- หน้าแรก
- สุดขอบดาราวิถีเซียนข้ามจักรวาล
- บทที่ 49 ร่างกายดึงดูดเซียน
บทที่ 49 ร่างกายดึงดูดเซียน
บทที่ 49 ร่างกายดึงดูดเซียน
หวังเซวียนรู้สึกเลื่อมใสขึ้นมาทันที เหล่าเฉินกำลังจะออกโรงเบิกทางสายใหม่ให้ศาสตร์เก่าแล้วสินะ!
สภาพแวดล้อมในปัจจุบันย่ำแย่มาก ศาสตร์เก่าถูกทอดทิ้งอย่างเป็นทางการแล้ว หลายคนมองว่าศาสตร์ใหม่คือความหวัง และคนที่ฝึกศาสตร์เก่าก็ไม่มีทางไปต่อได้อีกแล้ว
หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะไม่มีใครฝึกศาสตร์เก่าอีก และเส้นทางสายนี้ก็จะสูญสิ้นไปอย่างสมบูรณ์
"ผู้อาวุโสเจิ้งจากไปเมื่อสามปีก่อน ผู้อาวุโสเหมียวจากไปเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน ผู้อาวุโสซุนจากไปเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว และผู้อาวุโสจงก็เพิ่งจากไปเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีนี้เอง แม้ทุกท่านจะมีอายุเกินร้อยปี แต่ก็ไม่มีใครสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นไปได้ น่าเสียดายจริงๆ ที่ทุกท่านจากไปหมดแล้ว" ชิงมู่ทอดถอนใจด้วยความโศกเศร้า "ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายจริงๆ สี่ผู้อาวุโสแห่งวงการศาสตร์เก่าทยอยจากไปทีละคน ยุคสมัยหนึ่งแทบจะปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แล้ว"
มีบางอย่างที่เขาไม่ได้พูดออกมา นั่นคือในช่วงไม่กี่ปีมานี้ บุคคลสำคัญในแวดวงศาสตร์เก่าทยอยเสียชีวิตลงทีละคน ทำให้สถานการณ์ของศาสตร์เก่ายิ่งดูง่อนแง่นสั่นคลอน
ท้ายที่สุดแล้ว ตอนที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่ พวกท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมาก และมีความสัมพันธ์อันดีกับขุมกำลังใหญ่ๆ หลายแห่ง เมื่อหลายสิบปีก่อนตอนที่พวกท่านอยู่ในจุดสูงสุดของความแข็งแกร่ง พวกท่านก็เคยร่วมมือกับองค์กรต่างๆ อย่างใกล้ชิด และมีสายสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่าย
แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ พวกท่านทยอยเสียชีวิตลง เครือข่ายความสัมพันธ์ของศาสตร์เก่ากับฝ่ายต่างๆ ก็แทบจะขาดสะบั้นลงไปด้วย
"ก็ยังมีฉันอยู่นี่ไง? ยังไงซะฉันก็น่าจะนับเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งในแวดวงศาสตร์เก่าได้อยู่นะ?" เหล่าเฉินเอ่ยขึ้น
ชิงมู่มีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที เอ่ยว่า "ก็เพราะแบบนี้แหละครับ อาจารย์ถึงยิ่งไม่ควรลงมือ ถ้าอาจารย์ล้มลงไปอีกคน ศาสตร์เก่าก็ยิ่งมืดมนลงไปอีก ยุคสมัยที่พวกอาจารย์ค้ำจุนไว้ก็จะปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ และในสายตาของหลายๆ คน ศาสตร์เก่าก็คงจะถึงคราวอวสานแล้วล่ะครับ!"
หวังเซวียนตกใจมาก เหล่าเฉินเก่งกาจขนาดนี้เลยเหรอ ดูอายุแค่ห้าหกสิบเอง แต่ชื่อเสียงกลับเทียบชั้นได้กับสี่ผู้อาวุโสแห่งวงการศาสตร์เก่าที่มีอายุเป็นร้อยปีเลยเนี่ยนะ?
