- หน้าแรก
- เป็นศัตรูกับอุจิฮะงั้นหรอ อย่ามาเสียใจที่อุจิฮะทั้งตระกูลหันหลังให้โคโนฮะ
- บทที่ 6 : ดาบที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ
บทที่ 6 : ดาบที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ
บทที่ 6 : ดาบที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ
บทที่ 6 : ดาบที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ
"ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร อุจิฮะก็ไม่มีวันได้เป็นโฮคาเงะงั้นเหรอ?"
สีหน้าของทาโร่และฟูกากุเปลี่ยนไปอีกครั้ง ทาโร่จ้องมองยูซึรุเขม็งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"บอกเหตุผลของนายมาให้ชัดเจนกว่านี้ซิ"
เมื่อถูกกดดันด้วยสายตา ยูซึรุนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาตัดสินใจที่จะแบไต๋ออกมา เพราะทาโร่และฟูกากุในตอนนี้ยังมืดบอดต่ออนาคต หากต้องการให้พวกเขายอมรับความจริงอันโหดร้าย ก็จำเป็นต้องมีตรรกะที่ทรงพลังพอจะสั่นคลอนความเชื่อเดิม
หลังจากเงียบไปอึดใจ ยูซึรุก็เอ่ยขึ้น
"ท่านผู้นำทาโร่ ฟูกากุ เพื่อจะทำความเข้าใจข้อสรุปของผม เราต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น... โฮคาเงะรุ่นที่สอง เซ็นจู โทบิรามะ ชายผู้มีความอคติต่ออุจิฮะอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่พวกท่านจะจินตนาการได้"
ทันทีที่ชื่อนั้นหลุดออกมา ทาโร่และฟูกากุต่างหันมาสบตากันด้วยความฉงน
"รุ่นที่สองอคติกับเรางั้นเหรอ?"
"ยูซึรุ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเซ็นจูจะระหองระแหงมาตั้งแต่ก่อนตั้งหมู่บ้าน แต่การบอกว่ารุ่นที่สองเป็นศัตรูกับเราเนี่ย... มันดูจะคลาดเคลื่อนไปหน่อยมั้ง?"
"สถานะของพวกเราในหมู่บ้านทุกวันนี้ ก็หยั่งรากมาจากนโยบายของรุ่นที่สองทั้งนั้น"
"เขาเป็นคนก่อตั้งกรมตำรวจนินจา และมอบอำนาจเบ็ดเสร็จในการรักษาความสงบให้พวกเรา"
"แล้วนายเอาอะไรมาตัดสินว่าเขาเป็นปฏิปักษ์กับอุจิฮะล่ะ?"
ยูซึรุอดไม่ได้ที่จะแค่นยิ้มอย่างสมเพชในใจ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตระกูลที่ยิ่งใหญ่อย่างอุจิฮะถึงได้เดินลงเหวไปทีละก้าว ด้วยวิสัยทัศน์ทางการเมืองที่ตื้นเขินแบบนี้ ต่อให้ถูกหลอกขายไปแล้ว ก็คงยังจะไปช่วยเขานั่งนับเงินให้อย่างขยันขันแข็ง
ในหัวมีแต่เรื่องการฆ่าฟันและการต่อสู้ มันช่างน่าเวทนาสิ้นดี
เมื่อเห็นยูซึรุยังคงนิ่งเงียบ ฟูกากุก็เริ่มร้อนใจ "ยูซึรุ ทำไมไม่พูดต่อล่ะ?"
ยูซึรุถอนหายใจ น้ำเสียงแฝงความอ่อนอกอ่อนใจ "ก็เพราะไอ้กรมตำรวจนินจาที่พวกท่านภูมิใจนักหนานี่แหละ คือตัวการที่ทำให้ชื่อเสียงของอุจิฮะในหมู่บ้านดิ่งลงเหวขนาดนี้"
"หือ? เพราะอะไร?"
