- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 679 ประกาศใต้หล้า
บทที่ 679 ประกาศใต้หล้า
บทที่ 679 ประกาศใต้หล้า
เมื่อเห็นซูเจี๋ยสังหารเมิ่งฮุ่ยผู้บัญชาการตำหนักพยัคฆ์ขาวแห่งกรมปราบสวรรค์ที่มีพละกำลังขอบเขตวิถีฐานาระดับสี่ลงด้วยฝ่ามือเดียว ทั้งสนามก็ตกอยู่ในความเงียบงัน!
บรรดาตัวแทนจากสำนักวิถีมารและเหล่าตระกูลผู้ทรงอิทธิพลที่มาร่วมงานต่างพากันมีแววตาที่สั่นไหวด้วยความหวาดกลัว แม้ว่าพวกเขาจะมาจากวิถีมาร แต่การล่วงเกินกรมปราบสวรรค์ที่เป็นดั่งยักษ์ใหญ่เช่นนี้ คนส่วนใหญ่ย่อมไม่กล้าทำ
กรมปราบสวรรค์เป็นตัวแทนของเทวานุภาพแห่งราชวงศ์ต้าหลี เจ้ากรมปราบสวรรค์ยังเป็นยอดฝีมือขอบเขตจื่อฝู่ตัวจริงเสียงจริง เมื่อกายธรรมหยางเสินปรากฏย่อมสยบเหล่าคนพาลและข่มขวัญไปทั่วใต้หล้า ใครเล่าจะไม่เกรงกลัวบ้าง
ในทางกลับกัน บรรดาศิษย์ตัวเล็กๆ ของวังเขากุ่ยหลิ่งที่มีพละกำลังต่ำต้อยกลับไม่ได้มีความกังวลมากนัก เมื่อเห็นเจ้าสำนักของตนแสดงอานุภาพอันยิ่งใหญ่ พวกเขาต่างพากันมีใบหน้าที่แดงก่ำและตะโกนเชียร์ด้วยความตื่นเต้นว่า “เจ้าสำนักเกรียงไกร ไร้เทียมทาน”
ซูเจี๋ยยืนตระหง่านอยู่กลางความว่างเปล่า ชุดคลุมยาวสีดำขลิบทองโบกสะบัดจนเกิดระลอกคลื่นเป็นวงกลมในความว่างเปล่า พร้อมกับแรงกดดันของผู้ปกครองและกลิ่นอายที่แข็งแกร่งจนทำให้หลีอวี่เจ๋อรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
หลีอวี่เจ๋อรู้ดีว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซูเจี๋ย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนบ้าที่เมินเฉยต่อกรมปราบสวรรค์แห่งราชวงศ์ต้าหลีเช่นนี้ เขาจึงเลือกที่จะหันหลังกลับเพื่อหลบหนีทันที
“วันนี้ข้าขึ้นรับตำแหน่งเจ้าสำนักอันเป็นมงคล เจ้าสำนักหลีจะรีบไปไหนเสียเล่า หรือว่าท่านจะรังเกียจที่วังเขากุ่ยหลิ่งของข้านั้นคับแคบและขาดมารยาท จึงไม่ให้เกียรติกันเช่นนี้? นี่ไม่ใช่ทางปฏิบัติในการต้อนรับแขกของวังเขากุ่ยหลิ่งของเราเลยนะ”
ซูเจี๋ยเผยรอยยิ้มอันเย็นเยือกออกมา ดวงตาดูมืดมิดและสงบเงียบราวกับสระน้ำลึก
ก่อนที่คำพูดของซูเจี๋ยจะสิ้นสุดลง ชุดเจ้าสาวสีแดงเลือดก็ปรากฏขึ้นราวกับแสงสนธยาที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า หรือราวกับดาราจักรที่แขวนกลับหัวจนกลายเป็นม่านฟ้าสีแดงเข้าปกคลุมท้องฟ้าเหนือวังเขากุ่ยหลิ่ง
เมื่อมองไปรอบๆ ชุดเจ้าสาวสีแดงเลือดพัดโบกจนเกิดเสียงดังขึ้น แสงสีแดงสาดส่ายไปมา ไอหยินพุ่งพล่านจนทำให้ป่าไม้และผืนดินเบื้องล่างกลายเป็นสีแดงเลือดที่น่าสยดสยอง
ชุดเจ้าสาวสีแดงเลือดนี้มาพร้อมกับพลังอันลี้ลับและชั่วร้ายมหาศาล เมื่อปรากฏขึ้นพลังแห่งคำสาปก็แผ่ซ่านออกมาทันที
ผิวหนังทั่วร่างกายของหลีอวี่เจ๋อเปลี่ยนสีไปทันที กลายเป็นสีขาวซีดราวกับคนตาย
ที่ด้านหลังซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก มีโลงศพวางตั้งอยู่ โลงศพไม้แก่นจันทน์สีแดงนั้นเปิดฝาออก ภายในโลงศพมีลูกตานับไม่ถ้วนที่หมุนไปมา และลูกตาทุกดวงในตอนนี้ต่างก็สะท้อนภาพเงาร่างของหลีอวี่เจ๋อออกมา
