เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 : บทเรียนที่ไร้ความเจ็บปวด ย่อมไร้ความหมาย

บทที่ 3 : บทเรียนที่ไร้ความเจ็บปวด ย่อมไร้ความหมาย

บทที่ 3 : บทเรียนที่ไร้ความเจ็บปวด ย่อมไร้ความหมาย


บทที่ 3 : บทเรียนที่ไร้ความเจ็บปวด ย่อมไร้ความหมาย

กร๊อบ!

เสียงกระดูกลั่นดังสนั่นฉุดให้ทุกคนหลุดจากภวังค์กลับสู่โลกแห่งความจริง

แม้แต่สมาชิกตระกูลอุจิฮะที่หยิ่งทนงในศักดิ์ศรี ต่างก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นยูซึรุสะบัดมือบิดแขนของฟูกากุจนหลุดผิดรูป

ยูซึรุ...จะไม่ใจร้อนเกินไปหน่อยเหรอ?

ท่ามกลางสายตาของทุกคน ฟูกากุค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น มือข้างหนึ่งกุมแขนที่บาดเจ็บเอาไว้แน่น เขากัดฟันกรอดเพื่อสะกดกลั้นเสียงร้องอย่างสุดความสามารถ

เพียงแค่ประคองสติไม่ให้สลบไปจากการโจมตีทางจิตเมื่อครู่ ก็ถือว่าเต็มกลืนสำหรับเขาแล้ว

ยูซึรุเหลือบมองใบหน้าซีดเผือดของฟูกากุ ก่อนจะคลายเนตรวงแหวนกลับสู่สภาวะปกติ

เหง่ง

เสียงระฆังที่กังวานและนุ่มนวลดังขึ้นในจังหวะนั้น ประตูของศาลเจ้านากะค่อยๆ เปิดออกช้าๆ ยูซึรุจัดระเบียบปกเสื้อให้เข้าที่ ก่อนจะหันหลังเดินมุ่งหน้าเข้าไปข้างใน

"อ้อ แล้วก็..."

"จะหาว่าฉันรังแกคนอ่อนแอก็เชิญ แต่จำไว้บทเรียนที่ปราศจากความเจ็บปวดน่ะมันไร้ความหมาย ถ้าไม่รู้จักเสียสละอะไรไปบ้าง ก็จะไม่มีวันได้อะไรกลับมา"

"คราวหน้าถ้าคิดจะมาท้าทายฉันอีก ก็ลองนึกถึงแขนข้างที่หักในวันนี้ดูแล้วกัน"

คำพูดอวดดีที่ฟูกากุเคยพ่นไว้ก่อนเริ่มสู้ ถูกยูซึรุสวนกลับไปแทบจะคำต่อคำ ทำเอาฟูกากุถึงกับหน้าร้อนผ่าว

นี่มันน่าอัปยศเกินไปแล้ว!

เขามองตามหลังของยูซึรุที่เดินจากไปด้วยความมึนงง ในฐานะคนที่เผชิญหน้าโดยตรง ฟูกากุสัมผัสได้ถึงพลังเนตรของยูซึรุอย่างชัดเจนที่สุด ภายใต้แรงปะทะที่ถาโถมและรุนแรงนั้น เขาไม่สามารถแม้แต่จะขัดขืนได้เลย

ฟูกากุผู้ทนงตัวว่าเปี่ยมพรสวรรค์มาตั้งแต่เด็ก รู้สึกถึงความพ่ายแพ้อย่างราบคาบแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน

ทั้งที่มีเนตรสามโทโมเอะเหมือนกัน แต่ทำไมช่องว่างมันถึงได้มหาศาลขนาดนี้กันแน่?!

สมาชิกตระกูลต่างทยอยเดินเข้าไปในศาลเจ้านากะ แต่เสียงซุบซิบยังคงดังอยู่ไม่ขาดสาย ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าการประจันหน้าระหว่างอัจฉริยะรุ่นเก่าและรุ่นใหม่จะจบลงในลักษณะนี้

"ไม่อยากจะเชื่อเลย ยูซึรุชนะฟูกากุจริงๆ ด้วย!"

"ใช่ แล้วนายสังเกตไหม? เมื่อเทียบกับฟูกากุแล้ว ยูซึรุดูไม่มีอาการสะท้านอะไรเลยสักนิด"

"นั่นหมายความได้อย่างเดียว พลังเนตรของยูซึรุเหนือกว่าฟูกากุไปไกลโข!"