ยูซึรุเริ่มสาธยาย "การรักษาความสงบในหมู่บ้านฟังดูเหมือนเป็นการกุมอำนาจล้นมือ แต่ความจริงแล้วเรื่องสำคัญระดับความมั่นคงกลับถูกส่งต่อให้หน่วยลับ ของโฮคาเงะจัดการโดยตรง"
"ภารกิจส่วนใหญ่ที่กรมตำรวจได้รับ คือเรื่องขัดแย้งจุกจิกระหว่างชาวบ้านเท่านั้น"
"การกระทบกระทั่งในชีวิตประจำวันมันตัดสินให้ถูกใจทุกฝ่ายได้ยาก ต่อให้นายตัดสินอย่างเที่ยงธรรม ฝ่ายที่เสียผลประโยชน์ก็ย่อมจะชิงชังเราที่เป็นคนคุมกฎ"
"ส่วนฝ่ายที่เราช่วยเหลือ สุดท้ายเขาก็มองว่ามันเป็นเพียงหน้าที่ ที่เราต้องทำอยู่แล้ว"
"ไม่มีใครมานั่งซาบซึ้งในบุญคุณหรอก สิ่งที่สะสมพอกพูนขึ้นมาทุกวันมีเพียงความเกลียดชังต่างหาก"
"เมื่อข่าวลือถูกพูดซ้ำบ่อยเข้า มันก็กลายเป็นความจริง แม้แต่ชาวบ้านที่ไม่เคยมีปัญหากับเรา ก็จะเริ่มหวาดระแวงและตีตัวออกห่างเพราะความกลัว"
"บวกกับนิสัยแข็งกร้าวไม่ยอมคนของคนในตระกูลเรา วิธีการจัดการย่อมสร้างความไม่พอใจได้ง่าย ความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานกับมวลชนจึงเป็นผลลัพธ์ที่ถูกวางหมากไว้แต่แรก"
"รุ่นที่สองมองเห็นแผนภาพนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง นั่นคือเหตุผลที่เขาระบุให้มีเพียง 'คนตระกูลอุจิฮะ' เท่านั้นที่รับตำแหน่งในกรมตำรวจ"
"ลองไตร่ตรองดูสิ นอกจากกรมตำรวจแล้ว มีโครงสร้างอำนาจไหนในหมู่บ้านอีกบ้างที่จำกัดสิทธิ์ไว้ให้เพียงตระกูลเดียว?"
คำพูดของยูซึรุเปรียบเสมือนอัสนีบาตที่ฟาดลงมากลางวงสนทนา ทาโร่และฟูกากุที่ติดอยู่ในกรงขังของระบบมาทั้งชีวิตถึงกับหน้าถอดสี
ความคิดที่พวกเขาไม่เคยระแคะระคายมาก่อนเริ่มพรั่งพรูเข้ามา ความเยือกเย็นเริ่มคืบคลานเข้าเกาะกุมหัวใจ
พวกเขาเคยสงสัยมาตลอดว่าทำไมผ่านไปหลายสิบปี อุจิฮะถึงยังรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมในหมู่บ้านแห่งนี้
ที่แท้...กับดักมันถูกวางไว้ตั้งแต่รุ่นพ่อแล้ว
อุจิฮะถูกต้อนเข้าสู่กรงล้อมมานานแสนนาน และหากไม่มีนิมิตหมายจากยูซึรุ พวกเขาอาจจะต้องเน่าตายอยู่ในความมืดมิดโดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
นโยบายอื่นๆ เริ่มปรากฏชัดในใจของทาโร่ เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผากก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
"ยูซึรุ...แล้วเรื่องที่รุ่นที่สองอนุญาตให้นินจาของเราประจำอยู่ในหมู่บ้านถาวร โดยไม่ต้องออกไปเสี่ยงภัยรับภารกิจข้างนอกล่ะ..."
"มันก็เป็นอย่างที่ท่านสังหรณ์นั่นแหละ" ยูซึรุกล่าวทุบโต๊ะ ทำลายความหวังสุดท้ายของผู้นำตระกูลจนไม่มีชิ้นดี
"เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม แค่พวกนั้นปล่อยข่าวลือออกไปว่า 'ในขณะที่นินจาตระกูลอื่นต้องเอาชีวิตไปทิ้งในสนามรบ แต่พวกอุจิฮะกลับกบดานอยู่อย่างสุขสบายในหมู่บ้าน ทำงานที่ไร้ความเสี่ยง' เพียงเท่านี้... เกียรติภูมิของตระกูลอุจิฮะก็จะพังทลายลงในชั่วพริบตา"
"นั่นคือระเบิดเวลาที่ เซ็นจู โทบิรามะ ตั้งใจฝังเอาไว้"
"ระเบิดที่มีอานุภาพรุนแรงพอจะฉีกทึ้งอุจิฮะให้เป็นชิ้นๆ"
เม็ดเหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายบนใบหน้าของทาโร่และฟูกากุ
พวกเขาไม่ใช่คนเขลา เพียงแค่ที่ผ่านมาไม่เคยพิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน แต่พอความจริงถูกกระชากหน้ากากออก ทุกอย่างก็พลันกระจ่างชัดในทันที
คำพูดของยูซึรุไม่ใช่แค่การขู่ให้ขวัญเสีย แต่มันคือดาบที่แขวนอยู่เหนือศีรษะของตระกูลอุจิฮะ และพร้อมจะสับลงมาได้ทุกเมื่อ!
ที่ผ่านมาพวกเขามองว่าตำแหน่งนี้คือเกียรติยศมาโดยตลอด ใครจะไปคาดคิดว่าเบื้องหลังจะซ่อนแผนการร้ายไว้แนบเนียนถึงเพียงนี้
เซ็นจู โทบิรามะ... ช่างเลือดเย็นเหลือเกิน!
