เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 การกล่าวขอบคุณ

บทที่ 40 การกล่าวขอบคุณ

บทที่ 40 การกล่าวขอบคุณ


“พ่อว่าที่อันอันพูดมาก็มีเหตุผลนะ”

พ่อหลินเอ่ยปากสนับสนุน ตามประสาผู้ชายที่มักจะมีความชื่นชอบเรื่องรถอยู่บ้างเป็นทุนเดิม ยิ่งได้ฟังเหตุผลของลูกสาวเขาก็ยิ่งเห็นด้วย โดยเฉพาะเรื่องขนไม้ ถ้าใช้รถสามล้อคันเล็กเที่ยวหนึ่งจะขนได้สักเท่าไหร่กันเชียว

แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นรถตู้เล็ก มันคงขนได้มากกว่าเดิมหลายเท่า ประหยัดเวลาไปได้โข และที่สำคัญคือถ้าอันอันซื้อรถตู้มา เขาก็จะได้ขับออกไปขนไม้เองได้ด้วย

พอคิดว่าตัวเองจะได้มีรถขับ พ่อหลินก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที

“งั้นจะซื้อก็ซื้อไปเถอะ แต่ถ้าเงินแกหมดเมื่อไหร่ ฉันกับพ่อไม่มีเงินเหลือมาช่วยสมทบให้หรอกนะ”

เมื่อได้ยินแม่หลินพูดแบบนั้น หลินอันซูก็พยักหน้าตอบรับ “ตกลงค่ะ หนูเข้าใจแล้ว ซื้อเลย!”

บ้านเธอมีลูกสามคน พ่อกับแม่ต้องให้ความเท่าเทียม พี่สาวคนโตตอนจะเดินทางไกลก็ได้เงินไปห้าหมื่นหยวน ส่วนเธอตอนนี้มาทำเกษตรก็ได้มาห้าหมื่นหยวนเหมือนกัน ถือว่ายุติธรรมที่สุดแล้ว หากเธอจะขอเงินที่บ้านเพิ่มอีก ต่อให้พ่อแม่ยอมให้ เธอก็คงรู้สึกละอายใจที่จะรับไว้

อีกอย่าง ตอนนี้เธอเริ่มหาเงินเองได้แล้วจะกลัวอะไรล่ะ ขอแค่ให้เวลากับเธออีกหน่อย อนาคตเศรษฐีนีอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

“อันอัน เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จ พ่อจะไปช่วยดูรถกับลูกเอง” พ่อหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส

“ได้เลยค่ะ” หลินอันซูพยักหน้า เธอเองก็ไม่มีความรู้เรื่องรถเลยสักนิด มีพ่อไปด้วยก็ช่วยให้เบาใจไปได้เยอะ

“คุณอา คุณน้า คุยอะไรกันอยู่หรอคะ? อยากจะซื้อรถหรอ?”

เสียงใสๆ ดังมาจากหน้าประตูบ้าน หลินอันซู พ่อหลิน และแม่หลินต่างหันไปมองตามเสียงนั้นทันที

เธอเห็นเลขาธิการพรรคตัวน้อยที่ดูร่าเริงและมีรอยยิ้มประดับใบหน้า เดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินกะเผลกๆ เหมือนคนขาพิการ

“อ้าว เลขาฯ จาง มาได้ยังไงล่ะเนี่ย? มาๆ เข้ามานั่งข้างในก่อนสิ”

“เลขาฯ จาง แล้วก็คุณคนนี้ด้วย มาดื่มน้ำชาก่อนนะคะ”

พ่อหลินกับแม่หลินรีบต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างกระตือรือร้น หลินอันซูเองก็เอ่ยทักทายเลขาฯ จางที่ดูเป็นคนอัธยาศัยดีคนนี้เช่นกัน

“หลินอันซูใช่ไหม? ฉันเคยได้ยินผู้ใหญ่บ้านพูดถึงเธออยู่บ่อยๆ นักศึกษาที่กลับมาทำธุรกิจที่บ้านเกิด เป็นคนแรกของหมู่บ้านเราเลยนะเนี่ย เก่งมากเลยจ้ะ”

เมื่อเห็นเลขาฯ จางชูนิ้วโป้งให้ หลินอันซูก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินจนหน้าแดง ส่วนชายหนุ่มขาเป๋ที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับทำหน้าเบื่อหน่ายและแอบกลอกตาใส่เธออย่างรวดเร็ว ซึ่งภาพนั้นก็บังเอิญเข้าตาหลินอันซูพอดี

อ้อ นึกออกแล้ว หมอนี่ก็คือผู้ชายที่นั่งอยู่บนรถเก๋งแล้วทำตาขยิบใส่เธอวันนั้นนี่นา ที่แท้ไม่ใช่แค่ตาที่มีปัญหา แต่ขายังไม่ดีอีกต่างหาก น่าสงสารจริงๆ

“พี่จี้ชวน ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ?” เลขาฯ จางใช้ศอกสะกิดชายหนุ่มขาเป๋เบาๆ

