เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 589 อัจฉริยะเป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำในการพบข้า

บทที่ 589 อัจฉริยะเป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำในการพบข้า

บทที่ 589 อัจฉริยะเป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำในการพบข้า


กาลเวลาผันผ่านไปเพียงชั่วพริบตา หนึ่งสัปดาห์ก็ผ่านพ้นไป

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกต่างก็ถูกเผยแพร่ออกไปตามกาลเวลา มุ่งหน้าสู่ศูนย์กลางของราชวงศ์ต้าหลี

เมืองต้าหลี!

นี่คือมหานครที่มีประชากรสูงถึงสามล้านคน

สิ่งก่อสร้างภายในเมืองโอ่อ่าตระการตา พระราชวังและหอสูงเสียดฟ้า กำแพงแดงกระเบื้องเขียว แสงสีทองจากหลังคากระทบแสงแดดจนดูรุ่งโรจน์และเปี่ยมไปด้วยพลาอานุภาพ

ถนนหนทางกว้างขวางราบเรียบ ถูกปูด้วยแผ่นหิน สองข้างทางมีต้นไม้ร่มรื่น รถและฝูงชนสัญจรไปมาไม่ขาดสาย

นอกเมืองยังมีอารามและศาลเจ้าหลายแห่งที่มีธูปเทียนลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา ภายในวัดมีรูปปั้นพระพุทธรูปที่ดูสงบน่าเลื่อมใส เสียงสวดมนต์ดังแว่วมาเป็นระยะ ทั้งยังมีเหล่านักพรตผู้บำเพ็ญเพียรมาเผยแผ่ธรรมท่ามกลางฝูงชน บรรยากาศช่างดูสงบ

ในฐานะเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าหลี ที่นี่คือสถานที่ที่เจริญมั่งคั่งที่สุดในใต้หล้า สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าตั้งเรียงราย สินค้าหลากหลายประเภทถูกนำมาวางขายจนลานตา

มีทั้งเศรษฐีในชุดผ้าไหม ยอดฝีมือในชุดนักรบที่พกพากระบี่ยาวและมีดสั้น และยังมีผู้ฝึกตนผู้มีท่วงท่าที่สง่างามและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยปัญญา

ในขณะที่ชาวบ้านในสิบหกมณฑลของราชวงศ์ต้าหลีต่างกำลังดำรงชีวิตด้วยความยากลำบาก เมืองต้าหลีกลับยังคงเต็มไปด้วยเสียงเพลงและการเต้นรำที่แสดงถึงความรื่นเริงและความมั่งคั่งมัวเมา

แม้แต่เมืองที่อยู่ใกล้เมืองต้าหลีที่สุด ก็ยังมีกลุ่มผู้อพยพที่อดอยากหนีตายมาที่นี่ แต่ผู้อพยพเหล่านี้กลับไม่สามารถเข้าสู่เขตเมืองต้าหลีได้เลย เพราะถูกจำกัดให้อยู่แต่เพียงภายนอก เหล่าผู้มีอำนาจในราชวงศ์ต้าหลีต่างก็มีจิตใจที่เมตตา ไม่ยอมเห็นภาพเหตุการณ์ที่น่าสลดใจเช่นนี้

ยามพลบค่ำ มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านใจกลางเมืองต้าหลี ริมฝั่งแม่น้ำมีต้นหลิวที่กิ่งก้านลู่ลงสู่ผิวน้ำ มีเรือสำราญหลายลำลอยลำอยู่บนแม่น้ำ

บนเรือประดับประดาด้วยโคมไฟสว่างไสว เสียงพิณบรรเลงอย่างไพเราะ โคมไฟหลากสีสันสะท้อนกับผิวน้ำที่กระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่น

เรือสำราญแต่ละลำมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเป็นตัวแทนของขุมกำลังสำนักที่อยู่เบื้องหลัง

บนเรือมีเหล่าศิษย์อัจฉริยะจากสำนักต่างๆ ของราชวงศ์ต้าหลีมารวมตัวกัน เรือสำราญหลายลำจอดเทียบเข้าหากันจนเป็นวงกลม เชื่อมต่อกันตั้งแต่หัวเรือจนถึงท้ายเรือ