ในวินาทีนั้นเอง ผิวหนังทั่วร่างกายของหลีอวี่เจ๋อก็เกิดพองโตขึ้นมาราวกับน้ำที่กำลังเดือด และในทุกๆ ฟองอากาศที่แตกออกจะมีลูกตาของคนที่มีเส้นเลือดแดงก่ำลืมตาขึ้นมา
ในบรรดาจุดที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดคือแขนซ้าย ที่นี่ถึงกับมีหนอนสีขาวฟักตัวออกมาและกัดกินเนื้อหนังมังสาราวกับหนอนไหมกัดกินใบหม่อนด้วยความเร็วที่น่าตกใจ เพียงชั่วพริบตาแขนซ้ายของหลีอวี่เจ๋อก็เหลือเพียงโครงกระดูก และมันยังคงเติบโตต่อไปยังจุดสำคัญของหลีอวี่เจ๋อด้วย
หานรู่เยียนอยู่ที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินมาสามปี แม้ว่าจะยังไม่ได้เลื่อนระดับเป็นวิญญาณพยาบาทระดับเก้า แต่จากการดูดซับไอแห่งความหวาดกลัวผ่านสวนสนุกฝันร้ายและภาพยนตร์สยองขวัญ พละกำลังของเธอจึงรุดหน้าไปได้ไกลมาก
สีหน้าของหลีอวี่เจ๋อดูย่ำแย่ลงไปอีก แต่เขาก็ยังเป็นยอดฝีมือขอบเขตวิถีฐานาระดับเจ็ด เขาจึงรักษาความสงบไว้ได้และตัดแขนซ้ายออกทันทีเพื่อกำจัดผิวหนังที่ติดคำสาปทิ้งไป หลงเหลือเพียงร่างกายที่อาบไปด้วยเลือดและกล้ามเนื้อที่สั่นเทา แต่เขาก็ไม่ได้สนใจความเจ็บปวดและยังคงหลบหนีต่อไป
แต่ภายใต้ม่านฟ้าสีแดงเลือดที่ชุดเจ้าสาวปกคลุมอยู่นั้น ยังมีจันทร์เสี้ยวสีแดงเลือดลอยเด่นขึ้นมาด้วย
บนดวงจันทร์สีเลือดนั้น มีหญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีแดงที่มีใบหน้าและรูปร่างงดงามราวกับเทพธิดา ผิวพรรณขาวราวกับหิมะ นั่งอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งค้ำคางและอีกข้างหนึ่งชี้ไปที่หลีอวี่เจ๋อที่กำลังหลบหนีมาถึง “สามีของฉันบอกให้ท่านหยุดก่อน ท่านฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องอย่างนั้นหรือ!”
หลีอวี่เจ๋อไม่ได้กล่าวออกมาแม้แต่คำเดียว เขาเพียงแต่มุ่งมั่นในการร่ายมนตรากระบี่ด้วยสีหน้าที่ดูดุร้าย เพื่อต้องการจะเปิดทางรอดให้แก่ตัวเอง
กระบี่เทียนเผิงสมบัติวิญญาณระดับต่ำคล้ายกับจะรับรู้ถึงความกังวลของเจ้านาย มันจึงปลดปล่อยปราณกระบี่ที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุดออกมาและพุ่งเข้าหาหานรู่เยียน ปราณกระบี่ที่กลายเป็นเงาร่างของจ้าวอินทรีทองขยับปีกคำรามออกมาด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่จนทำให้ท้องฟ้าสั่นสะเทือน
ตำนานกล่าวว่ากระบี่เทียนเผิงนี้สร้างขึ้นจากจะงอยปากที่แข็งแกร่งที่สุดของสัตว์ร้ายบรรพกาล และมีกลิ่นอายของมันแฝงอยู่บ้าง ในตอนนี้เมื่อถูกใช้งานอย่างเต็มพละกำลัง เมฆาหมื่นลี้จึงถูกปัดเป่าหายไปจนหมดสิ้น หลงเหลือเพียงปราณกระบี่ที่เจิดจ้าไปทั่วท้องฟ้า
“ทำอย่างกับว่าพวกเราไม่มีของวิเศษอย่างนั้นแห แม่นาง มาให้ฉันจัดการเอง”
ซูเจี๋ยร่อนตัวลงมาข้างกายหานรู่เยียนอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับมีธงขนาดเล็กปรากฏอยู่ในฝ่ามือ
“ธงจักรพรรดิมนุษย์ จงกางออก!”
