- หน้าแรก
- สุดขอบดาราวิถีเซียนข้ามจักรวาล
- บทที่ 50 ของวิเศษหายาก
บทที่ 50 ของวิเศษหายาก
บทที่ 50 ของวิเศษหายาก
ในที่สุดก็ถึงวันออกเดินทาง หวังเซวียนมาถึงคฤหาสน์ที่คุ้นเคยบริเวณชานเมืองอันเฉิงล่วงหน้า เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้า พวกเขาก็จะออกเดินทางจากที่นี่
"นายจะใส่หน้ากากหนังมนุษย์เทียมด้วยเหรอ?" ชิงมู่ถามเขา
หวังเซวียนพยักหน้า ในตอนนี้เขายังไม่สามารถป้องกันปืนพลังงานและกระสุนสั่งทำพิเศษได้อย่างสมบูรณ์ การทำตัวไม่ให้เป็นจุดสนใจจึงเป็นเรื่องที่ควรทำที่สุด
"ตอนนี้ไม่ใช่ยุคเก่าแล้วนะ ร่องรอยของทุกคนล้วนมีเบาะแสให้สืบตามได้ ถ้าตั้งใจจะสืบประวัติใครจริงๆ ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเจอเบาะแสอยู่ดี"
ชิงมู่บอกเขาว่า ต่อให้ระมัดระวังแค่ไหน ตัวตนที่แท้จริงก็ปิดบังไม่ได้หรอก ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องความลับแตกอยู่ดี
หวังเซวียนย่อมเข้าใจดี แต่เขาแค่ต้องการเวลาเตรียมตัว เมื่อใดที่เขาฝึกวิชากายาทองคำถึงขั้นที่เจ็ดหรือแปด เขาก็จะมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม คาดว่าถึงตอนนั้น อาวุธปืนทั่วไปก็คงทำอันตรายเขาไม่ได้แล้ว
"ครั้งนี้เราจะไปที่ไหนกันครับ?" หวังเซวียนถาม
"ตอนแรกกะว่าจะไปที่ดวงจันทร์ใหม่ หรือไม่ก็ดาวอังคาร แต่พิจารณาแล้วว่าครั้งนี้พวกเขาดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับศาสตร์เก่าเท่าไหร่ เพื่อความปลอดภัย พวกเราเลยเลือกที่จะอยู่บนโลกเก่าดีกว่า"
ท้ายที่สุดแล้ว หากออกไปในห้วงอวกาศลึก แล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และพวกที่ใช้หุ่นยนต์รบก็ย่อมได้เปรียบกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ท้ายที่สุด สถานที่นัดหมายก็ถูกกำหนดไว้ที่เทือกเขาชงหลิ่งบนโลกเก่า
เหล่าเฉินมาถึงแล้ว ผมสั้นสีเงินหนาดกดำเป็นประกายเงางาม กลิ่นอายก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาคมกริบดุจใบมีด แฝงความดุดันราวกับเข็มเหล็กที่พร้อมจะทิ่มแทงผู้คน
ถ้าเขาไม่เปิดปากพูด หวังเซวียนคงไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่านี่คือเหล่าเฉิน เมื่อเทียบกับท่าทีสุขุมเยือกเย็นตามปกติแล้ว ตอนนี้เขาดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยทีเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขาสวมหน้ากากสีเงินที่ดูเย็นชา ก็ยิ่งจำไม่ได้เข้าไปใหญ่ ไม่สามารถเชื่อมโยงภาพลักษณ์ที่ดูดุดันนี้เข้ากับเพื่อนร่วมงานรุ่นใหญ่ที่แสนจะอบอุ่นตามปกติได้เลย
เหล่าเฉินพยักหน้าให้ชิงมู่กับหวังเซวียน โดยไม่พูดอะไร เดินเข้าไปพักผ่อนในห้องเงียบ ทั่วร่างแผ่ซ่านไปด้วยความลึกลับ เงียบสงบ และหนักแน่นดั่งขุนเขา
หน้ากากหนังมนุษย์เทียมที่หวังเซวียนเลือกใช้ในครั้งนี้ เป็นหน้ากากชายหนุ่มชาวตะวันออกทั่วไป ดูอ่อนเยาว์และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
