- หน้าแรก
- ทะลุมิติมายุคโบราณ แต่ทำไมถึงมีแต่ซอมบี้เต็มไปหมด
- บทที่ 5 - พักฟื้นอีกสักหน่อย
บทที่ 5 - พักฟื้นอีกสักหน่อย
บทที่ 5 - พักฟื้นอีกสักหน่อย
ภายในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างรีบกลับเข้าบ้าน ปิดประตูและหน้าต่างอย่างแน่นหนา
ลูกพี่ลูกน้องแบกเวินกู้วิ่งกลับมาจนถึงที่พัก ยังไม่ลืมที่จะก้มหัวหลบชายคาบ้านที่ต่ำเตี้ย พอเข้าประตูมาก็วางเวินกู้ลงบนเก้าอี้ หยิบมีดตัดฟืนขึ้นมา แล้วยืนเฝ้าหน้าประตูอย่างเคร่งเครียด
ท่าทางที่ต่อเนื่องเหล่านี้ดูคุ้นเคยมาก เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก
ก่อนหน้านี้ตอนที่ 'เวินกู้' ป่วยไข้ ทำอะไรก็ไม่สะดวก ลูกพี่ลูกน้องคนนี้สมองไม่ค่อยดี จำอะไรไม่ค่อยได้ 'เวินกู้' จึงต้องคอยกำชับย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เรื่องไหนทำได้ เรื่องไหนทำไม่ได้ พูดบ่อยเข้าก็เหมือนเป็นการป้อนโปรแกรมเข้าไปในหัวเขา จนกลายเป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ
ไม่ใช่แค่เรื่องที่เห็นตรงหน้านี้เท่านั้น แต่เรื่องราวมากมายตลอดการหลบหนี ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ก็ทำแบบเดียวกัน เขาไม่ฉลาด สิ่งที่เขาจำได้แม่นยำที่สุดก็คือคำสั่งเสียของพ่อแม่และท่านอาที่บอกว่า เวลาอยู่ข้างนอกให้ดูแลน้องชายให้ดี
ในความเข้าใจของเขา น้องชายวัยสิบแปดปีคนนี้ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเด็กชายผมจุกวัยแปดขวบเลย
เวินกู้ค้นหาความทรงจำ ถอนหายใจเบาๆ พลางคอยฟังความเคลื่อนไหวข้างนอก แล้วหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำมนต์ออกมา
พอดมดู ก็ได้กลิ่นฉุนของสมุนไพร ไม่ใช่กลิ่นของใบอ้ายฉ่า น่าจะเป็นสูตรลับที่นักพรตชิงอีคิดค้นขึ้นเอง
ถึงได้บอกไงว่า คนเก่งๆ แบบนี้ไปทำงานวิจัยจะดีขนาดไหน!
เวินกู้เหยาะน้ำมนต์ใส่เสื้อผ้าของตัวเองและลูกพี่ลูกน้องคนละนิด ในใจก็คิดหาวิธีที่จะได้พูดคุยกับนักพรตคนนั้นให้มากขึ้น
หมู่บ้านยังคงเงียบสงบ ไม่มีเหตุการณ์อะไรผิดปกติ แสดงว่าไม่มีเรื่องร้ายแรงจริงๆ ภาพลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของนักพรตถูกตอกย้ำให้มั่นคงขึ้นไปอีก
เวินกู้จะยอมน้อยหน้าไม่ได้
การจะได้รับการสนับสนุนจากพวกผู้นำหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องพึ่งพาความสามารถของตัวเอง
ลูกพี่ลูกน้องที่มีดีแค่พละกำลังแต่สมองทึบคนนี้ คงไม่ทำให้พวกผู้อาวุโสให้ความสำคัญขนาดนั้น สถานการณ์ตอนนี้ เสบียงอาหารและยารักษาโรคจะยิ่งขาดแคลนขึ้นเรื่อยๆ เวินกู้ใช้การออกแบบป้อมปราการมาสร้างความได้เปรียบ แต่ก็หยุดอยู่แค่นี้ไม่ได้
เขานั่งลงที่โต๊ะหนังสือ คลี่แบบแปลน ฝนหมึก และจุ่มพู่กัน
วาดแบบแปลนก่อสร้างป้อมปราการแล้ว ยังต้องวาดภาพแยกชิ้นส่วนอีกหลายภาพ พร้อมกับเขียนคำอธิบายประกอบ
เรื่องวาดรูปน่ะพอได้ แต่เรื่องเขียนตัวหนังสือ ฝีมือเขายังไม่กลับไปเทียบเท่ากับ 'เวินกู้' คนเดิมเลย
ต้องฝึกเขียนให้มากกว่านี้
ผู้ใหญ่บ้านยังมีอุปกรณ์เครื่องเขียนตุนไว้อีกเยอะ ใช้ได้เต็มที่!
