- หน้าแรก
- เสียงในใจดังทะลุฟ้า รู้ตัวอีกทีข้าก็กลายเป็นที่รักของคนทั้งสำนัก
- บทที่ 2: ความไม่รู้คือสิ่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริง
บทที่ 2: ความไม่รู้คือสิ่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริง
บทที่ 2: ความไม่รู้คือสิ่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริง
บทที่ 2: ความไม่รู้คือสิ่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริง
เสิ่นเล่อเหยียนดึงศิษย์พี่ของตนเข้าไปในลานกว้าง
เขาอาศัยจังหวะที่ไม่มีคนอยู่รอบๆ เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ทั้งเรื่องที่เขาถูกปีศาจหยอกล้อ และเรื่องที่เขารู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอ
จากนั้น เขาก็ใช้คำพูดจริงจังคะยั้นคะยอให้ศิษย์พี่รีบติดต่อกลับไปยังสำนัก เพื่อส่งผู้บำเพ็ญเพียรมาตรวจสอบหมู่บ้านแห่งนี้อย่างละเอียด
ส่วนพวกเขานั้น ทางที่ดีอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของปีศาจจะดีกว่า ในเมื่อส่งมอบเสบียงและสมุนไพรเรียบร้อยแล้ว ก็ควรจะกลับไปตามทางเดิมที่มา
เสิ่นเล่อเหยียนพูดจนคอแห้งผาก ก่อนจะจ้องมองศิษย์พี่ด้วยดวงตาเป็นประกายเพื่อรอคำตอบ
ทว่าเขาไม่ได้ยินคำว่า "งั้นเรากลับกันเถอะ" แต่กลับโดนเขกหัวเสียงดังโป๊กแทน
ศิษย์พี่มองเขาด้วยแววตาผิดหวัง "เสิ่นเล่อเหยียน ข้ารู้ว่าสุขภาพเจ้าไม่ค่อยดี และเจ้าก็ยังไม่ชินกับการลงจากเขามาทำภารกิจของสำนักเป็นครั้งแรก แต่ต่อให้เจ้าอยากจะพักผ่อน เจ้าก็ไม่ควรแต่งเรื่องโกหกพกลมขึ้นมาเป็นข้ออ้างแบบนี้นะ!"
"ไม่ใช่ ข้า..."
"เรื่องของปีศาจใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นได้งั้นรึ?!"
"ไม่..."
"เมื่อครู่นี้ในห้อง เจ้าเอาแต่เกาคลำคอตัวเองไปมาอย่างกับลิง ข้าว่าเจ้าคงโดนแมลงกัดเอาตอนลงจากเขาเสียมากกว่า"
"เปล่านะ..."
"หากในหมู่บ้านมีปีศาจอยู่จริงๆ อย่างที่เจ้าว่า แล้วปีศาจมันจะมาหยอกล้อเจ้าทำไมกัน?"
ศิษย์พี่ปรายตามองใบหน้าขาวผ่องและหล่อเหลาของเด็กหนุ่ม ก่อนจะกระแอมไอเบาๆ
"...พูดอีกอย่างก็คือ ถึงแม้บางครั้งปีศาจจะชอบหยอกล้อชายหนุ่มหน้าตาดีก็เถอะ แต่เจ้าคงไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกตัวหรอก"
เสิ่นเล่อเหยียน "..."
