เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 ความทรงจำที่หายไป

บทที่ 27 ความทรงจำที่หายไป

บทที่ 27 ความทรงจำที่หายไป


บทที่ 27 ความทรงจำที่หายไป

เหล่าเด็กฝึกมักจะได้รับบาดเจ็บระหว่างการฝึกซ้อมอยู่เสมอ ทีมงานผู้ผลิตรายการจึงได้จัดเตรียมทีมแพทย์ไว้คอยสแตนด์บายอยู่ตลอดเวลา

การที่หลินเหยียนหรันหมดสติไปกะทันหันเมื่อครู่ทำให้หลายคนตกใจจนทำตัวไม่ถูก เมื่อได้ยินคำพูดของกู้ซือเย่ ทุกคนจึงได้สติขึ้นมาทันที หลายคนรีบวิ่งไปแจ้งแพทย์ว่าหลินเหยียนหรันมีอาการช็อกจากการแพ้

หมอมาถึงอย่างรวดเร็วและรับตัวหลินเหยียนหรันมาจากอ้อมแขนของกู้ซือเย่ ก่อนจะประคองเขาให้นอนลงบนเตียงผู้ป่วยเพื่อตรวจเช็กและวินิจฉัยในเบื้องต้น

"น่าจะเป็นอาการช็อกเล็กน้อยที่เกิดจากการแพ้"

หมอมองไปที่คนรอบข้างเพื่อพยายามหาสิ่งกระตุ้นอาการแพ้

"วันนี้เขาได้กินอะไรเข้าไปบ้างไหม แล้วก่อนหน้านี้เขาเคยแพ้อะไรหรือเปล่า"

เมื่อได้ยินคำถามของหมอ สายตาของทุกคนก็หันไปมองอิงอิงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

เธอเป็นผู้ช่วยของหลินเหยียนหรัน และทุกคนต่างคิดว่าเธอน่าจะเป็นคนที่รู้เรื่องสภาพร่างกายของหลินเหยียนหรันดีที่สุด แต่อิงอิงกลับปาดน้ำตาแล้วส่ายหน้า

"ฉันไม่ทราบค่ะ... พี่เหยียนหรันไม่เคยบอกฉันเลยว่าเขาแพ้อะไร"

อิงอิงที่ยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราวได้แต่ก้มหน้ามองหลินเหยียนหรันที่นอนหน้าซีดเซียวหมดสติอยู่บนเตียง หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความกังวล

แค่กินข้าวเพียงมื้อเดียว ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้!

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครรู้ว่าสารก่อภูมิแพ้คืออะไร หมอก็หยุดถามและเตรียมตัวที่จะช่วยเหลือหลินเหยียนหรันต่อไป

ทว่า กู้ซือเย่ที่ยืนหน้าเคร่งขรึมอยู่ข้างเตียงหลินเหยียนหรันกลับพูดขึ้น

"เขาแพ้ขึ้นฉ่าย"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างมองเขาด้วยความประหลาดใจ

แพ้ขึ้นฉ่ายอย่างนั้นหรือ?

อาจารย์กู้รู้ได้อย่างไรกัน

อย่างไรก็ตาม กู้ซือเย่ไม่มีเจตนาที่จะอธิบายให้ใครฟัง หลังจากพูดจบเขาก็ลดสายตาลง จ้องมองไปที่ใบหน้าซีดเผือดของหลินเหยียนหรัน

ดังนั้น จึงไม่มีใครสังเกตเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลลึกๆ ในดวงตาของกู้ซือเย่ ชายผู้ซึ่งปกติจะสงบนิ่งไม่ไหวติงต่อสิ่งใดมานานนับพันปี

เมื่อได้ยินกู้ซือเย่พูดถึงขึ้นฉ่าย ทีมงานที่ดูแลเรื่องอาหารกลางวันก็รีบพยักหน้าและยืนยันกับหมอ "มื้อกลางวันวันนี้มีเมนูเนื้อผัดขึ้นฉ่ายจริงๆ ครับ"

หมอพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจสถานการณ์แล้ว จากนั้นจึงให้พยาบาลเชิญทุกคนออกไปรอข้างนอก

หลินเหยียนหรันฟื้นขึ้นมาในอีกสองชั่วโมงต่อมา

อาการแพ้ของเขาทุเลาลงมากแล้ว ทันทีที่เขาลืมตาขึ้น ก็ได้ยินเสียงของซ่งอิงหมิงดังขึ้น

"เฮ้ๆ เขาฟื้นแล้ว! เขาฟื้นแล้ว!"