“สวัสดีครับคุณอา สวัสดีครับคุณน้า สวัสดีครับ... น้องหลินอันซู”

“ผมชื่อจี้ชวน เป็นลูกพี่ลูกน้องของเลขาฯ จางครับ”

“ก่อนหน้านี้ผมเข้าไปเดินเล่นในป่าแล้วบังเอิญได้รับบาดเจ็บ ต้องขอบคุณน้องอันซูมากเลยนะครับที่ช่วยเรียกคนไปช่วย ไม่อย่างนั้นผมคงไม่มีใครเห็นและไม่ได้ไปโรงพยาบาลทันเวลาแน่ๆ”

“วันนี้ผมตั้งใจมาเพื่อขอบคุณน้องอันซูครับ”

ชายหนุ่มพูดจบก็ล้วงซองแดงออกมาจากอกเสื้อด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยเต็มใจนัก

จะว่าไปเขาก็ซวยจริงๆ นั่นแหละ อุตส่าห์ใช้ชีวิตเป็นลูกแหง่เกาะพ่อแม่กินอยู่ที่เมืองจิงตูอย่างมีความสุขแท้ๆ แต่ดันถูกจับได้ว่าแอบเปย์เงินให้วีเจสาวที่ถูกสเปกไปตั้งสองแสนกว่าหยวน พ่อกับแม่เลยโกรธจัดจนแพ็กกระเป๋าส่งเขามาดัดนิสัยที่ชนบทแห่งนี้ พร้อมกำชับให้มาดูตัวอย่างและเรียนรู้จากลูกพี่ลูกน้องที่เป็นเลขาธิการพรรคผู้แสนดีคนนี้ หากเขายังไม่สำนึกผิดก็ไม่ต้องกลับบ้านไปตลอดชีวิต

นอกจากจะถูกไล่ออกจากบ้านแล้ว บัตรเครดิตทุกใบยังถูกอายัดเกลี้ยง ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ใจอ่อนแอบยัดบัตรที่มีเงินอยู่แปดพันหยวนให้ก่อนมา เขาคงได้นอนกินลมชมวิวอยู่ข้างถนนไปแล้ว

พอมาถึงที่นี่เขาก็พบว่า... ยุคนี้สมัยนี้แล้วทำไมยังมีที่ที่ทั้งจนทั้งกันดารขนาดนี้อยู่อีก? ทั้งหมู่บ้านเขาไม่เห็นใครใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมเลยสักคน

รถหรูๆ ก็ไม่ต้องพูดถึง คนในหมู่บ้านดูบ้านนอกสุดๆ แถมผิวยังดำกร้าน อาหารการกินก็งั้นๆ เขาเบื่อจนทนไม่ไหวเลยทำหนังสติ๊กขึ้นมาอันหนึ่ง กะว่าจะเข้าไปเดินเล่นในป่า เผื่อจะยิงไก่ป่ามาทำอะไรกินได้บ้าง ใครจะไปรู้ล่ะว่าไก่ป่าก็ยิงไม่ได้ แถมตัวเองยังเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งไว้ในนั้นอีก

ตอนที่ติดอยู่ในป่าเขาตะโกนเรียกจนคอแทบแตก พอเห็นเด็กสาวคนหนึ่งเดินผ่านมา เขาก็คิดว่าตัวเองรอดตายแล้วแน่ๆ เพราะด้วยหน้าตาของเขา ตอนอยู่ที่เมืองจิงตูสาวๆ ต่างก็รุมล้อมกันทั้งนั้น มาอยู่ที่กันดารแบบนี้ก็คงไม่ต่างกันหรอก

แต่ที่ไหนได้ ยัยนั่นพอเห็นเขาปุ๊บก็ทำท่าเหมือนเห็นตัวประหลาด แล้วก็โกยแน่บหนีไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาเขาแทบจะกระอักเลือดตายด้วยความโมโห

สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านกับลูกพี่ลูกน้องของเขาก็พากันขึ้นไปช่วยเขาลงมา ลูกพี่ลูกน้องบอกว่าต้องขอบคุณหลินอันซูที่ลงมาตามคนไปช่วย ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องนอนตากยุงอยู่บนเขาอีกนาน

แต่พอเลขาฯ จางรู้ว่าเขาขึ้นไปบนเขาเพื่อจะยิงไก่ป่า เธอก็สวดเขาเสียยับเยิน บอกว่าไก่ป่าเป็นสัตว์สงวนห้ามล่า เขาฟังจนหูอื้อเลยพยายามเปลี่ยนเรื่อง บอกว่ายัยเด็กนั่นช่างตาถั่วจริงๆ แทนที่จะเข้ามาช่วยกลับจงใจถ่วงเวลาเสียอย่างนั้น

ถ้าตอนนั้นเขาบาดเจ็บหนักขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไง ไม่ตายไปแล้วหรอ? แล้วเขาก็โดนเลขาฯ จางพ่นไฟใส่อีกรอบ

เธอบอกว่าที่หลินอันซูทำแบบนั้นก็เพราะเห็นว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรมาก แถมยังตะโกนขอความช่วยเหลือเสียงดังฟังชัดดูท่าทางไม่น่าจะตายง่ายๆ

และที่สำคัญคือเด็กสาวทำถูกแล้วที่มีความระแวดระวัง มีความเห็นอกเห็นใจแต่ก็ยังฉลาดและมีไหวพริบ ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปช่วยคนแปลกหน้าแล้วโดนจับมัดขึ้นมาจะทำยังไง? หรือถ้าโดนลักพาตัวไปขายล่ะ?