คำเดียวเอ่ยออกมา ทั่วทั้งฟ้าดินก็เกิดการสั่นสะเทือน
ธงวิญญาณบดบังแสงอาทิตย์และดวงจันทร์ วิญญาณหยินนับล้านพวยพุ่งออกมาราวกับกระแสน้ำ
หลีอวี่เจ๋อตกใจมาก เมื่อเห็นธงหมื่นวิญญาณในมือของหานรู่เยียน เขาก็จำที่มาของมันได้ทันที นี่คือธงหมื่นวิญญาณ และยังเป็นธงหมื่นวิญญาณระดับสูงที่ไม่เคยเห็นมาก่อนซึ่งรวบรวมวิญญาณหยินไว้มากมายมหาศาล
ที่ประตูสำนักของวังเขากุ่ยหลิ่ง บรรดาแขกเหรื่อจำนวนมากต่างพากันตื่นตะลึง อานุภาพคำสาปของหานรู่เยียนนั้นเกินกว่าที่จะจินตนาการได้แล้ว เมื่อรวมกับตะขาบพันมือที่ดุร้ายเมื่อครู่ก็เพียงพอที่จะข่มขวัญไปทั่วทั้งสนามแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นซูเจี๋ยยังถือธงวิญญาณเช่นนี้ไว้อีก
ในบรรดาแขกเหล่านั้น ลวี่จิ้งซื่อเจ้าสำนักเทียนหุนถึงกับดวงตาเบิกกว้างและไม่อาจเชื่อสายตาของตนเองได้เลย
สำนักเทียนหุนของพวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญในการเล่นกับธงวิญญาณ ศิษย์ในสำนักต่างก็มีธงวิญญาณติดตัวกันทุกคน แต่ธงของศิษย์เหล่านั้นสามารถเรียกได้เพียงธงเรียกวิญญาณเท่านั้น และผู้ที่สามารถหลอมรวมจนกลายเป็นธงหมื่นวิญญาณได้นั้นมีน้อยมาก
ส่วนธงที่อยู่ในมือของซูเจี๋ยในตอนนี้ คือธงสิบล้านวิญญาณในตำนาน ภายในมีวิญญาณหยินอย่างน้อยสิบล้านดวง เรื่องนี้จะไม่ให้ลวี่จิ้งซื่อตกใจได้อย่างไร ขนาดธงล้านวิญญาณเขายังไม่มีเลย อย่าว่าแต่ธงสิบล้านวิญญาณเช่นนี้เลย
ท่ามกลางความตื่นตระหนกของบรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงานที่วังเขากุ่ยหลิ่ง ธงหมื่นวิญญาณในมือของซูเจี๋ยก็กางออกอย่างสมบูรณ์
“ค่ายกลเทพอาถรรพ์พยาบาทห้าธาตุ จงหลอมละลายมันเสีย”
ทันทีที่ธงวิญญาณกางออก วิญญาณหยินนับสิบล้านดวงต่างพากันคำรามออกมาและกลายเป็นค่ายกลสังหารที่ไร้ขอบเขต
มีภูเขาดาบตกลงมาจากฟากฟ้า คมดาบมีรูปร่างคล้ายกับดาบประหารที่มีคราบเลือดติดอยู่ ตกลงมาจากท้องฟ้านับพันนับหมื่นเสี่ยงพร้อมกับเสียงกรีดร้องราวกับเทพเจ้าและปีศาจร้องไห้
มีทะเลเพลิงพวยพุ่งออกมาจากใต้ดิน พื้นดินทั่วทั้งบริเวณกลายเป็นเหมือนเหล็กที่ถูกเผาจนแดงก่ำ เปลวเพลิงและลาวาพวยพุ่งออกมาไม่หยุด พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับจะพลิกกลับด้าน
แม่น้ำหวงเฉวียนสายหนึ่งพาดผ่านฟ้าดิน ภายในแม่น้ำมีซากศพจมดิ่งและลอยไปมา วิญญาณพยาบาทคร่ำครวญ คนพายเรือสวมชุดกันฝนฟางและพายเรือพากลุ่มผู้โดยสารที่เป็นผีร้ายที่เต็มไปด้วยไอวิญญาณหยินที่น่าสยดสยอง
