เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 ออกเรือ

บทที่ 10 ออกเรือ

บทที่ 10 ออกเรือ


บทที่ 10 ออกเรือ

หลังจากเสร็จสิ้นการรับประทานมื้อค่ำ ทุกคนต่างเดินพูดคุยหัวเราะร่ากลับมาด้วยกัน เมื่อมองเห็นตราสัญลักษณ์ของปราสาทหมอกอยู่ไม่ไกล อัลเลนจึงเอ่ยคำลากับคนในกลุ่มเพื่อไปหาโทนี่ โดยตั้งใจจะบอกกล่าวเรื่องที่เขาตัดสินใจเข้าร่วมสถาบันวิจัยในระหว่างที่พวกเขายังคงอยู่ด้วยกัน

ทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่เขตที่พัก เด็กสาวหน้ากระคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหาเธอคือหนึ่งในสมาชิกกลุ่มของอัลเลน

"สวัสดี รูธ เจ้าพอจะทราบหรือไม่ว่าโทนี่พักอยู่ห้องใด"

"โทนี่อยู่ห้องหมายเลข 9 เดี๋ยวข้าจะนำทางเจ้าไปเอง" เมื่อเห็นอัลเลน รูธก็แย้มยิ้มทักทายพลางพยุงชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยเพื่อนำทางให้เขา

กลิ่นหอมของน้ำหอมที่โชยมาตามอากาศทำให้หัวใจของอัลเลนสั่นไหวไปชั่วขณะ

"อัลเลน!" ทันทีที่เลี้ยวตรงหัวมุม เขาก็เห็นโทนี่กำลังยืนหัวเราะหยอกล้ออยู่กับกลุ่มเด็กสาวตรงโถงทางเดิน เมื่อโทนี่เหลือบมาเห็นอัลเลน จึงรีบทักทายและสาวเท้าเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว

"เจ้าเลือกสถาบันได้แล้วหรือยัง" โทนี่เอื้อมมือมาโอบไหล่อัลเลนอย่างสนิทสนม

"เรียบร้อยแล้ว ข้าเลือกหอคอยเบญจมาศ" อัลเลนพยักหน้าตอบ

"หอคอยเบญจมาศงั้นรึ? แม้จะอยู่ไม่ไกลจากพวกข้านัก แต่ที่นั่นถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสถาบันทั้งหมดเลยนะ เราต้องคอยติดต่อกันไว้บ้างล่ะ"

"แล้วทางปราสาทหมอกล่ะ ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า พวกเขาคงมอบสิทธิพิเศษให้ไม่น้อยเลยใช่ไหม"

"ก็พอสมควร ข้าจะได้มีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยดูแล และสามารถเข้าเรียนวิชาระดับสูงได้หลายครั้งต่อเดือน แต่อัลเลน เจ้าได้ยินข่าวหรือยัง เห็นว่าในบรรดาคนที่มาพร้อมกับพวกเรา มีอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ระดับ 5 ปรากฏตัวออกมาด้วยนะ" โทนี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงและแววตาที่เต็มไปด้วยความริษยา

"พรสวรรค์ระดับ 4 ของเจ้าก็มิได้ด้อยไปกว่ากันเท่าใดนัก ไม่เห็นต้องไปอิจฉาใครเลย ข้าเสียอีกที่เป็นพวกไร้ฝีมือ มีพรสวรรค์เพียงแค่ระดับ 3 เท่านั้น" อัลเลนกล่าวพร้อมรอยยิ้มเจื่อน พรสวรรค์ระดับ 3 นั้นหาได้ทั่วไป จากที่เขาพอจะสืบทราบมา ค่าใช้จ่ายในสถาบันผู้วิเศษนั้นมิใช่ถูกๆ เขาคงต้องแบ่งเวลาไปหาเงินตราเวทมนตร์ ซึ่งจะทำให้เวลาฝึกฝนงวดเข้ามาทุกที ทว่านั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าชิปจะสามารถช่วยเหลือเขาได้มากน้อยเพียงใด