หลินเหยียนหรันที่ยังไม่ชินกับความสว่างภายในห้องหลังจากเพิ่งลืมตาขึ้นได้กะพริบตาถี่ๆ สองสามครั้ง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงสังเกตเห็นผู้คนมากมายยืนอยู่ทั้งสองข้างเตียง

หัวหน้าทีมผู้กำกับ ทีมงานฝ่ายผลิตรายการ อิงอิง และ... กู้ซือเย่

หลินเหยียนหรันจำได้ว่ากู้ซือเย่ช่วยเขาไว้ก่อนหน้านี้และกำลังจะกล่าวขอบคุณ แต่ซ่งอิงหมิงกลับชิงพูดขึ้นก่อน

"รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม ยังมีตรงไหนที่รู้สึกไม่สบายอยู่อีกหรือเปล่า"

หลินเหยียนหรันส่ายหน้าเบาๆ "ไม่รู้สึกไม่สบายแล้วครับ ขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วง"

เมื่อได้ยินหลินเหยียนหรันพูด ทุกคนในห้องต่างก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

โดยเฉพาะซ่งอิงหมิง แม้ว่าหมอจะบอกว่าหลินเหยียนหรันไม่เป็นอะไรแล้ว แต่อุบัติเหตุในวันนี้ก็ยังทำให้เขาตกใจมากอยู่ดี

เนื่องจากความสะเพร่าของทีมงานในวันนี้ หากกู้ซือเย่ไม่สังเกตเห็นทันทีว่าหลินเหยียนหรันมีอาการแพ้ และหากพวกเขาทำการรักษาล่าช้าหรือวินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคอื่น เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

เพราะอาการช็อกจากการแพ้อย่างรุนแรงนั้นอาจถึงแก่ชีวิตได้!

โชคดีที่รักษาได้ทันท่วงที โชคดีจริงๆ

ซ่งอิงหมิงตบหน้าอกตัวเองด้วยความรู้สึกหวาดกลัวที่ยังหลงเหลืออยู่ จากนั้นจึงถามถึงสภาพร่างกายของหลินเหยียนหรัน เมื่อเห็นว่าเขาดีขึ้นมากแล้วจริงๆ จึงได้พากลุ่มคนกลุ่มใหญ่เดินออกไป

ก่อนหน้านี้ในห้องเบียดเสียดจนแทบจะแทรกตัวเข้าไปไม่ได้ แต่เมื่อทุกคนออกไปแล้ว ห้องก็พลันเงียบเหงาและว่างเปล่าขึ้นมาทันที

หลินเหยียนหรันพักผ่อนอยู่ในห้องเพียงลำพัง หลังจากหลับตาพักผ่อนไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกกระหายน้ำเล็กน้อยและต้องการจะลุกขึ้นไปรินน้ำดื่ม

แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาถึงรู้สึกอ่อนแรงหลังจากตื่นขึ้นมา เขายันตัวขึ้นด้วยมือข้างเดียวอยู่นาน แต่กลับทำได้เพียงยกตัวขึ้นมาได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

ในขณะนั้นเอง ประตูห้องพักผู้ป่วยก็ถูกเปิดออกมาจากภายนอก กู้ซือเย่เดินเข้ามาพร้อมกับถือแก้วน้ำเก็บอุณหภูมิในมือ

การเคลื่อนไหวของหลินเหยียนหรันชะงักลง และเขาก็จำได้ทันทีว่าเป็นแก้วของตัวเอง

"อย่าขยับ"

กู้ซือเย่รีบห้ามเขาไว้

หลินเหยียนหรันอยู่นิ่งๆ อย่างเชื่อฟังแต่มองไปที่แก้วน้ำในมือของกู้ซือเย่ เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผากและอธิบายกับกู้ซือเย่ "ผมอยากจะลุกขึ้นมาดื่มน้ำครับ"

"เดี๋ยวฉันช่วย"

หลังจากกู้ซือเย่เข้าใจว่าหลินเหยียนหรันต้องการจะทำอะไร เขาก็รีบก้าวเข้ามาข้างกาย ก้มตัวลงแล้วพยุงเขาขึ้นมา

แม้ว่าหลินเหยียนหรันจะพยายามยันตัวขึ้นมาได้บ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่เขาก็ยังคงนอนอยู่บนเตียง กู้ซือเย่กลัวว่าจะไปทับมือข้างที่ให้น้ำเกลือของหลินเหยียนหรัน เขาจึงใช้มือทั้งสองข้างกึ่งประคองกึ่งโอบกอดหลินเหยียนหรันไว้

หลินเหยียนหรันพิงอยู่กับแขนของกู้ซือเย่ ได้กลิ่นไม้สนซีดาร์ที่คุ้นเคยจากตัวเขาอย่างชัดเจน นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาได้กลิ่นนี้ในวันนี้

