- หน้าแรก
- เมื่อผมเกิดใหม่เป็นเมียแต่งของท่านประธานจอมเจ้าเล่ห์
- บทที่ 9 ธุรกิจที่ไม่มีวันขาดลูกค้า
บทที่ 9 ธุรกิจที่ไม่มีวันขาดลูกค้า
บทที่ 9 ธุรกิจที่ไม่มีวันขาดลูกค้า
แม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างหนักหน่วงก็ตาม
แต่กลับมีสถานที่สองแห่งที่ไม่เคยต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนลูกค้าเลย
แห่งแรกคือโรงพยาบาลใหญ่ๆ และอีกแห่งคือสถานที่จัดงานศพ
สถานที่จัดงานศพมักจะเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งอยู่เสมอ
มันเป็นสถานที่ที่เปี่ยมล้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก แต่ในขณะเดียวกันก็ช่างไร้ความปรานี
ที่บอกว่าเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึก ก็เพราะที่นี่เราจะได้เห็นผู้คนมากมายปลดปล่อยอารมณ์ที่แท้จริงจากเบื้องลึกของจิตใจออกมา แต่ที่บอกว่าไร้ความปรานี ก็เพราะต่อให้พวกเขาร้องไห้คร่ำครวญจนแทบขาดใจ ก็ไม่อาจเรียกบุคคลอันเป็นที่รักที่กำลังถูกเข็นให้ห่างออกไปเรื่อยๆ กลับคืนมาได้อยู่ดี
และพ่อแม่ของอันเมิ่งก็คือหนึ่งในคู่สามีภรรยาที่กำลังหัวใจสลายในกลุ่มคนของวันนี้
"ลูกแม่ อย่าทิ้งแม่ไปนะ แม่ทนไม่ได้หรอกถ้าไม่มีลูก" เมื่อเห็นรถเข็นร่างไร้วิญญาณถูกเข็นเข้าไปในเตาเผา แม่ของอันเมิ่งก็ทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นอย่างหมดแรง ราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปจนสิ้น
"สวรรค์ คืนลูกชายฉันมานะ!"
พ่อของอันเมิ่งสูบบุหรี่จนหมดซองไปแล้ว เขาโยนก้นบุหรี่ทิ้งลงพื้น นั่งยองๆ แล้วสวมกอดไหล่ของภรรยาเอาไว้แน่น แม้ว่าเขาจะหัวใจสลายไม่ต่างกัน แต่ก็ต้องกัดฟันเข้มแข็งเพื่อปลอบประโลมภรรยา
"ลุกขึ้นเถอะ"
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
เขาชื่อว่าฉีเย่ เป็นเพื่อนรักเพื่อนตายของอันเมิ่ง และยังเป็นหนึ่งในพยานที่เห็นเหตุการณ์การกระโดดบันจี้จัมป์ที่ผิดพลาดของอันเมิ่งเมื่อวานนี้ด้วย
หลังจากเกิดอุบัติเหตุ เขารีบเรียกรถพยาบาลและพาอันเมิ่งไปส่งโรงพยาบาลทันที แต่เนื่องจากอาการบาดเจ็บสาหัสเกินไป เพียงหนึ่งชั่วโมงต่อมา หมอก็ประกาศว่าการช่วยชีวิตไม่เป็นผล อันเมิ่งได้จากไปแล้ว
การสูญเสียเพื่อนรักไป ย่อมทำให้เขาเสียใจอย่างสุดซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นพ่อแม่ของอันเมิ่งต้องทนทุกข์ทรมานใจ นอกเหนือจากความโศกเศร้าแล้ว เขายังรู้สึกโทษตัวเองอีกด้วย
ถ้าเมื่อวานเขาไม่เสนอให้ไปเที่ยวสวนสนุก ถ้าเขาไม่ชวนเล่นบันจี้จัมป์ ถ้าเขาสังเกตเห็นความผิดปกติของเชือกได้เร็วกว่านี้...