ผู้ฝึกตนจำนวนมากเดินสัญจรไปมาบนเรือสำราญ ต่างพูดคุยถกเถียงกันเรื่องคัมภีร์และมหาเต๋าอย่างออกรส หรืออาจมีการโต้แย้งกันอย่างรุนแรงจนถึงขั้นลงมือประลองฝีมือกันบนผิวน้ำ เป็นบรรยากาศที่คึกคักเหลือล้น

"หึหึ ฮ่าๆ นี่มันรูปแบบการกระทำของชายผู้นั้นจริงๆ กวนประสาทและเจ้าเล่ห์ไม่เปลี่ยนเลยสักนิด"

บนเรือสำราญลำหนึ่ง ปรากฏร่างอันงดงามของหญิงสาวนั่งอยู่ที่ขอบเรือ

หญิงสาวสวมชุดกระโปรงสีเขียวมรกต ลมโชยอ่อนๆ พัดเส้นผมของนางให้ปลิวไสว เผยให้เห็นใบหน้าที่มีดวงตากลมโตและผิวพรรณที่ผุดผ่อง เรียบเนียนสมเป็นงานประติมากรรมที่ประณีตบรรจง ผิวพรรณของนางดูละเอียดคล้ายหินอ่อนที่บริสุทธิ์

ในตอนนั้นเอง แววตาของหญิงสาวก็หยักโค้งเป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์ที่งดงามและแฝงไปด้วยความขี้เล่น ความสุขที่แสดงออกมาทางสีหน้านั้นเห็นได้อย่างชัดเจน

หนิงซินเยว่ถือกะดาษประกาศข่าวอยู่ในมือ สิ่งนี้คือสิ่งที่เพิ่งปรากฏขึ้นในเมืองต้าหลีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถรวบรวมเหตุการณ์สำคัญในใต้หล้าไว้ได้ในกระดาษเพียงแผ่นเดียว ในเมืองต้าหลีที่มีอัตราการอ่านออกเขียนได้สูงเช่นนี้ ยอดขายของมันจึงมหาศาล

ในยามนี้สิ่งที่หนิงซินเยว่กำลังอ่านอยู่คือหัวข้อข่าวหน้าแรกของประกาศข่าวฉบับล่าสุด ซึ่งระบุถึงการกระทำต่างๆ ที่ซูเจี๋ยก่อไว้ในมณฑลชิ่งโจว

รวมถึงเหตุการณ์ที่องค์ชายหกถูกซูเจี๋ยปล้นจนหมดตัวก็ถูกเขียนไว้ข้างในอย่างครบถ้วน ทำให้นางรู้สึกขบขันจนแทบหยุดหัวเราะไม่ได้

รอบข้างยังมีผู้ฝึกตนอีกหลายคนที่กำลังอ่านประกาศข่าวในมือ แต่ละคนต่างก็มีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป

ส่วนใหญ่ต่างพากันขมวดคิ้ว การที่มีอัจฉริยะวิถีมารสร้างความปั่นป่วนจนมีชื่อเสียงโด่งดังเช่นนี้ ย่อมทำให้เหล่าศิษย์อัจฉริยะฝ่ายธรรมะที่อยู่ในที่นั้นรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก

"มารร้ายที่ชื่อซูเจี๋ยผู้นี้ ลงข่าวหน้าแรกติดต่อกันหลายครั้งแล้ว เขาช่างมีพละกำลังเหลือล้นและไม่คิดจะหยุดพักบ้างเลยหรืออย่างไร!"

"มารร้ายที่โอหังเช่นนี้ หึ ข้าเห็นได้เลยว่าเขากำลังเดินไปสู่จุดจบ"

"เห็นเขาสร้างหอสูง เห็นเขาจัดงานเลี้ยง และยามที่หอสูงนั้นพังทลายลงมา วิถีมารมักจะมีอัจฉริยะโผล่ออกมาบ้างเป็นครั้งคราว แต่ในไม่ช้าก็จะหายสาบสูญไป คนที่โอหังจนเกินไปย่อมมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก"

เหล่าศิษย์อัจฉริยะจากสำนักต่างๆ ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ คำพูดคำจาดูหมิ่นซูเจี๋ยอย่างเห็นได้ชัด

"เหอะ พวกเจ้าแต่ละคนที่มีระดับพลังเพียงขอบเขตนพรัตน์ กลับกล้ามาประเมินยอดฝีมือวิถีมารระดับขอบเขตวิถีฐานาอย่างนั้นหรือ?"

