- หน้าแรก
- เมื่อผมเกิดใหม่เป็นเมียแต่งของท่านประธานจอมเจ้าเล่ห์
- บทที่ 8 เศษเสี้ยวความทรงจำ
บทที่ 8 เศษเสี้ยวความทรงจำ
บทที่ 8 เศษเสี้ยวความทรงจำ
อันเมิ่งสัมผัสได้ว่าสามคนนี้ไม่ได้มาดีแน่ๆ แต่เธอเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า 'ไม่ตีคนที่กำลังยิ้มให้'
ดังนั้นเธอจึงปั้นรอยยิ้มบางๆ แล้วโบกมือให้พวกเขา
"ไฮ"
"ไฮบ้าไฮบออะไรของหล่อน!" ลู่อวิ๋นเหลียนกลอกตาใส่เธอ
เอาเถอะ ถึงรอยยิ้มจะไม่ถูกตี แต่ก็โดนด่ากลับมาจนได้
เถียนฮุ่ยฟางขมวดคิ้ว "เมื่อเช้าหล่อนยังไม่ได้ทำงานสักอย่างเลย มัวแต่วิ่งพล่านหาคนไปทั่วคฤหาสน์ทำไม?"
"ทำงาน?" อันเมิ่งงุนงงเล็กน้อย
นี่มันสถานการณ์แบบไหนกัน? ภรรยาท่านประธานตระกูลลู่ยังต้องทำงานอีกงั้นเหรอ?
"ดูท่าหล่อนจะความจำเสื่อมจริงๆ สินะ" เถียนฮุ่ยฟางแค่นเสียงเย็น "เสี่ยวเหลียน เอาของที่หล่อนต้องใช้ไปให้สิ"
ลู่อวิ๋นเหลียนก้าวไปข้างหน้า ในมือถือไม้กวาดด้ามหนึ่ง
เธอโยนมันให้อันเมิ่ง "นี่คือของของหล่อน"
อันเมิ่งรับมาโดยสัญชาตญาณ ทันทีที่มือสัมผัสกับไม้กวาด ราวกับมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงเข้าที่หลังศีรษะ ร่างทั้งร่างแข็งทื่อไปในทันที
วินาทีต่อมา เศษเสี้ยวความทรงจำมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว
มันคือความทรงจำของอันเมิ่งคนเดิม
ตั้งแต่วันแรกที่อันเมิ่งก้าวเข้ามาในบ้าน เถียนฮุ่ยฟางก็โยนไม้กวาดด้ามนี้ใส่เธอ กอดอกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม
"อย่าคิดนะว่าแค่ลูกชายฉันชอบหล่อน แล้วหล่อนจะมาลงหลักปักฐานในตระกูลลู่ได้ง่ายๆ ฉันจะบอกให้เอาบุญ การจะเป็นสะใภ้ตระกูลลู่มันไม่ได้เป็นกันง่ายๆ หรอกนะ ไปกวาดพื้นชั้นนี้ให้หมด แล้วก็ถูให้สะอาดด้วย ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องกินข้าว!"
ภาพตัดไป หลังจากทานข้าวเสร็จ ลู่อวิ๋นเหลียนก็ผลักชามไปตรงหน้าเธอ
"เดี๋ยวล้างจานพวกนี้ด้วยนะ แล้วก็เอาน้ำอุ่นกะละมังหนึ่งไปให้ฉันแช่เท้าที่ห้องด้วย"
เมื่อเธอยกน้ำไปให้ที่ห้อง ลู่อวิ๋นเหลียนก็จุ่มเท้าลงไปได้แป๊บเดียวแล้วก็เตะกะละมังคว่ำ
"หล่อนนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ! น้ำร้อนลวกขนาดนี้ เอาไปใช้เองเถอะ!"