ราวกับอ่านใจเขาออก ชิงมู่เอ่ยขึ้นว่า "ชื่อเสียงของอาจารย์ได้มาจากการต่อสู้จริงครับ แม้อายุจะน้อยกว่าสี่ผู้อาวุโส และชื่อเสียงอาจจะยังสู้ไม่ได้ แต่ทุกฝ่ายต่างก็รู้ดีถึงความแข็งแกร่งของอาจารย์"
หวังเซวียนใจสั่น ดูเหมือนเขาจะประเมินความอันตรายของเหล่าเฉินต่ำไปจริงๆ เก่งกาจจนน่ากลัว มิน่าล่ะเหล่าเฉินถึงบอกว่า ซุนหรงคุนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน พอเจอหน้าเหล่าเฉินก็ต้องยอมลดตัวลงไปเป็นลูกศิษย์เลยทีเดียว
"เหล่าเฉิน ท่านระวังตัวหน่อยนะ ทำไมผมถึงรู้สึกว่าชิงมู่ดูมองโลกในแง่ร้ายจัง ท่านอย่าฝืนตัวเองนะ" หวังเซวียนเป็นห่วงเขาจริงๆ ถามว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
"ไม่มีอะไรใหม่หรอก ศาสตร์เก่า หุ่นยนต์รบ ยีนกลายพันธุ์ แล้วก็ศาสตร์ใหม่ในตอนนี้ พอถึงเวลาหนึ่งก็ต้องเอาความแข็งแกร่งมาวัดกัน โลกเก่าเพิ่งจะขุดพบสมบัติล้ำค่าในตำนานประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่ง ทุกฝ่ายก็เลยจะมาเจรจากัน ฉันเดาว่าคงมีคนอยากจะเหยียบย่ำศาสตร์เก่าให้จมดิน ไม่ให้พวกเรามีโอกาสลืมตาอ้าปากได้อีก เพราะงั้น ฉันก็เลยทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว หลังจากผ่านไปหลายปี ฉันจะต้องลงมืออีกครั้ง"
เหล่าเฉินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่หวังเซวียนกลับรับรู้ได้ถึงความน่ากลัวและอันตรายที่แฝงอยู่ การเจรจาครั้งนี้ดูจะไม่เป็นมิตรกับศาสตร์เก่าเอาซะเลย
"ยังไงก็ต้องมีคนออกหน้า" เหล่าเฉินยังคงสงบนิ่ง แต่ก็ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่และไร้ความหวาดกลัวของเขา
ชิงมู่ย่อมรู้ดีถึงผลกระทบที่จะตามมา หากเหล่าเฉินไม่ออกหน้า ยอดฝีมือคนอื่นๆ ในแวดวงศาสตร์เก่าก็คงสู้พวกหุ่นยนต์รบ ศาสตร์ใหม่ หรือยีนกลายพันธุ์ไม่ได้ และศาสตร์เก่าก็คงค่อยๆ ตายจากไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หวังเซวียนอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น "เหล่าเฉิน ในระยะเวลาสั้นๆ นี้ พลังของท่านยังเพิ่มขึ้นได้อีกไหม ต้องการอะไรหรือเปล่า?"
เขากลัวจริงๆ ว่าเหล่าเฉินจะถูกตีตาย อายุตั้งป่านนี้แล้ว ยังจะไปร่วมงานเสี่ยงตายเพียงเพราะเลือดที่ยังสูบฉีดอยู่ในกาย ระวังจะเอาชีวิตไปทิ้งซะล่ะ
เหล่าเฉินพยักหน้า เอ่ยว่า "ถ้ามีเคล็ดวิชาล้ำเลิศ หรือคัมภีร์ลับฉบับเดียวในโลก ฉันอาจจะเอามาอ้างอิงได้บ้าง"
หวังเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "ผมมีวิชาทางร่างกายที่ร้ายกาจมากอยู่ชุดหนึ่ง ถึงจะไม่ค่อยเหมาะจะฝึกเท่าไหร่ เพราะมันอาจทำให้ตายได้ แต่มันลึกล้ำมากจริงๆ ไม่รู้ว่าจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านได้ไหม"
เขากล่าวถึงคัมภีร์แผ่นทองคำห้าหน้าที่จางเต้าหลิงทิ้งไว้ วิชาทางร่างกายชนิดนี้ฝึกยากมาก แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากสามารถบรรลุได้ ย่อมสามารถครอบครองพลังอำนาจอันไร้ขีดจำกัดได้อย่างแน่นอน
เขาเพิ่งจะฝึกกระบวนท่าเริ่มต้นสำเร็จ ก็สามารถต้านทานซุนหรงคุน และรอดพ้นจากหายนะถึงชีวิตมาได้แล้ว
ชิงมู่ตกใจมาก รีบห้ามปรามทันที "ไม่ได้นะ ขืนฝึกของพรรค์นั้นมีหวังตายแน่ๆ เมื่อก่อนอาจารย์ฉันเคยฝึกไปครึ่งบท ตั้งแต่นั้นมาผมก็หงอกไปเลย แล้วก็ไม่กลับมาดำอีกเลย แค่รอดมาได้ก็ถือว่าปาฏิหาริย์แล้ว ตอนนี้ห้ามไปยุ่งกับมันอีกเด็ดขาด"
หวังเซวียนประหลาดใจ เหล่าเฉินเคยฝึกวิชาทางร่างกายระดับนี้ด้วยเหรอ?
