- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 588 ปล้นองค์ชาย
บทที่ 588 ปล้นองค์ชาย
บทที่ 588 ปล้นองค์ชาย
ความวุ่นวายบนเขาฉีหลงค่อยๆ สงบลง หลังการจากไปอย่างรวดเร็วของหลีอวี่เจ๋อและต่งอวี่ พื้นที่โดยรอบก็ค่อยๆ กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เมื่อไม่มีผลึกชีพจรมังกรที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง เหล่าผู้ฝึกตนย่อมไม่มีเหตุให้ต้องแก่งแย่งชิงดีกัน และความขัดแย้งที่ต้องเข่นฆ่ากันก็มลายหายไปเอง
แต่ ในขณะที่ซูเจี๋ยซึ่งยืนอยู่บนหัวของตะขาบพันมือเตรียมที่จะจากไป เขาก็เห็นเว่ยหลานเฉินและหลิวเฉิง คนทั้งสองที่เคยพบกันเพียงครั้งเดียวยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า
"ท่านผู้กล้า โปรดหยุดรอสักครู่ ผลึกชีพจรมังกรส่วนนี้พวกเรายินดีที่จะเสนอราคาซื้อคืน ท่านลองบอกราคามาเถิด"
เว่ยหลานเฉินพยายามทำน้ำเสียงให้ดูผ่อนคลาย ในขณะที่หลิวเฉิงที่อยู่ข้างกายกลับมีท่าทีระแวดระวังและตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
"เจ้าอยากซื้อ? ของที่ตกอยู่ในกระเป๋าของข้าแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะส่งคืนให้ผู้อื่น"
ซูเจี๋ยไม่ได้สนใจคำพูดของเว่ยหลานเฉินแม้แต่น้อย เขาตบหัวตะขาบพันมือเบาๆ เพื่อเตรียมที่จะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เว่ยหลานเฉินมีใบหน้าที่หมองคล้ำ พลางกัดฟันกล่าว "ท่านคิดจะตั้งตนเป็นศัตรูกับราชวงศ์พวกเราจริงๆ หรือ? ราชวงศ์เว่ยของข้า..."
แต่เว่ยหลานเฉินยังไม่ทันกล่าวจบ ซูเจี๋ยก็หันขวับกลับมาทันที พลางเลิกคิ้วมอง "เจ้ากำลังข่มขู่ข้า?"
แย่แล้ว!
หัวใจของหลิวเฉิงเต้นรัวพลางเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นในใจ
เว่ยหลานเฉินเองก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินเสียงแค่นหัวเราะของซูเจี๋ย "เจ้าไม่กล้าข่มขู่ต่งอวี่และหลีอวี่เจ๋อ แต่กลับกล้ามาข่มขู่ข้า เช่นนั้นหรือ คิดว่าข้าเป็นคนที่รังแกได้ง่าย? หรือคิดจะมาบังคับข่มเหงข้ากันแน่?"
ซูเจี๋ยมองดูเว่ยหลานเฉินที่บังอาจมาโอหังเบื้องหน้า ตะขาบพันมือใต้เท้าจึงพุ่งเข้าขยับเข้าหาเว่ยหลานเฉินทันที
พลาอานุภาพที่โหดเหี้ยมของกู่ระดับบนแปดขัดเกลาแผ่ซ่านไปทั่วราวกับพายุ ทำให้เว่ยหลานเฉินและหลิวเฉิงต้องถอยร่นออกไป
โดยเฉพาะเว่ยหลานเฉินที่อยู่ในขอบเขตนพรัตน์ เมื่อถูกดวงตาที่เย็นชาของตะขาบพันเหมืองจ้องมอง เขาก็รู้สึกคล้ายกับว่าตนเองเป็นเพียงแมลงที่ติดอยู่ในใยแมงมุม ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินไปทั่วทั้งร่างกายและจิตใจ
โฮก!