จี้ชวนฟังแล้วแทบจะบ้าตาย หน้าตาและบุคลิกอย่างเขามันดูเหมือนโจรลักพาตัวตรงไหนกัน?

อา... นี่มันลูกพี่ลูกน้องประเภทไหนกันเนี่ย ช่างน่าโมโหจริงๆ และนี่เขายังพักฟื้นได้ไม่ถึงสองวัน ก็ถูกยัยเลขาฯ จางลากตัวมากล่าวขอบคุณถึงบ้านเสียแล้ว

“คำขอบคุณฉันรับไว้ค่ะ แต่ซองแดงนี่ไม่ต้องหรอก”

“ฉันไม่ได้ทำอะไรมาก คนที่ช่วยคุณลงมาจากเขาคือผู้ใหญ่บ้านกับพี่เลขาฯ ต่างหากค่ะ” หลินอันซูเอ่ย

“ทำไมล่ะ หรือว่ารังเกียจว่ามันน้อยไป?”

จี้ชวนพูดจบก็โดนเลขาฯ จางฟาดเข้าที่หัวไปหนึ่งทีจนเขาสะดุ้งโหยง

“โอ๊ย!” จี้ชวนเจ็บจนเกือบจะกระโดดเหยงๆ

“พูดจาอะไรของพี่เนี่ย?”

“ถ้าพูดดีๆ ไม่เป็นก็ไม่ต้องพูด”

“หรือพี่คิดว่าซองแดงที่เตรียมมามันยังไม่ใหญ่พอ อยากจะเพิ่มเงินเข้าไปอีกหรอ?”

“ผมผิดไปแล้วๆ” เมื่อเจอสายตาพิฆาตของลูกพี่ลูกน้อง จี้ชวนก็หดหัวทันที เขาไม่ได้กลัวเลขาฯ จางหรอก แต่เขากลัวเธอจะเอาเรื่องไปฟ้องที่บ้านต่างหาก

พ่อแม่เขาขู่ไว้แล้วว่าถ้ามาอยู่ที่นี่แล้วยังไม่ทำตัวให้ดีขึ้น จะส่งเขาไปดัดนิสัยในกองทัพแทน เป้าหมายในชีวิตของเขาคือการเป็นปลาเค็มเกาะพ่อแม่กินไปวันๆ ถ้าต้องไปอยู่กองทัพมีหวังเหนื่อยตายพอดี ไม่เอาเด็ดขาด

“หลินอันซูจ๊ะ พี่ชายฉันเขาค่อนข้างจะสมองเพี้ยนไปหน่อย อย่าถือสาเขาเลยนะ”

“เขาตั้งใจมาขอบคุณเธอจริงๆ จ้ะ”

“แค่พูดจาไม่ค่อยเข้าหูคนเท่าไหร่” เลขาฯ จางเอ่ยขอโทษแทน

“อ๋อ ใช่ๆ น้องอันซู ผมตั้งใจจริงๆ นะ!”

“ที่ผมพูดเมื่อกี้หมายความว่า... ซองแดงแค่นี้มันยังไม่เพียงพอที่จะแสดงความขอบคุณของผมได้เลย”

“ผมรู้สึกว่ามันน้อยไปจริงๆ ควรจะให้มากกว่านี้ถึงจะเหมาะสม” จี้ชวนรีบแก้ตัวพัลวัน

“ซองแดงไม่ต้องจริงๆ ค่ะ ความจริงใจของคุณจี้ชวนฉันรับรู้ได้แล้ว”

“พี่เลขาฯ ดื่มน้ำชาก่อนนะคะ” หลินอันซูเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“จ้ะ” เลขาฯ จางยกแก้วชาขึ้นจิบคำหนึ่ง ดวงตาก็พลันเป็นประกายขึ้นมาทันที

“ชานี่คือชาอะไรหรอ? ทำไมมันถึงอร่อยขนาดนี้?”

“พี่จี้ชวน พี่ลองชิมดูสิ”

“...” จี้ชวนทำหน้ามุ่ย

หึ เขาไม่ดื่มหรอก ในชนบทที่ทั้งจนทั้งเชยแบบนี้จะมีชาดีๆ ได้ยังไง

ตอนอยู่ที่บ้านเขาดื่มแต่ชาจินละหมื่นหยวนทั้งนั้นแหละ ดูจากสภาพบ้านนี้แล้ว ใบชาที่ซื้อมาคงราคาไม่ถึงสองร้อยหยวนด้วยซ้ำมั้ง?

จบบทที่ บทที่ 40 การกล่าวขอบคุณ

คัดลอกลิงก์แล้ว