หลังจากปล่อยให้ทั้งคู่จมอยู่กับความคิดชั่วครู่ ยูซึรุก็กล่าวต่อ "และกลุ่มคนที่รับช่วงต่อแนวคิดของโทบิรามะอย่าง ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น, ชิมูระ ดันโซ และคนอื่นๆ ก็ไม่มีวันเปิดโอกาสให้อุจิฮะได้ลืมตาอ้าปากแน่"
"ดังนั้น ไม่ว่าคนอื่นที่ลงแข่งจะเป็นใคร ฝ่ายโฮคาเงะจะไม่มีวันเลือกคนของอุจิฮะเด็ดขาด"
ทาโร่และฟูกากุสบตากันด้วยความกังวล ก่อนที่ฟูกากุจะค้านขึ้นมา
"ยูซึรุ แต่ตั้งแต่รุ่นที่สามรับตำแหน่งมา เขาก็ไม่เคยออกมาตรการอะไรที่พุ่งเป้ามาที่พวกเราโดยเฉพาะเลยไม่ใช่เหรอ?"
"บางที... เขาอาจจะต่างจากรุ่นที่สองก็ได้นะ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ยูซึรุเหลือบมองฟูกากุ มือขวาของเขาเผลอขยับไปที่ด้ามดาบยาวข้างเอวโดยไม่รู้ตัว
เขารู้สึกอยากจะฟันไอ้คนซื่อบื้อนี่ให้ขาดเป็นสองท่อนเสียจริง
ตามเนื้อเรื่องเดิม ฟูกากุเอาแต่ฝากความหวังลมๆ แล้งๆ ไว้กับพวกโฮคาเงะ ถึงขั้นตั้งชื่อลูกชายว่า 'ซาสึเกะ' ตามชื่อพ่อของรุ่นที่สาม แถมยังลังเลไปมาระหว่างการทำรัฐประหารกับการประนีประนอม ซ้ำร้ายยังส่งทั้งอิทาจิและชิซุยเข้าไปให้หน่วยลับล้างสมองจนเสียคน…
ถ้านับรวมตัวฟูกากุเองด้วย นั่นคือเนตรกระจกเงาหมื่นบุปผาถึงสามคู่เชียวนะ
ลำพังแค่สามคนนี้อยู่เฉยๆ ต่อให้เป็นซารุโทบิหรือดันโซก็คงไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือกับอุจิฮะง่ายๆ หรอกใช่ไหม?
แล้วผลลัพธ์เป็นยังไงล่ะ?
สุดท้ายพวกนั้นก็หาทางกวาดล้างอุจิฮะจนเหี้ยนได้อยู่ดี
ยูซึรุสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ ฟูกากุไม่ใช่สมาชิกคนเดียวที่ยังหลงเชื่อในตัวซารุโทบิ การจะดึงพวกเขามาร่วมทางให้ได้ทั้งหมด เขาจำเป็นต้องกระชากหน้ากากพวกโฮคาเงะออกมาให้เห็นกับตา
ยูซึรุจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ท่านผู้นำทาโร่ ลองไปเสนอเรื่องนี้กับ ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น ดูสิครับ... เสนอให้มีการปฏิรูปกรมตำรวจ เปิดรับนินจาจากตระกูลอื่นหรือนินจาสามัญชนเข้ามาทำงานด้วย"
"และแน่นอน อย่าลืมพูดเรื่องการอนุญาตให้นินจาอุจิฮะจัดทีมได้อย่างอิสระ เพื่อออกไปทำภารกิจข้างนอกเหมือนนินจาคนอื่นๆ ด้วยล่ะ..."
"สำหรับวันนี้พอแค่นี้เถอะ ขอบคุณสำหรับน้ำชานะครับ"
เขาพูดในสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว ความจริงบางอย่างก็ต้องให้เวลาคนพวกนี้ได้ไตร่ตรอง ในเมื่อเขายังอยู่ที่นี่ สมาชิกในตระกูลจะได้เห็นธาตุแท้ของซารุโทบิและพรรคพวกด้วยตาตัวเอง
ปล่อยให้กระสุนมันวิ่งไปสักพักก่อนแล้วกัน
เมื่อมองแผ่นหลังของยูซึรุที่เดินจากไป ทาโร่ก็พึมพำออกมาด้วยความตื้นตัน "แววตาที่เฉียบคมกับพลังที่ท่วมท้น... ดูเหมือนตระกูลเราจะให้กำเนิดคนที่ไม่ธรรมดาออกมาแล้วจริงๆ"
ส่วนฟูกากุนั้นกลับดูว้าวุ่นใจ "พ่อครับ ถ้าเรื่องที่รุ่นที่สามทำเป็นอย่างที่ยูซึรุพูดจริงๆ เราจะทำยังไงดี?"
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ทาโร่ก็ถอนหายใจ "รอดูกันไปก่อน บางทียูซึรุอาจจะมีแผนการอยู่ในหัวแล้วก็ได้"
"ฟูกากุ ถ้าสถานการณ์มันเลวร้ายลงจริงๆ ยูซึรุนี่แหละอาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการฝ่าทางตัน อย่าไปขัดคอกับเขาเล่า"
"ไม่ต้องห่วงครับพ่อ" เมื่อนึกถึงพลังเนตรที่น่าสะพรึงกลัวและวิสัยทัศน์ที่ยูซึรุเพิ่งแสดงออกมา ฟูกากุก็พึมพำ
"ผมไม่ได้ใจแคบขนาดนั้น"