ตะขาบพันมือคำรามก้อง บริเวณแก้มแยกออก เผยให้เห็นลำแสงสีม่วงพุ่งออกมาคล้ายตาข่ายเลเซอร์ที่ครอบคลุมพื้นที่เบื้องหน้าจนหมดสิ้น
"องค์ชายระวัง"
หลิวเฉินรีบเอาตัวเข้าบังเว่ยหลานเฉินไว้ พลางใช้สมบัติวิเศษกระบี่เงินตรา ปล่อยปราณกระบี่ออกมากลายเป็นเหรียญทองแดงที่มีแสงสีทองเจิดจ้า ก่อตัวเป็นม่านพลังปราณวิญญาณเพื่อต้านทานลำแสงสีม่วงเหล่านั้น
แต่เขากลับประเมินพละกำลังของตะขาบพันมือต่ำเกินไป แม้แต่หานรู่เยียนก็ยังไม่คิดที่จะรับการโจมตีจากตะขาบพันมือโดยตรง ร่างกายที่ใหญ่โตของมันคือสัญลักษณ์ของพละกำลังและการโจมตีที่รุนแรงถึงขีดสุด
ลำแสงสีม่วงสาดส่องผ่านอากาศ ทำลายม่านพลังของกระบี่เงินตราจนทะลุปรุโปร่งในพริบตา
แม้หลิวเฉิงจะหลบเลี่ยงจุดสำคัญได้ แต่ลำแสงสีม่วงที่เล็ดลอดมาก็ยังสร้างบาดแผลเป็นรูลึกบนร่างกายของเขาหลายแห่ง จนโลหิตไหลซึมย้อมเสื้อผ้าจนแดงฉาน
ตูม!
ตะขาบพันมือพุ่งเข้าจู่โจมด้วยความโหดเหี้ยม ฝ่ามือศพสีขาวซีดนับร้อยพุ่งเข้าใส่คนทั้งคู่พร้อมกัน
หลิวเฉิงควบคุมกระบี่เงินตราให้กลายเป็นป่ากระบี่หมื่นเล่ม ปล่อยปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งออกมา แต่อาวุธเหล่านั้นกลับไม่อาจสร้างพลาอานุภาพต่อตะขาบพันมือที่กำลังวิวัฒนาการไปสู่สิ่งมีชีวิตมหาเต๋าที่ไร้ระเบียบได้เลย พลังป้องกันของตะขาบพันมือนั้นน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
พละกำลังมหาศาลปะทุออกมาจากตะขาบพันมือ ฝ่ามือศพสีขาวซีดพุ่งเข้ากระแทกหลิวเฉิงจนแขนทั้งสองข้างสั่นระริก ก่อนที่กระดูกแขนจะแตกหัก เขากระอักเลือดออกมาพร้อมกับเศษอวัยวะภายใน
แม้จะมีวิชาดีเพียงใดก็ไม่อาจต้านทานฝ่ามือศพเจ็ดแปดร้อยข้างของตะขาบพันมือได้ พลังของทั้งสองฝ่ายต่างกันมากเกินไป
เพียงครึ่งนาทีที่ปะทะกัน หลิวเฉิงก็พ่ายแพ้จนย่อยยับ
เว่ยหลานเฉิน องค์ชายหกแห่งราชวงศ์ต้าหลี ในยามนี้จึงได้ล่วงรู้ว่าตนเองได้ล่วงเกินบุคคลที่ไม่ควรล่วงเกินเสียแล้ว ความเสียใจเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในใจ เขาจึงได้แต่ถอยร่นไปข้างหลังไม่หยุด
"ซู...รุ่นพี่ซู เมื่อครู่ข้าเพียงทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้มีเจตนาจะข่มขู่ท่านเลยสักนิด ท่านเข้าใจผิดแล้ว"
เว่ยหลานเฉินรีบแก้ตัว เนื่องจากเห็นว่าซูเจี๋ยยังเยาว์วัย ความเกรงขามจึงลดน้อยลง เขาจึงคิดที่จะขอให้ซูเจี๋ยแลกเปลี่ยนผลึกชีพจรมังกรกับเขา แต่มารร้ายอย่างซูเจี๋ยกลับไม่ได้ไว้หน้าราชวงศ์ต้าหลีเลยแม่แต่นิดเดียว
"หึหึ"