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีภูเขากระดูกสิบแปดลูกตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลเพลิง ภายในยอดเขาเหล่านั้นมีตำหนักดั้งเดิมที่ลึกลับและน่าสยดสยองสิบแปดแห่งปรากฏให้เห็นวับๆ แวมๆ
ตำนานกล่าวว่าในสมัยโบราณ มียอดฝีมือรวมรวบดวงวิญญาณหยินนับร้อยล้านดวงเพื่อสร้างยมโลกสิบแปดชั้นอันเรื่องลือขึ้นมา ในยามที่เกิดการต่อสู้ ยมโลกสิบแปดชั้นในแต่ละชั้นล้วนเป็นค่ายกลสังหารที่ยอดเยี่ยม และมีอานุภาพในการสังหารได้แม้แต่เซียนหรือเทพ
ในตอนนี้ธงหมื่นวิญญาณเริ่มมีแนวโน้มไปในทิศทางนั้น ยมโลกสิบแปดชั้นกำลังอยู่ในระหว่างการฟักตัวออกมา
เมื่อค่ายกลเทพอาถรรพ์พยาบาทห้าธาตุก่อตัวขึ้น ทะเลเพลิงใต้ดินก็ปะทุขึ้นมาพร้อมกับแม่น้ำหวงเฉวียน เมื่อกระแสน้ำและเปลวเพลิงปะทะกัน ภายใต้อานุภาพค่ายกลของธงหมื่นวิญญาณที่กระบี่เทียนเผิงสมบัติวิญญาณระดับต่ำนี้ไม่อาจต้านทานได้ ตัวกระบี่จึงเริ่มเกิดรอยร้าวขึ้นมา
จ้าวอินทรีทองซึ่งเป็นจิตวิญญาณของกระบี่เทียนเผิงแผดเสียงร้องโหยหวนออกมาและปีกหักลง แสงสว่างแห่งจิตวิญญาณของตัวกระบี่ถูกทำให้แปดเปื้อนและความเร็วลดลงอย่างรวดเร็ว
บนท้องฟ้า คมดาบนับไม่ถ้วนตกลงมาราวกับสายฝนและกลายเป็นภูเขาดาบที่เย็นเยียบเข้าปกคลุมหลีอวี่เจ๋อเพื่อทำการสับร่างของเขาเป็นพันชิ้น
ในตอนที่คมดาบเหล่านี้ตกลงมาสู่ร่างกายของเขา มันได้ฉีกกระชากอากาศจนเกิดเปลวเพลิงออกมา และเมื่อคมดาบมารวมตัวกันจนกลายเป็นภูเขาดาบที่ไร้เทียมทาน คมมีดแต่ละเล่มก็ดูเหมือนกับดวงดาวในยามค่ำคืน บางครั้งก็นำมาผสมผสานกันจนกลายเป็นสัตว์ร้ายที่มีความยาวนับร้อยจางซึ่งเต็มไปด้วยความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจนทำให้คนรู้สึกขนลุกซู่ และมันยังคงทำลายช่องโหว่ในการป้องกันของหลีอวี่เจ๋ออย่างต่อเนื่อง
ซูเจี๋ยควบคุมธงหมื่นวิญญาณ แม้ว่าจะไม่เก่งเท่าหานรู่เยียนในการปลดปล่อยพละกำลังของธงวิญญาณนี้ให้ออกมาได้ถึงขีดสุด แต่การรับมือกับหลีอวี่เจ๋อก็นับว่าเพียงพอแล้ว ทะเลเพลิงแผ่ซ่านและภูเขาดาบตกลงมาจากฟากฟ้า กดดันจนหลีอวี่เจ๋อไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาได้
นี่คือความน่ากลัวของธงวิญญาณระดับสิบล้านดวง ซึ่งเป็นธงที่ซูเจี๋ยค่อยๆ พัฒนามาจากระดับที่เรียบง่ายที่สุดซึ่งใช้หินวิญญาณระดับต่ำเพียงไม่กี่ก้อนก็สามารถหลอมสร้างขึ้นมาจนกลายเป็นธงสิบล้านวิญญาณในปัจจุบัน ในตอนนี้ธงหมื่นวิญญาณนี้ได้กลายเป็นศัสตราเวทที่ไร้เทียมทานไปแล้ว เมื่อสมบัติวิญญาณระดับต่ำทั่วไปเข้าสู่ค่ายกลสยบวิญญาณนี้ ย่อมเหลือเพียงหนทางเดียวคือความเสียหายและพินาศไป
