- หน้าแรก
- เป็นศัตรูกับอุจิฮะงั้นหรอ อย่ามาเสียใจที่อุจิฮะทั้งตระกูลหันหลังให้โคโนฮะ
- บทที่ 13 : อ้อมกอดใต้แสงจันทร์
บทที่ 13 : อ้อมกอดใต้แสงจันทร์
บทที่ 13 : อ้อมกอดใต้แสงจันทร์
บทที่ 13 : อ้อมกอดใต้แสงจันทร์
ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า สาดแสงสีเงินสลัวลงมาเบื้องล่าง
เงาร่างหลายสายทะยานผ่านป่าทึบไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ไกลจากเขตหมู่บ้านนัก ยูซึรุสังเกตเห็นเส้นผมสีแดงสดร่วงหล่นอยู่บนพื้น เขาหยิบขึ้นมาสองสามเส้นพลางซุกเก็บไว้ในสาบเสื้อ จากนั้นจึงปรายตามองรอยเท้าที่ย่ำสะเปะสะปะแล้วยกยิ้มอย่างดูแคลน
แม้แต่เกะนินหน้าใหม่ยังรู้เลยว่าต้องกลบร่องรอยเพื่อลวงผู้ตามล่า แต่นินจาที่อุกอาจลักพาตัวว่าที่ร่างสถิตเก้าหางออกมาจากหมู่บ้าน กลับไม่แยแสที่จะปิดบังร่องรอยของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
'ละครลิงชัดๆ'
ยูซึรุไม่ได้เก็บเส้นผมไปทั้งหมด เขาจงใจรวบรวมส่วนที่เหลือมากองไว้ให้เห็นเด่นชัดขึ้น เพื่อให้แผนการนี้สมบูรณ์แบบ มินาโตะจะต้องตามรอยคุชินะมาถึงที่นี่ให้ได้เหมือนกับในเส้นเรื่องเดิม
เขาเฝ้าติดตามพวกมันไปอย่างเงียบเชียว จนกระทั่งรัตติกาลเริ่มจางลงและเดินทางมาไกลจากหมู่บ้านหลายสิบไมล์
ระยะนี้ถือว่าไกลพอแล้ว...ยูซึรุเลิกอำพรางร่องรอยแล้วพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าทันที
เพียงไม่กี่อึดใจที่เขาปรากฏตัว นินจาสวมหน้ากากสามคนก็เข้ามาขวางทางไว้
"หยุดอยู่ตรงนั้น ตรงนี้ไม่ใช่ทางที่แกจะผ่านไปได้"
หัวหน้ากลุ่มจ้องมองยูซึรุด้วยสายตาเย็นชา แววตาของมันสั่นไหวด้วยความไม่มั่นใจ
"อุจิฮะ ยูซึรุ... แกมาทำอะไรที่นี่?"
ก่อนที่ยูซึรุจะได้อ้าปาก มันก็ตวาดสวนขึ้นมา "การออกจากหมู่บ้านยามวิกาลโดยไม่มีหนังสือคำสั่งจากโฮคาเงะถือเป็นความผิดร้ายแรง จงตามพวกเรากลับไปเดี๋ยวนี้!"
"ฉันไม่มีหนังสือคำสั่งที่ว่านั่นหรอก" ยูซึรุกล่าวเรียบๆ
"งั้นแกก็คือนินจาถอนตัว" ชายคนนั้นสรุปหน้าตาย "ในเมื่อพวกเราเจอตัวแกแล้ว แกก็ต้องไปกับพวกเรา"
มุมปากของยูซึรุโค้งขึ้น "อะไรทำให้แกคิดว่าพวกแกเป็นฝ่ายเจอตัวฉันกันล่ะ?"
สิ้นคำพูดของเขา ดวงตาที่เคยดำสนิทก็พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานของ 'เนตรกระจกเงาหมื่นบุปผา'
หัวหน้ากลุ่มตัวแข็งทื่อก่อนจะตะโกนลั่น "อย่ามองตามัน!"