ซูเจี๋ยยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ พลางยื่นมือเข้าหาเว่ยหลานเฉิน "ไม่ได้ตั้งใจ? ทำไมเจ้าไม่ลองทำเป็นไม่ได้ตั้งใจต่อหลีอวี่เจ๋อและต่งอวี่ดูบ้างเล่า? วางใจเถอะ ข้าไม่ฆ่าเจ้า แต่ราคาของการพูดจาผิดหู ข้าขอเรียกเก็บดอกเบี้ยสักนิดคงไม่เกินไปกระมัง"
ซูเจี๋ยจ้องมองไปยังถุงมิติที่เอวของเว่ยหลานเฉิน ในฐานะองค์ชายแห่งราชวงศ์ต้าหลี ทรัพย์สินย่อมต้องมหาศาล
เว่ยหลานเฉินมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขาเขย่าข้อมือขวาที่มีกำไลหยกสีทองอยู่ กำไลนั้นส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งออกมา
ในพริบตาต่อมา บนข้อมือและข้อเท้าของซูเจี๋ยก็ปรากฏกำไลหยกสีทองคล้ายกับกุญแจมือ พันธนาการร่างกายและพลังปราณวิญญาณภายในตัวเขาไว้
"สมบัติวิเศษที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เจ้ายังมีของดีอยู่อีกหรือ"
แววตาของซูเจี๋ยเป็นประกายขึ้นมาทันที เว่ยหลานเฉินยังมีของล้ำค่าเช่นนี้อยู่อีก นับว่าการมาครั้งนี้ได้กำไรไม่น้อย
พร้อมกับคำพูดนั้น ร่างกายของซูเจี๋ยก็ขยายตัวออกและแตกสลายกลายเป็นทะเลโลหิต
แม้พลังปราณวิญญาณจะถูกพันธนาการไว้ แต่ทะเลโลหิตของซูเจี๋ยนั้นมีรากฐานมาจากหยดโลหิตศักดิ์สิทธิ์ภายในร่างกาย หากเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปอาจจะถูกกักขังไว้ได้ แต่สำหรับซูเจี๋ยแล้ว พันธนาการนี้สลายหายไปได้โดยง่าย
ทะเลโลหิตแผ่ซ่านบดบังท้องฟ้าราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง กำไลหยกสีทองที่เป็นสมบัติวิเศษนั้นก็สูญสิ้นพลาอานุภาพลงทันที สิ่งนี้อาจจะล็อกมือเท้าของมนุษย์ได้ แต่ไม่มีทางที่จะล็อกทะเลโลหิตที่กว้างขวางเจิดจ้าเช่นนี้ได้เลย
หากเป็นสมบัติวิเศษในระดับนี้จริงๆ ย่อมไม่มีทางที่มันจะตกอยู่ในมือของเว่ยหลานเฉินได้
"ยังมีของล้ำค่าอีกหรือไม่ รีบนำออกมาให้หมด"
ใบหน้าขนาดยักษ์ของซูเจี๋ยปรากฏขึ้นท่ามกลางทะเลโลหิต ทะเลโลหิตที่โหมกระหน่ำได้โอบล้อมเว่ยหลานเฉินไว้จนหมดสิ้น ไร้ทางหนีลงดินหรือบินขึ้นฟ้า
"เจ้า...เจ้ามารร้าย"
เว่ยหลานเฉินสั่นสะท้านไปทั้งตัว สมบัติชิ้นสุดท้ายของเขาถูกซูเจี๋ยทำลายลงในพริบตา เขาเคยได้ยินชื่อเสียงความร้ายกาจของซูเจี๋ยมาบ้าง แต่เมื่อได้เผชิญหน้ากันจริงๆ จึงได้ล่วงรู้ว่าข่าวลือเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องโกหกเลยสักนิด ชายผู้นี้ดูน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่ายอดฝีมือขอบเขตวิถีฐานาคนอื่นๆ ที่เขาเคยพบมาเสียอีก
ตูม! ทะเลโลหิตซัดสาดราวกับคลื่นยักษ์ ซูเจี๋ยปรากฏตัวขึ้นพลางตบหน้าเว่ยหลานเฉินอย่างแรงจนเขากระเด็นไปไกลหลายตลบ และฟันก็ร่วงออกมาหลายซี่