เขาได้ยินชิงมู่บอกว่า คู่ต่อสู้ในครั้งนี้มีทุกชนชาติ หลากหลายสายพันธุ์ มาจากองค์กรและพันธมิตรที่แตกต่างกัน เขาจึงตั้งใจเลือกหน้ากากใบนี้
"ได้เวลาไปแล้ว" ชิงมู่ยืนอยู่หน้าหน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองเห็นยานอวกาศขนาดใหญ่สีเทาเงินปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า ชะลอความเร็วลง และร่อนลงจอดที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่หลังคฤหาสน์
นึกไม่ถึงว่าจะเป็นคนของตระกูลอู๋ มีบุคคลสำคัญเดินทางมาด้วย เพื่อร่วมเดินทางไปเทือกเขาชงหลิ่งกับเหล่าเฉิน และแน่นอนว่ามาเพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการดวลอันดุเดือดครั้งนี้ด้วย
ไม่ว่าจะมองมุมไหน ในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ที่อนาคตยังไม่ชัดเจน หรืออาจจะดูมืดมนด้วยซ้ำ การที่ตระกูลอู๋ยังคงมาปรากฏตัว และอาสาพาเหล่าเฉินไปส่ง ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจแล้ว
หวังเซวียนรู้ดีว่า ตระกูลอู๋กำลังเผชิญกับปัญหาบางอย่างที่ดูเหมือนจะต้องพึ่งพาคนฝึกศาสตร์เก่าเท่านั้นถึงจะแก้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้เขารู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย
"ไปกันแค่สามคนเองเหรอครับ?" หวังเซวียนประหลาดใจ นอกจากเขา เหล่าเฉิน และชิงมู่แล้ว ก็ไม่มีใครร่วมเดินทางไปด้วยเลย
"พวกเราสามคนก็พอแล้วครับ งานนี้หลักๆ คืออาจารย์ผมเป็นคนลงมือ" ชิงมู่มีสีหน้าหนักอึ้ง มองแผ่นหลังของอาจารย์ด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจนัก
เขาเสริมว่า จะมียอดฝีมือศาสตร์เก่าจากที่อื่นเดินทางไปสมทบที่เทือกเขาชงหลิ่งด้วย ในขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของโลกเก่าก็จะส่งตัวแทนไปร่วมเป็นสักขีพยาน และเพื่อเป็นการป้องปรามไปในตัว
อู๋เฉิงหลินออกมาต้อนรับเหล่าเฉินด้วยตัวเอง ด้วยท่าทีที่สุภาพและให้เกียรติเป็นอย่างยิ่ง
อู๋อินเดินตามหลังอู๋เฉิงหลินมาติดๆ สวมชุดกระโปรงที่ดูเรียบร้อยสง่างาม รูปร่างโค้งเว้าได้สัดส่วน บนใบหน้าขาวเนียนประดับด้วยรอยยิ้มหวานละมุน หลังจากแสดงความเคารพเหล่าเฉินแล้ว เธอก็หันมาทักทายชิงมู่และหวังเซวียนอย่างเป็นกันเอง
หวังเซวียนแอบแปลกใจ นึกไม่ถึงว่าอู๋อินจะมีมุมแบบนี้ด้วย ดูเหมือนว่าเธอจะเลือกปฏิบัติกับคนแต่ละคนไม่เหมือนกันสิเนี่ย หลายครั้งที่เขาเจอเธอ เขามักจะได้สัมผัสกับอารมณ์ร้ายๆ ของเธออยู่เสมอ
"ท่านนี้คือ..." อู๋อินส่งยิ้มบางๆ เธอยืนตัวตรงสง่างาม ผิวพรรณขาวเนียนเปล่งปลั่ง กิริยามารยาทดูนุ่มนวลและสุภาพเรียบร้อย
"เขาคือหวังเซียวครับ" ชิงมู่แนะนำ
"เรียกผมว่าเสี่ยวหวังก็ได้ครับ" เสียงของหวังเซวียนทุ้มนุ่มมีเสน่ห์ ช่วยไม่ได้นี่นา หลังจากดัดเสียงแล้ว โทนเสียงแบบนี้ถือว่าปกติที่สุด แถมยังฟังดูดีอีกต่างหาก
