- หน้าแรก
- กลับบ้านไปทำไร่ไถนา ฉันจะรวยทะลุฟ้าด้วยระบบสาวสวยรวยทรัพย์
- บทที่ 45 พวกนายฝันกลางวันอยู่หรอ?
บทที่ 45 พวกนายฝันกลางวันอยู่หรอ?
บทที่ 45 พวกนายฝันกลางวันอยู่หรอ?
หลินอันซูยังไม่ทันถึงบ้าน ก็ได้รับสายจากน้องชายแท้ๆ เสียก่อน
ปลายสาย หลินอันอวี่กำลังบ่นกระปอดกระแปดถึงวีรกรรมสุดแสบของพวกรูมเมตด้วยน้ำเสียงที่ทั้งน้อยใจ เสียใจ และเคียดแค้น
“พี่รอง ทำไมพี่ไม่บอกผมว่าซาลาเปาที่เอามาให้มันอร่อยขนาดนั้น!”
“รู้งี้ผมเอาล็อกตู้ไว้ก็ดีหรอก”
“พี่ไม่รู้หรอก ไอ้พวกเวรในหอผมนะ ฉวยโอกาสตอนผมเผลอ ฟาดซาลาเปาผมเกลี้ยงเลย”
“ผมเป็นเจ้าของซาลาเปาแท้ๆ ดันได้กินแค่ครึ่งลูก!”
“ครึ่งลูกนะพี่! ยัดซอกฟันยังไม่พอเลย!”
“โฮๆ พี่ฮะ พี่สาวแท้ๆ ของผม พี่จะเอาซาลาเปามาส่งให้ผมอีกเมื่อไหร่เนี่ย!”
หลินอันอวี่แหกปากโวยวายอยู่ในสาย ส่วนรูมเมตอีกสามคนก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
“ฉันบอกแกไปแล้วนะ แกก็ไม่ใส่ใจเอง แถมยังบอกว่าในโรงอาหารก็มีขายไม่ใช่หรอ”
“แค่ซาลาเปาไม่กี่ลูก แบ่งเพื่อนร่วมห้องกินไปก็จบแล้วนี่”
“เอาไปส่งให้มันก็ไม่ร้อนแล้ว สู้ซาลาเปาเพิ่งออกจากเตาร้อนๆ ไม่ได้หรอก แบบนั้นสิถึงจะเรียกว่าฟินสุดยอด”
พอได้ยินหลินอันซูพูดแบบนี้ หลินอันอวี่ก็ยิ่งรู้สึกหิวจนไส้กิ่วหนักกว่าเดิม
“พี่! นี่มันเวลาไหนแล้ว พี่ยังจะมายั่วผมอีก โฮๆๆ!”
“เลิกแหกปากได้แล้ว เปิดลำโพงสิ...”
หลินอันซูทนนิสัยเอะอะก็แหกปากโวยวายของเขาไม่ไหว ขมวดคิ้วด้วยความระอาเล็กน้อย
“อ้อ...”
วินาทีต่อมา ไอ้พวกเวรรูมเมตทั้งสามคนก็รีบกรูกันเข้ามาล้อมวง เอ่ยทักทายปลายสายอย่างสนิทสนมทันที
“สวัสดีครับพี่รอง ผมหลิวพาน รูมเมตของอันอวี่ครับ พวกเขาเรียกผมว่าเสี่ยวพั่ง”
“สวัสดีครับพี่รอง ผมจ้าวจาง เรียกผมเสี่ยวจ้าวก็ได้ครับ”
“สวัสดีครับพี่รอง ผมชื่อหลิวจื่อหลง ชอบเล่นบาสที่สุด แล้วก็เป็นเพื่อนซี้ที่สุดของเสี่ยวอวี่ด้วยครับ”
พอประโยคนี้หลุดออกไป อีกสองคนก็รีบเถียงขึ้นมาอย่างไม่ยอมแพ้ทันที
“พี่รอง จื่อหลงมันหลอกพี่ ผมต่างหากเพื่อนซี้ที่สุดของเสี่ยวอวี่”
“ไร้สาระ ฉันต่างหาก ฉันรู้ว่าปกติเสี่ยวอวี่...”