ตอนที่เขาเป็นลมไปก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้หมดสติไปเสียทีเดียว เพียงแต่เพราะแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออก ทำให้เขาไม่สามารถลืมตาหรือพูดออกมาได้ เขารับรู้ทุกอย่างที่ทุกคนพูดและทำในตอนนั้น

ดังนั้น เมื่อเขานอนอยู่ในอ้อมแขนของกู้ซือเย่ เขาจึงสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายประคองเขาไว้อย่างมั่นคงมาก... เขาถึงกับได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นอย่างแข็งแรงของอีกฝ่ายด้วย

กู้ซือเย่ไม่รู้ว่าหลินเหยียนหรันกำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากพยุงให้เขานั่งลงแล้ว เขาก็เปิดฝาแก้วน้ำแล้วยื่นให้หลินเหยียนหรัน

"มันเย็นลงแล้ว ดื่มได้เลย"

หลินเหยียนหรันรีบรับมาและจิบเข้าไป อุณหภูมิไม่ร้อนและไม่เย็นจนเกินไป ถือว่ากำลังดีเลยทีเดียว

หลังจากดื่มน้ำแล้ว หลินเหยียนหรันก็มองไปที่กู้ซือเย่ที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยความรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

"ผมกึกว่าคุณกลับไปพร้อมกับพวกเขาแล้วเสียอีก"

กู้ซือเย่ช่วยปิดฝาแก้วน้ำและวางมันลงบนโต๊ะอย่างใส่ใจ "เปล่า เมื่อกี้ฉันติดสายโทรศัพท์อยู่ข้างนอก"

พูดจบเขาก็มองมาที่หลินเหยียนหรันด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังกว่าปกติ

"คราวหลังจำไว้ว่าต้องให้ผู้ช่วยสื่อสารกับทีมงานเรื่องอาหารที่แพ้ รวมถึงข้อจำกัดและสิ่งที่ชอบทานด้วย"

หลินเหยียนหรันพยักหน้าและจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ

กู้ซือเย่สบตากับหลินเหยียนหรันและเตือนเขาอย่างจริงจังต่อไปว่า "ตอนกินข้าว ต้องคอยสังเกตด้วยว่ามีขึ้นฉ่ายสับใส่ลงไปในกับข้าวหรือเปล่า"

"วันนี้มีขึ้นฉ่ายโรยอยู่ในกับข้าวอย่างอื่นอีกหลายจานที่นายกินเข้าไป"

คำพูดของกู้ซือเย่ทำให้หลินเหยียนหรันตาสว่าง

ตอนที่หลับตาพักผ่อนเมื่อครู่ เขาพยายามคิดอยู่ว่าทำไมตัวเองถึงเกิดอาการแพ้อีกครั้ง เพราะเขารู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองไม่ได้แตะต้องเนื้อผัดขึ้นฉ่ายเลยแม้แต่น้อย

ตอนแรกเขาถึงกับสงสัยว่าเจ้าของร่างเดิมอาจจะแพ้อาหารอย่างอื่นด้วย แต่สุดท้ายแล้ว เขากลับมาพลาดท่าให้กับขึ้นฉ่ายสับอีกจนได้!

ตอนที่กินข้าววันนี้ สมาธิของเขาจดจ่ออยู่กับการเลี่ยงเนื้อผัดขึ้นฉ่าย จึงไม่ได้ใส่ใจกับจานอื่นๆ มากนัก เพราะโดยทั่วไปแล้ว โอกาสที่จะเจอพ่อครัวที่ใส่ขึ้นฉ่ายสับลงในทุกเมนูนั้นมีน้อยมาก แต่ใครจะรู้ว่าเขาดันมาเจอเข้าพอดี

หลินเหยียนหรันถอนหายใจเงียบๆ โทษความสะเพร่าของตัวเอง เพราะเรื่องแบบที่เกิดในวันนี้ เขาเคยประสบพบเจอมาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง

เขายังจำได้ว่าตอนนั้นเป็นวันเกิดของเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลาย เพื่อนสนิทไม่กี่คนออกไปกินข้าวฉลองกัน แต่เขากลับโชคร้ายในวันนั้นที่เจอพ่อครัวที่หลังจากโรยผักชีแล้ว ยังใส่ขึ้นฉ่ายสับลงในซุปและปลาอีกด้วย

เศษขึ้นฉ่ายเล็กๆ เหล่านี้ผสมปนเปไปกับเครื่องปรุงต่างๆ จนถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่เห็นเลย ดังนั้นเขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นและกินมันเข้าไปพร้อมกับอาหาร