หลายปีผ่านไป แม้ผมของเหล่าเฉินจะไม่ได้กลับมาดำสนิท แต่ก็ไม่ได้ขาวโพลนไปทั้งหัว ยังคงสภาพเดิมเหมือนตอนนั้น และไม่ได้รับอันตรายร้ายแรงอะไร
"ตอนนั้น สี่ผู้อาวุโสแห่งวงการศาสตร์เก่า บุกขึ้นไปบนอารามบรรพบุรุษของลัทธิเต๋าด้วยกัน ร่วมมือกันกดดัน เพื่อขอดูคัมภีร์ลับสุดยอดของที่นั่นให้ฉัน ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้นี่เอง น่าเสียดายที่สี่ผู้อาวุโสทยอยจากไปกันหมดแล้ว" เหล่าเฉินทอดถอนใจ
หวังเซวียนสะเทือนใจ สี่ผู้อาวุโสแห่งวงการศาสตร์เก่ารักและเอ็นดูคนรุ่นหลังมากจริงๆ เพื่อเหล่าเฉิน ถึงขั้นไปกดดันอารามบรรพบุรุษของลัทธิเต๋า ช่างน่านับถือและน่ายกย่องจริงๆ
"น่าเสียดาย หลังจากที่ฉันศึกษาและฝึกไปได้แค่ครึ่งบทก็ทนไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ได้สี่ผู้อาวุโสช่วยชีวิตไว้สุดกำลัง ก็คงไม่มีฉันในวันนี้หรอก" เหล่าเฉินนึกถึงความดีของสี่ผู้อาวุโสด้วยความเศร้าโศก
ชิงมู่เองก็เศร้าใจไม่แพ้กัน แน่นอนว่าเขาเคยตามอาจารย์ไปคารวะผู้อาวุโสเหล่านั้น สี่ผู้อาวุโสดูแลเขาเป็นอย่างดี ทว่าเขากลับเดินบนเส้นทางศาสตร์เก่าได้ไม่ราบรื่นนัก เทียบกับเหล่าเฉินไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
เพียงแค่ได้ยินเรื่องราวสั้นๆ หวังเซวียนก็รู้สึกชื่นชมผู้อาวุโสเหล่านั้นมาก น่าเสียดายที่พวกท่านทยอยเสียชีวิตลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้
"ผมทำให้ท่านอาจารย์ต้องอับอายแล้ว" ชิงมู่ก้มหน้าลง
เหล่าเฉินส่ายหน้า เอ่ยว่า "ฉันไม่ได้ต่อต้านศาสตร์ใหม่ ยีนกลายพันธุ์ หุ่นยนต์รบ หรือหนทางอื่นๆ ที่ช่วยให้แข็งแกร่งขึ้นหรอกนะ สามารถเรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้ นายเดินมาสุดทางของศาสตร์เก่าแล้ว ถ้าในอนาคตสามารถนำวิธีการอื่นๆ มาผสมผสานได้ ก็ยังถือว่าเป็นหนทางที่ถูกต้องอยู่นะ"
ชิงมู่รู้สึกหดหู่ใจ เขาตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนอย่างหนัก รีดเร้นศักยภาพออกมาจนหมดสิ้น แต่ความสำเร็จสูงสุดของเขาก็เทียบเท่ากับซุนหรงคุนตอนที่บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น
ท้ายที่สุด ชิงมู่ก็ทอดถอนใจ "หวังว่าศิษย์พี่เว่ยจะทำสำเร็จ สามารถไปถึงจุดสูงสุดบนเส้นทางศาสตร์เก่าได้ และไม่ทำให้อาจารย์ต้องผิดหวัง แต่เขาจากไปตั้งสิบปีแล้ว ไม่มีข่าวคราวส่งมาเลย ผมเป็นห่วงเขาจริงๆ"