หนิงซินเยว่เบ้ปาก พลางกล่าวถ้อยคำที่ดูหมิ่นด้วยน้ำเสียงที่สดใส

เหล่าอัจฉริยะในที่นั้นต่างพากันแสดงความไม่พอใจ ก่อนจะหันกลับไปเพื่อสั่งสอนผู้ที่ไม่ล่วงรู้ที่ต่ำที่สูง แต่เมื่อเห็นใบหน้าของหนิงซินเยว่ แต่ละคนต่างก็ชะงักไปทันที

แม้หนิงซินเยว่จะดูเยาว์วัย แต่นางกลับมีระดับพลังขอบเขตนพรัตน์ขั้นที่ห้าแล้ว ศิษย์อัจฉริยะหลายคนในที่นั้นต่างเคยถูกหญิงสาวที่เจ้าเล่ห์ผู้นี้สั่งสอนมาแล้วทั้งสิ้น

อัจฉริยะส่วนใหญ่ในที่นั้นต่างก็มีพละกำลังไม่เท่าหนิงซินเยว่ ยิ่งไปกว่านั้นนางยังมีสมบัติวิเศษติดตัวอยู่มากมาย โดยเฉพาะกำไลวชิระในมือนางที่หนักหน่วง เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสยบทุกสิ่ง หลายคนจึงเคยต้องพ่ายแพ้ให้แก่นางมาแล้ว

และนั่นทำให้ชื่อเสียงของหนิงซินเยว่เริ่มขจรขจายในเมืองต้าหลี จนได้รับฉายาว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่ต่ำกว่าวิถีฐานา

เพียงแต่ฉายานี้ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ เพราะหลายคนมองว่าหนิงซินเยว่เพียงอาศัยสมบัติวิเศษเข้าช่วยเท่านั้น ไม่ใช่ความสามารถที่แท้จริง

และเป็นที่ประจักษ์ว่ายังมีอัจฉริยะบางส่วนที่ไม่พอใจหนิงซินเยว่ ในจำนวนนั้นยังมีผู้ที่ทะลวงไปสู่ขอบเขตวิถีฐานาแล้วและต้องการจะสั่งสอนนาง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหนิงซินเยว่นั้นมีที่พึ่งพาที่แข็งแกร่งยิ่งนัก

นั่นเป็นเพราะพี่สาวของหนิงซินเยว่นั้น เป็นผู้ที่สามารถกดยอดฝีมือรุ่นเยาว์ทั่วราชวงศ์ต้าหลีให้ก้มหัวได้ ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานนางได้เกินสามกระบวนท่า

ผู้ที่คิดจะรังแกหนิงซินเยว่ ต่างก็ถูกพี่สาวของนางสั่งสอนจนต้องก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้ไปตามๆ กัน

ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมา

ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งค่อยๆ เดินเข้ามา ชายหนุ่มผู้นั้นก็คือองค์ชายหกแห่งราชวงศ์ต้าหลี ตัวแปรสำคัญของข่าวลือในยามนี้ เว่ยหลานเฉิน

ส่วนหญิงสาวที่อยู่ข้างกายนั้นมีรูปร่างที่สูงโปร่ง เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นอย่างประณีตด้วยเส้นไหมสีทอง มีปอยผมปรกหน้าในบางจังหวะ

นางไม่ได้สวมใส่ชุดกระโปรงธรรมดาเช่นสตรีทั่วไป แต่กลับสวมเกราะสีทองที่ส่องประกายเจิดจ้าและเน้นทรวดทรงที่งดงาม ชุดเกราะนี้ยิ่งทำให้นางดูมีพละกำลังและความสง่างามของสตรีร่วมกัน

"องค์หญิงใหญ่!"

เมื่อเห็นหญิงสาวผู้มีท่วงท่าที่องอาจและงดงามผู้นี้ ผู้ฝึกตนในที่นั้นต่างก็พากันกล่าวทักทายด้วยความเคารพ

เพราะนางคืออัจฉริยะที่แท้จริงของราชวงศ์เว่ย เว่ยอวี้ซ่วง

นางครอบครองกายเทพหงส์สวรรค์เจ็ดดารา มีพรสวรรค์ที่โดดเด่น ประกอบกับการทุ่มเททรัพยากรจากราชวงศ์เพื่อบ่มเพาะพลัง ทำให้เว่ยอวี้ซ่วงทะลวงสู่ขอบเขตวิถีฐานาได้ตั้งแต่อายุยี่สิบปี นางเปรียบเสมือนหน้าตาของราชวงศ์ที่ทุกคนต่างยอมรับว่ามีโอกาสจะได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตวังม่วงในอนาคต