เขาหยิบกระดาษออกมาอีกแผ่น กะว่าจะฝึกเขียนตัวหนังสือก่อน
ในโลกเดิมของเวินกู้ ฝีมือการเขียนพู่กันจีนของเขาเข้าขั้นแย่ แม้จะมีความชอบด้านนี้ แต่เพราะสงคราม สภาพแวดล้อมไม่อำนวย ทำให้ขาดทั้งอุปกรณ์และเวลาที่จะฝึกฝนอย่างจริงจัง
"การเขียนพู่กันจีน คืองานศิลปะแห่งความงามของตัวอักษร!"
ลายมือไก่เขี่ยของเวินกู้นั้น ห่างไกลจากคำว่าศิลปะการเขียนพู่กันจีนลิบลับ
แต่ 'เวินกู้' ลายมือสวยมาก จากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมานับสิบปี จนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
การฝึกเขียนแผ่นแรก เส้นขีดทั้งแนวนอน แนวตั้ง ลากซ้าย ปัดขวา ดูยึกยือ ไม่ยอมเชื่อฟังปลายพู่กันเลย
แต่เมื่อเริ่มคุ้นเคย ความทรงจำของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการฝึกฝนมานับสิบปีก็เริ่มทำงาน ลายมือที่เคยดื้อดึงก็เริ่มเป็นระเบียบมากขึ้น
แผ่นที่สอง ตัวหนังสือก็เริ่มดูดีขึ้น
พอถึงแผ่นที่สาม ตัวหนังสือที่เขียนออกมาก็มีเค้าโครงฝีมือของ 'เวินกู้' ประมาณห้าหกส่วนแล้ว
เขาลองค้นความทรงจำของร่างนี้ นึกถึงสมุดคัดลายมือของนักปราชญ์ชื่อดังที่เคยเห็น แล้วกลับมาดูตัวหนังสือที่เพิ่งเขียนลงไป
ลายมือนี้ยังห่างไกลจากคำว่าสง่างามแบบนักปราชญ์ชั้นสูงอีกเยอะ แต่สำหรับเวินกู้ ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมโบราณแต่ไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัส นี่ถือว่าเป็นผลงานระดับความฝันเลยล่ะ!
เขาจ้องมองตัวหนังสือบนกระดาษด้วยสายตาหลงใหล
"งดงาม! ยอดเยี่ยม! สวยอะไรขนาดนี้!"
ลูกพี่ลูกน้องที่เฝ้าอยู่ริมประตู: ??
เขามองไปรอบๆ ในห้องมีแค่พวกเขาซะหน่อย
ใคร? ใครสวยเหรอ?
เขาทำหน้าเหลอหลา ถามเวินกู้ว่า "น้องรอง เจ้ายอใครอยู่น่ะ?"