และครั้งนั้นก็เหมือนกับในวันนี้ เขาเริ่มรู้สึกแน่นหน้าอกและใจสั่นทันที ตอนนั้นเพื่อนร่วมชั้นต่างก็ยุ่งกับการเอาเค้กป้ายหน้าเจ้าของวันเกิด และไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นกับเขา

อาการแพ้ของเขาในครั้งนั้นไม่รุนแรงเท่ากับวันนี้ แต่ก็ยังคงทรมานมาก และเขาก็ไม่มีแรงแม้แต่จะพูดออกมา เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก เขากังวลด้วยซ้ำว่าอาจจะตายอยู่ที่นั่น

โชคดีที่ภายในเวลาไม่กี่วินาที เพื่อนสนิทที่นั่งข้างๆ เขาก็หันมามองและสังเกตเห็นความผิดปกติของเขาทันที เพื่อนคนนั้นทิ้งตะเกียบลงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้วกอดเขาไว้แน่น ก่อนจะพาพุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

หลังจากหมอแจ้งเรื่องอาการแพ้ เพื่อนสนิทของเขาก็จะคอยตรวจเช็กอาหารของเขาอย่างเข้มงวด ทุกครั้งที่กินข้าว เพื่อนคนนั้นจะคอยย้ำกับพ่อครัวอย่างไม่ลดละว่าห้ามใส่ขึ้นฉ่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามใส่ขึ้นฉ่ายสับลงในจานอื่นๆ

เพื่อนคนนั้นระมัดระวังยิ่งกว่าตัวหลินเหยียนหรันเองเสียอีก ดังนั้นในช่วงหลายปีต่อมา เพราะมีเพื่อนคอยดูแลอยู่ตลอด เขาจึงไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้อีกเลย

ในวันนี้ เมื่อเห็นกู้ซือเย่เตือนเขาอย่างจริงจังขนาดนี้ หลินเหยียนหรันก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าวิธีที่เขาพูดนั้นเหมือนกับเพื่อนสนิทคนนั้นในตอนนั้นมาก

หลินเหยียนหรันพยักหน้าให้กู้ซือเย่และบอกว่าเขาจะระมัดระวังในอนาคต ทว่าหลังจากเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย เขาก็พลันขมวดคิ้ว

เขาเพิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีความคล้ายคลึงกับกู้ซือเย่ แต่หลังจากเห็นใบหน้าของกู้ซือเย่แล้ว เขากลับพบว่าตัวเองจำชื่อเพื่อนสนิทคนนั้นไม่ได้

ไม่เพียงแค่ชื่อเท่านั้น แต่เขายังลืมใบหน้าของเพื่อนคนนั้นไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเขานึกย้อนกลับไป ดูเหมือนว่าเขาจะเอาใบหน้าของกู้ซือเย่ไปทับซ้อนกับความทรงจำของเขาอยู่เสมอ ส่วนตัวตนของคนคนนั้นในตอนนี้มีเพียงเงาจางๆ ในหัวของเขาเท่านั้น!

เมื่อค้นพบความจริงข้อนี้ ใบหน้าของหลินเหยียนหรันก็เปลี่ยนไปทันทีด้วยความตกใจ

เขาภูมิใจในตัวเองเสมอว่ามีความจำดีกว่าคนทั่วไป เขายังคงจำเพื่อนร่วมชั้นและครูเก่าๆ ได้อย่างชัดเจน แม้กระทั่งเรื่องราวบางอย่างตั้งแต่สมัยอนุบาล เมื่อครู่ตอนที่เขานึกย้อนกลับไป เขายังจำหน้าของเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่ได้สนิทกันมากจากงานวันเกิดได้เลย

แต่ทำไม กับคนคนนี้คนเดียว เขากลับจำทุกอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาได้ แต่กลับลืมชื่อและหน้าตาไปเสียล่ะ?

พวกเขาเคยกินข้าวด้วยกันและฟังเพลงด้วยกันอย่างชัดเจน เคยอ่านหนังสือและเล่นบาสด้วยกัน เคยตกลงกันว่าจะไปดูหนังด้วยกัน และแม้กระทั่งเคยนอนเตียงเดียวกัน... พวกเขาเป็นคนที่สนิทกันมากอย่างชัดเจน... แล้วทำไมเขาถึงจำเพื่อนคนนั้นไม่ได้เลย?

หลินเหยียนหรันเคยรู้สึกมาก่อนว่าเขามองข้ามอะไรบางอย่างไป และในตอนนี้ ในที่สุดเขาก็ได้ค้นพบมันแล้ว

เขาได้ลืมคนสำคัญคนหนึ่งในชีวิตของเขาไปจริงๆ!

หลินเหยียนหรันสับสนไปหมดกับเรื่องที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ ทำไมถึงไม่ใช่คนอื่น แต่ต้องเป็นเขาคนนี้ล่ะ?