ผลงานการต่อสู้ของนางท่ามกลางคนรุ่นเดียวกันนั้นโดดเด่นยิ่งนัก สยบศัตรูมาแล้วนักไม่ถ้วน ตั้งแต่เด็กจนโตนางเคยพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวเท่านัน นางจึงเป็นความภาคภูมิใจและเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของราชวงศ์เว่ย ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับองค์ชายหกเว่ยหลานเฉิน

เว่ยอวี้ซ่วงพยักหน้าเล็กน้อย พลางกล่าว "ขออภัยด้วย น้องหกของข้าเกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อย ทำให้ทุกท่านต้องพลอยขบขันไปด้วย"

เว่ยหลานเฉินมีใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความอับอาย

เมื่อนึกถึงคำพูดที่เสด็จพ่อกำชับไว้ก่อนมา เขาจึงทำได้เพียงกล่าวอย่างลำบากใจ "มารร้ายซูเจี๋ยผู้นั้นมีระดับพลังที่แข็งแกร่ง ทั้งยังครอบครองวิชาลับทะเลโลหิต ตะขาบบิน และวิญญาณเจ้าสาว พละกำลังของเขานับว่าอยู่อันดับต้นๆ ในขอบเขตวิถีฐานา ข้าประมาทศัตรูเกินไปจนทำให้ราชวงศ์ต้องเสียเกียรติ ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของข้าเอง"

พื้นที่โดยรอบเงียบสงัดไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นแก่หน้าของเว่ยอวี้ซ่วง จึงไม่มีผู้ใดบังอาจหัวเราะเยาะออกมา ตรงกันข้ามกลับพากันกล่าวคำปลอบใจ

"องค์ชายหก ซูเจี๋ยผู้นั้นมีนิสัยที่เลวทราม ทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายโดยไม่สนวิธีการ ประกอบกับระดับพลังของเขาสูงกว่าท่านมากนัก นี่ไม่ใช่ความผิดของท่านเลย ท่านอย่าได้เก็บมาใส่ใจ"

"ซูเจี๋ยทำได้เพียงสร้างพลาอานุภาพเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากเขาได้พบกับองค์หญิงใหญ่ ย่อมไม่มีทางหยิ่งผยองได้เข่นนี้แน่ และจะถูกสั่งสอนจนต้องยอมสยบ"

"มารร้ายผู้นี้แม้จะมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ก็นับได้เพียงการสร้างความปั่นป่วนในแถบมณฑลชิงโจวเท่านั้น เขาล่วงรู้ดีว่าที่เมืองต้าหลีแห่งนี้มีรากฐานมั่นคงเพียงใด และเต็มไปด้วยเหล่าอัจฉริยะมากมายเพียงใด ดังนั้นเขาจึงไม่บังอาจเหยียบย่างเข้ามาที่นี่"

ผู้ฝึกตนเหล่านี้ต่างพากันกล่าวประจบสอพลอ หลายคนมองไปยังองค์หญิงใหญ่เว่ยอวี้ซ่วงด้วยความเลื่อมใสศรัทธามหาศาล แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าแสดงออกมาอย่างเปิดเผย

เว่ยอวี้ซ่วงประสานมือพลางกล่าว "ทุกท่านกล่าวเกินไปแล้ว ซูเจี๋ยไม่ใช่บุคคลไร้ชื่อเสียง ข้าเองก็ไม่ได้มั่นใจเต็มร้อยว่าจะสามารถเอาชนะเขาได้ แต่ในฐานะองค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าหลี ข้ามีหน้าที่คุ้มครองเมืองต้าหลี หากอีกฝ่ายบังอาจมาสร้างความเดือดร้อนที่นี่ ข้าย่อมไม่มีทางปล่อยไป"

หนิงซินเยว่ได้ยินดังนั้นถึงกับหลุดหัวเราะออกมาท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ

เว่ยอวี้ซ่วงหันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นหนิงซินเยว่ สีหน้าของนางก็ชะงักไปเล็กน้อย