อันเมิ่งคนเดิมเป็นเด็กสาวที่เงียบขรึมและอ่อนโยนมาก เมื่อต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งเช่นนี้ เธอทำได้เพียงแอบร้องไห้เงียบๆ คนเดียวในตอนกลางคืน
เธอสับสนมาก ไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด ทำไมคนตระกูลลู่ถึงได้ทำร้ายจิตใจเธอถึงขนาดนี้
เธอจึงตั้งใจทำงานอย่างหนักทุกวัน ตื่นตั้งแต่ก่อนหกโมงเช้า และกว่าจะได้ล้มตัวลงนอนก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่า
อันเมิ่งอดทนกับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ใครจะไปคิดว่าท่าทีที่คนตระกูลลู่มีต่อเธอไม่เพียงแต่จะไม่ดีขึ้น แต่กลับยิ่งเลวร้ายลงไปอีก งานบ้านก็ถูกโยนมาให้เธอทำมากขึ้นเรื่อยๆ จนเธอแทบไม่ได้กินข้าวตรงเวลา ต้องทนกินแต่ของเหลือและกับข้าวเย็นชืด ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาสาวใช้และคนรับใช้ผู้ชายก็มักจะกินข้าวไปพลางหัวเราะเยาะเย้ยเธอที่ต้องวุ่นวายกับการทำงานทั้งที่ท้องร้องจ๊อกๆ
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พนักงานตระกูลลู่เย็นชากับเธอนัก ก็ในสายตาของพวกเขา สถานะภรรยาท่านประธานของเธอมันต่ำต้อยยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก
ในที่สุด อันเมิ่งก็ล้มป่วยด้วยความเหนื่อยล้า และเพิ่งจะได้พักผ่อนเพียงไม่กี่วัน ทว่ายังไม่ทันจะหายดี เธอก็ถูกวางยาพิษจนต้องหามส่งโรงพยาบาล
ความทรงจำสิ้นสุดลง ความตกตะลึงบนใบหน้าของอันเมิ่งยังไม่ทันจางหาย ความขมขื่นก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก
ที่แท้... ก่อนหน้านี้อันเมิ่งก็ถูกคนพวกนี้กลั่นแกล้งรังแกมาตลอดงั้นเหรอ?
พูดง่ายๆ ก็คือ มีความเป็นไปได้สูงมากที่คนพวกนี้นี่แหละ ที่เป็นคนวางยาพิษเธอ
"ทำหน้าอะไรของหล่อน? ทำหยั่งกับโดนไฟดูด คิดว่าตัวเองเป็นโคนันหรือไง?" ลู่อวิ๋นเหลียนเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ พลางเอื้อมมือจะไปจิกหัวอันเมิ่ง
เดิมทีลู่อวิ๋นเหลียนคิดว่าอันเมิ่งจะทำหน้าตาหวาดกลัวเหมือนทุกครั้ง และยอมให้เธอทำร้ายตามใจชอบ แต่ผิดคาด จังหวะที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปสัมผัสตัวอันเมิ่ง เด็กสาวก็เบี่ยงตัวหลบการโจมตีของเธอได้อย่างฉิวเฉียด
วินาทีต่อมา อันเมิ่งก็คว้าข้อมือของเธอไว้ แล้วบิดอย่างแรง
ก่อนที่ลู่อวิ๋นเหลียนจะทันได้ตั้งสติ เธอก็รู้สึกเจ็บแปลบที่แขน เธอร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและถูกบังคับให้หันหลังกลับ โดนอันเมิ่งล็อกตัวไว้อย่างแน่นหนา
ก็แหม เธอฝึกศิลปะการต่อสู้มาตั้งหลายปี ถึงจะสู้ลู่หลินเหอไม่ได้ แต่แค่จัดการกับผู้หญิงธรรมดาๆ ไม่กี่คน มันก็แค่เรื่องกล้วยๆ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธออาจจะรู้สึกผิดที่ทำร้ายผู้หญิง แต่ตอนนี้ เธอเองก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน เพราะงั้นเธอจึงสามารถตอบโต้ด้วยการลงไม้ลงมืออย่างหนักหน่วงได้อย่างไม่ต้องตะขิดตะขวงใจ
"อันเมิ่ง หล่อนบ้าไปแล้วเหรอ! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!"