"เจ้ามักจะแอบหลับตอนเรียนอยู่ในสำนัก ก็เลยคงไม่ได้ยินที่อาจารย์บอกสินะว่า ปีศาจนั้นเก่งกาจเรื่องการซ่อนเร้นกลิ่นอายและแปลงกายเป็นที่สุด หากพวกมันไม่ใช้พลังปีศาจ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรก็ยังถูกหลอกได้ง่ายๆ และยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ปุถุชนซึ่งไร้รากวิญญาณจะสัมผัสได้"
"แต่เมื่อใดที่ปีศาจใช้พลังของมัน อุณหภูมิในรัศมีหลายจั้งจะลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว และปุถุชนที่อยู่ในอาณาบริเวณนั้น หากวิญญาณไม่บอบช้ำ ก็ต้องหมดเรี่ยวหมดแรงอย่างหนัก"
"เมื่อกี้เจ้าบอกว่ารู้สึกเหมือนมีปีศาจมาเป่าลมรดต้นคอและหลังคอของเจ้าก็เย็นเฉียบ นั่นแปลว่าปีศาจตนนั้นจะต้องใช้พลังของมันแน่ๆ แต่ข้ายืนอยู่ใกล้เจ้าขนาดนั้น แถมในห้องยังมีคนเจ็บอยู่อีกตั้งมากมาย ทว่ากลับไม่มีใครรู้สึกอะไรเลยสักคน"
"บอกข้ามาสิ แล้วแบบนี้ข้าจะเชื่อสิ่งที่เจ้าพูดได้อย่างไร?"
ศิษย์สายนอกของสำนักอวิ๋นซีกว่ายี่สิบคนช่วยชาวบ้านเก็บกวาดซากปรักหักพังของกระท่อมฟางที่ถูกไฟไหม้ กลุ่มหนึ่งเข้าไปในป่าเพื่อตัดไม้มาสร้างบ้านหลังใหม่ ส่วนอีกกลุ่มอยู่โยงดูแลคนเจ็บและช่วยชาวบ้านซักเสื้อผ้าทำอาหาร
เสิ่นเล่อเหยียนอายุน้อยที่สุดจึงได้รับการดูแลจากเหล่าศิษย์พี่เป็นอย่างดี งานที่เขาได้รับมอบหมายนั้นง่ายที่สุด นั่นคือการต้มน้ำและเคี่ยวยาในโรงครัว
เขาเพียงแค่คอยเติมฟืนเป็นระยะๆ และรินยาใส่ชามเพื่อนำไปให้คนเจ็บเมื่อต้มเสร็จ
เด็กหนุ่มนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก ในมือถือพัดสาน กว่ายาจะเคี่ยวได้ที่ก็คงต้องใช้เวลาอีกราวหนึ่งชั่วยาม
ความคิดของเขาล่องลอยไปไกล ขณะที่พยายามค้นหาความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับ
หมู่บ้านเล็กๆ บริเวณตีนเขาของสำนักอวิ๋นซี
เหตุเพลิงไหม้ในยามวิกาล
ปีศาจที่ชอบหยอกล้อชายหนุ่ม
เสิ่นเล่อเหยียนโบกพัดเบาๆ พัดลมใส่หน้าผาก ทว่าเขากลับนึกไม่ออกเลยว่ามีเรื่องทำนองนี้ถูกกล่าวถึงในนิยายต้นฉบับ
มีความเป็นไปได้ว่า ศิษย์สายนอกอย่างพวกเขาก็เป็นแค่ตัวประกอบในนิยาย ที่นักเขียนไม่แม้แต่จะเสียเวลาเขียนถึงเลยด้วยซ้ำ
แต่เขามั่นใจว่าสัญชาตญาณของตัวเองไม่ผิดแน่ หมู่บ้านนี้ต้องมีความผิดปกติซุกซ่อนอยู่อย่างแน่นอน... บางที หลังจากทำงานของวันนี้เสร็จ เขาอาจจะหาข้ออ้างออกจากหมู่บ้านแล้วกลับไปที่สำนักได้
บางทีเขาอาจจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้อาจารย์ที่สำนักฟัง และดูว่าพวกเขาจะสามารถส่งผู้บำเพ็ญเพียรมาได้หรือไม่?