ยังไม่ทันจะได้แฉความลับ หลินอันอวี่ก็มือไวคว้าหมับปิดปากเพื่อนไว้ได้ทันท่วงที
หลินอันซูที่อยู่ปลายสายอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ
จะว่าไป รูมเมตของน้องชายตัวแสบก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะเนี่ย
“สวัสดีจ้ะ ฉันหลินอันซูนะ”
“หลินอันอวี่น้องชายฉันเป็นเด็กดื้อมาตั้งแต่เด็ก โชคดีที่ได้พวกนายคอยดูแลเอาใจใส่ ถึงได้อยู่หอพักอย่างมีความสุขขนาดนี้”
“ไว้ว่างๆ ให้อันอวี่พาพวกนายมาเที่ยวที่บ้านสิ”
“ข้าวปลาอาหารเลี้ยงไม่อั้นเลย”
“แน่นอนว่า ถ้ามีใครยินดีช่วยฉันกวดขันเรื่องเรียนของอันอวี่ คนเป็นพี่สาวอย่างฉันก็ยินดีจะมอบใบชาให้พวกนายเป็นของขวัญนะ”
“ที่อันอวี่ก็มีใบชาอยู่ พวกนายลองชิมดูก่อนได้”
“ได้เลยครับพี่รอง ไม่มีปัญหาครับพี่รอง”
“วางใจได้เลยครับพี่รอง ผมจะช่วยจับตาดูเขาให้อย่างดีเลย”
“พี่รอง มีผมอยู่ทั้งคน สอบครั้งหน้าเสี่ยวอวี่ต้องทำคะแนนได้ดีกว่าครั้งนี้แน่นอนครับ”
“พวกนายดีกับอันอวี่จริงๆ ฉันกำลังขับรถอยู่ แค่นี้ก่อนนะ” หลินอันซูเอ่ย
“บ๊ายบายครับพี่รอง”
“ลาก่อนครับพี่รอง!”
“...” หลินอันอวี่ที่แม้แต่คำว่าลาก่อนก็ยังไม่ทันได้พูด
“เร็วเข้า ใบชาล่ะ ใบชาที่พี่รองให้แกอยู่ไหน ส่งมาซะดีๆ!”
“ใช่ ปล้น!”
ภายใต้การบีบบังคับของทั้งสามคน หลินอันอวี่จำใจต้องหยิบกระป๋องใบชาออกมา หยิบใบชาใส่แก้วให้พวกเขาทีละคนอย่างเสียไม่ได้
“หลินอันอวี่ แกจะงกไปไหนเนี่ย”
“นั่นดิ ใบชาแค่สองสามใบ เอาไปให้แมวดมหรือไง?”
“ฮึ่ม เดี๋ยวฉันจะไปฟ้องพี่รอง!”
“พวกนายพอได้แล้ว นั่นมันพี่รองฉัน ไม่ใช่พี่รองพวกนายซะหน่อย!” หลินอันอวี่โวยวายอย่างหัวเสีย
ทว่าอีกสามคนกลับไม่มีใครสนใจเขาเลยสักนิด เพราะพวกเขากำลังประคองแก้วน้ำชาที่เพิ่งเติมน้ำร้อนลงไปพลางเป่าลมเบาๆ
“พระเจ้า นี่มันใบชาอะไรเนี่ย? ชงออกมาแล้วหอมโคตร”
“ใช่ๆ ฉันยังไม่ได้ดื่มเลย แค่ดมกลิ่นก็รู้สึกโล่งไปทั้งตัว สมองปลอดโปร่งสุดๆ”
“โอ๊ย อร่อย ชาอะไรเนี่ย สดชื่นชุ่มคอชะมัด”
ทั้งสามคนสบตากัน ก่อนจะหันไปยิ้มกริ่มให้หลินอันอวี่
“เสี่ยวอวี่ ชาแกยังมีอีกตั้งกระป๋อง ขอฉันอีกหน่อยสิ”
“ขอฉันด้วย ฉันจะเก็บไว้ต้มดื่มพรุ่งนี้”
“ฉันก็เอาด้วย”
“พวกนายฝันกลางวันอยู่หรอ? ไสหัวไปเลย!” หลินอันอวี่กอดกระป๋องใบชาของตัวเองไว้แน่น รีบปีนขึ้นไปบนเตียงชั้นสองอย่างรวดเร็ว
ฮึ่ม นี่มันใบชาของเขา ของเขาคนเดียว!
