เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 51 อุดมการณ์และผลประโยชน์

บทที่ 51 อุดมการณ์และผลประโยชน์

บทที่ 51 อุดมการณ์และผลประโยชน์


หวังเซวียนตกตะลึงไปเลยจริงๆ เขารู้อยู่แล้วว่าเหล่าเฉินเก่งกาจ แต่ไม่เคยคิดว่าจะเก่งกาจถึงขั้นนี้ ถึงกับใช้เพียงร่างกายเนื้อทุบหุ่นยนต์รบจนแหลกละเอียดได้!

ภาพที่เหล่าเฉินตบแผ่นเหล็กเบาๆ ในโรงงานเครื่องจักรกลร้างวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว ตอนนั้นเขายังแอบสงสัยอยู่เลยว่า เหล่าเฉินจอมเจ้าเล่ห์แอบทำอะไรตุกติกไว้ก่อนหรือเปล่า? ตอนนี้ดูเหมือนว่า เขาจะประเมินเพื่อนร่วมงานรุ่นใหญ่คนนี้ต่ำไปมากจริงๆ

ภายในใจของหวังเซวียนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เพราะเขาได้เห็นโลกใบใหม่ที่แท้จริง นี่ไม่ใช่แค่ตำนาน หรือเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ แต่มีคนทำได้แบบนี้จริงๆ

สิ่งนี้ปลุกเร้าความทะเยอทะยานในใจเขาอย่างมหาศาล เขาเฝ้าจินตนาการมาตลอดว่า หากวันหนึ่งร่างกายเนื้อของเขาแข็งแกร่งพอ เขาจะสามารถต่อกรกับสุดยอดเทคโนโลยีได้หรือไม่

เพื่อปกปิดอาการตื่นเต้นจนลืมตัว เขาจึงโพล่งออกไปโดยไม่รู้ตัว "มือนี่ของเหล่าเฉิน ถ้าไม่เอาไปขุดเหมืองก็เสียดายแย่เลยนะเนี่ย"

"นายพูดอะไรของนาย?" อู๋อินปรายตามองเขาด้วยความสงสัย

"ฉันหมายความว่า ลูกผู้ชายตัวจริงมันต้องใช้มือเปล่าฉีกหุ่นยนต์รบสิ!" หวังเซวียนตะโกนเสียงดัง อันที่จริงนี่คือเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางที่เขาตั้งไว้ให้ตัวเอง

ผู้คนรอบข้างเริ่มดึงสติกลับมาได้ ฝีมือของเหล่าเฉินทำให้หลายคนตกตะลึงจริงๆ โดยเฉพาะพวกที่มาจากฝ่ายยีนกลายพันธุ์และศาสตร์ใหม่ ต่างก็เริ่มระแวดระวังตัวกันมากขึ้น

บางคนก็หันมามองหวังเซวียน จะมีสักกี่คนที่สามารถใช้มือเปล่าฉีกหุ่นยนต์รบได้? ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ฝึกศาสตร์เก่าคนนี้กำลังเยาะเย้ยพวกเขาอยู่ชัดๆ นี่กะจะดูถูกผู้ชายเกือบทุกคนเลยหรือไง?

"เหล่าเฉิน ยังไงซะนายก็ถือเป็นผู้อาวุโส ลงมือโหดเหี้ยมเกินไปหน่อยมั้ง?!" มีคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

หุ่นยนต์รบสีเทาเงินตัวหนึ่งสูงถึงสี่เมตรครึ่ง ผิวโลหะมันวาวเย็นเฉียบดูงดงาม เส้นสายโค้งมนพลิ้วไหว มีคนขับเคลื่อนมันก้าวเข้ามาใกล้

"นี่นายเพิ่งจะรู้จักฉันเป็นครั้งแรกเหรอ?" เหล่าเฉินตอบกลับอย่างเรียบเฉย ภายใต้หน้ากากสีเงิน ท่าทีของเขาดูเย็นชาสุดขีด ราวกับดาบที่ถูกชักออกจากฝัก เปล่งประกายความคมกริบ "คนที่คิดจะฆ่าฉัน หรือเล็งอาวุธสังหารมาที่ฉัน ส่วนใหญ่ก็ลงไปคุยกับรากมะม่วงหมดแล้วล่ะ การที่มันรอดตายมาได้ นอนหยอดน้ำข้าวต้มสักครึ่งปี ก็ถือว่าโชคดีมากแค่ไหนแล้ว"

หลายคนนิ่งเงียบ คนที่รู้จักเหล่าเฉินดี ล้วนรู้ว่านี่คือสไตล์การทำงานของเขาจริงๆ

เพราะแบบนี้แหละ ศัตรูของเหล่าเฉินถึงได้ลดน้อยลงเรื่อยๆ หนึ่งคือโดนเขาฆ่าทิ้งไปเกือบหมดแล้ว สองคือหวาดกลัวจนไม่กล้ามาตอแยด้วย

"ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี วันนี้ฉันขอทดสอบฝีมือนายหน่อยก็แล้วกัน!" เสียงชายวัยกลางคนดังออกมาจากหุ่นยนต์รบสีเทาเงิน ในตอนนั้นเอง ทั่วทั้งตัวหุ่นก็เปล่งแสงสว่างจ้า

เหล่าเฉินเอ่ยขึ้น "คนที่เคยพ่ายแพ้ให้กับศาสตร์เก่าเมื่อหลายปีก่อน จะหันไปซบฝ่ายอื่นฉันก็พอเข้าใจได้ แต่ความเกลียดชังศาสตร์เก่าขนาดนี้มันออกจะเกินไปหน่อยมั้ง หุ่นยนต์รบของนายตอนนี้ผ่านการดัดแปลงมาเป็นพิเศษ มีช่องปล่อยอาวุธพลังงานอยู่เต็มไปหมด แน่ใจนะว่านี่คือการประลอง ไม่ใช่การเปิดศึก?"

มันก็จริง หุ่นยนต์รบสีเทาเงินสว่างวาบ ตั้งแต่ลำตัว แขน ไปจนถึงส่วนหัว ล้วนเต็มไปด้วยช่องปล่อยอาวุธ ที่สามารถยิงลำแสงพลังงานออกมาได้ทั้งสิ้น

เหล่าเฉินพูดต่อ "ฉันขอเตือนนายไว้ก่อนนะ ถ้าภายในเวลาสั้นๆ นี้นายยิงฉันไม่โดน ถึงตอนนั้นฉันจะขับยานรบมายิงนายให้แหลกเลย ถ้าอยากจะสู้กันด้วยอาวุธสงครามให้ได้ ทำไมต้องมาทนขับเศษเหล็กพวกนี้ด้วยล่ะ สู้เอายานรบมายิงถล่มกันเลยไม่ดีกว่าเหรอ!"

ในตอนนั้นเอง ยานรบขนาดกลางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบนโลกเก่า ก็ฉายลำแสงลงมาจับจ้องที่หุ่นยนต์รบสีเทาเงิน นี่คือการเตือนอย่างรุนแรงว่า เขาถูกล็อกเป้าแล้ว ขืนขยับตัวซี้ซั้ว มีหวังถูกยิงแหลกแน่

"ได้ งั้นฉันไปเปลี่ยนหุ่นยนต์รุ่นล่าสุดมา เดี๋ยวจะมาดวลกับนายใหม่" หุ่นยนต์รบสีเทาเงินถอยหลังกลับ แล้วหันหลังเดินจากไป

หวังเซวียนใจสั่น ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าอีกฝ่ายเล่นตุกติก เหล่าเฉินจะหลบพ้นไหมเนี่ย? นี่มันอันตรายยิ่งกว่าตอนที่เขาโดนซุ่มยิงสองครั้งนั้นซะอีก ระยะประชิดขนาดนี้ แถมอาวุธบนหุ่นยนต์รบก็มีอานุภาพทำลายล้างสูงกว่ามากด้วย

เขาหันไปกระซิบถามชิงมู่ด้วยความเป็นห่วง

ชิงมู่กระซิบตอบ "พลังจิตของอาจารย์ผมเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพมาหลายครั้งแล้ว จนสร้างเป็นอาณาเขตแห่งจิตวิญญาณของตัวเองได้ สามารถรับรู้ล่วงหน้าและหลบหลีกอาวุธของหุ่นยนต์รบได้ในระยะเวลาสั้นๆ ครับ"

หวังเซวียนประหลาดใจ เขารู้สึกว่า ต่อไปนี้เขาคงต้องตั้งใจฟังสิ่งที่เหล่าเฉินพูดให้มากขึ้นแล้วล่ะ บางเรื่องก็ดูพึ่งพาได้จริงๆ

คราวก่อนเหล่าเฉินก็เคยพูดอยู่ประโยคหนึ่ง ว่าโดนหลวงจีนผีซ้อมในโลกแห่งจิตวิญญาณจนน่วมไปทั้งคืน!