หลังจากสนทนากันอยู่นานร่วมชั่วโมง ท้องฟ้าก็มืดสนิทลงอย่างสมบูรณ์ อัลเลนแยกทางกับโทนี่และมุ่งหน้ากลับไปยังจุดรวมพลของหอคอยเบญจมาศทันที

วันรุ่งขึ้นก่อนรุ่งสาง นาฬิกาชีวิตปลุกให้อัลเลนตื่นขึ้น หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อย เขาก็ก้าวออกไปนอกห้อง ซึ่งมีผู้คนเริ่มมาออกันอยู่ประปรายที่จุดรวมพลแล้ว

เมื่อสมาชิกมากันครบถ้วน ผู้วิเศษท่านหนึ่งก็นำทางกลุ่มเด็กหนุ่มเด็กสาวตรงไปยังท่าเรือ ณ ที่นั่นมีเรือขนาดยักษ์จอดเทียบท่าอยู่ ความโอ่อ่าของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าเรือบรรทุกเครื่องบินที่เขาเคยเห็นในชาติปางก่อนเลย เรือยักษ์ลำนี้ไม่มีใบเรือ แต่มีอาคารทรงศาลาสูงสี่ชั้นตั้งตระหง่านอยู่ด้านบน เหล่าศิษย์ฝึกหัดจำนวนมากต่างพากันจ้องมองสัตว์ร้ายจำลองเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง

อัลเลนเองก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับนาวอปาฏิหาริย์ลำนี้เช่นกัน ศิษย์ฝึกหัดนับร้อยเริ่มเข้าแถวเพื่อทยอยขึ้นเรือ

"นี่คือหมายเลขห้องพักของพวกเจ้า" ผู้วิเศษในชุดคลุมสีเทากล่าวพลางแจกจ่ายป้ายหมายเลข

เมื่อได้รับป้ายมา อัลเลนพบว่าเขาได้ห้องหมายเลข ดี-13 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของดาดฟ้าชั้นสอง ถือว่าเป็นทำเลที่ไม่เลวนัก เรือยักษ์ลำนั้นออกเดินทางในวันเดียวกัน อัลเลนเดินสำรวจไปรอบลำเรือแต่กลับไม่พบระบบขับเคลื่อนใดๆ เลย

ภายหลังเขาจึงได้ทราบว่า เรือลำนี้คือสิ่งมีชีวิตเล่นแร่แปรธาตุที่มีสติปัญญาระดับต่ำ ซึ่งสร้างขึ้นจากความร่วมมือขององค์กรผู้วิเศษหลายแห่ง เพื่อใช้สำหรับขนส่งสมาชิกสถาบันและการค้าข้ามทะเลโดยเฉพาะ

เมื่อขึ้นมาบนเรือ เขาจึงได้พบว่ามีศิษย์ฝึกหัดจากที่ต่างๆ อีกกว่าพันคน ซึ่งล้วนถูกคัดเลือกมาในรุ่นเดียวกันนี้

เหล่าผู้วิเศษที่ทำหน้าที่คัดเลือกมักจะไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็นหลังจากเรือออก และศิษย์ฝึกหัดส่วนใหญ่ก็มักจะขังตัวอยู่ในห้องพัก จะออกมาก็ต่อเมื่อถึงเวลารับประทานอาหารเท่านั้น

บนนาวาลำนี้ไม่มีสิ่งบันเทิงใดๆ จึงทำให้การเดินทางเต็มไปด้วยความน่าเบื่อหน่าย ทว่าความเร็วของเรือนั้นจัดว่ายอดเยี่ยมมาก จากการใช้ชิปคำนวณดูพบว่าความเร็วของมันสูงถึง 50 ไมล์ทะเลต่อชั่วโมง เรือแหวกม่านน้ำไปโดยไม่ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สูงตระหง่านอย่างที่ควรจะเป็น ดูท่าว่านี่จะเป็นผลมาจากอำนาจเวทมนตร์เช่นกัน

อัลเลนเริ่มมีความสนใจในระบบพลังของโลกใบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