"พูดจาไร้สาระเสียจริง การล่วงเกินข้า เจ้าควรจะเตรียมใจไว้ตั้งแต่แรกแล้ว"
ซูเจี๋ยคว้าตัวเว่ยหลานเฉินขึ้นมา แล้วตบหน้าซ้ำๆ จนใบหน้าที่เคยหล่อเหลากลับบวมเป่งคล้ายกับหัวสุกร
จากนั้นเขาก็คว้าข้อมือของเว่ยหลานเฉินและกระชากกำไลหยกสีทองออกมาอย่างแรง
เว่ยหลานเฉินเป็นเหมือนสตรีที่ถูกข่มเหง ได้แตมมองดูสมบัติวิเศษของตนถูกซูเจี๋ยแย่งชิงไปทั้งน้ำตา โดยไม่รู้ว่าเป็นน้ำตาแห่งความอัปยศหรือความเจ็บปวดกันแน่
"สมบัติชิ้นนี้มีวาสนาต่อข้า ข้าขอเก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน"
ซูเจี๋ยเก็บกำไลหยกสีทองอย่างอารมณ์ดี จากนั้นจึงคว้าถุงมิติที่เอวของเว่ยหลานเฉินมาด้วย
เมื่อใช้จิตสัมผัสตรวจสอบภายในถุงมิติ พบว่าข้างในไม่ได้มีสิ่งของมากมายอย่างที่คิด มีเพียงวัตถุวิญญาณ ยา และหินวิญญาณจำนวนไม่มากนัก รวมมูลค่าแล้วคงอยู่ที่ประมาณไม่กี่ล้านหินวิญญาณเท่านั้น
ถุงมิติลักษณะนี้ สำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตนพรัตน์ทั่วไปอาจถือว่ามั่งคั่งมาก แต่สำหรับเว่ยหลานเฉินที่เป็นถึงองค์ชายแห่งราชวงศ์ต้าหลี ทรัพย์สินเท่านี้ถือว่าค่อนข้างยากจนเลยทีเดียว
ซูเจี๋ยถึงกับเบ้ปากพลางกล่าวด้วยความไม่พอใจ "เจ้าเป็นองค์ชายจริงๆ หรือ? ทำไมถึงมีของเพียงเท่านี้ เป็นพวกยากจนจริงๆ เจ้าเป็นองค์ชายมาได้อย่างไรกัน?"
เว่ยหลานเฉินเบิกตากว้าง พลางโต้เถียง "หากข้ามีเงิน ข้าจะยอมรับภารกิจมาที่มณฑลชิ่งโจวแห่งนี้ได้อย่างไร"
ในยามนี้ราชวงศ์ต้าหลีสั่นคลอน ฐานะของราชวงศ์เว่ยเองก็ไม่มั่นคง ทั้งยังขาดแคลนยอดฝีมือและประสบปัญหาด้านการเงิน ภาษีจากท้องที่ต่างๆ ถูกยักยอกไปมาก การเลี้ยงดูเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่รักความสบายในแต่ละปีนั้นทำให้ต้องแบกรับภาระหนี้สินมหาศาล
องค์ชายที่ไม่เป็นที่โปรดปรานอย่างเว่ยหลานเฉินย่อมไม่มีทรัพยากรมากมาย ทั้งยังมีขุนนางเข้าหาเพียงไม่กี่คน เขาจึงต้องออกมาสร้างผลงานด้วยตนเอง ทรัพย์สินเพียงไม่กี่ล้านที่รวบรวมได้ก็นับว่าเขาเป็นคนมัธยัสถ์มากแล้ว
แต่น่าเสียดายที่เขาดวงไม่ดี มาพบกับมารร้ายอย่างซูเจี๋ย ทรัพย์สินที่เขาสั่งสมมาด้วยความยากลำบากจึงต้องตกอยู่ในมือของซูเจี๋ยแทน
"อ้อ ที่แท้เจ้าก็เป็นองค์ชายไร้อำนาจที่ไม่มีโอกาสสืบทอดราชบัลลังก์ มิน่าเล่าถึงได้ยากจนเช่นนี้"
ซูเจี๋ยกล่าวออกมา พลางครุ่นคิด ไม่แปลกเลย หากเป็นองค์ชายที่มีโอกาสสืบทอดราชบัลลังก์ การเดินทางย่อมต้องมียอดฝีมือขอบเขตวิถีฐานาติดตามมาคุ้มกันมากกว่านี้