หรือจะเป็นเพราะเจตจำนงของโลกในนิยายเล่มนี้ที่มีผลต่อจิตสำนึกและความทรงจำของเขา? ยิ่งคนคนนั้นใกล้ชิดและสำคัญมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะถูกลืมเลือนไปมากเท่านั้นอย่างนั้นหรือ?

ถ้าอย่างนั้น หากเขาอยู่ที่นี่นานขึ้นเรื่อยๆ เขาจะลืมทุกอย่างในโลกแห่งความเป็นจริงไปด้วยไหม?

เมื่อหลินเหยียนหรันคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกเย็นวาบไปตามสันหลัง

"นายรู้สึกไม่สบายอีกแล้วเหรอ เดี๋ยวฉันไปตามหมอมาให้"

กู้ซือเย่ที่นั่งอยู่ตรงหน้าหลินเหยียนหรันเห็นเขาเงียบไปและใบหน้าเริ่มซีดลง ก็นึกว่าเขาไม่สบายจึงเตรียมตัวจะไปตามหมอ

หลินเหยียนหรันส่ายหน้าเพื่อห้ามเขาไว้ "ไม่ครับ ไม่เป็นไร"

เขาไม่กล้าบอกกู้ซือเย่อย่างแน่นอนว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

"พี่กู้ครับ..." หลินเหยียนหรันรวบรวมสติและสร้างข้ออ้างขึ้นมา "ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนคุณหน่อยครับ"

"เรื่องอะไร"

หลินเหยียนหรันเหลือบมองไปทางซ้าย "คือ... ผมอยากเข้าห้องน้ำครับ..."

เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้ซือเย่ก็ชะงักไปครู่หนึ่งแต่ยังไม่มีท่าทีเคลื่อนไหวใดๆ

หลินเหยียนหรันมองไปที่กู้ซือเย่ และหลังจากสบสายตาที่ดูคลุมเครือของอีกฝ่าย เขาก็พลันรู้ตัวว่าตัวเองยังสื่อสารได้ไม่ชัดเจนพอ ดังนั้นเพราะกลัวว่ากู้ซือเย่จะเข้าใจผิดว่าเขาต้องการให้อีกฝ่ายเข้าไปในห้องน้ำเป็นเพื่อน หลินเหยียนหรันจึงรีบอธิบาย

"ผมแค่อยากจะรบกวนให้คุณช่วยถือถุงน้ำเกลือให้หน่อยครับ เดี๋ยวผมจะถือเข้าไปเอง"

กู้ซือเย่ไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแค่หยิบถุงน้ำเกลือลงมาให้เงียบๆ และประคองเขาไปจนถึงหน้าประตูห้องน้ำ

หลินเหยียนหรันปล่อยมือออกจากแขนของกู้ซือเย่และหันไปขอบคุณเขา

"แค่นี้พอแล้วครับ ขอบคุณมากครับพี่กู้"

หลังจากพูดจบ สายตาของหลินเหยียนหรันก็บังเอิญเหลือบไปเห็นลำคอของกู้ซือเย่... ทำไมมันถึงดูแดงๆ เล็กน้อยล่ะ?

หลังจากหลินเหยียนหรันเข้าห้องน้ำเสร็จ อิงอิงที่ออกไปซื้ออาหารก็กลับมาพอดี กู้ซือเย่รับสายโทรศัพท์และกล่าวลาหลินเหยียนหรันก่อนจะเดินจากไป

อิงอิงจ้องมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของกู้ซือเย่ด้วยความตื้นตันใจ

"อาจารย์กู้เป็นคนดีจริงๆ เลยนะคะ" จากนั้นเธอก็หันมามองหลินเหยียนหรันที่กำลังทานโจ๊กอยู่ "ว่าแต่พี่เหยียนหรันคะ ทำไมพี่ถึงไม่กดติดตามอาจารย์กู้กลับล่ะคะ"

หลินเหยียนหรันทำหน้างง "ติดตามอะไรกลับเหรอ"

เมื่อเห็นว่าหลินเหยียนหรันดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย อิงอิงก็อุทานออกมา "เวยป๋อไงคะ! อาจารย์กู้กดติดตามพี่ตั้งหลายวันแล้ว พี่ยังไม่รู้อีกเหรอคะ?"