เขากลัว กลัวว่าพ่อกับแม่ของอันเมิ่งจะตั้งคำถาม กลัวว่าพวกเขาจะโทษเขา ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงเลือกที่จะหลบหน้าพวกเขาไปก่อนชั่วคราว
เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบพลางเดินทอดน่องไปตามถนนที่ไร้ผู้คน ท้องฟ้าเริ่มโปรยปรายหิมะลงมาบางๆ เกล็ดหิมะร่วงหล่นลงบนต้นสนและต้นไซเปรสสีเขียวเข้มที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง ช่วยเติมแต่งความงดงามอันน่าสลดใจให้กับการจากลา
บุหรี่มวนนี้ถูกเผาผลาญจนหมดมวนโดยไม่รู้ตัว เขารู้ว่าถึงเวลาที่ต้องบอกลาแล้ว
ลาก่อนนะ อันเมิ่ง
คงไม่มีใครเรียกเขาว่า 'อาเฉีย' อีกแล้วล่ะ
"อาเฉีย!"
ฉีเย่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันขวับกลับไปมอง
"เมิ่งจื่อ?!" แววตาที่เคยเป็นประกายกลับหม่นหมองลงอีกครั้งเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง เขาหรี่ตาลง "เธอเป็นใคร?"
คนที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาคือเด็กสาวคนหนึ่ง เธอกำลังก้มตัว เอามือยันเข่าหอบหายใจอย่างหนัก
เธอสวมเสื้อโค้ตตัวใหญ่สีเบจยาวคลุมเข่า เผยให้เห็นช่วงน่องเล็กน้อยที่สวมกางเกงขายาวสีดำ คู่กับรองเท้าบูทหุ้มข้อสีดำคู่เล็กน่ารัก
เด็กสาวคนนี้หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา แต่เขาไม่มีอารมณ์จะมาชื่นชมความงามของเธอในตอนนี้หรอก
เขากำลังสับสน ดูเหมือนว่าเด็กสาวคนนี้จะรู้จักเขา แถมเธอยังเรียกชื่อเล่นที่มีแต่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่รู้ด้วย
แต่ฉีเย่มั่นใจว่าเขาไม่รู้จักเธอแน่ๆ เพราะถ้าเขาเคยเจอผู้หญิงสวยขนาดนี้ เขาต้องจำได้แม่นแน่นอน
"นี่เธอ... เรียกฉันเหรอ?"
"ก็ใช่น่ะสิ จะให้เรียกใครอีกล่ะ?" อันเมิ่ง (ร่างหญิง) ตอบพลางหอบหายใจ
หลังจากรู้ว่าร่างเดิมถูกส่งมาที่สถานที่จัดงานศพ เธอก็รีบบึ่งมาที่นี่ทันทีโดยไม่หยุดพัก
ร่างกายนั้นคือรหัสผ่านสำคัญในการกลับไป ไม่ว่าตอนนี้เธอจะไปแตะต้องสิ่งไหน ก็มักจะมีปฏิกิริยาแปลกๆ เกิดขึ้นเสมอ บางทีถ้าเธอได้แตะต้องร่างเดิมของตัวเอง เธออาจจะสามารถสลับร่างกลับไปได้เลยก็ได้
แม้จะเป็นเพียงความเป็นไปได้เล็กน้อย แต่หากร่างเดิมหายไป ความเป็นไปได้เหล่านั้นก็จะกลายเป็นเรื่องเพ้อฝันไปโดยปริยาย
"เธอรู้ชื่อเล่นฉันได้ยังไง?" ฉีเย่ขมวดคิ้ว
ชื่อเล่น 'อาเฉีย' นี้ อันเมิ่งเป็นคนตั้งให้เขาตอนเด็กๆ พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมาตั้งแต่ประถม ตอนป.หนึ่ง ครูสอนพินอินให้ทุกคน พอเอาพินอินชื่อของเขาที่ชื่อ 'ฉีเย่' มารวมกัน มันก็ออกเสียงคล้ายกับคำว่า 'เฉีย' อันเมิ่งก็เลยเรียกเขาว่า 'อาเฉีย' มาตั้งแต่นั้น
ถึงแม้จะเป็นความโชคดีในความโชคร้ายที่เพื่อนร่วมชั้นหลายคนเรียกเขาแบบนั้นในตอนนั้น แต่ตอนนี้ เพื่อนร่วมชั้นสมัยประถมที่เขายังติดต่อด้วยก็มีแค่อันเมิ่งคนเดียวเท่านั้น
นั่นหมายความว่านอกจากอันเมิ่งแล้ว ก็ไม่น่าจะมีใครเรียกเขาด้วยชื่อนี้อีก
อันเมิ่ง (ร่างหญิง) สบถในใจ บ้าเอ๊ย เมื่อกี้เธอรีบร้อนเกินไปจนเผลอเรียกชื่อเล่นฉีเย่ออกมาโดยสัญชาตญาณ
"อ๋อ... ฉันได้ยินมาจากอันเมิ่งน่ะ แล้วตอนนี้อันเมิ่งอยู่ไหนแล้วล่ะ?" เพราะคำเตือนเรื่อง 'สถาบันวิจัย' ที่ได้รับจากลู่หลินเหอ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะต้องระมัดระวังเรื่องตัวตนของตัวเองให้มากขึ้น
ใครจะไปคิดว่าคำอธิบายของเธอจะไม่ได้ทำให้ฉีเย่เลิกขมวดคิ้วเลยแม้แต่น้อย "เธอรู้จักอันเมิ่งงั้นเหรอ?"