เหล่าเฉินไม่ได้พูดเรื่องนี้ต่อ แต่หันมามองหวังเซวียนพลางเอ่ยว่า "วิชาทางร่างกายที่จางเต้าหลิงทิ้งไว้ ตอนนี้ฉันไม่กล้าฝึกหรอก ฉันรู้สึกว่าพวกวิชาที่มีต้นกำเนิดมาจากลัทธิเต๋าตอนนี้ไม่ค่อยเหมาะกับฉันเท่าไหร่ กลับกลายเป็นว่า เพลงหมัดลึกลับที่ได้มาจากหลวงจีนชรา ทำให้ฉันมองเห็นหนทางใหม่แล้วล่ะ"
จากนั้น เขาก็เตือนหวังเซวียนว่า "ฉันคิดว่า ช่วงนี้นายก็ไม่ควรหมกมุ่นกับคัมภีร์แผ่นทองคำมากเกินไปนะ ถึงฉันจะไม่เคยเห็น แต่งฉันก็รู้ดีว่า ของพรรค์นี้ ต่อให้อยู่ในระดับอวี่ฮว่า ก็ยังถือเป็นวิชาทางร่างกายที่ร้ายกาจสุดๆ นายอย่าไปฝึกสุ่มสี่สุ่มห้าล่ะ เดี๋ยวจะธาตุไฟแตกซ่านเอาได้นะ"
หวังเซวียนพยักหน้ารับ ตอนนี้เขาก็ฝึกแค่กระบวนท่าเริ่มต้นในหน้าแรกเท่านั้น แถมยังเป็นการฝึกในแดนเบื้องใน โดยอาศัยปัจจัยลี้ลับอันเข้มข้นมาช่วยฟื้นฟูอวัยวะภายในอย่างต่อเนื่อง ถึงได้ฝึกสำเร็จ
"นายยังมีวิชาศาสตร์เก่าอื่นๆ อีกไหม? คล้ายๆ กับที่หลวงจีนชราสอนน่ะ อย่างเช่น ของที่นักพรตหญิงทิ้งไว้ให้นาย ฉันรู้สึกว่ามันอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันได้นะ" เหล่าเฉินถามต่อ
หวังเซวียนทอดถอนใจ นี่แหละเหล่าเฉินตัวจริงเสียงจริง ถึงจะสมเป็นเขาหน่อย
ก่อนหน้านี้ เพราะเรื่องของสี่ผู้อาวุโส หวังเซวียนรู้สึกซาบซึ้งใจ เลยเสนอคัมภีร์แผ่นทองคำห้าหน้าให้ แต่ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกตัวแล้ว ว่าอาจจะโดนเหล่าเฉินหลอกล่อเข้าให้แล้ว
"เธอไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้ผมเลย ไว้ถ้าเจออะไรที่เหมาะๆ แล้วผมจะเอามาให้ท่านแล้วกัน" หวังเซวียนตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
เหล่าเฉินสะดุ้งโหยง เขารู้ดีว่า ถ้าเสี่ยวหวังเอาของใหม่มาให้เมื่อไหร่ ต้องมีเรื่องวุ่นวายตามมาแน่ๆ!
ในขณะเดียวกัน เขาก็อดรนทนไม่ไหว ถามขึ้นว่า "ตกลงนายเป็นตัวอะไรกันแน่? สื่อสารกับนักพรตหญิงได้ แถมยังส่งหลวงจีนชรามาหาฉันได้อีก รอบตัวนายคงไม่ได้มี..."
เหล่าเฉินเริ่มทำตัวไม่ถูก ระแวดระวังตัวเต็มที่ เขาสงสัยอย่างหนักว่า ตอนนี้รอบตัวหวังเซวียนน่าจะมีอะไรบางอย่างอยู่ เขาดูไม่ออกเลยจริงๆ
"ไม่มีแล้ว ไว้มีโอกาสผมค่อยเอาไปฝากท่านแล้วกัน" หวังเซวียนยิ้มแฉ่งโชว์ฟันขาว
วินาทีนั้นเหล่าเฉินถึงกับขนลุกซู่ ส่วนชิงมู่ถึงขั้นผวา ยังจะมีมาอีกเหรอ? ตกลงเสี่ยวหวังเป็นตัวอะไรกันแน่ เกิดมามีร่างกายดึงดูดผีหรือไง?