มันไม่รู้ว่าทำไมดวงตาของยูซึรุถึงไม่ใช่แบบลูกโทโมเอะตามปกติ แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนวิธีการรับมือที่ถูกต้อง
"สายไปแล้ว"
ทันทีที่ยูซึรุพูดจบ หัวหน้ากลุ่มก็ได้แต่ยืนมองด้วยความตกตะลึง เมื่อลูกน้องทั้งสองคนของมันต่างพร้อมใจกันปักดาบทะลุอกของกันและกันเอง
"บ้าเอ๊ย คาถาหลวงตาเหรอ?"
"ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"
มันดีดตัวถอยหลัง มือข้างหนึ่งเอื้อมลงไปในสาบเสื้อเพื่อหยิบพลุสัญญาณ
ทว่ายูซึรุกลับมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้ามันเสียแล้ว
หัวหน้ากลุ่มจำต้องละทิ้งการส่งสัญญาณแล้วตวัดดาบเข้าใส่แทน แต่ในวินาทีต่อมา ดวงตาของมันก็เบิกกว้างด้วยความสยดสยอง
ร่างของยูซึรุที่อยู่ตรงหน้าเป็นเหมือนกับภาพหลอน การโจมตีของมันทะลุผ่านร่างอีกฝ่ายไปราวกับอากาศธาตุ นินจาหน่วยลับเสียขวัญอย่างหนัก มันเหวี่ยงดาบในมืออย่างบ้าคลั่ง ฟันเข้าใส่ร่างที่กำลังรุกคืบเข้ามาของยูซึรุครั้งแล้วครั้งเล่า
"ฟันผีสางอยู่หรือไง?"
ยูซึรุร่อนตัวเข้าไปประชิดแล้วคว้าหมับเข้าที่ลำคอของมันด้วยมือข้างเดียว
"ร่างกาย...มีตัวตนจริงเหรอ? เป็นไปได้ยังไง!"
สมองของมันสับสนจนถึงขีดสุด เมื่อกี้ดาบของมันเพิ่งจะผ่านร่างนี้ไปเหมือนควันแท้ๆ
ยูซึรุไม่ตอบคำถามนั้น นิ้วของเขาเริ่มบีบแน่นขึ้น "ดึกมากแล้ว...หายไปอย่างเงียบๆเถอะ"
เสียงกระดูกลั่นกร๊วบ คอของชายคนนั้นหักสะบั้นลงทันที
"ง่ายเกินไป" ยูซึรุพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
หากศัตรูไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพลังนี้ล่วงหน้า พลังของเขาก็นับว่าโกงจนน่าเหลือเชื่อ หน่วยลับเหล่านั้นคือระดับหัวกะทิ หัวหน้าทีมอย่างน้อยต้องเป็นจูนินพิเศษ แต่ถึงจะมากันทั้งหน่วย พวกมันกลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะยิงพลุสัญญาณแจ้งเหตุ
'มิน่าล่ะ ยิ่งอุจิฮะแข็งแกร่งขึ้นเท่าไหร่ นิสัยก็ยิ่งสุดโต่งขึ้นเท่านั้น พลังระดับนี้ ต่อให้ฉันจะรู้เนื้อเรื่องล่วงหน้า แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดของมันจริงๆ'
เขาตั้งสติก่อนจะย้ายร่างไร้วิญญาณทั้งสามเข้าไปในมิติคามุย การจะยืนหยัดอย่างมั่นคงในโลกนินจา เขาจำเป็นต้องวิวัฒนาการเนตรไปสู่ระดับนิรันดร์ให้ได้ในสักวัน เพราะไม่ว่าคามุยคู่จะแกร่งแค่ไหน แต่พลังเนตรย่อมมีวันเหือดแห้ง
ในตอนนี้ ภารกิจหลักคือการทำให้ตระกูลรุ่งเรือง ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด
ร่างของเขาเลือนหายไปอีกครั้ง
ตุบ!