ตอนนั้นหวังเซวียนไม่ได้ใส่ใจ ที่แท้ก็มีสิ่งที่เรียกว่า อาณาเขตแห่งจิตวิญญาณอยู่จริงๆ ด้วย เหล่าเฉินนี่ร้ายกาจสุดๆ ไปเลย

เมื่อเห็นหวังเซวียนทำหน้างง ชิงมู่จึงอธิบายต่อ "สิ่งที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของพลังจิต ก็คือการกระตุ้นสภาวะสัมผัสเหนือธรรมชาติได้หลายๆ ครั้ง จนทำให้พลังจิตเกิดการเปลี่ยนแปลง และก่อตัวเป็นอาณาเขตแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาครับ"

เขาทอดถอนใจ "น่าเสียดาย ที่เหล่านักพรตยุคก่อนราชวงศ์ฉินล่วงลับไปหมดแล้ว ปรมาจารย์ระดับก่อตั้งก็ไม่เหลือแล้ว ในยุคสมัยนี้ ไม่มีใครสามารถนำทางอาจารย์ผมเข้าไปในแดนเบื้องในได้เลย ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ความแข็งแกร่งของอาจารย์คงไปได้ไกลกว่านี้อีกเยอะเลยล่ะครับ"

อู๋อินพยักหน้าเห็นด้วย "พ่อฉันก็เคยบอกเหมือนกัน ว่าถ้าเป็นในยุคที่ศาสตร์เก่าเฟื่องฟูที่สุด คุณเฉินนี่มีสิทธิ์ก้าวขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับตำนานได้เลยนะ!"

ชิงมู่รู้สึกเสียดายแทนอาจารย์เหลือเกิน ตอนนั้นสี่ผู้อาวุโสแห่งวงการศาสตร์เก่าก็เคยประเมินเหล่าเฉินไว้สูงลิ่ว ว่าในยุคโบราณ อย่างน้อยๆ เขาก็สามารถก่อตั้งสำนักของตัวเองได้สบายๆ ถ้าดีหน่อย ก็อาจจะกลายเป็นยอดฝีมือระดับพระโพธิสัตว์ในแวดวงศาสตร์เก่าได้เลย

ในที่สุดหวังเซวียนก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมเหล่าเฉินถึงยอมทิ้งหน้าตา เพื่อจะขุดคุ้ยเคล็ดวิชาเซียนอวี่ฮว่าจากเขาให้ได้ มันคือความคับแค้นใจนี่เอง!

ความทะเยอทะยานของเหล่าเฉินต้องสูงลิ่วแน่ๆ แต่ยุคสมัยนี้มันไม่เอื้ออำนวยต่อศาสตร์เก่าแล้วจริงๆ ต่อให้หลายสิบปีมานี้เหล่าเฉินจะกระตุ้นสภาวะสัมผัสเหนือธรรมชาติได้หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครสามารถนำทางเขาเข้าไปในแดนเบื้องในได้เลย

ชั่วพริบตาเดียว หวังเซวียนก็รู้สึกว่าเหล่าเฉินไม่ได้ดูเล่นๆ แบบที่คิดไว้แล้ว บางทีเหล่าเฉินในเวอร์ชันที่ดูดุดันและคมกริบราวกับดาบสวรรค์เล่มนี้ต่างหาก ที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเขา

"เหล่าเฉิน นายนี่มันเหมือนเมื่อก่อนเปี๊ยบเลยนะ นิสัยไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ" ชายชราในชุดถังจวงคนหนึ่งเดินลงมาจากยานอวกาศ ท่าทางดูมีสง่าราศีไม่เบา

เขาเอ่ยต่อ "แต่ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ศาสตร์เก่าถึงจุดตกต่ำแล้วจริงๆ กำลังจะถูกกลืนหายไปในหน้าประวัติศาสตร์ นายก็น่าจะรู้ดีว่าศาสตร์ใหม่คืออะไร ในยุคนี้ มันคือสะพานที่เชื่อมต่อไปสู่พลังเหนือธรรมชาติ"

เห็นได้ชัดว่า ชายชราในชุดถังจวงคนนี้ต้องมีภูมิหลังไม่ธรรมดา ถึงขั้นกล้าพูดถึงต้นกำเนิดของศาสตร์ใหม่ ว่าสามารถเชื่อมโยงกับพลังเหนือธรรมชาติได้เลยทีเดียว

พื้นดินบริเวณนั้นเป็นสีน้ำตาลหม่น ในช่วงฤดูกาลนี้ สภาพอากาศบนเทือกเขาชงหลิ่งเลวร้ายมาก จนกลายเป็นดินเยือกแข็งไปหมดแล้ว

เหล่าเฉินเดินวนไปมา ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ แสดงออกมาให้เห็น ภายใต้หน้ากากสีเงินที่เยือกเย็น หัวใจของเขาก็ดูเหมือนจะเย็นชาตามไปด้วย "ฉันไม่เคยต่อต้านเส้นทางอื่นๆ เลย ฉันสนับสนุนการผสมผสานและเรียนรู้อยู่เสมอ เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าขนาดนี้ ใครจะอยากกลับไปอยู่ในยุคหินที่กินเนื้อดิบ