"ข้ากำลังยอตัวเองอยู่น่ะสิ"
เวินกู้หันไปมอง แล้วพูดว่า "ไม่ต้องเฝ้าแล้วล่ะ คมมีดฟืนมันทื่อแล้ว พี่ไปลับมีดสักหน่อยเถอะ ไม่ต้องสนใจข้าหรอก อ้อ อย่าลืมใส่ถุงมือด้วยล่ะ จะได้ไม่บาดมือ"
"อ้อ"
ลูกพี่ลูกน้องลุกไปลับมีดอย่างว่าง่าย
เพื่อป้องกันไม่ให้มือได้รับบาดเจ็บในการใช้ชีวิตประจำวัน ชาวบ้านได้เย็บถุงมือแบบต่างๆ ขึ้นมาใช้ มันดูหยาบๆ แต่ก็ใช้งานได้จริง ถ้าชุบน้ำมนต์ของนักพรตลงไปด้วย ก็ยิ่งปลอดภัยขึ้นไปอีก แม้จะโดนบาด ก็จะลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ 'โรคระบาดชั่วร้าย' ได้
เมื่อเห็นว่าลูกพี่ลูกน้องทำตามขั้นตอนการป้องกันที่กำชับไว้แล้ว เวินกู้จึงกลับมาที่โต๊ะ และฝึกเขียนตัวหนังสือต่อไป
ต่อให้มีใครมาเห็นลายมือพวกนี้ ก็คงคิดแค่ว่ามือแข็งไปบ้างเพราะป่วยไข้มานาน
แต่ถ้าเขียนบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ ไม่ช้าก็เร็วฝีมือต้องพัฒนาขึ้นแน่นอน
เวินกู้ตั้งใจมาก และหวงแหนชีวิตที่สองนี้สุดๆ
สิ่งที่ทำให้เขียนตัวหนังสือได้สวยงาม คือความทรงจำของกล้ามเนื้อของร่างนี้ ถ้าวันไหนสติสัมปชัญญะของเขากลับคืนสู่ร่างเดิม แล้วไม่มีความทรงจำของกล้ามเนื้อพวกนี้ เขาก็คงเขียนตัวหนังสือสวยๆ แบบนี้ไม่ได้อีก
ดังนั้น เวินกู้จึงต้องดูดซับความทรงจำของกล้ามเนื้อเหล่านี้ เข้าไปในสติสัมปชัญญะของตัวเอง สลักมันลงไปในวิญญาณ ให้กลายเป็น "ความเคยชิน" ที่เขาสามารถควบคุมได้ และนำไปใช้งานได้จริงๆ
ขอบคุณนะ!
ขอบคุณ "ตัวฉัน" ในโลกนี้!
เขาสืบทอดประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมากว่าสิบปีของ 'เวินกู้' มา
หลังจากลูกพี่ลูกน้องลับมีดเสร็จ เห็นเวินกู้พอมีเวลาว่าง จึงถามว่า "น้องรอง เมื่อไหร่เราจะออกไปตามหาท่านน้าล่ะ?"
เขาจำได้ว่าเวินกู้เคยพูดไว้หลายครั้ง ว่าจะขึ้นเหนือไปพึ่งพาท่านน้า จะใช่ท่านน้าของเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้ล่ะ แต่เวินกู้เรียกท่านน้า เขาก็จะเรียกตาม
ก่อนหน้านี้ 'เวินกู้' บอกว่าฤดูกาลนี้ไม่เหมาะกับการเดินทาง ต้องรอให้ต้นไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยวเสียก่อน จากนั้นเวินกู้ก็ล้มป่วย พวกเขาจึงต้องพักอยู่ที่นี่
ตอนนี้ เวินกู้ก็หายป่วยแล้ว ยังไม่ถึงเวลาออกเดินทางอีกเหรอ? ต้นไม้ใบหญ้าข้างนอกก็เริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองแล้วนะ
เวินกู้ตอบอย่างใจเย็นว่า "ไม่ตัองรีบ พักฟื้นอีกสักหน่อยเถอะ ร่างกายต้องแข็งแรงกว่านี้ ถึงจะเดินทางได้"
ลูกพี่ลูกน้องทำหน้าฉงน รู้สึกว่าคำพูดมันแปลกๆ ฟังไม่ค่อยเข้าใจ
เวินกู้ไม่ได้อธิบายต่อ พูดไปมากกว่านี้ ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี ดีไม่ดีความลับจะแตกเอาเสียก่อน
เฮ้อ...
อุณหภูมิภายนอกเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ใกล้จะถึงเวลาที่กำหนดไว้ตามแผนเดิมที่จะขึ้นเหนือแล้ว
แต่... พวกเขามีกันแค่สองคน กำลังคนก็น้อยนิดเรี่ยวแรงก็มีไม่มาก แถมยังขาดแคลนคนเก่งเฉพาะทางอีก
น่าเสียดายที่คนเก่งเฉพาะทางที่เขาเล็งเอาไว้ เอาแต่หมกตัวหลอมยาอยู่แต่ในห้องไม่ยอมออกมา เขาอยากจะไปทำความรู้จักสร้างความคุ้นเคยด้วยก็ทำไม่ได้
ต้องคิดหาวิธีสักหน่อยแล้ว
ลมใบไม้ร่วงพัดมาแล้ว เวลามีไม่มากแล้วนะ
เวินกู้ฝึกเขียนตัวหนังสืออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มวาดแบบแปลนและเขียนคำอธิบาย
เมื่อเหลือบไปเห็นกระดาษที่เหลืออยู่น้อยนิด เวินกู้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจุ่มพู่กันลงในหมึก
จิ๊ๆ ทางผู้ใหญ่บ้านนี่ขาดความกระตือรือร้นจริงๆ เลย
ตอนบ่าย พรานหลิวน้อยนำอาหารมาส่ง และได้เห็นแบบแปลนแผ่นใหม่ที่เวินกู้วาดเสร็จ
มีทั้งรูปและตัวหนังสือ ดูลึกซึ้งเข้าใจยากมาก!