ขาของคุชินะทรุดลง ร่างของเธอล้มคว่ำลงกับพื้นนินจาร่างสูงข้างหลังเตะเข้าที่สีข้างของเธออย่างแรง
"อย่ามาสำออย รีบลุกขึ้นมาเร็วเข้า"
"ถ้าจักระของแกไม่พิเศษ ถ้าแกไม่มีประโยชน์ ฉันคงเชือดแกทิ้งไปนานแล้ว"
มันกระชากเชือกที่พันธนาการข้อมือของเธอแล้วดึงร่างเธอขึ้นมา ขณะที่นินจาร่างยักษ์ทั้งสามคอยคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ คุชินะก็แอบเด็ดเส้นผมสีแดงร่วงหล่นลงพื้นอีกครั้ง
'ขอร้องล่ะ...ใครก็ได้ ช่วยหาให้เจอที'
ทันใดนั้น ทั้งสามคนก็ชะงักฝีเท้ากะทันหัน
บนกิ่งไม้ใหญ่ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง เด็กหนุ่มผมยาวคนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ ดวงตาสีเข้มของเขาสบเข้ากับดวงตาของเธอ
"ไม่ต้องกลัว ฉันมาแล้ว"
เมื่อเห็นใบหน้าและรอยยิ้มจางๆนั่น คุชินะก็รู้สึกแสบจมูกจนน้ำตาแทบจะไหล
"ยูซึรุ..."
ทั้งที่อายุเท่ากัน แต่ทันทีที่เห็นเขา ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดก็พรั่งพรูเข้ามา เส้นประสาทที่ตึงเครียดมาตลอดทางพลันผ่อนคลายลงในพริบตา
"ฆ่าไอ้เด็กนั่นซะ!" นินจาสวมผ้าคาดหน้าผากคุโมะงาคุเระทั้งสามพุ่งเข้าใส่ยูซึรุทันที
ยูซึรุชักดาบยาวออกมา เนตรวงแหวนหมุนวนเป็นสีแดงฉานท่ามกลางราตรี
"คาถาไฟ: ลูกบอลเพลิงยักษ์!"
"คาถาดิน: กำแพงดินถล่ม!"
ลูกไฟขนาดยักษ์กว้างหลายเมตรพุ่งเข้าปะทะกับกำแพงดินที่ขวางกั้น นินจาคุโมะทั้งสามหลบอยู่หลังกำแพง รอให้ฝุ่นควันจางลง
ทว่าเสียงร้องอย่างเจ็บปวดที่ถูกข่มไว้กลับทำลายความเงียบ นินจาอีกสองคนหันไปมอง เพื่อนของพวกมันกุมที่ท้ายทอย ดวงตาเหลือกโปนขณะที่เลือดพุ่งกระฉูดออกมาตามซอกนิ้ว
"มันซ่อนวิถีดาวกระจายไว้กับการปะทะกันของไฟและดินงั้นเหรอ?"
"แต่จากมุมนั้น... มันทำได้ยังไงกัน!"
พวกมันอยู่หลังกำแพงแท้ๆ แต่ทำไมคมดาบถึงปลิดชีพเพื่อนมันจากมุมอับสายตาทางด้านหลังได้?