นางไม่ได้เกรงกลัวหนิงซินเยว่ แต่สิ่งที่นางกังวลคือบุคคลที่อยู่เบื้องหลังหนิงซินเยว่ต่างหาก

"ขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าจะสู้ซูเจี๋ยไม่ได้"

หนิงซินเยว่ใช้มือปิดปาก พลางโบกมือปฏิเสธพัลวัน แต่ผู้ใดก็ดูออกว่านางกำลังแสดงท่าทางที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเว่ยอวี้ซ่วง

ในขณะที่เว่ยอวี้ซ่วงกำลังจะเอ่ยปาก ก็มีเสียงหนึ่งดังแว่วมาจากที่ไกลๆ

"เสี่ยวเยว่ เล่นพอหรือยัง"

น้ำเสียงนั้นดูใสกระจ่างและมีพลัง ทุกคนต่างพากันหันไปมองที่ใต้ต้นหลิวริมฝั่งแม่น้ำ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ปรากฏหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีขาวสะอ้านยืนตระหง่านอยู่

ยามเมื่อลมกลางคืนพัดผ่าน เส้นผมยาวสลวยของนางก็ปลิวไสวคล้ายกับสายธารสีดำ ช่วยเสริมส่งให้ใบหน้าที่ขาวนวลราวกับหยกของนางดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

ดวงตาคู่นั้นดำสนิทและดูลึกลับ คล้ายกับสามารถมองทะลุเข้าไปในจิตใจของผู้คนได้ และยังดูใสกระจ่างคล้ายสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง เผยให้เห็นถึงความสงบเยือกเย็นที่อยู่เหนือโลกภายนอก

"นั่นคือหนิงอวิ๋นอิง"

"พี่สาวของนางมาแล้ว"

"สตรีที่โหดเหี้ยมผู้นี้ ต้องระวังตัวให้ดี"

ผู้ฝึกตนในที่นั้นต่างพากันตื่นตัวขึ้นมาทันที

ความตื่นตัวนี้ไม่ใช่เพราะความงดงามที่หาผู้เปรียบได้ยากของนาง แต่เป็นเพราะพละกำลังในการต่อสู้ที่น่าหวาดหวั่นต่างหาก

สองพี่น้องตระกูลหนิงที่มาจากภายนอกราชวงศ์ต้าหลี เสมือนฉลามขาวที่พลัดหลงเข้ามาในบ่อปลาขนาดเล็ก

โดยเฉพาะหนิงอวิ๋นอิงผู้เป็นพี่สาวที่มีนิสัยดุดันและไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด ทันทีที่นางเข้ามาในเมืองต้าหลี นางก็ได้ตั้งเวทีประลองและประกาศรับคำท้าจากผู้ฝึกตนรุ่นเดียวกันทุกคน

เป็นเวลาสิบวันเต็ม ที่อัจฉริยะจากสำนักต่างๆ จำนวนหลายร้อยคนไม่อาจเอาชนะนางได้ แม้จะใช้วิธีผลัดเปลี่ยนกันเข้าต่อสู้ก็ยังพ่ายแพ้ให้นางอย่างราบคาบ

ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเคยสร้างผลงานที่น่าทึ่งด้วยการคว่ำยอดฝีมือจากสิบสองสำนักได้ภายในวันเดียว ช่างเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ

ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าทั่ว แดนราชวงศ์ต้าหลี นางคือผู้ที่ไร้คู่ต่อสู้และสยบเหล่าอัจฉริยะมาแล้วนักไม่ถ้วน

ผู้ฝึกตนในที่นั้นหลายคนเคยท้าประลองกับหนิงอวิ๋นอิงมาแล้ว และถูกนางซัดจนหมอบราบไปภายในกระบวนท่าเดียว เมื่อต้องพบหน้ากันอีกครั้ง สีหน้าของแต่ละคนจึงดูไม่ค่อยสู้ดีนัก

"หนิงอวิ๋นอิง เมื่อใดที่เจ้าว่าง พวกเรามาประลองฝีมือกันอีกสักรอบเป็นอย่างไร"

เมื่อได้พบหนิงอวิ๋นอิง เว่ยอวี้ซ่วงก็แผ่พลาอานุภาพที่แข็งแกร่งออกมาทันที ผิวน้ำในแม่น้ำเริ่มกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่น เหล่าปลาและกุ้งต่างพากันกระโดดขึ้นเหนือน้ำคล้ายกับขาดอากาศหายใจ