"ผมคิดว่านะ ผมคงจะเป็นที่โปรดปรานของเหล่าเซียนล่ะมั้ง ตั้งแต่เทพธิดาไปจนถึงพระอรหันต์ ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะงั้น เหล่าเฉินท่านไม่ต้องรีบร้อนหรอก ไว้เดี๋ยวผมค่อยๆ ส่งไปให้ท่านเรื่อยๆ แล้วกัน!"
ชิงมู่อยากจะหันหลังเดินหนีไปเลย ไหนบอกว่าไม่ดึงดูดผีไง?!
เหล่าเฉินเองก็รู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง คิดว่าไอ้เด็กนี่มันแปลกประหลาดเกินไป ถ้าขืนคอยส่งผีมาสิงคนอื่นแบบนี้ ใครจะไปทนไหวล่ะ?
เขาเคยเจอมากับตัวถึงสองครั้งแล้ว เรื่องนักพรตหญิงคงไม่ต้องพูดถึง ขนาดหลวงจีนชรายังต้องอาศัยคำแนะนำของหวังเซวียน เขาถึงจะคว้าโอกาสมาได้เลย
ถ้าหวังเซวียนแอบปล่อย 'สิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ใหม่' ออกมาอีก เหล่าเฉินคงได้เป็นบ้าแน่ๆ
เหล่าเฉินไม่อยากคิดเรื่องนี้อีก หันไปมองหวังเซวียนพลางเอ่ยว่า "ช่วงสองสามวันนี้ นายก็พักผ่อนให้เต็มที่นะ อีกสี่วันพวกเราจะไปงานชุมนุมกัน ถึงตอนนั้นอาจจะมีโอกาสให้นายได้ลงมือบ้างก็ได้นะ"
"ได้เลย!" หวังเซวียนพยักหน้ารับ
จากนั้น เหล่าเฉินก็พูดถึงเรื่องที่เขาจะไปดาวใหม่ "ความจริงมันก็ง่ายนิดเดียว พวกเราไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ปล่อยให้ตระกูลอู๋จัดการไปเถอะ พวกเขากระตือรือร้นมาก ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะร่วมมือกับพวกเราให้ได้"
"เหล่าเฉิน ท่านขายผมแล้วใช่ไหมเนี่ย?" หวังเซวียนจ้องมองเขา
"เปล่าซะหน่อย" เหล่าเฉินปฏิเสธ ก่อนจะถามกลับว่า "นายไปกิ๊กกั๊กอะไรกับคุณหนูตระกูลอู๋หรือเปล่าเนี่ย? ฉันไม่ได้ขายนายนะ แต่ทำไมถึงรู้สึกว่า ทางนั้นเป็นฝ่ายอยากจะซื้อตัวนายเองเลยล่ะ แถมยังส่งคนมาสืบประวัตินายที่เมืองอันเฉิงด้วย ดูเหมือนอยากจะดึงตัวนายเข้าทีมสำรวจของตระกูลเธอเลยนะ ร้ายไม่เบานะเสี่ยวหวัง นึกไม่ถึงเลยว่านายจะไปกิ๊กกั๊กกับเธอได้ ระวังตัวหน่อยล่ะ เดี๋ยวโดนเหล่าอู๋จับได้แล้วจะยุ่งเอา"
"กิ๊กกั๊กบ้าอะไรล่ะ หน้า... อู๋อินน่ะ เจ้าคิดเจ้าแค้นจะตาย ที่ทำแบบนี้ก็เพราะอยากจะหาโอกาสเล่นงานผมใกล้ๆ น่ะสิ ใจแคบชะมัด สวนทางกับขนาดตัวเลยจริงๆ"
หวังเซวียนฝากให้ชิงมู่ช่วยจับตาดูให้หน่อย กลัวว่าอู๋อินจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาจริงๆ
หลายวันต่อจากนั้น หวังเซวียนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ปรับสภาพร่างกายให้พร้อมที่สุด พลังจิตก็เต็มเปี่ยม รอแค่เหล่าเฉินเรียกตัวออกเดินทางเท่านั้น
(จบบท)