รอยยิ้มของอู๋อินไม่จางหาย แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกๆ หรือถึงขั้นไม่ชอบใจด้วยซ้ำ เพราะพอได้ยินคำว่า 'เสี่ยวหวัง' เธอก็เผลอไปนึกถึงเรื่องอื่นขึ้นมาทันที
อย่างเช่น หวังเซวียนคนที่ทำให้เธอโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเมื่อเร็วๆ นี้ ก็มักจะถูกเพื่อนสนิทอย่างฉินเฉิงและคนอื่นๆ เรียกว่า 'เหล่าหวัง' อยู่บ่อยๆ
แต่ในสายตาของเธอ ชายหนุ่มตรงหน้านี้มีแววตาสดใส ซื่อตรง และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต แถมรอยยิ้มของเขาก็ยังดูอบอุ่นและเป็นมิตรอีกด้วย มองยังไงก็ดูดีกว่าหวังเซวียนคนนั้นตั้งเยอะ
ถ้าหวังเซวียนรู้ความคิดของเธอ คงต้องถอนหายใจและยอมรับว่า อคติที่ฝังหัวนี่มันน่ากลัวจริงๆ ถึงขั้นส่งผลต่อรสนิยมและการตัดสินคนได้เลยทีเดียว
เขารู้สึกว่า ใบหน้าปลอมนี้ดูแย่กว่าใบหน้าจริงของเขาตั้งเยอะ
"เสี่ยวหวังเขาไม่ธรรมดาเลยนะ เห็นยังเด็กแบบนี้ แต่มีพรสวรรค์ในด้านศาสตร์เก่าสูงมาก แม้แต่ฉันในตอนนี้ ก็อาจจะไม่ใช่คู่มือของเขาแล้วล่ะ"
ชิงมู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความทอดทอนใจ ครั้งนี้เขาไม่ได้พูดเกินจริงเลย ความรู้สึกเศร้าหมองนั้นไม่ได้ถูกปิดบังแต่อย่างใด เส้นทางของเขามาถึงทางตันแล้วจริงๆ
อู๋อินตกใจมาก ชายหนุ่มอายุเพิ่งจะยี่สิบต้นๆ คนนี้เก่งกาจขนาดนั้นเลยเหรอ? มันจะน่าทึ่งเกินไปแล้ว!
ในยุคที่ศาสตร์เก่าตกต่ำเช่นนี้ แทบจะไม่มีคนหนุ่มสาวคนไหนสามารถสงบจิตสงบใจศึกษาศาสตร์เก่าได้เลย ต่อให้มีฝีมือก็คงไม่น่าจะเก่งกาจอะไรมากมาย ท้ายที่สุดแล้วอายุก็ยังน้อยอยู่
หรือว่านี่จะเป็นเฉินหย่งเจี๋ยคนที่สอง? เธอประหลาดใจมาก ชายหนุ่มตรงหน้าแม้จะเทียบไม่ได้กับเหล่าเฉินในวัยหนุ่ม แต่ก็คงไม่ด้อยไปกว่ากันเท่าไหร่แน่
หลายคนรู้ดีว่า เหล่าเฉินเริ่มฝึกศาสตร์เก่ามาตั้งแต่เด็ก ฝีมือพัฒนาอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด จนมีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆ
อู๋อินเริ่มให้ความสำคัญกับเขาขึ้นมาทันที ครั้งนี้ที่ตระกูลของเธอร่วมมือกับองค์กรสำรวจ ก็เพื่อหวังจะเชิญยอดฝีมือศาสตร์เก่าจากที่นี่ไปช่วยงาน
ต่อให้เชิญเหล่าเฉินไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องเชิญยอดฝีมือศาสตร์เก่าที่มีชื่อเสียงไปให้ได้สักหลายๆ คน เสี่ยวหวังตรงหน้านี้ยังหนุ่มยังแน่นขนาดนี้ สมควรอย่างยิ่งที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจดึงตัวมาให้ได้
ในขณะเดียวกัน อู๋อินก็มีความคิดอื่นแอบแฝงอยู่ด้วย ถ้าสามารถดึงตัวเสี่ยวหวังเข้ามาร่วมทีมสำรวจของตระกูลได้ ให้เขากลายเป็นคนกันเอง แล้วส่งเขาไป 'สั่งสอน' หวังเซวียนจอมกวนประสาทคนนั้น คงจะเป็นอะไรที่น่าดูชมไม่น้อยเลยทีเดียว
แน่นอนว่า การสนทนาตลอดการเดินทางนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นและสนุกสนาน