"จบเรื่องให้ไว"
เมื่อเสียพวกพ้องไปหนึ่งคนในพริบตา อีกสองคนที่เหลือก็พุ่งเข้าหายูซึรุอย่างบ้าคลั่ง
"เปล่าประโยชน์"
ยูซึรุไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว เขาพุ่งสวนเข้าไปด้วยความเร็วที่เหนือกว่า พวกนี้ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก ต่อให้ไม่ใช้เนตรกระจกเงาหมื่นบุปผา เขาก็อ่านทางพวกมันได้ขาด
เขาเคลื่อนไหวราวกับผีเสื้อที่ร่ายรำ พลิ้วไหวผ่านการจู่โจมประสานของพวกมันได้อย่างสง่างามและง่ายดาย ด้วยพลังของเนตรสามลูกห้าที่ช่วยในการมองเห็น การเคลื่อนไหวของศัตรูจึงเหมือนหนังสือที่กางรอให้เขาอ่าน
ทุกจังหวะการสวนกลับของเขาแต่งแต้มอากาศด้วยละอองเลือดสีแดงสด
เขาไม่มีความปราณีที่จะเหลือผู้รอดชีวิต หากนี่คือแผนการของฝ่ายโฮคาเงะ พวกนี้ก็คงไม่มีข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าไม่ใช่ เขาก็ยิ่งปล่อยให้พวกมันรอดไปไม่ได้
เขาต้องการให้เหตุการณ์นี้พังทลายความเชื่อมั่นของคุชินะที่มีต่อกลุ่มผู้นำหมู่บ้านให้ย่อยยับ
ไม่กี่อึดใจต่อมา ยูซึรุสะบัดเลือดออกจากใบดาบแล้วเก็บเข้าฝัก ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปหาเธอ
"คุชินะ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"
"ฉันไม่เป็นไร... ขอบคุณนะที่มาช่วยฉัน ยูซึรุ" เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเลื่อมใส
"นายสุดยอดมาก...จัดการพวกมันได้ง่ายดายขนาดนี้เลย"
การต่อสู้เมื่อครู่ช่างตราตรึงใจ นินจาสามคนที่ทำให้เธอรู้สึกสิ้นหวัง กลับล้มลงต่อหน้าเขาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เป็นคนรุ่นเดียวกันแท้ๆ
'เขาแข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?'
"บอกแล้วไงว่าฉันจะแข็งแกร่งขึ้น" ยูซึรุกล่าวเรียบๆ "ถ้าคู่ต่อสู้แค่นี้ยังเป็นอุปสรรคสำหรับฉัน ฉันก็คงไม่มีอะไรพิเศษ"
"และฉันจะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน!"
ความมั่นใจที่เยือกเย็นของเขาทำให้เธอตกอยู่ในภวังค์ สมองวนเวียนคิดถึงคำพูดที่เขาเคยบอกเธอในวันนั้น...
'ทำไมหัวใจเราถึงเต้นแรงขนาดนี้?'
ขณะที่เธอยังใจลอย ยูซึรุก็ตัดเชือกพันธนาการให้
"เดินไหวไหม?"
"ไหวสิ" เธอพยายามก้าวเดินได้เพียงสองก้าวก็ซวนเซ ยูซึรุคว้าแขนเธอไว้ได้ทันก่อนจะล้มลง
ใบหน้าของเธอแดงซ่าน คุชินะรีบก้มหน้าลง "ฉันแค่... หมดแรงนิดหน่อยน่ะ ไม่เป็นไรจริงๆ"
ยูซึรุถอนหายใจ "ยัยเด็กดื้อ"
"แต่ขืนเป็นแบบนี้ เธอคงกลับไม่ถึงหมู่บ้านก่อนรุ่งสากแน่"
เขาช้อนแขนลงใต้เข่าของเธอแล้วอุ้มเธอขึ้นในท่าเจ้าหญิง
"อ๊ะ ยูซึรุ นาย.."
"ชู่ว" เมื่อเธอเงียบลง เขาจึงเสริมว่า "อยู่นิ่งๆ เถอะ เดี๋ยวฉันพากลับบ้านเอง"
คุชินะเม้มริมฝีปาก ก่อนจะค่อยๆ ซบหน้าลงกับอกของเขาอย่างเงียบเชียบ
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มผมทองก็ปรากฏตัวขึ้น ผมของเขาสว่างไสวราวกับแสงอาทิตย์ นามิคาเสะ มินาโตะ กะพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นคุชินะอยู่ในอ้อมแขนของยูซึรุ "ฉัน... มาสายไปงั้นเหรอ?"
"เปล่าเลย นายมาได้จังหวะพอดี" ยูซึรุเอ่ยพร้อมมุมปากที่กระตุกยิ้ม
"ฉันจะพาคุชินะกลับก่อน มินาโตะ...ฝากจัดการศพพวกนินจาคุโมะสามคนนี้ด้วยนะ"
ไม่ทันที่มินาโตะจะได้ตอบคำถาม ยูซึรุก็หายลับไปพร้อมกับคุชินะในอ้อมแขน ทิ้งไว้เพียงเงาไม้ภายใต้แสงจันทร์