"ช... ใช่ ทำไมล่ะ?"
"ไม่มีทาง ด้วยนิสัยอย่างหมอนั่น ถ้าเขารู้จักผู้หญิงสวยๆ อย่างเธอ ต่อให้แค่แอดวีแชตกัน เขาคงทักมาถามฉันแล้วล่ะว่าอยากได้ลูกชายหรือลูกสาวดี แล้วจะตั้งชื่อลูกว่าอะไร"
"ซี้ดดด—" อันเมิ่ง (ร่างหญิง) สูดลมหายใจเข้าลึก หมอนี่จำเป็นต้องรู้ใจเธอขนาดนี้ไหมเนี่ย?!
ขณะที่เธอกำลังพูดไม่ออก ฉีเย่ก็ยิ้มออกมาเหมือนคนที่รู้ทันทุกอย่าง "อ้อ ฉันรู้แล้วว่าเธอเป็นใคร"
"นี่แกรู้ดีอีกแล้วเหรอ?"
"เธอคือคนที่สวนสนุกส่งมาใช่ไหมล่ะ? เพราะอุบัติเหตุที่ทำให้คนตาย พวกเธอเลยต้องจ่ายค่าชดเชยก้อนโต เธอคงสืบรู้มาว่าความสัมพันธ์ของฉันกับครอบครัวของอันเมิ่งนั้นพิเศษ เธอเลยกะจะใช้แผนสาวงามมาตีสนิทฉัน หวังจะให้ฉันช่วยพูดเกลี้ยกล่อมคุณลุงคุณป้าให้ลดค่าชดเชยลงล่ะสิ"
ดวงตาคู่สวยของอันเมิ่ง (ร่างหญิง) หรี่แคบลงทันที
"เป็นไงล่ะ ฉันเดาถูกเผงเลยใช่ไหม! เสียใจด้วยนะ เธอมาผิดคนแล้ว ฉันไม่ใช่ผู้ชายที่จะซื้อได้ด้วยการร่วมหลับนอนแค่คืนเดียวหรอกนะ!"
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางขึงขังจริงจังของฉีเย่ อันเมิ่ง (ร่างหญิง) ก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมานิดๆ
"ไม่ต้องพูดแล้วอาเฉีย แกเป็นเพื่อนรักเพื่อนตายของอันเมิ่งจริงๆ!"
"มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว!" ฉีเย่พูดพลางชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว "อย่างน้อยก็ต้องสองคืนโว้ย!"
เด็กสาวหรี่ตาลงทันที
"สีหน้าแบบนั้น... ดูเหมือนว่าฉันจะเดาถูกสินะ เธอมาจากที่นั่นจริงๆ ด้วย!"
เด็กสาวถอนหายใจเบาๆ "แกเคยได้ยินเรื่องเล่าเรื่องนี้ไหม? ที่ชนบท มีคุณปู่กับหลานชายคู่หนึ่ง คุณปู่มีฝีมือในการสานตะกร้าไม้ไผ่ที่เก่งกาจมาก วันหนึ่ง เขารับออเดอร์ตะกร้าหลายร้อยใบ เขาทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่ตอนที่ยังเหลืออีกร้อยใบ หลานชายเป็นห่วงสุขภาพของคุณปู่ ก็เลยบอกให้คุณปู่ไปนอนพัก แล้วเดี๋ยวเขาจะสานต่อให้เอง พอคุณปู่ตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ก็พบว่าตะกร้าทั้งร้อยใบเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาเลยตบไหล่หลานชายด้วยความดีใจ แล้วพูดประโยคหนึ่งกับเขา"
"พูดว่าอะไรล่ะ?"