อู๋อินรูปร่างได้สัดส่วน โค้งเว้าชัดเจน เธอพาหวังเซวียนเดินชมรอบๆ ยานอวกาศ หลังจากนั่งลง เธอก็พูดคุยเจื้อยแจ้วด้วยถ้อยคำที่สละสลวยและมีไหวพริบ แม้ชิงมู่จะขอตัวไปอยู่เป็นเพื่อนเหล่าเฉิน ทิ้งให้เธออยู่กับหวังเซวียนเพียงลำพัง บรรยากาศก็ไม่ได้เงียบเหงาลงเลย
หวังเซวียนหันไปมองเธอ เธอแต่งหน้าอ่อนๆ ใบหน้าสวยหวาน จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากแดงระเรื่อเป็นประกาย น้ำเสียงนุ่มนวล ความคิดความอ่านก็เฉียบแหลม ดูเซ็กซี่แต่ก็ไม่ทิ้งความฉลาดและมีเสน่ห์
เขาสงสัยว่า เปลี่ยนตัวคนมาหรือเปล่าเนี่ย? อู๋อินมีฝาแฝดรึเปล่า? อู๋อินตรงหน้านี้ไม่ว่าจะบุคลิกหรือการปฏิบัติตัวต่อผู้คน ล้วนแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
"คนเรานี่ต่างกันจริงๆ นะคะ เสี่ยวหวัง คุณน่ะถ่อมตัวมาก เก่งขนาดนี้แต่ก็ยังทำตัวไม่เป็นจุดเด่น หาได้ยากจริงๆ ค่ะ ไม่เหมือนคนวัยเดียวกันบางคนเลย..." พูดถึงตรงนี้ อู๋อินก็ส่ายหน้าเบาๆ
พอหวังเซวียนได้ยิน ก็รู้ทันทีว่าเธอกำลังปูทางอยู่ แต่เธอก็รู้จักพูดจาหว่านล้อม ครั้งนี้ก็แค่พูดเกริ่นๆ ไว้ ยังไม่ลงรายละเอียด เดาว่าถ้าเจอกันครั้งหน้า คงได้ใส่ไฟเขาชุดใหญ่แน่
เขาแอบสบถในใจ 'อู๋อิน เธอนี่มันร้ายจริงๆ นี่กะจะหลอกให้ฉันไปอัดตัวเองเลยใช่ไหมเนี่ย?!'
เทือกเขาชงหลิ่งอยู่ไกลมาก แต่ยานอวกาศมีความเร็วสูง แม้จะบินด้วยความเร็วต่ำ ก็ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง
นี่คือที่ราบสูง ซึ่งมีความสูงเฉลี่ยเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 4,500 เมตร ภูเขาสูงตระหง่านหลายลูกมีความสูงกว่า 6,000 เมตรเลยทีเดียว
เทือกเขาชงหลิ่ง เคยเป็นเส้นทางผ่านที่สำคัญของเส้นทางสายไหมในยุคโบราณ และในยุคหลังก็ถูกเรียกว่า ที่ราบสูงปามีร์
ด้วยความสูงระดับนี้ ประกอบกับเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ทั่วทั้งที่ราบสูงจึงถูกปกคลุมไปด้วยสีน้ำตาลหม่น ต้นไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยวไปหมดแล้ว สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติถือว่าเลวร้ายมาก
บนลานกว้างมียานอวกาศจอดอยู่เรียงราย ส่วนบนยอดเขาบางแห่งก็มียานรบขนาดเล็กจอดซุ่มอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น บนท้องฟ้าก็ยังมียานรบบินวนเวียนอยู่ ไม่ยอมร่อนลงจอด
หวังเซวียนตระหนักได้ทันทีว่า ทุกฝ่ายที่มาพบปะกันที่นี่ล้วนเตรียมตัวมาอย่างดี เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยานรบขนาดใหญ่ลอบโจมตีจากด้านหลัง จึงต้องคานอำนาจกันและกัน
นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของโลกเก่าก็มาถึงแล้วเช่นกัน ไม่เพียงแต่มาเพื่อรับรองและเป็นสักขีพยานเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะงานนี้เกี่ยวข้องกับสมบัติในตำนานประวัติศาสตร์ที่เพิ่งขุดพบด้วย