ทะเลเพลิงกำลังเดือดพล่านและภูเขาดาบกำลังคำรามก้อง
ภายในค่ายกลสังหารแห่งนี้ เห็นเพียงเงาร่างที่โดดเดี่ยวที่พยายามจะบินขึ้นและลงอย่างลำบาก ลนลานบินผ่านไปมาระหว่างทะเลเพลิงและภูเขาดาบราวกับวิญญาณ หลีอวี่เจ๋อกวัดแกว่งปราณกระบี่ที่เจิดจ้าและรุ่งโรจน์ออกมาเพื่อต่อสู้กับเปลวเพลิงและคมดาบอย่างสุดความสามารถ
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าค่ายกลสังหารที่น่าสยดสยองเช่นนี้ ร่างกายและวิชากระบี่ของเขากลับดูเหมือนกับสิ่งที่ไร้รากฐาน และดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงการดิ้นรนที่ไร้ประโยชน์เท่านั้น
“ซูเจี๋ย ท่านต้องการจะฆ่ากันให้ตายไปเลยอย่างนั้นหรือ”
หลีอวี่เจ๋อตะโกนก้องด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย ในมือกำกระบี่เทียนเผิงพุ่งไปทางซ้ายทีขวาทีอย่างยากลำบาก แต่กลับไม่อาจปกปิดความเสื่อมถอยได้ และบนร่างกายก็ถูกคมดาบจากภูเขาดาบเชือดเฉือนจนเกิดบาดแผลที่ลึกจนเห็นกระดูกหลายแห่ง
“การรับใช้หอกวนฉาทำงานให้พวกเขานั้น เจ้าควรจะมีสติรับรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว เดิมทีฉันก็ไม่ได้คิดจะหาเรื่องเจ้า หากจะหลบหนีไปให้ไกลนับพันลี้และไม่มาปรากฏตัวต่อหน้าฉันอีกก็แล้วไปเถอะ แต่เจ้ากลับจงใจมาหาเรื่องถึงที่ในตอนนี้ ในเมื่อรักตัวกลัวตายน้อยเกินไป ฉันก็ไม่รังเกียจที่จะส่งเจ้าไปลงนรกเสียหน่อย”
ซูเจี๋ยยิ้มเหยียด หลีอวี่เจ๋อปรากฏตัวขึ้นในวันงานมงคลของเขา เขาจึงถือโอกาสนี้เด็ดหัวของยอดฝีมือขอบเขตวิถีฐานาระดับเจ็ดลงมาเพื่อประกาศศักดาไปทั่วใต้หล้า เพื่อไม่ให้ใครกล้าดูถูกกลั่นแกล้งเขาเพียงเพราะเขายังหนุ่มเยาว์อีกต่อไป
“ข้าคือผู้บำเพ็ญของกรมปราบสวรรค์ผู้ได้รับเงินอุดหนุนจากราชวงศ์ และได้รับความเคารพจากปวงชน หากท่านปล่อยข้าไปสักครั้ง ข้าก็เต็มใจที่จะกล่าวคำในแง่ดีต่อท่านที่กรมปราบสวรรค์ เพื่อเปลี่ยนจากศัตรูให้กลายเป็นมิตร ไม่ใช่เรื่องที่ดีหรอกหรือ”
หลีอวี่เจ๋อลดตัวลงอ้อนวอนขอความเมตตาด้วยเสียงต่ำ ไม่ได้มีความสง่าผ่าเผยเหมือนเช่นก่อนหน้านี้เลย
“เหอะ กรมปราบสวรรค์งี่เง่าอะไรกัน หากเก่งจริงก็จงมาปราบมารที่ชิงโจวของข้าเสียสิ”
ซูเจี๋ยไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย หากวันนี้ปล่อยหลีอวี่เจ๋อไป ผู้คนย่อมมองว่าเขาหวาดกลัวกรมปราบสวรรค์ และนั่นจะทำให้ชื่อเสียของเขาสั่นคลอนอย่างแน่นอน สิ่งที่วิถีมารให้ความสำคัญที่สุดคือหน้าตา แล้วนั่นจะทำให้เขาปกครองบรรดาสมาชิกนับหมื่นของวังเขากุ่ยหลิ่งในอนาคตได้อย่างไร