พูดจบเธอก็หยิบโทรศัพท์ออกมาและเปิดหน้าเวยป๋อของกู้ซือเย่ให้ดู และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ในบรรดาคนไม่กี่คนที่เขากดติดตาม คนล่าสุดที่เพิ่มเข้ามาก็คือหลินเหยียนหรัน

"ตอนนี้พวกแอนตี้แฟนในโลกออนไลน์กำลังสร้างประเด็นระหว่างพี่กับอาจารย์กู้กันอยู่ บอกว่าพี่เนรคุณที่ไม่กดติดตามกลับ พี่คะ ถึงอาจารย์กู้จะไม่ถือสา แต่แฟนคลับและคนนอกเขาน่าจะถือนะคะ พี่ควรรีบกดติดตามเขากลับเร็วๆ เลยค่ะ"

นี่คือการปฏิบัติที่ดาราระดับปลายแถวในวงการบันเทิงต้องเจอ หากหลินเหยียนหรันกดติดตามกู้ซือเย่ก่อนเพียงฝ่ายเดียว ผู้คนก็จะด่าว่าเขาหน้าด้านที่พยายามเกาะกระแส แต่ในทางกลับกัน หากเขาติดตามกลับช้า เขาก็จะถูกด่าว่าเนรคุณและไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

อิงอิงเสียใจที่ไม่ได้เตือนเขาให้เร็วกว่านี้ เมื่อเห็นว่าหลินเหยียนหรันไม่ได้สังเกตเห็นเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ!

หลังจากที่อิงอิงเตือน ในที่สุดหลินเหยียนหรันก็กดติดตามกู้ซือเย่กลับเสียที อย่างไรก็ตาม เพราะหลินเหยียนหรันติดตามกลับช้า ความคิดเห็นในโลกออนไลน์จึงเป็นไปอย่างที่อิงอิงพูดไว้ มีหลายคนใช้ประเด็นนี้มาด่าทอเขา

"อยู่นั่นไหม? เป็นคนใหญ่คนโตมาจากไหนเนี่ย? ถึงขนาดไม่ให้เกียรติกู้ซือเย่เลยเหรอ?"

"เมื่อสองสามวันก่อนยังเห็นเล่นโซเชียลขยันขันแข็งอยู่เลย... ทำไมตอนนี้ถึงแกล้งตายล่ะ?"

"กลายเป็นคนที่สิบที่กู้ซือเย่กดติดตาม เหยียนหรัน ตอนนี้คุณคงภูมิใจมากเลยใช่ไหม?"

"คนบางคนนี่เนรคุณจริงๆ กู้ซือเย่ถึงกับกดถูกใจโพสต์ตอนที่เขาขอยกเลิกสัญญา และนี่คือสิ่งที่เขาได้รับตอบแทนเหรอ?"

"ไม่คุ้มค่าสำหรับกู้ซือเย่เลยจริงๆ"

"ดูพวกขี้อิจฉาเต้นกันไปมาสิ"

"จิตใจของพวกเขาช่างมืดมนจริงๆ ชีวิตปกติคงลำบากน่าดู"

"เหยียนหรันไม่ได้เล่นโซเชียลเลยในช่วงไม่กี่วันนี้ บางทีเขาอาจจะไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำ มีคนบางกลุ่มทนรอไม่ไหวรีบออกมาเยาะเย้ยเขากันแล้วเหรอ?"

"พี่ชายของฉันจะติดตามใครก็ได้ หยุดพ่นเรื่องไร้สาระที่นี่ได้แล้ว"

"จิ้งเย่สือไม่รับผิดชอบเรื่องนี้นะคะ พวกเราไม่สนใจว่าเหยียนหรันจะติดตามพี่ชายเรากลับหรือไม่ ถ้าคุณอยากจะว่าเขาก็ว่าไป แต่อย่าเอาชื่อพี่ชายฉันไปอ้างเพื่อสร้างเรื่องเลยค่ะ"

"จิ้งเย่สือไม่สนใจ +1 พวกแอนตี้แฟนไสหัวไปซะ"

"ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายก็ติดตามกันแล้ว เลิกเรียกพ่อกู้ออกมาเสียที"

เพราะพวกแอนตี้แฟนลากเอากู้ซือเย่เข้ามาเกี่ยวข้องในครั้งนี้ เหล่าแฟนคลับจิ้งเย่สือจึงรู้สึกรำคาญอย่างมากและพากันออกมาเผชิญหน้ากับคนเหล่านั้นโดยตรง

อย่างไรก็ตาม หัวข้อที่เพิ่งจะจบลงเพราะหลินเหยียนหรันกดติดตามกลับ ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งโดยคนอื่น

"ฮ่าๆ ยังเถียงกันเรื่องติดตามหรือไม่ติดตามอยู่อีกเหรอ ได้เห็นรูปหลุดล่าสุดหรือยัง?"

"รูปอะไรเหรอ คนข้างบน???"

"ช่วยไม่วอกแวกสักนาทีตอนท่องอินเทอร์เน็ตได้ไหม? ฉันเพิ่งจะกัดแอปเปิ้ลไปคำเดียว แล้วฉันพลาดอะไรไปอีกแล้วเนี่ย!"