"น่ากลัวชะมัด!"

พลังที่ยูซึรุแสดงออกมาทำให้คนในตระกูลเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง ถ้าไม่ได้เห็นกับตา พวกเขาคงไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด

สามโทโมเอะเหมือนกัน... แต่พลังเนตรของยูซึรุมันไม่สัตว์ประหลาดเกินไปหน่อยเหรอ?

ภายในห้องลับใต้ดินของศาลเจ้านากะ

ยากุมิและอินาบินั่งลงข้างๆ ยูซึรุ ทั้งคู่ยังมีอาการตื่นเต้นไม่หาย

"รุ่นพี่ยูซึรุ สุดยอดไปเลย! ท่านล้มท่านฟูกากุได้จริงๆ ด้วย!"

"ใช่ เมื่อกี้พวกผมแอบนึกว่าพี่จะเสร็จซะแล้ว"

ยูซึรุไม่ได้ตอบโต้อะไร แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถือสา ยากุมิพูดด้วยดวงตาเป็นประกาย "สมกับเป็นหัวหน้าหน่วยที่อายุน้อยที่สุด ถ้าวันหนึ่งฉันเก่งได้สักครึ่งของพี่ก็คงดี"

อินาบิลูบคาง ใช้ความคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น "ยากุมิ นายอาจจะเก่งเหมือนรุ่นพี่ยูซึรุได้ แต่นายไม่มีทางเก่งเท่ารุ่นพี่ยูซึรุได้หรอก"

"แล้วมันต่างกันตรงไหนไม่ทราบ! ฮึ?" ยากุมิเถียงกลับทันควันอย่างไม่ยอมแพ้

เมื่อได้ยินเด็กสองคนทะเลาะกัน ยูซึรุก็เริ่มรู้สึกปวดหัวตุบๆ เขาจึงหลับตาลงเพื่อพักผ่อน

เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ แล้ว ในฐานะคนที่เพิ่งโค่นฟูกากุมาได้ ยูซึรุกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือยินดีอะไรเลยสักนิด ในการประลองพลังเนตรกันตรงๆ สามโทโมเอะไม่มีทางทัดเทียมกระจกเงาหมื่นบุปผาได้อยู่แล้ว

เขาไม่ใช่อิทาจิที่ต้องมานั่งออมมือให้ซาสึเกะ ด้วยเนตรกระจกเงาหมื่นบุปผาในครอบครอง การเอาชนะฟูกากุที่มีแค่สามโทโมเอะจึงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด

หลังจากรอได้ไม่นาน อุจิฮะ ทาโร่ ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าฝูงชน

"ทุกคนเงียบหน่อย การประชุมตระกูลจะเริ่ม ณ บัดนี้"

ทาโร่ปรายตามองไปยังฟูกากุที่กุมแขนตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองยูซึรุแวบหนึ่งอย่างแนบเนียน แล้วจึงเริ่มกล่าวต่อ

"ประกาศเรื่องแรก ทางเรามีแผนจะแต่งตั้งยูซึรุให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยที่เจ็ดของกรมตำรวจนินจา เราจะเริ่มลงคะแนนกัน ณ ตอนนี้ ใครเห็นด้วยโปรดชูมือขึ้น"

ทุกคนในที่ประชุมต่างทราบเรื่องนี้ล่วงหน้าอยู่แล้ว และหลังจากที่ยูซึรุเอาชนะฟูกากุได้อย่างเด็ดขาด มือเกือบทุกข้างในห้องก็ชูขึ้นพร้อมกันทันที

แม้แต่ฟูกากุเองก็ยกมือเห็นด้วย

"ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันตกลง" ทาโร่กล่าวพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ

"ยากุมิ อินาบิ พวกเธอสองคนจะไปเป็นลูกน้องในหน่วยของยูซึรุ"

การจัดสรรสมาชิกในหน่วยนั้นง่ายกว่าการเลือกตัวหัวหน้าหน่วยมาก ทาโร่จึงตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเลย อินาบิและยากุมิรีบสปริงตัวลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ

"ครับผม!"

