกิดในครอบครัวมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ในเมืองตูหนาน พ่อแม่ก็เป็นแค่คนธรรมดาสามัญ นางรู้ซึ้งมาตั้งแต่เด็กว่า หากอยากจะลืมตาอ้าปาก หนทางเดียวที่มีคือต้องสู้ยิบตา!
นางทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักทั้งวันทั้งคืน ยอมเหนื่อยกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นสิบเท่า กว่าจะสามารถปลุกพรสวรรค์พลังจิตขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก
ตอนสอบเข้ามัธยมปลาย นางพยายามแทบเป็นแทบตาย ก็ยังสอบเข้าได้แค่โรงเรียนมัธยมตูหนานที่สามเท่านั้น ซึ่งมันห่างไกลจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่นางใฝ่ฝันอย่าง ‘โรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่ง’ ชนิดที่เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว!
หลังจากเรียนจบ นางไม่ยอมแพ้ กัดฟันสู้พยายามต่อมาอีกร่วมสิบปีเต็ม ผลาญเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวไปจนเกลี้ยง กว่าจะสามารถทะลวงขีดจำกัด ก้าวขึ้นเป็นผู้ใช้พลังจิตระดับสามได้สำเร็จในวัยสามสิบปี!
และในที่สุดนางก็สามารถใช้เส้นทางการสมัครงานแบบคนทั่วไป เบียดแทรกเข้าไปเป็นครูธรรมดาๆคนหนึ่งในโรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่งได้สำเร็จ!
นี่คือความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของนาง! เป็นเกียรติยศที่นางไขว่คว้ามาด้วยสองมือของตัวเอง แลกมาด้วยรอยเลือดในทุกย่างก้าว!
แต่มาตอนนี้…นังเด็กบ้านนอกที่เก่งแต่เกิดมาถูกที่ พึ่งพาแต่เส้นสาย กลับสามารถครอบครองสิ่งที่นางทุ่มเทต่อสู้มาค่อนชีวิตใฝ่ฝันอยากจะได้มาอย่างง่ายดายงั้นหรือ?
โรงเรียนมัธยมตูหนานที่หนึ่งเชียวนะ!
นั่นมันสถานที่บำเพ็ญเพียรศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของนักเรียนทุกคนในมณฑลซุยหมิงเลยนะ! เป็นสถานที่ที่ครั้งหนึ่งนางเคยได้แต่แหงนหน้ามองโดยที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสด้วยซ้ำ!
ทำไมเด็กนั่นถึงได้เข้าไปเรียนที่นั่นได้อย่างง่ายดายขนาดนี้?!
มันไม่ยุติธรรมเลย! โลกใบนี้มันไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว!
หวังลี่ขบกรามแน่น แผดเสียงคำรามออกมาด้วยความโกรธแค้นและชิงชัง
“ข้าตาสว่างแล้ว! โลกใบนี้ สุดท้ายมันก็ตัดสินกันที่ภูมิหลัง ตัดสินกันที่ชาติตระกูลอยู่ดี! มันไม่มีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่เลยสักนิด!”
“คนอย่างพวกเราที่ใช้ความพยายามของตัวเองตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นมาทีละก้าว พอไปอยู่ต่อหน้าพวกทายาทตระกูลดังที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด มันก็เป็นได้แค่ขยะนั่นแหละ!”
หลิวเฟิง: “……”
เดี๋ยวสิ?
นางเอาความหน้าด้านที่ไหนมาพูดประโยคพวกนี้เนี่ย?
ทำไมล่ะ? คนที่อยู่สูงกว่าตัวเองต้องมีความเท่าเทียม แต่คนที่อยู่ต่ำกว่าตัวเองกลับต้องแบ่งชนชั้นงั้นเรอะ???
ปัญญาอ่อนปะเนี่ย?!
หางตาของหลิวเฟิงกระตุกยิกๆ เขารู้สึกหมดแรงจะด่าทอจริงๆ
ยิ่งคิด หวังลี่ก็ยิ่งโมโห ดวงตาของนางแดงก่ำราวกับจะระเบิด
“มีเส้นสายแล้วมันยังไงล่ะ? เด็กนั่นโตมาในที่ห่วยแตกอย่างเมืองเจียงเฉิง จะไปมีฝีมืออะไรได้?”
“ในประวัติก็เขียนอยู่ไม่ใช่เหรอว่ายัยนั่นเพิ่งจะอยู่แค่ระดับหนึ่งขั้นกลางเท่านั้น? ฝีมือแค่นั้น ต่อให้เข้าไปเรียนในตูหนานที่หนึ่งของเราได้ ก็เป็นได้แค่พวกปลายแถวของปลายแถวเท่านั้นแหละ!
“คอยดูเถอะ! อีกสามวันก็จะสอบวัดระดับแล้ว! ถึงตอนนั้นยัยนั่นต้องได้ขายหน้าแน่!”
นางแทบจะจินตนาการภาพออกเลยว่า นังเด็กบ้านนอกที่ชื่อกู่เยว่ซี จะต้องถูกบรรดาอัจฉริยะในตูหนานที่หนึ่งบดขยี้อย่างโหดเหี้ยม จนกลายเป็นตัวตลกให้คนอื่นหัวเราะเยาะอย่างแน่นอน
พอคิดมาถึงตรงนี้ อารมณ์ฉุนเฉียวในใจของนางก็ค่อยทุเลาลงไปได้บ้าง
หลิวเฟิงมองนางด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะเอ่ยดับฝันขึ้นมาว่า
“นี่เจ้าไม่ได้ยินที่ท่านประธานหวังพูดเมื่อกี้เหรอ?”
“เด็กคนนั้นน่ะ…ได้โควตาเรียนต่อที่หัวชิงกับจิงต้าไปแล้วนะ”
หวังลี่: “……”
สีหน้าของนางแข็งค้างไปในทันที
ราวกับว่าโลกทั้งใบได้หยุดนิ่งและเงียบสงัดลงในวินาทีนั้น
ได้โควตาเรียนต่อ...
หัวชิง กับ จิงต้า งั้นเหรอ?
นั่นมันสองมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดในสหพันธ์ต้าเซี่ยเลยนะ!
เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่บรรดาอัจฉริยะนับไม่ถ้วนต่างก็แย่งกันสอบเข้าแทบตาย!
แล้วเด็กนั่น…กลับได้โควตาเข้าเรียนต่อหน้าตาเฉยเลยเนี่ยนะ?
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด——!”
หวังลี่ไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อีกต่อไป นางแผดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวและสิ้นหวังลั่นรถแท็กซี่แคบๆ
“ทำไมกันล่ะ?! ยัยนั่นมีสิทธิ์อะไรฮะ?! ตกลงแล้วนี่มันตระกูลใหญ่โตมาจากไหนกันเนี่ย?! แบบนี้มันอยุติธรรมเกินไปแล้ว! รังแกกันเกินไปแล้ว!!”
สภาพจิตใจของนางแตกสลายพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
“แหกปากหา…เเกเหรอ!”
คนขับรถแท็กซี่หน้าดำคร่ำเครียด ในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“เป็นบ้าอะไรเนี่ยฮะ? ตั้งแต่ขึ้นรถมาก็แหกปากไม่หยุดหย่อนเลย! ไสหัวไป! ลงจากรถไปเลย! พวกเเกสองคนไสหัวลงไปให้หมดเลยนะเว้ย!”
หลิวเฟิง: “……”
….…