หนึ่งเดือนผ่านไป

ในขณะที่อัลเลนกำลังล้อมวงเล่นไพ่ทาโรต์กับผู้อื่นอยู่ในห้องพัก พลันมีเสียงกรีดร้องดังมาจากดาดฟ้าเรือ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่วิ่งสับสนอลหม่าน และเสียงร้องแหลมสูงของนกอินทรี

ทุกคนต่างมองหน้ากันก่อนจะก้าวเดินออกจากห้อง "เกิดเรื่องอันใดขึ้น"

อัลเลนคว้าตัวเด็กหนุ่มที่กำลังวิ่งหน้าตาตื่นมาสอบถาม

"สัตว์ประหลาด! สัตว์ประหลาดเต็มไปหมดเลย! พวกมันบินลงมาบนดาดฟ้าเรือเต็มไปหมด"

เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวเริ่มดังขึ้นถถี่ อัลเลนชะโงกหน้าออกไปดูแล้วต้องขมวดคิ้วมุ่นทันที

บนท้องฟ้าในยามนี้มืดมิดไปด้วยฝูงฮาร์ปี้นับพันตัว

จากการศึกษาตำราในช่วงที่ผ่านมา เขาจึงทราบว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้มีร่างกายส่วนบนเป็นสตรี ส่วนล่างเป็นกรงเล็บนกอินทรี และมีปีกคู่ใหญ่ ใบหน้าของมันเป็นการผสมผสานระหว่างมนุษย์และนก ดูอัปลักษณ์และน่าสยดสยองยิ่งนัก

ลำพังเพียงไม่กี่ตัวนั้นไม่ได้มีพละกำลังมากมายอะไร แต่หากมากันมากมายมหาศาลเช่นนี้ย่อมเป็นปัญหาใหญ่

ฝูงฮาร์ปี้เหล่านี้จ้องจะจับแต่มนุษย์เพศชายเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างพิลึกพิลั่น ทันใดนั้นอัลเลนก็ระลึกถึงข้อความในตำราได้ว่า เผ่าพันธุ์นี้ไม่มีเพศผู้ และหากต้องการสืบพันธุ์ พวกมันจะต้องจับสิ่งมีชีวิตเพศผู้อื่นๆ มาเป็นเครื่องมือ

นี่คือฝูงฮาร์ปี้ที่กำลังอยู่ในฤดูผสมพันธุ์ เมื่อคิดได้ดังนั้นอัลเลนก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ สัตว์ประหลาดที่คลุ้มคลั่งเหล่านี้จะป้อนผลไม้ชนิดหนึ่งให้แก่เพศผู้ในระหว่างร่วมสังวาส ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นกำหนัดอย่างรุนแรง

เมื่อเหยื่อกินเข้าไปก็จะเกิดความต้องการอย่างบ้าคลั่งติดต่อกันหลายวัน และบ่อยครั้งที่เมื่อการผสมพันธุ์สิ้นสุดลง เหยื่อเพศผู้นั้นจะอยู่ในสภาพสูญสิ้นเรี่ยวแรงจนหยดสุดท้าย จากนั้นฝูงฮาร์ปี้ก็จะกัดกินเชลยที่ไร้ประโยชน์เหล่านั้นเสีย

ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันมิได้จ้องเล่นงานเพียงมนุษย์เท่านั้น แม้แต่พวกออร์คหรือโทรลล์ก็ยังตกเป็นเป้าหมายของพวกมัน ด้วยเหตุนี้ ฮาร์ปี้จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่เผ่าพันธุ์อื่นต่างพากันรังเกียจเดียดฉันท์อย่างยิ่ง

"บัดซบ เหตุใดจึงมีฮาร์ปี้มากมายเพียงนี้ เส้นทางนี้มิใช่ว่าถูกกวาดล้างไปเรียบร้อยแล้วรึ? หากกลับไปได้ ข้าจะต้องร้องเรียนพวกขี้เกียจเหล่านั้นให้จงได้" ผู้วิเศษท่านหนึ่งสบถออกมาด้วยความโมโห เขาโบกไม้เท้าในมือซ้ำๆ ปลดปล่อยลำแสงสีเทาพุ่งเข้าใส่ฝูงฮาร์ปี้บนท้องฟ้าจนร่วงหล่นลงมา

"ศิษย์ฝึกหัดทุกท่าน จงรีบถอยกลับเข้าไปในห้องพักเดี๋ยวนี้!"