"ขอโทษมา"
"หา? หล่อนพูดบ้าอะไรของหล่อน!"
มุมปากของอันเมิ่งยกยิ้มเยาะเย้ย เธอเพิ่มแรงกดที่มือ บิดแขนของอีกฝ่ายให้แน่นขึ้นไปอีก
"โอ๊ย!" เธอร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด "ขอโทษๆ! ฉันผิดไปแล้ว! รีบปล่อยเถอะ แขนฉันจะหักอยู่แล้ว!"
อันเมิ่งปล่อยมือแล้วผลักลู่อวิ๋นเหลียนออกไป ลู่อวิ๋นเหลียนเซถลาไปหลายก้าวและล้มลงไปในอ้อมกอดของเถียนฮุ่ยฟาง
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาเถียนฮุ่ยฟางและฉินหลานถึงกับอึ้งไป เถียนฮุ่ยฟางตั้งสติได้เป็นคนแรกและถลึงตาใส่อันเมิ่ง "อันเมิ่ง หล่อนคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่!"
"ก็เธอพยายามจะเข้ามาทำร้ายฉันก่อนนี่นา ฉันก็แค่ป้องกันตัวเท่านั้นเอง" อันเมิ่งยักไหล่ด้วยท่าทีไม่แยแส
"หล่อนมันก็แค่หมาบ้า ฉันไม่มีวันยอมให้หลินเหอแต่งงานกับผู้หญิงอย่างหล่อนเด็ดขาด..."
"วิเศษไปเลยค่ะ งั้นก็ช่วยไปบอกให้เขาเป็นฝ่ายขอหย่ากับฉันทีนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าเลยค่ะ" อันเมิ่งประสานมือคารวะ แล้วเดินตรงเข้าไปหาพวกเธอ
เมื่อเห็นอันเมิ่งเดินเข้ามา เถียนฮุ่ยฟางก็เริ่มลนลาน "หล่อน... หล่อนจะทำอะไรอีก!"
อันเมิ่งไม่พูดอะไร แต่ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้พวกเธอเรื่อยๆ
หรือว่าเธอจะติดใจการต่อสู้เข้าให้แล้ว? คิดจะลงไม้ลงมือกับพวกเธออีกงั้นเหรอ?
แล้วคราวนี้เธอจะจัดการใครล่ะ?
ทั้งสามคนที่เมื่อวินาทีก่อนยังเกาะกลุ่มกันอยู่ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก และในวินาทีต่อมาก็แตกฮือกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง ราวกับฝูงปลาซาร์ดีนที่เจอฉลามบุก
อันเมิ่งแค่นเสียงหัวเราะเยาะ แล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
ตอนนั้นเองที่เถียนฮุ่ยฟางเพิ่งรู้ตัวว่าโดนปั่นหัวเข้าให้แล้ว เธอแผดเสียงด้วยความฉุนเฉียว "หล่อนจะไปไหน!"
อันเมิ่งปรายตามองเธอ "ฉันจะไปไหนมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย? ยายแก่นี่จุ้นจ้านซะจริง"
"ยาย... ยายแก่งั้นเหรอ!?" เถียนฮุ่ยฟางโกรธจนจมูกแทบเบี้ยว "อันเมิ่ง ต่อให้การที่หล่อนจะถูกอัปเปหิออกจากตระกูลลู่มันจะเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว แต่ในนามหล่อนก็ยังเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลลู่อยู่ดี ส่วนฉันก็ยังเป็นแม่สามีของหล่อน หล่อนควรจะให้ความเคารพฉันบ้าง ไม่ต้องเรียกฉันว่า 'แม่' ก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ควรจะมีคำว่า 'แม่สามี' อยู่ในคำเรียกของหล่อนบ้าง!"