เพียงแต่ว่า...
"ตัวหนังสือพวกนี้มันไม่เบียดกันแน่นไปหน่อยเหรอ?"
พรานหลิวน้อยก็เคยเข้าเรียนมาบ้าง พอจะรู้หนังสืออยู่บ้าง แต่พอเห็นตัวหนังสือเล็กๆ ใหญ่ๆ เขียนเบียดกันแน่นขนัดอยู่บนกระดาษ ก็ตาลายเหมือนกัน
เวินกู้อธิบายอย่างสุภาพ "ตอนนี้ของมันหายาก ก็ต้องประหยัดๆ หน่อยน่ะ"
คำพูดของเขาฟังดูเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ยกมือขึ้น นำสายตาของพรานหลิวน้อยให้มองไปยังกระดาษแผ่นที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แผ่นอย่างแนบเนียน
พรานหลิวน้อยพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง "ก็จริง ควรประหยัด"
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่พอส่งปิ่นโตเสร็จ ก็หันหลังกลับไปหาผู้ใหญ่บ้านทันที:
"กระดาษน่ะ เอามาเพิ่มหน่อยสิ! กระดาษดีๆ ที่ไปหามาได้ตั้งเยอะตั้งแยะ เราก็ไม่ได้ใช้ จะเก็บไว้เช็ดก้นหรือไง?"
ผู้ใหญ่บ้านเอ๋ย! เรื่องนี้ขี้เหนียวไม่ได้นะ!
ข้าไม่อยากเห็นตัวหนังสือยุ่บยั่บบนแบบแปลน เหมือนรังลูกอ๊อดแตกแบบนั้นอีกแล้ว ปวดตาโว้ย!
ดังนั้น ตอนที่มาส่งอาหารในวันรุ่งขึ้น พรานหลิวน้อยก็นำกระดาษปึกใหม่มาด้วย
"ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า พี่รองเวินไม่ต้องประหยัดหรอก ใช้ให้เต็มที่เลย! เขียนตัวหนังสือให้ใหญ่ๆ ชัดๆ งานที่พี่รองเวินกำลังทำอยู่ มันเกี่ยวพันกับความปลอดภัยของคนทั้งหมู่บ้านเลยนะ อย่ามาเสียดายกระดาษแค่นี้เลย!"
เวินกู้รับคำ
นี่พวกท่านพูดเองนะว่าใช้ให้เต็มที่เลย!
การเขียนพู่กันจีนต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนัก และต้องเขียนอย่างสม่ำเสมอ น่าเสียดายที่สภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตในตอนนี้มันยากลำบาก อุปกรณ์ก็มีจำกัด
ได้กระดาษปึกใหม่มา ทั้งได้ทำประโยชน์ให้หมู่บ้าน และยังได้ตอบสนองความต้องการส่วนตัวของตัวเองด้วย วิน-วินทั้งคู่
รับของเขามาแล้ว งานก็ต้องทำออกมาให้ดี
ในช่วงเวลาต่อจากนี้ เวินกู้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการออกแบบป้อมปราการ
ในยุคกลียุคแบบนี้ แม้จะเป็นช่วงที่บ้านเมืองสงบสุข กำลังการผลิตก็มีจำกัด การหาข้อมูลข่าวสารก็ยากลำบาก ตำราที่เก็บสะสมไว้ในตระกูลบัณฑิต ก็ใช่ว่าจะบันทึกรายละเอียดไว้ครบถ้วน