หานรู่เยียนดึงปิ่นทองที่ปักอยู่บนผมสีดำสนิทของเธอออกมา ทันใดนั้นกลิ่นอายแห่งความตายที่รุนแรงก็เข้าปกคลุมไปทั่วร่างกายของหลีอวี่เจ๋อทันที
ปิ่นทองถูกหานรู่เยียนขว้างเข้าไปในค่ายกลเทพอาถรรพ์พยาบาทห้าธาตุ คมดาบนับไม่ถ้วนของภูเขาดาบต่างพากันมาเกาะติดกับมันจนกลายเป็นศัสตราสังหารที่สามารถฟาดฟันสวรรค์ได้ ดาบขนาดใหญ่เล่มนั้นฟาดฟันลงมาจากความว่างเปล่าพร้อมกับเสียงกรีดร้องของเทพและผี และแสงสีแดงที่ไร้ขอบเขตก็แผ่ซ่านออกมาจากความว่างเปล่า คล้ายกับว่าท้องฟ้าถูกฟันจนมีเลือดไหลออกมา
“ท่าน...”
รูม่านตาของหลีอวี่เจ๋อหดตัวลง เขามีความคิดที่จะป้องกัน แต่ที่ลำคอนั้นกลับมีเส้นเลือดปรากฏขึ้นมาเสียก่อน
เงาร่างที่ผอมบางและโดดเดี่ยวยืนตระหง่านอยู่บนท้องฟ้า แต่ศีรษะที่ใหญโตกลับหลุดร่วงลงมาจากลำคอ พร้อมกับความสิ้นหวังก่อนตาย และดวงจิตบรรพกาลที่เพิ่งหลุดออกมาจากร่างก็ถูกธงหมื่นวิญญาณดูดซึมเข้าไป จนร่างแตกสลายและจิตวิญญาณมลายหายไปในที่แห่งนั้นทันที
วื้ด วื้ด!
กระบี่เทียนเผิงสั่นสะเทือน มันบินวนรอบร่างที่ไร้ศีรษะของหลีอวี่เจ๋อราวกับสุนัขที่ไร้บ้าน สิ่งที่เรียกว่าสมบัติวิญญาณนั้นมีจิตวิญญาณในชิ้นงานที่เรียบง่ายอยู่แล้ว ในตอนนี้มันกำลังรู้สึกโศกเศร้าต่อการจากไปของเจ้านาย
หลังจากบินวนอยู่หลายสิบความรอบ ในที่สุดกระบี่เทียนเผิงก็เลี้ยวกลับมายังทางหานรู่เยียน
สมควรแล้วที่กระบี่บินจะเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาศัสตราวิญญาณทั้งปวง ในตัวกระบี่มีจิตสังหารที่รุนแรงแฝงอยู่ แม้ว่าเจ้านายจะสิ้นชีพไปแล้วแต่มันก็ยังต้องการจะสังหารหานรู่เยียนที่เป็นศัตรูอยู่ดี
“หยิ่งพยองเสียจริง! สามี กระบี่เล่มนี้ต้องรับการสั่งสอนเสียหน่อยแล้ว”
กระบี่เทียนเผิงที่ไม่มีคนควบคุมมีพละกำลังลดลงไปมาก หานรู่เยียนเพียงแค่ชี้นิ้วออกไปเบาๆ แม่น้ำหวงเฉวียนสายหนึ่งที่อยู่ด้านล่างก็พุ่งขึ้นมาห่อหุ้มตัวกระบี่เอาไว้และเก็บมันเข้าไปในธงหมื่นวิญญาณทันที
ส่วนซูเจี๋ยก็นิ่งมองไปที่ประตูสำนักของวังเขากุ่ยหลิ่งที่อยู่ด้านล่าง การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายใช้เวลาไม่นานนัก แต่มันสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนของวังเขากุ่ยหลิ่งตั้งแต่บนลงล่างอย่างมหาศาล
การตายของเมิ่งฮุ่ยยอดฝีมือขอบเขตวิถีฐานาระดับสี่และหลีอวี่เจ๋อยอดฝีมือขอบเขตวิถีฐานาระดับเจ็ด เป็นการสังหารจากการห้ำหั่นกันซึ่งๆ หน้า ซึ่งทำให้ผู้คนตระหนักถึงความน่ากลัวของมหาอำนาจวิถีมารอย่างซูเจี๋ยผู้นี้ได้อย่างแท้จริง