"อ้อ ขอโทษทีค่ะ ยายแก่แม่สามี"
"..."
อันเมิ่งเปลี่ยนไปใส่ชุดกันหนาวและขึ้นไปนั่งบนรถบรรทุกวัตถุดิบของพ่อครัว
รถประเภทนี้เป็นรถตู้ขนาดเล็ก มีห้องโดยสารสองที่นั่งอยู่ด้านหน้า และมีตู้แช่เย็นอยู่ด้านหลังเพื่อรักษาความสดใหม่ของวัตถุดิบ
"ขอโทษด้วยนะครับคุณหนู ที่ต้องให้คนสูงส่งอย่างคุณหนูมานั่งรถซอมซ่อแบบนี้"
"พูดอะไรแบบนั้นล่ะคะ? ฉันไม่ใช่คนสูงส่งอะไรหรอก ก็แค่ชนชั้นแรงงานเหมือนพวกคุณนั่นแหละ"
"ชนชั้นแรงงานเหรอครับ?"
"อ่า... ก็ฉันต้องทำงานตั้งมากมายให้ยายแก่นั่นทุกวันเลยนี่นา แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นชนชั้นแรงงานได้ไงล่ะ?"
ประมาณชั่วโมงครึ่งต่อมา ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงใจกลางเมือง
โชคดีที่ทั้งอันเมิ่งที่เกิดใหม่และร่างเดิมต่างก็อาศัยอยู่ในเมืองลั่วอัน ถ้าเขาเกิดใหม่ในเมืองอื่น คงต้องลำบากยากเข็ญกว่าจะกลับมาได้
เมื่อมาถึงใจกลางเมือง เธอก็แยกย้ายกับพ่อครัวชั่วคราว โดยตกลงกันว่าจะกลับมาเจอกันที่นี่ตอนห้าโมงเย็น
ส่วนเรื่องค่าเดินทาง เธอก็พอมีติดตัวอยู่บ้าง หลังจากที่เธอได้โทรศัพท์ของอันเมิ่งมา รหัสผ่านเปิดเครื่องและรหัสผ่านทำธุรกรรมของโทรศัพท์ก็โผล่ขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติ แต่น่าเสียดายที่มีเงินอยู่ในนั้นแค่ไม่กี่ร้อยหยวน ส่วนเงินสามแสนจากสัญญานั้นกลับหายวับไปกับตา
ตกลงว่ายัยเด็กนี่เอาเงินไปทำอะไรกันแน่? ทำไมถึงต้องใช้เงินเยอะขนาดนั้นล่ะ?
เธอนั่งแท็กซี่และมาถึงหน้าตึกที่พักของตัวเอง แต่ที่น่าแปลกก็คือ พอไปถึงหน้าประตู เธอเคาะอยู่หลายครั้งก็ไม่มีเสียงตอบรับเลยแม้แต่น้อย
สุดท้าย คนในครอบครัวก็ไม่ได้โผล่มา แต่กลับเป็นประตูของเพื่อนบ้านที่เปิดออกแทน
"มาหาใครหรือแม่หนู?" คนพูดคือชายชราอายุราวๆ หกสิบปี เขาเป็นเพื่อนบ้านเก่าแก่ของครอบครัวอันเมิ่ง ปกติอันเมิ่งมักจะเรียกเขาว่าคุณปู่จาง
"สวัสดีค่ะคุณปู่ หนูมาหา... อันเมิ่ง!"
"ไม่ต้องหาหรอก เขาย้ายไปแล้วล่ะ"
หา? เมื่อวานเขายังอยู่ที่นี่อยู่เลย วันนี้ย้ายไปได้ยังไงเนี่ย?
"แล้วเขาย้ายไปไหนล่ะคะ?"
"โรงพยาบาลศพน่ะสิ"