- หน้าแรก
- มหาสงครามพ่อมดสายเลือดมังกรข้ามพิภพ
- บทที่ 10 ออกเรือ
บทที่ 10 ออกเรือ
บทที่ 10 ออกเรือ
บทที่ 10 ออกเรือ
หลังจากเสร็จสิ้นการรับประทานมื้อค่ำ ทุกคนต่างเดินพูดคุยหัวเราะร่ากลับมาด้วยกัน เมื่อมองเห็นตราสัญลักษณ์ของปราสาทหมอกอยู่ไม่ไกล อัลเลนจึงเอ่ยคำลากับคนในกลุ่มเพื่อไปหาโทนี่ โดยตั้งใจจะบอกกล่าวเรื่องที่เขาตัดสินใจเข้าร่วมสถาบันวิจัยในระหว่างที่พวกเขายังคงอยู่ด้วยกัน
ทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่เขตที่พัก เด็กสาวหน้ากระคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหาเธอคือหนึ่งในสมาชิกกลุ่มของอัลเลน
"สวัสดี รูธ เจ้าพอจะทราบหรือไม่ว่าโทนี่พักอยู่ห้องใด"
"โทนี่อยู่ห้องหมายเลข 9 เดี๋ยวข้าจะนำทางเจ้าไปเอง" เมื่อเห็นอัลเลน รูธก็แย้มยิ้มทักทายพลางพยุงชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยเพื่อนำทางให้เขา
กลิ่นหอมของน้ำหอมที่โชยมาตามอากาศทำให้หัวใจของอัลเลนสั่นไหวไปชั่วขณะ
"อัลเลน!" ทันทีที่เลี้ยวตรงหัวมุม เขาก็เห็นโทนี่กำลังยืนหัวเราะหยอกล้ออยู่กับกลุ่มเด็กสาวตรงโถงทางเดิน เมื่อโทนี่เหลือบมาเห็นอัลเลน จึงรีบทักทายและสาวเท้าเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
"เจ้าเลือกสถาบันได้แล้วหรือยัง" โทนี่เอื้อมมือมาโอบไหล่อัลเลนอย่างสนิทสนม
"เรียบร้อยแล้ว ข้าเลือกหอคอยเบญจมาศ" อัลเลนพยักหน้าตอบ
"หอคอยเบญจมาศงั้นรึ? แม้จะอยู่ไม่ไกลจากพวกข้านัก แต่ที่นั่นถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสถาบันทั้งหมดเลยนะ เราต้องคอยติดต่อกันไว้บ้างล่ะ"
"แล้วทางปราสาทหมอกล่ะ ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า พวกเขาคงมอบสิทธิพิเศษให้ไม่น้อยเลยใช่ไหม"
"ก็พอสมควร ข้าจะได้มีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยดูแล และสามารถเข้าเรียนวิชาระดับสูงได้หลายครั้งต่อเดือน แต่อัลเลน เจ้าได้ยินข่าวหรือยัง เห็นว่าในบรรดาคนที่มาพร้อมกับพวกเรา มีอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ระดับ 5 ปรากฏตัวออกมาด้วยนะ" โทนี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงและแววตาที่เต็มไปด้วยความริษยา
"พรสวรรค์ระดับ 4 ของเจ้าก็มิได้ด้อยไปกว่ากันเท่าใดนัก ไม่เห็นต้องไปอิจฉาใครเลย ข้าเสียอีกที่เป็นพวกไร้ฝีมือ มีพรสวรรค์เพียงแค่ระดับ 3 เท่านั้น" อัลเลนกล่าวพร้อมรอยยิ้มเจื่อน พรสวรรค์ระดับ 3 นั้นหาได้ทั่วไป จากที่เขาพอจะสืบทราบมา ค่าใช้จ่ายในสถาบันผู้วิเศษนั้นมิใช่ถูกๆ เขาคงต้องแบ่งเวลาไปหาเงินตราเวทมนตร์ ซึ่งจะทำให้เวลาฝึกฝนงวดเข้ามาทุกที ทว่านั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าชิปจะสามารถช่วยเหลือเขาได้มากน้อยเพียงใด