เวินกู้เกิดในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลาม และเติบโตมาท่ามกลางไฟสงคราม เมื่อนำความทรงจำของร่างนี้เกี่ยวกับสภาพสังคมในยุคนี้มาผสมผสานกัน เขาก็สามารถนำประสบการณ์และความรู้ของตัวเองมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัยนี้ได้อย่างลงตัว
ในภาพรวม เขาวาดภาพเปรียบเทียบคร่าวๆ ออกมาสองแบบ คือ แบบปราสาทสุดหรู กับ แบบหมู่บ้านชนบท
หลังจากร่างโครงสร้างคร่าวๆ เสร็จ เขาก็ลงลึกในรายละเอียดสำหรับแบบชนบทที่ใช้งานได้จริง แล้วแบบแปลนฉบับแรกก็เสร็จสมบูรณ์
พรานหลิวน้อยดีใจราวกับได้ของล้ำค่า เขารีบประคองแบบแปลนไปหาผู้ใหญ่บ้านและพวกผู้อาวุโสในหมู่บ้าน
ที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน บุคคลสำคัญของหมู่บ้านต่างมารวมตัวกัน พวกเขากำลังล้อมวงอยู่รอบโต๊ะไม้เรียบง่าย จ้องมองแบบแปลนเหล่านั้นอย่างเงียบงัน
พวกเขาเคยเข้าเมือง และเคยได้ยินนักเล่านิทานในโรงน้ำชาพูดถึงป้อมปราการมาบ้าง
ในอดีต ช่วงปลายราชวงศ์ก่อนหน้านี้ หรือในพื้นที่ที่เกิดสงครามบ่อยครั้ง พวกคหบดีและตระกูลใหญ่ๆ มักจะสร้างป้อมปราการขึ้นมา
ราชสำนักเองก็สร้างป้อมปราการตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันศัตรู
แต่สำหรับชาวบ้านตาดำๆ ที่ขาดแคลนความรู้และจินตนาการ พวกเขาไม่สามารถนึกภาพออกเลยว่าของพวกนั้นมันหน้าตาเป็นยังไง
ตอนนี้ พวกเขามีวัตถุดิบให้เอาไปฝันต่อแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านเม้มริมฝีปาก เลื่อนสายตาอย่างยากลำบากจากแบบปราสาทหรูหรา มายังแบบหมู่บ้านชนบท
หมู่บ้านซอมซ่อของพวกเขา จะไปเทียบกับแบบนั้นได้ยังไง ไม่ว่าจะเป็นป้อมปราการของคหบดีใหญ่ หรือป้อมปราการที่ราชสำนักสร้าง มันช่างห่างไกลจากพวกเขาเหลือเกิน
พวกเขาสามารถเลือกสร้างแนวป้องกันตามแบบแปลนที่เวินกู้วาดมาให้ และวางผังจัดระเบียบพื้นที่ในหมู่บ้านใหม่ได้
แต่... ความฝัน (ความทะเยอทะยาน) ก็ยังคงมีอยู่
ผู้ใหญ่บ้านและพรานหลิวผู้พ่อ หันไปมองแบบแปลนปราสาทหรูหรานั่นอีกครั้ง
บ้านเมืองกลียุคแบบนี้ กลียุคไหนบ้างที่มันไม่วุ่นวายกันเป็นสิบๆ ปี หรือบางทีก็เป็นร้อยปี
และในบริเวณนี้ ก็มีแค่หมู่บ้านของพวกเขาเท่านั้นที่ยังมีโอกาสรอดชีวิต
พวกคนที่อพยพหนีตายมา ก็ต้องฟังคำสั่งของพวกเรา!
มองโลกในแง่ดีและมองการณ์ไกล บางทีสักวันหนึ่ง พวกเขาอาจจะสร้างหมู่บ้านให้ยิ่งใหญ่ระดับนั้นได้ ถึงตอนนั้น ฐานะของพวกเขาก็คงจะไม่เหมือนเดิมแล้ว...