ดื่มเลือดอีกล่ะ? ศาสตร์ใหม่อย่างที่นายว่า มันสามารถเข้าถึงทวยเทพ และก้าวไปสู่พลังเหนือธรรมชาติได้ ใครจะอยากทิ้งล่ะ? ฉันเปิดใจยอมรับและพร้อมจะเรียนรู้เสมอ ขนาดลูกศิษย์ฉันที่มาถึงทางตันของศาสตร์เก่า ขุดเอาศักยภาพออกมาไม่ได้อีกแล้ว ฉันยังแนะนำให้เขาไปศึกษาศาสตร์ใหม่เพื่อหาทางออกเลย แต่พวกนายบางคน ทำไมถึงต้องตีศาสตร์เก่าให้ตายคามือ กดหัวพวกเราไว้ ไม่ให้มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้อีกล่ะ?"

หวังเซวียนยืนฟังอย่างเงียบๆ และตั้งใจ

อู๋อินยืนอยู่ข้างๆ เขา วิเคราะห์จากมุมมองของเธอด้วยเสียงกระซิบ "มีความขัดแย้งทางอุดมการณ์ แล้วก็มีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องด้วย ฉันได้ยินมาว่า เมื่อเร็วๆ นี้ มียอดฝีมือระดับปรมาจารย์ของศาสตร์ใหม่ ไปเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของโลกเก่า เสนอตัวจะเข้ามาดูแลองค์กรสำรวจ และช่วยจัดการเรื่องต่างๆ นี่ขนาดเป็นที่ที่มีคุณเฉินคอยคุมอยู่นะ ลองคิดดูสิว่า ความสัมพันธ์เบื้องหลังมันจะซับซ้อนแค่ไหน ผลประโยชน์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในแต่ละด้านมันมหาศาลมาก ส่วนสถานการณ์ขององค์กรหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์เก่า ตอนนี้ก็ยิ่งเดาทางยากเข้าไปใหญ่เลย"

หวังเซวียนรู้สึกประหลาดใจ มีหลายเรื่องเลยที่เขายังไม่รู้

"นี่เป็นแค่บทวิเคราะห์ของฉันนะ อาจจะผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนจากความจริงไปบ้าง นายก็ฟังหูไว้หูแล้วกัน" อู๋อินยิ้มบางๆ

"มรสุมกำลังตั้งเค้าสินะ" หวังเซวียนพึมพำ

อู๋อินพยักหน้า เอ่ยว่า "องค์กรสำรวจที่คุณเฉินดูแลอยู่เนี่ย ไม่ธรรมดาเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นถ้ำเซียน เนื้อหนังของนักพรตหญิงที่ทิ้งไว้ตั้งแต่สามพันปีก่อน ซึ่งสามารถช่วยต่ออายุให้คนยุคนี้ได้ หรือแม้แต่การค้นพบที่สำคัญอื่นๆ... องค์กรสำรวจก็มักจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นกลุ่มแรกๆ เสมอ"

หวังเซวียนพยักหน้า การวิเคราะห์ของอู๋อินนั้นมีเหตุมีผลมาก

เห็นได้ชัดว่า เรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่าที่อู๋อินเล่ามาเยอะ มีเหตุผลที่หยั่งรากลึกกว่านั้น แต่พวกตาเฒ่าเหล่านี้ก็ไม่ได้เอามาแฉกันตรงๆ

อย่างเหล่าเฉินเนี่ย ถึงแม้จะโกรธจัด แต่ก็ไม่ได้เปิดโปงอะไรออกมาตรงๆ กลับเลือกที่จะตั้งข้อหาหนักๆ ให้อีกฝ่ายแทน

"ในยุคของเหล่านักปราชญ์ ร้อยสำนักประชันขันแข่ง เจิดจรัสและรุ่งโรจน์ราวกับดวงดาวระยิบระยับ แต่ต่อมากลับกวาดล้างสำนักอื่นจนหมดสิ้น ยกย่องแต่เพียงลัทธิขงจื๊อ ในยุคสมัยนี้ พวกนายยังคิดจะใช้วิธีเดิมๆ เลียนแบบคนโบราณอีกล่ะสิ?!" เหล่าเฉินตะคอกถาม

"เหล่าเฉิน นายพูดอะไรของนายน่ะ เปรียบเทียบแบบนั้นมันไม่ถูกนะ พวกเราก็แค่มาประลองแข่งขันกัน ไม่ได้คิดจะกวาดล้างใครให้สิ้นซากซะหน่อย" ชายชราในชุดถังจวงเอ่ยขึ้น

"กวาดล้างให้สิ้นซากงั้นเรอะ? พวกนายมั่นหน้าจริงๆ กล้าพูดคำนี้ออกมาได้ยังไง!" เหล่าเฉินแค่นเสียงเย็นชา

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 51 อุดมการณ์และผลประโยชน์

คัดลอกลิงก์แล้ว