"ให้ตายสิ ข้าต้องขอรางวัลพิเศษจากสถาบันเพิ่มเสียแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่คุ้มค่าเหนื่อยแน่"

ฝูงฮาร์ปี้บินวนเวียนอยู่รอบเรือยักษ์ เมื่อพวกมันไม่สามารถเอาชนะผู้วิเศษได้ จึงพยายามจะพุ่งเข้าไปฉุดคร่าศิษย์ฝึกหัดภายในห้องแทน เหล่าอัศวินชุดดำบนดาดฟ้าเรือก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน ทว่าอัศวินที่ผ่านการดัดแปลงเหล่านี้มิใช่เคี้ยวง่ายๆ พวกเขาตั้งขบวนรบร่วมกันจนฮาร์ปี้ไม่อาจชิงความได้เปรียบ

ลำแสงจากอาคมพุ่งวาบไปมา

ฮาร์ปี้ร่วงหล่นจากท้องฟ้าลงสู่ท้องทะเลประดุจลูกชิ้นตกน้ำ ทว่าพวกมันกลับไม่เกรงกลัวต่อความตายแม้แต่น้อย ยังคงดาหน้าเข้าโจมตีห้องพักอย่างบ้าคลั่ง สัตว์ที่อยู่ในฤดูผสมพันธุ์นั้นหาได้มีความยับยั้งชั่งใจไม่

ในจังหวะนั้นเอง มีฮาร์ปี้ตนหนึ่งฝ่าด่านป้องกันเข้ามาได้สำเร็จ มันพุ่งเข้ามาในห้องพักแล้วคว้าหมับเข้าที่ตัวเด็กหนุ่มเจ้าเนื้อที่อยู่ข้างกายอัลเลน พร้อมกับเตรียมจะบินออกไป ทันใดนั้นแสงกระบี่ก็พุ่งวาบจากมือของอัลเลน ดาบไขว้คู่กายฟาดฟันลงบนปีกของมันอย่างถนัดถนี่ โลหิตพุ่งกระฉูดไปทั่วพร้อมเสียงร้องแหลมด้วยความเจ็บปวด ฮาร์ปี้ตนนั้นร่วงลงบนพื้น อัลเลนกระโจนตามไปติดๆ ก่อนจะส่งดาบเข้าเสียบทะลุลำคอของมัน

ร่างของฮาร์ปี้ชักกระตุก แววตาที่ดุร้ายค่อยๆ เลือนหายไป โลหิตสีม่วงแดงเริ่มนองอาบพื้นห้อง

"ขอบคุณเจ้ามาก! ขอบคุณจริงๆ! เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้เลย" เด็กหนุ่มคนนั้นลนลานลุกขึ้นกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง

"เอาเถิด ไปยืนอยู่ข้างหลังเสีย" อัลเลนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจพลางถือดาบเดินเข้าไปใกล้ซากศพ

"ชิป สแกนข้อมูลของฮาร์ปี้ตนนี้"

"บี๊บ เริ่มต้นการทำงาน ฮาร์ปี้ ความสูง 155 เซนติเมตร น้ำหนัก 53 กิโลกรัม พละกำลัง 1.8 ความคล่องตัว 2.5 ร่างกาย 1.3 ค่าสถานะเหล่านี้มิได้สูงส่งนัก เทียบเท่าได้กับทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี แต่มีข้อได้เปรียบเพียงประการเดียวคือการบิน"

นั่นทำให้พวกมันสามารถโจมตีและล่าถอยได้ตามใจปรารถนา มิเช่นนั้นด้วยพละกำลังเพียงเท่านี้ จะไปฉุดคร่าพวกออร์คหรือโทรลล์มาได้อย่างไรกัน

จบบทที่ บทที่ 10 ออกเรือ

คัดลอกลิงก์แล้ว