ขอบเขตวิถีฐานาระดับเจ็ดคือบุคคลที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของมณฑลหนึ่ง แต่คนระดับนี้กลับถูกซูเจี๋ยสังหารลงอย่างง่ายดาย อานุภาพเช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ในตอนนี้หลายคนตระหนักแล้วว่า ด้วยพละกำลังของหอกวนฉาในชิงโจวปัจจุบัน พละกำลังของวังเขากุ่ยหลิ่งนั้นเกรงว่าจะอยู่เหนือกว่าหอกวนฉาไปแล้ว
เพียงแค่ซูเจี๋ยคนเดียว เมื่อดูจากความสะดวกสบายในการสังหารหลีอวี่เจ๋อโดยที่ร่างกายไร้บาดแผล การที่จะบดขยี้สำนักหอกวนฉาได้ด้วยตัวคนเดียวก็คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“ต้องขออภัยทุกท่านด้วยที่มารบกวนความรื่นเริง เชิญทุกท่านบรรเลงเพลงและร่ายรำกันต่อไปเถอะ”
ซูเจี๋ยยิ้มและประสานมือไปรอบๆ บรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายต่างพากันยิ้มแห้งๆ และไม่กล้าเอ่ยคัดค้านอะไร
“แต่อย่างไรก็ตาม ฉันถือโอกาสนี้มีเรื่องหนึ่งจะประกาศให้ทราบ ในเมื่อทุกท่านอยู่ที่นี่กันพร้อมหน้าแล้ว ก็ลองรับฟังไปพร้อมกันดู”
ซูเจี๋ยยืนอยู่บนหัวของตะขาบพันมือ มือขวาถือหนอนวงปีเอาไว้ และกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “วันนี้เป็นวันมงคลในการรับตำแหน่งเจ้าสำนักวังเขากุ่ยหลิ่งของข้า หอกวนฉาไม่ได้เห็นหัวข้าและยังสมคบคิดกับกรมปราบสวรรค์เพื่อมาก่อกวนงานมงคลของสำนักข้า
นอกจากนี้หอกวนฉายังรังแกประชาชน บีบบังคับตลาด แย่งชิงดินแดนวิญญาณอันอุดมสมบูรณ์ และใช้อ้างเรื่องการผดุงธรรมเพื่อทำเรื่องราวที่เป็นดั่งเดรัจฉาน กระทำการที่สวรรค์และดินมิอาจยอมรับได้ และทำให้เทพและมนุษย์ต่างพากันโกรธแค้น
เบื้องบนมีสุริยันจันทรา เบื้องล่างมีภูตเทพ ขอให้บรรพชนจงรับรู้ถึงเจตจำนงของข้า และจงฟังคำกล่าวของข้าให้ดี
ความแค้นนี้จำต้องชำระ ดังนั้นจึงต้องมีการปราบปราม
หลังจากนี้อีกสิบวัน วังเขากุ่ยหลิ่งของข้าจะเคลื่อนทัพไปยังหอกวนฉา เพื่อกำจัดรังปีศาจแห่งนี้ให้หมดไปจากชิงโจว ทำลายสำนักและทำลายภาพลักษณ์จอมปลอม ประกาศให้ใต้หล้าได้รับรู้ และคืนความสงบสุขให้แก่ชิงโจวสืบไป”
หนอนวงปีขยับดวงตาเล็กๆ ของมันและทำตาปริบๆ อย่างมีเหตุผล ทำไมต้องลากตนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยล่ะ! มันก็แค่อยากจะนอนหลับให้สบายเท่านั้นเอง
แต่นอกจากหนอนวงปีแล้ว คนทั้งสนามต่างพากันตกตะลึง และผู้คนนับไม่ถ้วนต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
บรรดาศิษย์ของวังเขากุ่ยหลิ่งต่างพากันอ้าปากค้าง สำนักของตนจะเคลื่อนทัพไปตีหอกวนฉาอย่างนั้นหรือ จะตีสำนักฝ่ายธรรมะที่เป็นเจ้ามณฑลชิงโจวแห่งนี้อย่างนั้นหรือ?