การได้ติดตามยูซึรุคือสิ่งที่พวกเขาปรารถนามาตลอด

"เรื่องถัดไป เราจะหารือเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายของตระกูล..."

ภายใต้การนำของทาโร่ หัวข้อต่างๆ ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปันส่วนอุตสาหกรรมในตระกูล การฝึกฝนนินจา การแลกเปลี่ยนทรัพยากรวิชานินจา ไปจนถึงการปรับภูมิทัศน์และการวางรากฐานสิ่งปลูกสร้างในเขตตระกูล

การพูดคุยที่ลงลึกในทุกรายละเอียดดำเนินไปจนล่วงเลยเวลาเที่ยงคืน

ยูซึรุตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ในเมื่อตอนนี้เขาผูกติดกับ "ระบบตระกูล" แล้ว ตระกูลก็คือรากฐานความแข็งแกร่งของเขา เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตระกูลจึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้

"เอาล่ะเรื่องต่อไป เรามาคุยกันว่าทำอย่างไรถึงจะขยายอิทธิพลของตระกูลภายในหมู่บ้าน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งโฮคาเงะสมัยหน้า!"

สิ้นคำนั้น ฝูงชนที่กำลังง่วงงุนก็พลันตื่นตัวขึ้นมาทันที เพียงครู่เดียวก็มีคนยกมือเสนอความเห็น

"ท่านผู้นำ ผมคิดว่าเราควรเพิ่มกำลังคนในกรมตำรวจ และทำงานให้หนักขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย นั่นจะช่วยยกระดับฐานะตระกูลเราในหมู่บ้านได้ครับ"

"ฉันเสนอว่าเราควรไปท้าดวลกับยอดฝีมือของตระกูลอื่นทีละคน เพื่อให้ทุกคนประจักษ์ถึงความเกรียงไกรของอุจิฮะ"

"ท่านทาโร่ครับ เราควรให้ระดับหัวกะทิมาติวเข้มสมาชิกคนอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งการแชร์ประสบการณ์และเคล็ดลับวิชา เพื่อตอบข้อสงสัยในการฝึกฝน"

"..."

ทาโร่ถอนหายใจยาวในใจขณะฟังข้อเสนอเหล่านั้น มีแต่คำพูดเดิมๆ ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่มันก็พิสูจน์แล้วว่าแทบไม่ได้ผลเลย อิทธิพลของตระกูลในหมู่บ้านกำลังลดน้อยถอยลงทุกวัน และชื่อเสียงก็แย่ลงเรื่อยๆ

บางครั้งเขาก็ไม่เข้าใจ ทั้งที่ทุ่มเทกันขนาดนี้ แต่ทำไมถึงรู้สึกว่าสถานะของพวกเขากลับยิ่งยากลำบากขึ้น?

ทันใดนั้น เสียงคนหนุ่มก็ดังขึ้น "ท่านผู้นำ ผมมีความเห็นเรื่องการทำให้ตระกูลอุจิฮะแข็งแกร่งขึ้นครับ"

ทาโร่เงยหน้าขึ้นมอง เห็นยูซึรุกำลังยืนอยู่

เมื่อได้เห็นเด็กหนุ่มผู้เป็นอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่ทุกคนยอมรับ คนที่เพิ่งจะเอาชนะฟูกากุมาได้ด้วยวัยเพียงสิบสี่ปี ความอยากรู้อยากเห็นก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่ได้

เด็กคนนี้จะมีมุมมองต่อเรื่องแบบนี้ยังไงกันนะ?

ถึงอย่างนั้น ทาโร่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะเรื่องนี้ไม่เหมือนการต่อสู้ที่ใช้แค่กำลัง แต่มันเป็นเรื่องที่จัดการไม่ได้หากขาดประสบการณ์และวิสัยทัศน์ ซึ่งคนอื่นๆ ก็คงคิดไม่ต่างกัน หลายคนมองยูซึรุด้วยสายตาเอ็นดูแกมขบขัน

แม้พวกเขาจะนับถือในฝีมือของยูซึรุอย่างมาก แต่เรื่องนี้มันคนละเรื่องกับความแข็งแกร่งเลยสักนิด!

จบบทที่ บทที่ 3 : บทเรียนที่ไร้ความเจ็บปวด ย่อมไร้ความหมาย

คัดลอกลิงก์แล้ว