หลังจากสนทนากันอยู่นานร่วมชั่วโมง ท้องฟ้าก็มืดสนิทลงอย่างสมบูรณ์ อัลเลนแยกทางกับโทนี่และมุ่งหน้ากลับไปยังจุดรวมพลของหอคอยเบญจมาศทันที
วันรุ่งขึ้นก่อนรุ่งสาง นาฬิกาชีวิตปลุกให้อัลเลนตื่นขึ้น หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อย เขาก็ก้าวออกไปนอกห้อง ซึ่งมีผู้คนเริ่มมาออกันอยู่ประปรายที่จุดรวมพลแล้ว
เมื่อสมาชิกมากันครบถ้วน ผู้วิเศษท่านหนึ่งก็นำทางกลุ่มเด็กหนุ่มเด็กสาวตรงไปยังท่าเรือ ณ ที่นั่นมีเรือขนาดยักษ์จอดเทียบท่าอยู่ ความโอ่อ่าของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าเรือบรรทุกเครื่องบินที่เขาเคยเห็นในชาติปางก่อนเลย เรือยักษ์ลำนี้ไม่มีใบเรือ แต่มีอาคารทรงศาลาสูงสี่ชั้นตั้งตระหง่านอยู่ด้านบน เหล่าศิษย์ฝึกหัดจำนวนมากต่างพากันจ้องมองสัตว์ร้ายจำลองเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง
อัลเลนเองก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับนาวอปาฏิหาริย์ลำนี้เช่นกัน ศิษย์ฝึกหัดนับร้อยเริ่มเข้าแถวเพื่อทยอยขึ้นเรือ
"นี่คือหมายเลขห้องพักของพวกเจ้า" ผู้วิเศษในชุดคลุมสีเทากล่าวพลางแจกจ่ายป้ายหมายเลข
เมื่อได้รับป้ายมา อัลเลนพบว่าเขาได้ห้องหมายเลข ดี-13 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของดาดฟ้าชั้นสอง ถือว่าเป็นทำเลที่ไม่เลวนัก เรือยักษ์ลำนั้นออกเดินทางในวันเดียวกัน อัลเลนเดินสำรวจไปรอบลำเรือแต่กลับไม่พบระบบขับเคลื่อนใดๆ เลย
ภายหลังเขาจึงได้ทราบว่า เรือลำนี้คือสิ่งมีชีวิตเล่นแร่แปรธาตุที่มีสติปัญญาระดับต่ำ ซึ่งสร้างขึ้นจากความร่วมมือขององค์กรผู้วิเศษหลายแห่ง เพื่อใช้สำหรับขนส่งสมาชิกสถาบันและการค้าข้ามทะเลโดยเฉพาะ
เมื่อขึ้นมาบนเรือ เขาจึงได้พบว่ามีศิษย์ฝึกหัดจากที่ต่างๆ อีกกว่าพันคน ซึ่งล้วนถูกคัดเลือกมาในรุ่นเดียวกันนี้
เหล่าผู้วิเศษที่ทำหน้าที่คัดเลือกมักจะไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็นหลังจากเรือออก และศิษย์ฝึกหัดส่วนใหญ่ก็มักจะขังตัวอยู่ในห้องพัก จะออกมาก็ต่อเมื่อถึงเวลารับประทานอาหารเท่านั้น
บนนาวาลำนี้ไม่มีสิ่งบันเทิงใดๆ จึงทำให้การเดินทางเต็มไปด้วยความน่าเบื่อหน่าย ทว่าความเร็วของเรือนั้นจัดว่ายอดเยี่ยมมาก จากการใช้ชิปคำนวณดูพบว่าความเร็วของมันสูงถึง 50 ไมล์ทะเลต่อชั่วโมง เรือแหวกม่านน้ำไปโดยไม่ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สูงตระหง่านอย่างที่ควรจะเป็น ดูท่าว่านี่จะเป็นผลมาจากอำนาจเวทมนตร์เช่นกัน
อัลเลนเริ่มมีความสนใจในระบบพลังของโลกใบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
หนึ่งเดือนผ่านไป