ศิษย์จำนวนมากที่เคยผ่านสงครามสำนักต่างพากันรู้สึกมึนงง ราวกับว่าสงครามสำนักที่หอกวนฉาเคยทำต่อวังเขากุ่ยหลิ่งนั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง
บรรดาผู้บริหารระดับสูงของวังเขากุ่ยหลิ่งก็มึนงงไปตามๆ กัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ซูเจี๋ยไม่ได้ปรึกษากับพวกเขาเลย และพวกเขาก็เพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรกเช่นกัน
ไม่ต้องพูดถึงบรรดาแขกเหรื่อเหล่านั้น แม้แต่ในมณฑลฉงโจวที่วิถีมารรุ่งเรืองที่สุด ก็ยังไม่มีสำนักวิถีมารแห่งใดที่คิดจะเปิดฉากโจมตีสำนักฝ่ายธรรมะที่เป็นเจ้ามณฑลก่อนเลย ยิ่งเป็นการสงครามทำลายสำนักเช่นนี้ด้วยแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปีในราชวงศ์ต้าหลี นี่คือการท้าทายอำนาจฟ้าดินชัดๆ!
ไม่ว่าเบื้องล่างจะเกิดความโกลาหลเพียงใด ซูเจี๋ยจะไม่มีทางเปลี่ยนใจจากการตัดสินใจของตนแน่นอน
หอกวนฉาที่เป็นหนามยอกอกนี้ เมื่อซูเจี๋ยมีพละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เขาย่อมไม่อาจปล่อยอีกฝ่ายไว้ได้ ครั้งนี้พวกเขาสามารถสมคบคิดกับเมิ่งฮุ่ยแห่งกรมปราบสวรรค์มาหาเรื่องได้ ครั้งถัดไปย่อมมีแผนการที่น่ารังเกียจกว่านี้อย่างแน่นอน
ในอดีตไม่อาจทำอะไรหอกวนฉาได้ เพราะหอกวนฉามีอำนาจมากและมีความแข็งแกร่งมหาศาล ในขณะที่ซูเจี๋ยยังมีพละกำลังไม่เพียงพอ
แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว หอกวนฉากลายเป็นเพียงสำนักที่เสื่อมถอย ในขณะที่วังเขากุ่ยหลิ่งมีตนคอยเกื้อหนุน พละกำลังจึงเหนือกว่าหอกวนฉามาก ซูเจี๋ยจึงจำต้องกำจัดเนื้อร้ายอย่างหอกวนฉาทิ้งไปเสีย
การที่ตนกลับไปยังดาวเคราะห์สีน้ำเงินมาสามปี ไม่ใช่เพื่อรอเวลาในตอนนี้หรอกหรือ เรื่องราวที่หอกวนฉาเคยไล่ล่าตนนั้นซูเจี๋ยยังคงจำได้ขึ้นใจ ใช่แล้ว ซูเจี๋ยเป็นคนที่มีความแค้นต้องชำระ และไม่มีวันลืมความแค้นเหล่านั้นเด็ดขาด
มีเพียงการทำลายหอกวนฉาลงเท่านั้น วังเขากุ่ยหลิ่งจึงจะสามารถครองอำนาจในชิงโจวได้อย่างแท้จริง มิเช่นนั้นการมีหอกวนฉาตั้งตระหง่านอยู่ย่อมไม่อาจทำอะไรได้สะดวกนัก
ในเมื่อเจ้าสำนักหอกวนฉาเคยนั่งในตำแหน่งผู้นำมณฑลได้ แล้วไฉนข้าซูเจี๋ยจะนั่งบ้างไม่ได้เล่า?
เขาอยากจะรู้นักว่า เมื่ออยู่ต่อหน้ากายธรรมหยางเสินของเขาแล้ว ตัวตลกหน้าไหนจะกล้าโผล่ออกมา และจะมีใครที่กล้าขวางทางเขาได้บ้าง