"โฮสต์ที่รัก"
เสิ่นเล่อเหยียนได้สติกลับคืนมาและตรวจสอบสถานะของระบบ
"โฮสต์ที่รัก เสี่ยวตู้ยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อซ่อมแซมระบบ"
"เวลาที่คาดว่าจะแล้วเสร็จคือในอีก 3 ชั่วโมง"
"ความน่าจะเป็นในการซ่อมแซม: 0.5%"
"ถ้านายยังซ่อมไม่เสร็จ แล้วจู่ๆ จะส่งเสียงขึ้นมาทำไม? แล้วทำไมโอกาสซ่อมสำเร็จถึงลดลงล่ะ? เมื่อเช้ามันยังอยู่ที่ 1% ไม่ใช่หรือไง?"
เสี่ยวตู้รู้สึกน้อยใจ "แน่นอนว่ายิ่งความสามารถของระบบสูง ความยากในการซ่อมแซมก็ยิ่งเพิ่มขึ้นสิ ใครใช้ให้โฮสต์มายังสถานที่อันตรายแบบนี้ล่ะ? มันยากมากเลยนะที่จะรักษาชีวิตโฮสต์เอาไว้น่ะ"
หัวใจของเสิ่นเล่อเหยียนกระตุกวูบ แต่น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ "...อธิบายเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม?"
"ยังซ่อมไม่เสร็จ บอกไม่ได้หรอก"
"แล้วตอนนี้นายกำลังทำอะไรอยู่?"
"ตอนนี้ฉันทำได้แค่คอยอยู่เป็นเพื่อนคุณไง โฮส—"
เสิ่นเล่อเหยียนตัดการเชื่อมต่อกับระบบด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
แม้ว่าระบบจะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือที่เป็นชิ้นเป็นอันได้ แต่มันก็ช่วยยืนยันให้เขามั่นใจได้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้สงบสุขอย่างที่ตาเห็น เหตุไฟไหม้เมื่อวานนี้ก็คงไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดาๆ แน่
เขาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว
มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ถูกสิ่งลึกลับนั่นหยอกล้อเมื่อเช้านี้
หากสิ่งนั้นเกิดถูกใจเขาเป็นพิเศษขึ้นมา แล้วถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น มันจะไม่มาหาเขาเป็นคนแรกหรือไง?
ตอนนี้ยังสว่างอยู่ หลังจากต้มยาเสร็จ น่าจะยังทันไปบอกศิษย์พี่ว่าเขาจำเป็นต้องกลับสำนักก่อน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
"เปรี้ยง!"
เมฆดำทะมึนก่อตัวม้วนตลบราวกับน้ำหมึกที่สาดกระเซ็น กลืนกินดวงอาทิตย์ที่สาดส่องจนมิด
ท่ามกลางเสียงสายลมที่พัดกระหน่ำ ต้นข้าวในนาด้านนอกกระท่อมฟางส่งเสียงสวบสาบดังสนั่น ต้นกล้าในนาดูราวกับกำลังจะถูกลมกรรโชกแรงถอนรากถอนโคน
หลังจากแสงอสนีบาตเจิดจ้าสายหนึ่งแลบแปลบปลาบแหวกผืนฟ้า เสียงฟ้าร้องคำรามดังกึกก้องก็ดังตามมาพร้อมกับสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก
เสิ่นเล่อเหยียนมองชามยาในมือ สลับกับม่านฝนสีดำทะมึนด้านนอก ก่อนจะกลืนคำพูดที่เตรียมไว้เพื่อขออนุญาตศิษย์พี่ลงคอกลับไป
เขาไม่มีตบะบารมีและไม่สามารถขี่กระบี่เหินเวหาได้ เส้นทางบนภูเขาท่ามกลางสายฝนจะต้องเปียกแฉะลื่นไถล แถมยังมีสัตว์ป่าดุร้ายอยู่อีกมากมาย การจะให้เขากลับไปที่สำนักเพียงลำพังมันอันตรายเกินไป
สภาพอากาศในฤดูร้อนนั้นยากจะคาดเดา พายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดกะทันหันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ตราบใดที่พายุฝนกระหน่ำครั้งนี้ไม่ใช่ฝีมือของปีศาจในหมู่บ้านก็พอแล้ว