พวกไพร่สถุลทั้งหลาย อย่าหวังจะได้แตะต้องเชียว!
เมื่อขอไม่ได้ ทั้งสามคนก็มีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
เสี่ยวพั่งถือแก้วน้ำชาของตัวเอง ค่อยๆ จิบทีละนิดอย่างแสนเสียดาย ดวงตาภายใต้กรอบแว่นกลอกไปมาอย่างมีเลศนัย
จู่ๆ เขาก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เขาใช้ข้อศอกกระทุ้งหลิวจื่อหลงเบาๆ ก่อนจะลากอีกฝ่ายไปที่โต๊ะใต้เตียงของตัวเอง
“จื่อหลง พวกเราสามคนตั้งกลุ่มแชทกันเถอะ” เขาเปิดไฟล์ข้อความบนคอมพิวเตอร์แล้วพิมพ์ข้อความลงไป
“เอาดิ” หลิวจื่อหลงพยักหน้า
ไม่นาน กลุ่มแชทสามคนก็ถูกตั้งขึ้นมาโดยไร้เงาของหลินอันอวี่
ในกลุ่มแชท ทั้งสามคนกำลังปรึกษาหารือวางแผนกันอย่างบ้าคลั่ง
“ฉันว่านะ แทนที่จะรอไถใบชาจากมือเสี่ยวอวี่ สู้ไปคาดหวังกับพี่รองของเสี่ยวอวี่ยังจะดีกว่า”
“ขอสนับสนุน ฉันว่าพี่รองใจป้ำกว่าเสี่ยวอวี่เยอะ”
“+10086”
“แต่พี่รองบอกว่า ให้พวกเราช่วยกวดขันการเรียนของเสี่ยวอวี่นี่นา ฉันก็เก่งแค่คณิตศาสตร์ พอจะถูไถติดท็อปร้อยของระดับชั้นได้แค่นั้นเอง”
“ฉันได้ฟิสิกส์กับเคมี เก่งกว่าเสี่ยวอวี่อยู่”
“ฉันพอได้ภาษาอังกฤษ เอาเป็นว่า ต่อไปนี้ลากเสี่ยวอวี่ไปท่องศัพท์บ่อยๆ ดีไหม?”
“จัดไป! ถ้าพวกเราลงมือลากเขาขนาดนี้ คะแนนเขาต้องพุ่งปรี๊ดแน่นอน”
“ขอแค่คะแนนเขาขึ้น พวกเราก็ให้เขาพาไปเที่ยวบ้านในฐานะแขกได้แล้ว”
“แล้วก็ไปกินๆ ดื่มๆ ที่บ้านเขา”
“จัดไป!”
“ฉันก็เห็นด้วย!”
“โอเค เอาตามนี้แหละ!”
“ดี!”
“กระหม่อมขอสนับสนุน!”
ทั้งสามคนคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ส่วนหลินอันอวี่ที่นอนอยู่บนเตียงชั้นสองก็ชะโงกหน้าลงมาถามด้วยความหวาดระแวง
“พวกนายสามคนกำลังสุมหัวคิดแผนชั่วอะไรกันอยู่อีกเนี่ย?”
“ชิ เอาความคิดคนพาลมาวัดใจวิญญูชน ปัญญาอ่อน” เสี่ยวพั่งเอ่ยขึ้น
“ฉันเป็นคนดี อย่างน้อยก็จิตใจดีกว่านายล่ะน่า ไม่ทำเรื่องเลวร้ายหรอก” หลิวจื่อหลงเสริม
“ตดเถอะ ฉันต่างหากที่เป็นคนดี!” จ้าวจางเถียง
“เลิกพล่ามได้แล้ว มาๆ เข้าเกม มาบวกกันสักตา!”