ซี้ดดด—
"อะแฮ่ม!" ผู้ใหญ่บ้านพยายามตั้งสติ กระแอมไอเพื่อเตือนสติทุกคนในวง "ตอนนี้ เอาชีวิตให้รอดก่อนดีกว่า"
ผู้นำหมู่บ้านพอใจกับแบบแปลนที่เวินกู้วาดมามาก หลังจากนั้น พวกเขาก็นำข้าวของมีค่าไปมอบให้สองพี่น้องตระกูลเวินด้วยตัวเอง แถมยังถามเวินกู้ด้วยว่าอยากจะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ขึ้นไหม
เวินกู้ปฏิเสธอย่างสุภาพ โดยบอกว่าบ้านหลังนี้พออยู่สำหรับพี่น้องสองคนแล้ว
เขายังวิเคราะห์ในมุมมองของผู้ใหญ่บ้านให้ฟังอีกว่า "บางทีหมู่บ้านหรือเมืองรอบๆ อาจจะมีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่บ้าง ถึงไม่มี ก็อาจจะมีผู้อพยพหนีภัยผ่านมา หากเจอคนที่เหมาะสม หมู่บ้านก็สามารถรับพวกเขาเข้ามาได้ บ้านที่ว่างอยู่พวกนั้น เก็บไว้ให้คนที่จะเข้ามาอยู่ใหม่ในอนาคตดีกว่า"
คำพูดนี้ถูกใจผู้ใหญ่บ้านมาก ในยุคกลียุคแบบนี้ จำนวนคนที่พวกเขามีอยู่น้อยนิด ไม่พอที่จะพัฒนาหมู่บ้านให้เติบโตได้หรอก
ชั่วขณะนั้น สายตาที่ผู้ใหญ่บ้านมองเวินกู้ก็ยิ่งเป็นมิตรมากขึ้น แล้วยังส่งยาบำรุงร่างกายมาให้อีก
เวินกู้ดื่มยาบำรุง พลางคิดในใจ: การอยู่ที่นี่ มันใกล้กับบุคคลสำคัญของหมู่บ้าน อย่างเช่นนักพรตคนนั้น เขาก็อยากจะไปทำความรู้จักสร้างความคุ้นเคยด้วยเหมือนกัน ถ้าหมู่บ้านมีความเคลื่อนไหวอะไร ก็จะรู้ได้ทันที
ส่วนบ้านว่างหลังใหญ่ๆ ที่ผู้ใหญ่บ้านบอก มันอยู่ไกลเกินไป สภาพบ้านก็งั้นๆ
บ้านที่อยู่ตอนนี้ แม้จะเล็กไปหน่อย แต่ก็มีของครบครัน เวลาทำความสะอาดฆ่าเชื้อก็ประหยัดยาบำรุง ไม่ว่าจะรมควันหรือพรมน้ำยา ของที่ได้แบ่งมาก็มีแค่นิดเดียว ใช้ในพื้นที่เล็กๆ น่ะพอดีแล้ว ของที่เหลือก็เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้
ไม่เห็นต้องย้ายบ้านเลย อยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว ยังไงก็คงอยู่ไม่นานหรอก
จากแบบแปลนที่เวินกู้วาดมา ทำให้บุคคลสำคัญในหมู่บ้านแวะเวียนมาพูดคุยกับเขาอยู่บ่อยครั้ง
พอได้คุยกันมากขึ้น เวินกู้ก็เข้าใจสถานการณ์ในหมู่บ้านมากขึ้นไปด้วย
โดยเฉพาะเรื่องของนักพรตชิงอี
นักพรตเก็บตัวอีกแล้ว ก็เหมือนทุกทีแหละ ถ้าไม่ถึงสิบวันครึ่งเดือนก็คงไม่ออกมา แต่เรื่องราวของเขากลับถูกเล่าขานกันในหมู่บ้านทุกวันไม่เว้น
เวินกู้ได้รู้ว่า ตอนที่นักพรตเพิ่งมาถึงหมู่บ้าน เขาได้ทำพิธีขอพรและปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้กับชาวบ้าน และสามารถขับไล่พยาธิปรสิตออกมาได้ด้วย!
แค่กินยาไปเม็ดเดียว หลายคนก็ถ่ายพยาธิตัวยาวๆ ออกมา!
ไม่รู้ว่าเล่ากันมากี่รอบแล้ว แต่ทุกครั้งที่พวกผู้อาวุโสเล่าให้ฟัง สีหน้าของพวกเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เวินกู้ก็ผสมโรงเออออไปด้วย พร้อมกับแสดงความตื่นตะลึง "นักพรตช่างมีวิชาอาคมแก่กล้ายิ่งนัก!"
เขาเดาว่า พยาธิที่ถ่ายออกมาได้ น่าจะเป็นพยาธิลำไส้ธรรมดาๆ ในยุคนี้
ก่อนจะเกิดกลียุค ชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะดื่มน้ำดิบ อาหารการกินก็ไม่ได้พิถีพิถันอะไรมากนัก เพราะไม่มีกำลังทรัพย์จะทำได้ขนาดนั้น พวกเขาใช้ชีวิตแบบนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว โอกาสติดเชื้อพยาธิจึงสูงมาก เพิ่งจะมาเริ่มระมัดระวังกันก็ตอนที่มีการรณรงค์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายนี่แหละ
ส่วนต้นเหตุของโรคระบาดในครั้งนี้ น่าจะเป็นพยาธิปรสิตอีกชนิดหนึ่งที่มีอันตรายร้ายแรงกว่ามาก ซึ่งนักพรตก็รับมือไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าแก้ได้จริง นักพรตคงไม่มาหลบอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลแบบนี้หรอก คงไปเกาะคนรวยๆ นานแล้ว
แต่นักพรตชิงอีก็ถือว่าเป็นคนเก่งคนหนึ่งจริงๆ
เป็นคนมีความสามารถที่แท้ทรู!