อันเมิ่ง (ร่างหญิง) ตบไหล่ฉีเย่ "หลานเอ๊ย เอ็งนี่มันช่างสาน (สาระแน) จริงๆ"
ฉีเย่ชะงักไปครู่หนึ่ง กว่าจะตั้งสติได้ "นี่เธอ... กำลังด่าฉันอ้อมๆ งั้นเหรอ?"
"หา? นี่ฉันไม่ได้ด่าแกตรงๆ หรอกเหรอ?"
"ได้ๆๆ พอโดนจับได้ก็เลยโมโหกลบเกลื่อนใช่ไหมล่ะ?"
"โมโหบ้าบออะไรล่ะ! ช่างเถอะ กับคนซื่อบื้ออย่างแก พูดความจริงไปเลยคงจะดีกว่า อาเฉีย ที่จริงแล้วฉันคือเมิ่งจื่อ!"
"เหรอ? งั้นฉันก็จะบอกความลับให้เธอรู้เหมือนกัน ฉันคือขงจื๊อ"
"ไร้สาระอะไรของแกเนี่ย ฉันบอกว่าฉันคืออันเมิ่งไง!"
"อันนั้นฟังดูน่าเชื่อถือน้อยกว่าการที่เธอจะบอกว่าตัวเองเป็นเมิ่งจื๊อซะอีกนะ"
อันเมิ่ง (ร่างหญิง) จ้องหน้าเขา ผ่านไปครู่ใหญ่ เธอจึงถอนหายใจออกมา "ดูเหมือนว่าฉันคงต้องงัดไม้ตายมาใช้กับแกซะแล้วล่ะ"
"ไม้ตาย? ไหนลองดูซิว่าเธอจะงัดลูกเล่นอะไรออกมาได้อีก" ฉีเย่ปัดตกอย่างไม่ไยดี
"ตอนอายุเจ็ดขวบ แกเผลอตกลงไปในบ่อเกรอะ ตอนที่ฉันไปตามคนมาช่วย แกกำลังดำน้ำมุดไปมุดมาอยู่ในนั้น"
สีหน้าของฉีเย่ว่างเปล่าไปทันที
"ตอนอายุสิบสี่ แอบปีนหน้าต่างเข้าไปในโรงอาบน้ำหญิง แต่โดนอาจารย์ใหญ่จับได้คาหนังคาเขา อาจารย์ใหญ่ถามแกว่าทำไมถึงปีนหน้าต่างเข้ามา แกบอกว่า 'ก็ประตูใหญ่เขาไม่ให้ผมเข้านี่ครับ'"
"ตอนอายุสิบแปด ของที่แกซ่อนไว้ที่บ้านดันโดนพ่อกับแม่เจอ พ่อแกคาดคั้นถามว่านี่คืออะไร แกกลับตอบท่านด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังว่า 'นี่คือเห็ดหลินจือไฟ มันช่วยให้ผมบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนได้'"
"ตอนอายุยี่สิบ... อื้อออ!"
ฉีเย่เอามือปิดปากอันเมิ่ง (ร่างหญิง) ไว้ "พอแล้วๆๆ ฉันเชื่อเธอแล้วก็ได้! เมิ่งจื่อ ดีจริงๆ ที่นายยังไม่ตาย! แต่ทำไมนายถึงกลายเป็น... สภาพนี้ล่ะ?"
"ถ้าฉันรู้สาเหตุ ฉันคงไม่ต้องมาหาความจริงอยู่นี่หรอก อีกอย่าง ร่างเดิมของฉันเป็นยังไงบ้าง? ฉันยังรอดูอยู่เลยว่าจะกลับเข้าร่างเดิมได้ไหม"
"ร่างของนาย... ป่านนี้น่าจะสุกได้ที่แบบมีเดียมแรร์แล้วล่ะ"
"อ้อ... ห๊ะ!?"