"เจ้าคนชั่ว เจ้ามารร้ายอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร เจ้ากล้าปล้นข้า เท่ากับเจ้าล่วงเกินราชวงศ์ต้าหลี ราชวงศ์ของข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่ เจ้ากำลังเจอกับปัญหาใหญ่แล้ว"
เว่ยหลานเฉินรู้สึกอับอายและโกรธเคือง แม้สิ่งที่ซูเจี๋ยกล่าวจะเป็นความจริง แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกทนไม่ได้
"องค์ชายตกยากอย่างเจ้า มั่นใจหรือว่าราชวงศ์จะออกหน้าให้? หากเจ้ายังพูดมากอีก ข้าจะจับเจ้าไปเข้างานประมูล"
ซูเจี๋ยแค่นหัวเราะ เว่ยหลานเฉินหวาดกลัวจนไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาอีก
งานประมูลอัจฉริยะของซูเจี๋ยนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งนัก หากเว่ยหลานเฉินถูกจับไปประมูลจริงๆ ชื่อเสียงของเขาในชาตินี้คงพังทลายลงไปหมดสิ้น
เขาจะต้องกลายเป็นองค์ชายคนแรกของราชวงศ์ต้าหลีที่ถูกนำไปประมูล ภาพเหตุการณ์เช่นนั้นหากเกิดขึ้นจริง เขาคงต้องมุดแผ่นดินหนีไปตลอดกาล
"ข้า...เงินพวกนี้ข้าให้ท่านหมดเลย ปล่อยข้าไปเถิด"
เว่ยหลานเฉินไม่กล้าขัดขืนอีกต่อไป เมื่อเทียบกับชื่อเสียงตลอดทั้งชีวิต เงินทองย่อมหาใหม่ได้ แต่รอยด่างพร้อยจากการถูกประมูลนั้นจะติดตัวเขาไปจนวันตาย
"ดีมาก ผู้ที่ล่วงรู้เหตุการณ์ดีย่อมเป็นคนฉลาด"
ซูเจี๋ยยิ้มออกมาด้วยความพอใจ จริงๆ แล้วเขาไม่ได้คิดจะจับเว่ยหลานเฉินไปประมูลจริงๆ เพราะนั่นเท่ากับการท้าทายอำนาจของราชวงศ์อย่างโจ่งแจ้ง ต่อให้ราชวงศ์จะไม่เห็นหัวเว่ยหลานเฉินเพียงใด แต่พวกเขาย่อมต้องออกหน้าเพื่อรักษาเกียรติของราชวงศ์ไว้
และตามที่ซูเจี๋ยล่วงรู้ ราชวงศ์ต้าหลียังมียอดฝีมือขอบเขตวังม่วงสถิตอยู่ เพียงแต่พวกเขาจะไม่ยอมออกจากเมืองต้าหลีง่ายๆ ซูเจี๋ยจึงไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว ในเมื่อได้ผลประโยชน์มาแล้ว
ในยามนั้นตะขาบพันมือก็กลับมาถึงที่นี่ มันคาบร่างของหลิวเฉิงไว้ในปาก ยอดฝีมือขอบเขตวิถีฐานาผู้นี้กระดูกแตกหักไปทั้งตัว คล้ายสุนัขที่ตายไปแล้วจากการปะทะกับตะขาบพันมือ
"ทำได้ดีมากเสี่ยวเชียน"
ซูเจี๋ยลูบหน้าตะขาบพันมือ พลางเก็บกระบี่เงินตราและถุงมิติของหลิวเฉิงไว้ แล้วจึงเตะร่างของหลิวเฉิงไปให้เว่ยหลานเฉิน จนทั้งคู่กลิ้งไปด้วยกัน
"จำไว้ ครั้งหน้าหากจะทำสิ่งใดควรลืมตาดูให้ดี อย่าได้ล่วงเกินผู้ที่ไม่ควรล่วงเกิน ผู้อื่นคงไม่ได้พูดง่ายเช่นข้า"
ซูเจี๋ยขึ้นไปนั่งบนหลังตะขาบพันมือ พลางทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค จากนั้นตะขาบพันมือก็บินทะยานขึ้นไปในหมู่เมฆและหายวับไปจากสายตาของพวกเขา
"ถ่มน้ำลายเถอะ นี่หรือที่เรียกว่าพูดง่าย? ข้า...ข้าจะฟ้องท่านพี่ ฟ้องเสด็จพ่อ..."