ยังมีทักษะเฉพาะทางอะไรอีกบ้างนะที่ข้ายังไม่รู้?
วันหนึ่ง เวินกู้ไปร่วมประชุมกลุ่มย่อยที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน
หลังจากพวกผู้อาวุโสศึกษาแบบแปลนป้อมปราการมาหลายวัน คนที่ไม่รู้หนังสือก็เริ่มเข้าใจภาพประกอบขึ้นมาบ้างแล้ว
ในเรื่องการก่อสร้างและการวางระบบป้องกัน จำเป็นต้องให้เวินกู้มาปรึกษาหารือด้วย
เวินกู้ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับภูมิประเทศของหมู่บ้านและพื้นที่โดยรอบมากนัก บางจุดจึงต้องมีการปรับเปลี่ยน
ชาวบ้านมีวิธีป้องกันสัตว์ร้ายในแบบของพวกเขาเอง
พวกสิ่งลี้ลับข้างนอกนั้นไม่นับว่าเป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว พวกมันสูญเสียสติปัญญาของมนุษย์ไปจนหมดสิ้น กลายสภาพใกล้เคียงกับสัตว์ป่า สามารถมองได้ว่าเป็นสัตว์ร้ายที่มีอันตรายถึงชีวิต
แต่ในขณะเดียวกัน ในยุคแห่งความวุ่นวายนี้ นอกจากจะต้องระวังสัตว์ร้ายแล้ว ยังต้องระวังคนด้วยกันเองด้วย!
ผู้ใหญ่บ้านและพรานหลิวสรุปข้อสงสัยบางประการมาสอบถามเวินกู้ สองคนนี้ค่อนข้างมองการณ์ไกล คำถามบางข้อก็ตรงจุดมาก
จะสร้างยังไง ไปหาวัสดุจากไหน จะเริ่มเมื่อไหร่ ด้วยกำลังแรงงานที่มีอยู่ในหมู่บ้านตอนนี้ งานก่อสร้างจะคืบหน้าไปถึงไหน ระหว่างก่อสร้างจะป้องกันพวกสิ่งลี้ลับยังไง ถ้าเจอผู้อพยพที่รอดชีวิตจะรับมือยังไง... บลาๆๆ เรื่องพวกนี้ต้องนำมาพิจารณาทั้งหมด
พวกผู้อาวุโสคนอื่นๆ ที่มาร่วมประชุม ต่างก็คิดว่าตัวเองคุ้นเคยกับภูมิประเทศ ต้นไม้ใบหญ้า รอบๆ หมู่บ้านดีกว่าใคร ความคิดเห็นของพวกเขาต้องมีประโยชน์แน่นอน จึงพากันแย่งกันเสนอความเห็น รู้สึกว่าตัวเองฉลาดหลักแหลมสุดๆ!
แต่พอพูดกันเยอะๆ เข้า ความคิดก็เริ่มตีกัน พันกันยุ่งเหยิงไปหมด จำไม่ได้ว่าใครพูดอะไรบ้าง พูดไปพูดมาก็พากันเงียบไปเอง
เครียดเลยทีนี้
เรื่องเยอะแยะขนาดนี้ จะจัดการยังไงล่ะเนี่ย!
เวินกู้ไม่ได้แสดงท่าทีดูถูกแม้แต่น้อย เขาตั้งใจฟังจนจบ ก่อนจะเสนอแนะว่า "งั้นเรามาทำ... แผนการสามปี กันก่อนดีไหมครับ?"