“บวกบ้าบวกบออะไรล่ะ? หลินอันอวี่ ฉันจำได้ว่าการบ้านฟิสิกส์นายยังทำไม่เสร็จไม่ใช่หรอ? ไปๆๆ ตามฉันไปที่ห้องเรียนเลย”
ไม่พูดพร่ำทำเพลง หลินอันอวี่ก็ถูกลากลงมาจากเตียง แล้วโดนหิ้วปีกไปที่ห้องเรียนจนได้
“...”
หลินอันซูยังไม่รู้ตัวเลยว่า เพียงเพราะคำพูดไม่กี่ประโยคของเธอ บวกกับใบชาที่เอามาเป็นเหยื่อล่อ ทำให้น้องชายอย่างหลินอันอวี่ต้องตกอยู่ในแผนการรุมทึ้งช่วยติวหนังสือของรูมเมตทั้งสามคนเข้าเสียแล้ว
แถมยังเป็นการจุดชนวนการแข่งขันดุเดือดภายในหอพักของหลินอันอวี่อีกต่างหาก
ในขณะนี้ เธอที่กำลังขับรถตู้เล็กได้กลับมาถึงบ้านแล้ว
พอถึงบ้าน คุณย่าหลินก็ยิ้มแย้มหยิบผ้าแดงสองเส้นส่งให้เธอ บอกให้เอาไปผูกไว้ที่รถ
บอกว่าสามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และคุ้มครองให้เดินทางปลอดภัย
ที่บ้านเกิดมีความเชื่อเรื่องนี้อยู่
บ้านไหนซื้อรถใหม่ ก็จะจุดประทัดและผูกผ้าแดง
แต่ประเด็นคือ รถตู้เล็กคันนี้มันเป็นรถมือสองนี่สิ
ช่างเถอะๆ ผูกก็ผูก
เธอเองก็ทนเห็นคุณย่าหลินผิดหวังไม่ได้เหมือนกัน
และก็เป็นไปตามคาด หลังจากหลินอันซูนำผ้าแดงสองเส้นไปผูกไว้ที่กระจกมองหลังทั้งสองข้าง รอยยิ้มของคุณย่าหลินก็ยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม
“คุณย่าคะ พ่อกับแม่ยังไม่กลับมาจากไร่หรอคะ?” หลินอันซูถาม
“ยังเลยลูก”
“หลังจากหนูกับพ่อออกไปได้ไม่นาน ก็มีคนกลุ่มหนึ่งขับรถมา บอกว่าจะมาติดตาข่ายอะไรสักอย่างให้บ้านเรานี่แหละ”
“แม่หนูก็เลยพาพวกเขาไปที่ภูเขาของบ้านเราแล้ว”
“ต่อมาพอพ่อหนูกลับมาได้ยินเข้า ก็จอดรถสามล้อทิ้งไว้แล้วรีบตามขึ้นเขาไปเลย”
“ป่านนี้แล้วก็ยังไม่กลับมาเลย”
“คุณย่าคะ งั้นหนูไปดูหน่อยนะคะ” หลินอันซูพูดจบ ก็เตรียมจะก้าวเท้าเดินขึ้นเขา
“นี่ อันซู พาฉันไปด้วยสิ!” จี้ชวนที่อยู่ข้างๆ รีบเอ่ยปากทันที
“พานายไปทำไม? ขานายสภาพนี้ยังจะปีนเขาไหวอีกหรอ?”
“หรือว่ากะจะให้ฉันแบกนายขึ้นไป?”
“ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้นี่นา” จี้ชวนหน้าด้านพูดติดตลก
“อย่ากวนน่า ไปล่ะนะ!” หลินอันซูพูดจบ ก็จัดการยกตัวเขาขึ้นพาดบ่า แล้วเดินดุ่มๆ ออกไปทันที
พอถึงที่พักของจี้ชวน หลินอันซูก็ปล่อยเขาลง แล้วเอ่ยปาก
“วันนี้ขอบใจนายมากนะ ดึกแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”
พูดจบ เธอก็ตบมือเบาๆ สองที แล้วเดินจากไปอย่างสบายใจเฉิบ
“???” จี้ชวน
“!!!” จี้ชวน
“เวรเอ๊ย!” จี้ชวน