เว่ยหลานเฉินกระทืบเท้าด้วยความโกรธแค้น สีหน้าหม่นหมองยิ่งนัก
ซูเจี๋ยปล้นเขาจนหมดตัว การกระทำเยี่ยงโจรที่กล้าปล้นแม้กระทั่งองค์ชายเช่นนี้ กลับกล้าบอกว่าตนเองพูดง่าย
"องค์ชายหก พอได้แล้วขอรับ เขายังบินไปไม่ไกลนัก เขาได้ยินแน่"
หลิวเฉิงทำสีหน้าอ้อนวอนเว่ยหลานเฉิน หากไม่เห็นแก่ฐา เขาก็คงอยากจะทุบตีเว่ยหลานเฉินสักรอบ
หากเว่ยหลานเฉินไม่หาเรื่อง เขาก็คงไม่ต้องถูกซูเจี๋ยปล้นจนหมดตัวเช่นนี้ นี่มันเรื่องอะไรกัน!
เว่ยหลานเฉินสะดุ้งเล็กน้อย แม้ในใจจะยังไม่ยอมแพ้แต่ก็ไม่กล้าปริปากด่าออกมาอีก
ทั้งสองหันมามองหน้ากัน แล้วก็รีบเบือนหน้าหนีทันที ต่างฝ่ายต่างก็มีใบหน้าที่บวมปูดจนดูไม่ได้ ช่างเสียกิริยามาก
บนหลังตะขาบพันมือ ซูเจี๋ยให้ตะขาบพันมือคายเศษผลึกชีพจรมังกรออกมา พลางพินิจดูในมืออย่างละเอียด
ผลึกชีพจรมังกรภายนอกดูธรรมดายิ่งนัก แต่หากใช้จิตสัมผัสตรวจสอบเข้าไปภายใน จะสามารถรับรู้ถึงคลื่นพลังสีทองที่น่าหวาดหวั่น
นั่นคือพลังปราณวิญญาณพิเศษที่ควบแน่นมากยวด ซูเจี๋ยลองดึงพลังบางส่วนออกมาใช้ ทันใดนั้นปราณวิญญาณโดยรอบรัศมีหลายลี้ก็เกิดความปั่นป่วน ราวกับหยดน้ำที่ตกลงในกระทะน้ำมันที่ร้อนจัด ปราณวิญญาณเหล่านั้นกลับกลายเป็นเดือดพล่าน
ซูเจี๋ยดูดซับปราณวิญญาณที่เดือดพล่านเหล่านั้น เมื่อเทียบกับในอดีต ประสิทธิภาพในการดูดซับของเขาเพิ่มขึ้นหลายเท่า ปราณวิญญาณมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ต้องขัดเกลาสิ่งใด ก็สามารถถูกซับเข้าสู่เส้นลมปราณได้ทันที
หากเปรียบปราณวิญญาณเป็นแป้ง ผลึกชีพจรมังกรก็คงเป็นราวกับเชื้อหมัก การมีอยู่ของมันจะส่งผลต่อปราณวิญญาณให้มีความบริสุทธิ์ เข้มข้น และดูดซับได้ง่ายขึ้น
ไม่เพียงเท่านี้ ซูเจี๋ยยังค่อยๆ หลับตาลง เขารู้สึกว่าตนเองสามารถหลอมรวมเข้ากับฟ้าดินแห่งนี้ได้มากขึ้น นั่นคือความรู้สึกที่อัศจรรย์ใจในการรวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ ทำให้ความตระหนักรู้ของซูเจี๋ยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสิ่งนี้มีประโยชน์มากยามทะลวงขอบเขตพลัง
มิน่าเล่าผู้ฝึกตนในตอนนั้นถึงได้คลุ้มคลั่งเพื่อผลึกชีพจรมังกร หากนำสิ่งนี้ไปไว้ในชีพจรวิญญาณของสำนัก ย่อมช่วยยกระดับรากฐานของสำนักได้อย่างมหาศาล จนสามารถเรียกว่าเป็นสมบัติสยบสำนักได้เลย