ในยุคแบบนี้ ไม่มีใครคาดเดาอนาคตได้หรอก
ถ้าระยะเวลาสั้นเกินไป ก็ไม่จำเป็นต้องวางแผนอะไรมากมาย ถ้ายาวนานเกินไปก็ไม่เหมาะสม
สำหรับพวกเขา ระยะเวลาสามปีถือว่ากำลังพอดี
เวินกู้อธิบายอย่างง่ายๆ และชัดเจน
ผู้ใหญ่บ้านและพรานหลิวเห็นด้วย
เมื่อพวกผู้อาวุโสคนอื่นๆ เห็นดังนั้น ก็ไม่พูดอะไรให้มากความ พยักหน้าเห็นด้วยตามๆ กัน เฮ้อ พวกเขาคงต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่บ้านและพรานหลิวนั่นแหละ สองคนนั้นว่าไง พวกเขาก็ทำตามนั้น
เมื่อมีเป้าหมาย ก็มีที่พึ่งทางใจ ทำให้รู้ชัดเจนขึ้นว่าก้าวต่อไปควรทำอะไร
เวลาที่คนเราตกอยู่ในความยากลำบาก มักจะสับสนและหลงทางได้ง่าย
สำหรับชาวบ้านที่ทำนาหาเลี้ยงชีพมาค่อนชีวิต พวกเขามีเรี่ยวแรง ขอแค่มีคนชี้ทางที่ถูกต้องให้ พวกเขาก็จะสบายใจและมีความหวัง
ในชั่วขณะนั้น ผู้นำหมู่บ้านก็ยิ่งยอมรับในตัวเวินกู้มากขึ้น
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ "ก็ยังเป็นพวกบัณฑิตอย่างพวกท่านที่รู้เรื่องเยอะกว่าใคร เรื่องป้อมปราการแล้วก็... แผนการสามปีอะไรนั่น คงต้องรบกวนเจ้าแล้วล่ะ"
เวินกู้ประสานมือคารวะอย่างถ่อมตน "สองพี่น้องเราได้รับความดูแลจากหมู่บ้าน ก็ต้องช่วยออกแรงตอบแทนอย่างเต็มที่ครับ"
ผู้อาวุโสอีกคนหัวเราะชอบใจ "ออกแรงเล็กน้อยอะไรกัน นี่มันประโยชน์มหาศาลเลยต่างหาก!"
เวินกู้พูดถ่อมตัวอีกสองสามประโยค ในช่วงที่พวกผู้นำหมู่บ้านกำลังอารมณ์ดี เขาก็แกล้งพูดเปรยๆ ขึ้นมาว่า อยากจะไปปรึกษากับนักพรตคนนั้น เรื่องวิธีรับมือกับสิ่งลี้ลับข้างนอก
ผู้อาวุโสที่เมื่อครู่ยังชื่นชมเขาอยู่ เปลี่ยนสีหน้าเป็นไม่เห็นด้วยทันที
หมู่บ้านนี้มีคนนอกคนสำคัญอยู่สองคน คือ บัณฑิต กับ นักพรต
ชาวบ้านต่างให้ความเคารพนับถือทั้งคู่ บัณฑิตมีความรู้ ส่วนนักพรตก็ศักดิ์สิทธิ์น่าเลื่อมใส
แต่ถ้าต้องเลือกเพียงคนเดียวล่ะก็ ตอนนี้นักพรตยังคงมีความสำคัญมากกว่า
เรื่องของเทพเซียน > เรื่องของคนธรรมดา
ผู้อาวุโสใจร้อนคนหนึ่งกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง
แต่เวินกู้ก็ถอนหายใจด้วยความเสียดายซะก่อน "น่าเสียดายจริงๆ ท่านนักพรตผู้มีวิชาอาคมลึกล้ำ เพ่งสมาธิอยู่กับวิชาเต๋า เพิ่งทำพิธีเสร็จ คงต้องพักฟื้นร่างกายอีกสักพัก ข้าไม่ควรเอาเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ไปรบกวนท่านเลย"
คำพูดของผู้อาวุโสใจร้อนถูกกลืนกลับลงคอไป
สีหน้าของพวกผู้อาวุโสดีขึ้นทันตา พยักหน้าเห็นด้วย "ใช่ๆ! จะไปรบกวนท่านเซียนไม่ได้เด็ดขาด!"
บัณฑิตอย่างเวินกู้นี่ดีจริงๆ ไม่ทำให้ทุกคนต้องลำบากใจ
หลังจากหยั่งเชิงดูแล้ว เวินกู้ก็ยิ้มอย่างเข้าใจและไม่พูดอะไรต่อ ทำท่าทางเหมือน "ข้าเป็นคนมีเหตุผลและเห็นแก่ส่วนรวมนะ"
ในใจ: ข้าไม่ไปรบกวนหรอก แต่ว่า...
ถ้าเขาโผล่มาเอง ก็โทษข้าไม่ได้นะ
(จบแล้ว)