อู๋อินกระซิบว่า "ไข่มุกสุยโหวนี่ไม่ใช่ของวิเศษที่เลื่อนลอยไร้ตัวตนนะ มีบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เลย เป็นหนึ่งในสองสมบัติล้ำค่าที่สุดในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว ตีคู่มากับหยกเหอซื่อปี้เลยล่ะ"
หวังเซวียนย่อมรู้ดีถึงสาเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้ มีคนอยากจะเอาไข่มุกสุยโหวไป ย่อมต้องมีคนอยากจะขัดขวาง ท้ายที่สุดก็เลยต้องมาเจรจากันที่เทือกเขาชงหลิ่ง เพื่อหาข้อยุติ
เหล่าเฉินเคยบอกเขาเป็นการส่วนตัวว่า ไข่มุกเม็ดนี้เป็นของที่นักพรตยุคก่อนราชวงศ์ฉินได้มาจากการสังหารมังกร ว่ากันว่าบนนั้นมีคัมภีร์สลักไว้แน่นเอี้ยด ถือเป็นของวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง
แต่เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไข่มุกสุยโหวเม็ดนี้เป็นของจริงหรือของปลอม เพราะในอดีตก็เคยมีการขุดพบอยู่เรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็พบว่าเป็นของปลอมทั้งนั้น
ร่างกายของอู๋อินมีกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมา เธอยืนอยู่เคียงข้างหวังเซวียน พวกเขาลงจากยานอวกาศมาพักใหญ่แล้ว กำลังทอดสายตามองทิวเขาที่เรียงรายอยู่ไกลๆ
เมื่อเหล่าเฉินก้าวลงจากยานอวกาศ ก็มีคนกลุ่มใหญ่กรูเข้ามาต้อนรับทันที ไม่ว่าจะเป็นคู่ปรับหรือเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน ทุกคนต่างก็ให้ความสำคัญกับเขา ไม่กล้าทำตัวเสียมารยาท
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงคนส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางส่วนที่แสดงท่าทีเย็นชา ยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ยอมขยับเขยื้อนแม้แต่ก้าวเดียว
"คุณเฉิน!" มีคนตะโกนเรียกเสียงดังลั่น พร้อมกับพุ่งตรงเข้ามาใกล้ ฟังจากเสียงแล้วเป็นผู้ชาย เขาสวมหุ่นยนต์รบรูปร่างคล้ายมนุษย์ขนาดเล็ก สูงเกือบสามเมตร ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนพื้นดินนั้นหนักแน่นและทรงพลัง แผ่รังสีแห่งความกดดันออกมา
"ผมโตมากับเรื่องราวของคุณเฉินเลยล่ะครับ ชื่นชมคุณมากๆ แต่คุณเฉินไม่ได้ลงมือมานานหลายปีแล้ว แถมตอนนี้ก็อายุเกือบจะหกสิบแล้ว ยังจะไหวอยู่เหรอครับ? คนที่ฝึกศาสตร์เก่า พออายุถึงวัยนี้ก็เริ่มถดถอย เลือดลมก็ค่อยๆ แห้งเหือดไป เพื่อความปลอดภัย ผมว่าให้ผมลองทดสอบสภาพร่างกายของคุณเฉินดูก่อนดีกว่า จะได้ไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝันตอนที่ลงสนามจริง จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมเลือดตกยางออกไปซะเปล่าๆ"
ชั่วพริบตา ทั่วทั้งลานกว้างก็ตกอยู่ในความเงียบงัน หลายคนคาดไม่ถึงเลยว่า จะมีคนเปิดฉากท้าทายกันดื้อๆ แบบนี้
ชิงมู่โกรธจัดขึ้นมาทันที การเจรจาในครั้งนี้ มีคนพกความมุ่งร้ายมาเต็มเปี่ยมจริงๆ ด้วย พวกเขาเพิ่งจะก้าวลงจากยานอวกาศ นักรบหุ่นยนต์โนเนมคนหนึ่งก็โผล่มาท้าทาย หวังจะแสดงอำนาจข่มขวัญใครกัน?!