ในขณะที่อัลเลนกำลังล้อมวงเล่นไพ่ทาโรต์กับผู้อื่นอยู่ในห้องพัก พลันมีเสียงกรีดร้องดังมาจากดาดฟ้าเรือ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่วิ่งสับสนอลหม่าน และเสียงร้องแหลมสูงของนกอินทรี
ทุกคนต่างมองหน้ากันก่อนจะก้าวเดินออกจากห้อง "เกิดเรื่องอันใดขึ้น"
อัลเลนคว้าตัวเด็กหนุ่มที่กำลังวิ่งหน้าตาตื่นมาสอบถาม
"สัตว์ประหลาด! สัตว์ประหลาดเต็มไปหมดเลย! พวกมันบินลงมาบนดาดฟ้าเรือเต็มไปหมด"
เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวเริ่มดังขึ้นถถี่ อัลเลนชะโงกหน้าออกไปดูแล้วต้องขมวดคิ้วมุ่นทันที
บนท้องฟ้าในยามนี้มืดมิดไปด้วยฝูงฮาร์ปี้นับพันตัว
จากการศึกษาตำราในช่วงที่ผ่านมา เขาจึงทราบว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้มีร่างกายส่วนบนเป็นสตรี ส่วนล่างเป็นกรงเล็บนกอินทรี และมีปีกคู่ใหญ่ ใบหน้าของมันเป็นการผสมผสานระหว่างมนุษย์และนก ดูอัปลักษณ์และน่าสยดสยองยิ่งนัก
ลำพังเพียงไม่กี่ตัวนั้นไม่ได้มีพละกำลังมากมายอะไร แต่หากมากันมากมายมหาศาลเช่นนี้ย่อมเป็นปัญหาใหญ่
ฝูงฮาร์ปี้เหล่านี้จ้องจะจับแต่มนุษย์เพศชายเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างพิลึกพิลั่น ทันใดนั้นอัลเลนก็ระลึกถึงข้อความในตำราได้ว่า เผ่าพันธุ์นี้ไม่มีเพศผู้ และหากต้องการสืบพันธุ์ พวกมันจะต้องจับสิ่งมีชีวิตเพศผู้อื่นๆ มาเป็นเครื่องมือ
นี่คือฝูงฮาร์ปี้ที่กำลังอยู่ในฤดูผสมพันธุ์ เมื่อคิดได้ดังนั้นอัลเลนก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ สัตว์ประหลาดที่คลุ้มคลั่งเหล่านี้จะป้อนผลไม้ชนิดหนึ่งให้แก่เพศผู้ในระหว่างร่วมสังวาส ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นกำหนัดอย่างรุนแรง
เมื่อเหยื่อกินเข้าไปก็จะเกิดความต้องการอย่างบ้าคลั่งติดต่อกันหลายวัน และบ่อยครั้งที่เมื่อการผสมพันธุ์สิ้นสุดลง เหยื่อเพศผู้นั้นจะอยู่ในสภาพสูญสิ้นเรี่ยวแรงจนหยดสุดท้าย จากนั้นฝูงฮาร์ปี้ก็จะกัดกินเชลยที่ไร้ประโยชน์เหล่านั้นเสีย
ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันมิได้จ้องเล่นงานเพียงมนุษย์เท่านั้น แม้แต่พวกออร์คหรือโทรลล์ก็ยังตกเป็นเป้าหมายของพวกมัน ด้วยเหตุนี้ ฮาร์ปี้จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่เผ่าพันธุ์อื่นต่างพากันรังเกียจเดียดฉันท์อย่างยิ่ง
"บัดซบ เหตุใดจึงมีฮาร์ปี้มากมายเพียงนี้ เส้นทางนี้มิใช่ว่าถูกกวาดล้างไปเรียบร้อยแล้วรึ? หากกลับไปได้ ข้าจะต้องร้องเรียนพวกขี้เกียจเหล่านั้นให้จงได้" ผู้วิเศษท่านหนึ่งสบถออกมาด้วยความโมโห เขาโบกไม้เท้าในมือซ้ำๆ ปลดปล่อยลำแสงสีเทาพุ่งเข้าใส่ฝูงฮาร์ปี้บนท้องฟ้าจนร่วงหล่นลงมา
"ศิษย์ฝึกหัดทุกท่าน จงรีบถอยกลับเข้าไปในห้องพักเดี๋ยวนี้!"