"ทางไปเวยป๋อ: ฉันเป็นแค่คนผ่านมาเผื่อกินเผือก"

หลังจากเห็นคำชี้แนะ ชาวเน็ตก็รีบเปลี่ยนสนามรบไปเช็กหน้าเวยป๋อของบุคคลที่ชื่อว่า "ฉันเป็นแค่คนผ่านมาเผื่อกินเผือก" ทันที

บล็อกเกอร์ที่ดูแสนจะธรรมดาคนนี้ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่โพสต์ภาพหน้าจอแชททั่วไปภาพหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ภาพหน้าจอแชทธรรมดานี้ หลังจากโพสต์ไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง กลับมีความคิดเห็นมากกว่าหนึ่งพันรายการ

เพราะเนื้อหาในภาพเป็นเช่นนี้—

"วันนี้ YR เกิดอาการช็อกจากการแพ้อาหาร"

"GSY อุ้มเขาไปโรงพยาบาลตลอดทางเลย"

"ฉันอยู่ที่นั่นด้วย หน้าของ GSY น่ากลัวมาก เขาดูประหม่าสุดๆ แม้กระทั่งตอนที่ถึงมือหมอแล้วเขาก็ยังกุมมืออีกฝ่ายไว้แน่น"

"ฉากนั้นน่ะ..."

"มันอดพูดไม่ได้จริงๆ... ฉันแอบจิ้นพวกเขาเบาๆ เลยล่ะ"

ทันทีที่ภาพบันทึกการสนทนาถูกปล่อยออกมา กล่องความคิดเห็นก็กลายเป็นสมรภูมินองเลือด

"ของปลอมใช่ไหม? ฉันสามารถตัดต่อแชทแบบนี้ได้วันละร้อยภาพเลยนะ"

"มีมีดในมือ ฆ่าพวกคู่จิ้นให้หมดโลก!"

"พวกคู่จิ้นออกไป! ทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นเรื่องจิ้นในสายตาพวกเธอได้หมดเลยนะ!"

"GSY งดงามได้ด้วยตัวคนเดียว ศิลปินโนเนมคนไหนอย่าพยายามมาผูกติดกับเขาเลย"

"พา YR ออกไป เราไม่สนใจหรอก"

แฟนคลับคู่จิ้นและแฟนเดี่ยวต่างก็ไม่ลงรอยกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความแตกต่างของสถานะที่ห่างชั้นกันมากระหว่างกู้ซือเย่และหลินเหยียนหรัน หลายคนจึงคิดว่าเรื่องที่ถูกเปิดเผยนั้นเป็นเรื่องโกหก

อย่างไรก็ตาม หลินเหยียนหรันมีแอนตี้แฟนอยู่มาก หลายคนจึงฉวยโอกาสนี้สร้างความวุ่นวาย

"โอ้โห กู้ซือเย่กับเหยียนหรัน ช่างเป็นเรื่องราวความรักที่สวยงามอะไรอย่างนี้ รีบๆ แต่งงานกันเถอะ!"

"ไปตายซะ พวกแอนตี้แฟนข้างบน อย่ามาแกล้งทำเป็นแฟนคู่จิ้นมาทำให้ฉันขยะแขยงนะ ถ้าเธอยังตามตื้ออยู่แบบนี้ เหยียนหรันจะโนเนมจมดินไปตลอดกาล"

"มันเกี่ยวกับเหยียนหรันตรงไหน? ชัดเจนว่าเป็นพี่ชายของเธอต่างหากที่กอดเขาไว้ไม่ยอมปล่อย! เชื่อไหมล่ะ ทุกครั้งที่เธอพ่นคำด่าใส่เหยียนหรัน พวกเขาจะจูบแบบฝรั่งกันหนึ่งครั้ง ทุกครั้งที่เธอโจมตีเขาส่วนตัว พวกเขาจะจัดหนักกันทันที"

"ฉันบอกไม่ได้เลยว่าคนข้างบนเป็นแอนตี้แฟนหรือเป็นแฟนคลับ..."