ใครบ้างจะไม่รู้ว่านี่มันเรื่องอะไร? การทำแบบนี้ก็เพื่อจงใจหักหน้าเหล่าเฉิน และสร้างความรำคาญใจให้กับพวกที่ฝึกศาสตร์เก่าก็เท่านั้นเอง
ฝ่ายตรงข้ามก็รู้ดีว่า วิธีการนี้มันไม่ค่อยฉลาดนัก หรืออาจจะดูต่ำช้าด้วยซ้ำ แต่ก็ยังเลือกที่จะทำแบบนี้ เรียบง่ายแต่ป่าเถื่อน พุ่งเป้ามาที่เหล่าเฉินโดยตรง ถือเป็นการยั่วยุอย่างรุนแรง
และในสายตาของชิงมู่ นี่ก็เป็นการหยามเกียรติอาจารย์ของเขาเช่นกัน เหล่าเฉินมีชื่อเสียงโด่งดังขนาดนั้น แต่กลับมีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้โผล่มาหาเรื่องแบบไร้สาระ มันเกินไปแล้วจริงๆ
อันที่จริง ต่อให้เป็นคนที่ไม่ถูกกับเหล่าเฉิน หรืออยู่คนละขั้วอำนาจ ก็ยังมีหลายคนที่ไม่พอใจกับเหตุการณ์นี้ ทำหน้าเคร่งเครียด รู้สึกว่ามันล้ำเส้นเกินไป
ในกลุ่มผู้สนับสนุนหุ่นยนต์รบ ยีนกลายพันธุ์ และศาสตร์ใหม่ ก็มีหลายคนออกโรงตวาดเสียงดัง มองว่าการกระทำแบบนี้มันเกินกว่าเหตุ
เหล่าเฉินโบกมือให้ชิงมู่ถอยไป ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาชายคนนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า "เอาสิ นายอยากจะทดสอบสภาพร่างกายฉันนักใช่ไหม เข้ามาเลย"
"ได้เลยครับ เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้อาวุโส ผมจะไม่ใช้อาวุธปืนก็แล้วกัน" นักรบหุ่นยนต์คนนั้นชักดาบเล่มโตยาวเกือบสองเมตรออกมาเสียงดังเช้ง ก่อนจะวิ่งเข้าใส่ ทำเอาพื้นดินสั่นสะเทือน เมื่อเข้ามาใกล้ เขาก็เงื้อดาบเล่มโตในมือฟาดฟันอย่างสุดแรง ประกายดาบสีเงินสะท้อนแสงวาบวับราวกับสายฟ้าแลบ
ตอนแรกเหล่าเฉินยืนนิ่งไม่ไหวติง จนกระทั่งอีกฝ่ายเข้ามาประชิดและเงื้อดาบฟัน เขาถึงเบี่ยงตัวหลบ และพุ่งสวนกลับไปอย่างรวดเร็ว เสียงปังดังสนั่น เขาฟาดฝ่ามือเข้าที่หน้าอกของนักรบหุ่นยนต์คนนั้นอย่างจัง
แกรก!
เสียงแตกหักดังลั่นน่าสะพรึงกลัว หุ่นยนต์รบเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ ปรากฏรอยร้าวขึ้นถี่ยิบ ก่อนจะแตกละเอียดเสียงดังปัง ชิ้นส่วนร่วงกราวเกลื่อนพื้น
ชายหนุ่มลูกครึ่งอายุราวสามสิบปีร่วงหล่นลงมาจากซากหุ่นยนต์ เลือดกลบปาก ล้มตึงลงกับพื้น นอนนิ่งไม่ไหวติง
"นี่มัน..." หวังเซวียนถึงกับอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เหล่าเฉินถึงกับใช้มือเปล่าทุบหุ่นยนต์รบจนแหลกละเอียดได้ เหนือความคาดหมายของเขาไปไกลลิบเลย!
ทั่วบริเวณตกอยู่ในความเงียบกริบ หลายคนถึงกับม่านตาหดเกร็งด้วยความตกตะลึง!
"สิบปีที่ไม่ได้ลงมือ หลายคนคงลืมฉันไปแล้วสินะ" เหล่าเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ผมสั้นสีเงินหนาดกดำ สวมหน้ากากสีเงินที่ดูเย็นชาไม่แพ้กัน เขายืนหยัดอยู่ตรงนั้น กวาดสายตามองไปรอบๆ สายตาของเขากวาดผ่านไปทางไหน หลายคนก็ถึงกับหลบสายตา ไม่กล้าสบตาด้วยเลยทีเดียว
(จบบท)