"น่าเสียดายที่ยามนั้นไม่อาจแย่งชิงมาได้ทั้งหมด"
ซูเจี๋ยลอบถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย
ณ ตำหนักกวนเฉา มณฑลชิงโจว ก็มีคนลอบถอนหายใจออกมาเช่นกัน
ภายในวิหารที่ประดิษฐานรูปปั้นเทพเจ้า ต่งอวี่อาวุโสใหญ่ของตำหนักกวนเฉานั่งคุกเข่าอยู่พลางเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเขาฉีหลงให้ฟัง "ท่านอาจารย์ ศิษย์ไร้ความสามารถ ชิงมาได้เพียงเศษผลึกชีพจรมังกรชิ้นนี้เท่านั้น"
บนยกพื้นสูง รูปปั้นเทพเจ้าเปิดเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย แผ่พลาอานุภาพที่หนักอึ้งออกมา
"เพียงชิ้นเดียว หึ ช่วงที่ผ่านมานี้เจ้าทำสิ่งต่างๆ ได้ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก"
ภายในรูปปั้น มีเสียงที่แหบพร่าและเย็นชาดังออกมา
ต่งอวี่ก้มหน้าต่ำลงพลางกล่าวด้วยความขมขื่น "เป็นความรับผิดชอบของศิษย์เองที่ไม่สามารถนำตำหนักกวนเฉาให้ก้าวหน้าได้ ทั้งยังตกหลุมพรางของซูเจี๋ยจนทำให้อาวุโสสูงสุดต้องสูญเสียไปมหาศาล"
รูปปั้นเทพเจ้าจ้องมองต่งอวี่ ต่งอวี่ได้แต่นั่งคุกเข่านิ่งไม่ไหวติง
หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง รูปปั้นก็ส่งเสียงแตกสลายออกมา "ซูเจี๋ยอย่างนั้นหรือ ข้าจะจำชื่อนี้ไว้ เมื่อถึงวันที่ข้าฟื้นคืนชีพ ย่อมเป็นวันตายของชายผู้นี้"
"ท่านอาจารย์กล่าวถูกแล้ว เมื่อท่านกลับมา ย่อมสามารถนำตำหนักกวนเฉาให้กลับมารุ่งโรจน์และทำลายล้างวังเขากุ่ยหลิ่งให้สิ้นซาก"
รูปปั้นเทพเจ้าเบื้องหน้าต่งอวี่แตกออก ปรากฏเงาแสงที่มีรูปร่างประหลาดและดูน่าเกลียดน่าชังพุ่งออกมาจากรูปปั้น
นั่นคือร่างกายธรรมที่เกิดจากการหลอมรวมของดวงจิตขอบเขตหยางเสิน เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าปกติมากนัก
ร่างกายธรรมพุ่งเข้าไปในผลึกชีพจรมังกรอย่างรวดเร็ว เพื่อใช้ผลึกชีพจรมังกรในการบ่มเพาะพลัง
ต่งอวี่นำผลึกชีพจรมังกรวางคืนไว้ที่ยกพื้นสูงอย่างนอบน้อม ก่อนจะค่อยๆ ถอยห่างออกมา
เมื่อประตูวิหารปิดลง ภายในก็กลับคืนสู่ความมืดมิดและเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงผลึกชีพจรมังกรที่มีแสงเรืองรองวับแวมอยู่ภายใน ราวกับกำลังหายใจหรือหัวใจที่กำลังเต้น คล้ายกับว่ามีสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดหวั่นบางอย่างกำลังถือกำเนิดขึ้นภายในนั้นอย่างช้าๆ