"ปัญญาอ่อนขนาดนี้ แน่นอนว่าเป็นแอนตี้แฟนอยู่แล้ว"

"เหยียนหรันโชคร้ายจริงๆ... ดึงดูดแต่พวกแอนตี้แฟนบ้าบอแบบนี้"

หลังจากได้รับน้ำเกลือตลอดช่วงบ่าย หลินเหยียนหรันก็รู้สึกดีขึ้นมาก วันรุ่งขึ้นเขาจึงไปที่กองถ่ายรายการซูเปอร์ไอดอลตรงเวลาตามปกติ

เขามาถึงค่อนข้างเช้า หลังจากแต่งหน้าเสร็จ เขาเห็นว่าที่ปรึกษาคนอื่นๆ ยังแต่งตัวไม่เสร็จ จึงหยิบโทรศัพท์ออกมาในห้องรับรองรวมและเริ่มท่องเวยป๋อ

อิงอิงได้เตือนเขาอีกเรื่องเมื่อวานนี้ บอกให้เขาจำไว้ว่าควรเข้าไปในเวยป๋อเป็นระยะๆ เพื่อพูดคุยกับแฟนคลับ เขาเองก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสะดวกใจนักกับการแชร์รูปตัวเองให้แฟนๆ ดู จึงได้หาหนังสือที่เขาเพิ่งอ่านไปเมื่อเร็วๆ นี้มาเล่มหนึ่ง เพื่อตั้งใจจะแชร์หนังสือดีๆ ให้กับแฟนๆ ของเขา

หลังจากเข้าสู่ระบบเวยป๋อและแชร์หนังสือให้แฟนๆ แล้ว ไม่รู้ทำไมเขาถึงเลื่อนไปโดนหน้าแนะนำหน้าหนึ่ง นิ้วของเขาบังเอิญไปโดนลิงก์ที่เชื่อมไปยังหน้าหลักของ "ฉันเป็นแค่คนผ่านมาเผื่อกินเผือก"

จากนั้นหลินเหยียนหรันก็เห็นรูปหลุดที่คนคนนี้โพสต์ไว้ นิ้วของเขาเลื่อนลงมาเล็กน้อย และสายตาของเขาก็ไปตกอยู่ที่เนื้อหาของความคิดเห็นที่ได้รับความนิยมอันดับสาม—

"มันเกี่ยวกับเหยียนหรันตรงไหน? ชัดเจนว่าเป็นพี่ชายของเธอต่างหากที่กอดเขาไว้ไม่ยอมปล่อย! เชื่อไหมล่ะ ทุกครั้งที่เธอพ่นคำด่าใส่เหยียนหรัน พวกเขาจะจูบแบบฝรั่งกันหนึ่งครั้ง ทุกครั้งที่เธอโจมตีเขาส่วนตัว พวกเขาจะจัดหนักกันทันที"

หลังจากอ่านประโยคนี้ มือของหลินเหยียนหรันก็ชะงักไปในทันที

จัดหนัก??

เขาสะกดคำนั้นตามความหมายแฝง

มันหมายความตามที่เขาคิดไว้ใช่ไหม??

จูบแบบฝรั่ง จัดหนัก... ทำไมคำที่แฟนๆ พวกนี้ใช้เถียงกันมันถึงได้... ประหลาดขนาดนี้??

เมื่อคิดว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาและกู้ซือเย่ หลินเหยียนหรันก็รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย เขาจึงเบือนสายตาหนี เตรียมตัวจะออกจากเวยป๋อ

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะกดออกจากเวยป๋อ กู้ซือเย่ก็เดินตรงมาหาเขาพอดี

หลินเหยียนหรันไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่มือของเขากลับสั่นจนทำโทรศัพท์หล่นลงบนพื้น และความคิดเห็นนั้นก็เด่นตระหง่านอยู่ตรงกลางหน้าจอพอดี!

ในขณะนั้น กู้ซือเย่เดินมาถึงตรงที่โทรศัพท์หล่นพอดี เขาจึงก้มลงเก็บโทรศัพท์ให้หลินเหยียนหรัน

ชั่ววินาทีนั้น หลินเหยียนหรันรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวหยุดนิ่ง... เขาหยิบโทรศัพท์คืนมาอย่างขัดเขินและขอบคุณกู้ซือเย่ ก่อนจะรีบขอตัวเดินเลี่ยงออกไปโดยอ้างว่าจะไปดื่มน้ำโดยไม่หยุดรอ

กู้ซือเย่: ?

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ทีมงานฝ่ายผลิตรายการได้เรียกรวมตัวที่ปรึกษาและเด็กฝึกทุกคน

เหมือนกับครั้งที่แล้ว กู้ซือเย่ยืนอยู่กลางเวที เขายิ้มออกมาขณะประกาศกฎใหม่สำหรับการแสดงต่อหน้าสาธารณชนครั้งที่สองให้ทุกคนทราบ—

การแบ่งกลุ่มครั้งก่อนถือเป็นโมฆะ

ทุกคนจะต้องรวมกลุ่มกันใหม่สำหรับการแสดงครั้งที่สองนี้

เด็กฝึกและที่ปรึกษาจะต้องเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกซึ่งกันและกันรอบใหม่ในทันที!

จบบทที่ บทที่ 27 ความทรงจำที่หายไป

คัดลอกลิงก์แล้ว