"ให้ตายสิ ข้าต้องขอรางวัลพิเศษจากสถาบันเพิ่มเสียแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่คุ้มค่าเหนื่อยแน่"
ฝูงฮาร์ปี้บินวนเวียนอยู่รอบเรือยักษ์ เมื่อพวกมันไม่สามารถเอาชนะผู้วิเศษได้ จึงพยายามจะพุ่งเข้าไปฉุดคร่าศิษย์ฝึกหัดภายในห้องแทน เหล่าอัศวินชุดดำบนดาดฟ้าเรือก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน ทว่าอัศวินที่ผ่านการดัดแปลงเหล่านี้มิใช่เคี้ยวง่ายๆ พวกเขาตั้งขบวนรบร่วมกันจนฮาร์ปี้ไม่อาจชิงความได้เปรียบ
ลำแสงจากอาคมพุ่งวาบไปมา
ฮาร์ปี้ร่วงหล่นจากท้องฟ้าลงสู่ท้องทะเลประดุจลูกชิ้นตกน้ำ ทว่าพวกมันกลับไม่เกรงกลัวต่อความตายแม้แต่น้อย ยังคงดาหน้าเข้าโจมตีห้องพักอย่างบ้าคลั่ง สัตว์ที่อยู่ในฤดูผสมพันธุ์นั้นหาได้มีความยับยั้งชั่งใจไม่
ในจังหวะนั้นเอง มีฮาร์ปี้ตนหนึ่งฝ่าด่านป้องกันเข้ามาได้สำเร็จ มันพุ่งเข้ามาในห้องพักแล้วคว้าหมับเข้าที่ตัวเด็กหนุ่มเจ้าเนื้อที่อยู่ข้างกายอัลเลน พร้อมกับเตรียมจะบินออกไป ทันใดนั้นแสงกระบี่ก็พุ่งวาบจากมือของอัลเลน ดาบไขว้คู่กายฟาดฟันลงบนปีกของมันอย่างถนัดถนี่ โลหิตพุ่งกระฉูดไปทั่วพร้อมเสียงร้องแหลมด้วยความเจ็บปวด ฮาร์ปี้ตนนั้นร่วงลงบนพื้น อัลเลนกระโจนตามไปติดๆ ก่อนจะส่งดาบเข้าเสียบทะลุลำคอของมัน
ร่างของฮาร์ปี้ชักกระตุก แววตาที่ดุร้ายค่อยๆ เลือนหายไป โลหิตสีม่วงแดงเริ่มนองอาบพื้นห้อง
"ขอบคุณเจ้ามาก! ขอบคุณจริงๆ! เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้เลย" เด็กหนุ่มคนนั้นลนลานลุกขึ้นกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง
"เอาเถิด ไปยืนอยู่ข้างหลังเสีย" อัลเลนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจพลางถือดาบเดินเข้าไปใกล้ซากศพ
"ชิป สแกนข้อมูลของฮาร์ปี้ตนนี้"
"บี๊บ เริ่มต้นการทำงาน ฮาร์ปี้ ความสูง 155 เซนติเมตร น้ำหนัก 53 กิโลกรัม พละกำลัง 1.8 ความคล่องตัว 2.5 ร่างกาย 1.3 ค่าสถานะเหล่านี้มิได้สูงส่งนัก เทียบเท่าได้กับทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี แต่มีข้อได้เปรียบเพียงประการเดียวคือการบิน"
นั่นทำให้พวกมันสามารถโจมตีและล่าถอยได้ตามใจปรารถนา มิเช่นนั้นด้วยพละกำลังเพียงเท่านี้ จะไปฉุดคร่าพวกออร์คหรือโทรลล์มาได้อย่างไรกัน