ผู้ฝึกตนโดยรอบต่างรู้สึกคล้ายมีก้อนหินหนักๆ มาทับอยู่ที่หน้าอก ต่างพากันกลั้นหายใจด้วยความตึงเครียด

เว่ยอวี้ซ่วงพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่หนิงอวิ๋นอิงที่อยู่ริมฝั่ง พลาอานุภาพการต่อสู้ปะทุออกมาคล้ายกระบี่ที่หลุดออกจากฝัก แหลมคมยิ่ง

เป็นเพราะหญิงสาวที่ชื่อหนิงอวิ๋นอิงผู้นี้ คือคนรุ่นเดียวกันเพียงคนเดียวที่สามารถเอาชนะนางได้ และเป็นความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวในชีวิตของนาง

ก่อนหน้าที่นางจะได้พบกับหนิงอวิ๋นอิง เว่ยอวี้ซ่วงได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ที่ไร้คู่ต่อสู้ในระดับพลังเดียวกัน และเอาชนะยอดฝีมือมาแล้วทั่วสารทิศ

แต่เมื่อได้พบหนิงอวิ๋นอิง แม้อีกฝ่ายจะมีระดับพลังที่สูงกว่า แต่นางกลับยอมบีบอัดพลังปราณวิญญาณให้อยู่ในระดับเดียวกับเว่ยอวี้ซ่วง และเอาชนะนางได้อย่างสง่างาม

เหตุการณ์ในครั้งนั้นคล้ายฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนเว่ยอวี้ซ่วงอยู่ตลอดเวลา นางจึงปรารถนาที่จะเอาชนะหนิงอวิ๋นอิงให้ได้อีกครั้ง

หนิงซินเยว่หันไปทางเว่ยอวี้ซ่วงพลางกล่าว "เจ้าสู้ซูเจี๋ยไม่ได้ด้วยซ้ำ ยังจะคิดมาสู้กับพี่สาวของข้าอีกหรือ ไม่มีทางชนะหรอก"

เมื่อกล่าวจบ, นางก็ขยับเท้าเพียงเล็กน้อย พลางทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ

เท้าที่งดงามแตะลงบนผิวน้ำกว้างขวางเพียงไม่กี่ครั้ง ก็ลอยกลับไปถึงฝั่งและไปหยุดอยู่ข้างกายหนิงอวิ๋นอิง

เว่ยอวี้ซ่วงจ้องมองหนิงอวิ๋นอิงเขม็ง ไม่ได้ใส่ใจคำพูด

นางไม่คิดว่าตนเองจะพ่ายแพ้ให้กับคนรุ่นเดียวกันคนอื่นๆ ในใต้หล้านี้นอกจากหนิงอวิ๋นอิงผู้เป็นคู่ปรับตลอดกาลเพียงผู้เดียวที่นางให้ความสำคัญ

หนิงอวิ๋นอิงรับรู้ได้ถึงสายตาที่มุ่งมั่นของเว่ยอวี้ซ่วง นางจึงลูบหัวน้องสาวเบาๆ พลางกล่าวอย่างราบเรียบ "การประลองพอแค่นี้เถอะ เจ้ายังต้องฝึกฝนอีกมาก"

แม้มิได้กล่าวออกมาตรงๆ ความหมายในคำพูดนั้นก็ชัดเจนเหลือล้น

ในยามนี้เว่ยอวี้ซ่วงยังไม่มีพละกำลังมากพอที่จะทำให้นางยอมรับคำท้าประลองได้

"ยังต้องฝึกฝนอีกมากอย่างนั้นหรือ!"

เว่ยอวี้ซ่วงเม้มรอยฝีปากเข้าหากัน พลางกล่าว "เห็นทีความพยายามของข้าจะยังไม่เพียงพอ ในเมื่อเจ้าบอกว่าข้ายังต้องฝึกฝน ข้าย่อมจะทุ่มเททุกสิ่งอย่างสุดกำลังเพื่อตามเจ้าให้ทัน และโปรดจงเตรียมตัวให้ดี ข้าจะประลองกับเจ้าในช่วงที่เจ้าแข็งแกร่งที่สุด"

หนิงซินเยว่เบ้ปาก พลางตะโกนบอก "อัจฉริยะอะไรกัน อย่าเอาคำว่าอัจฉริยะมาบดบังความพยายามของข้าเชียว ข้าเองก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการฝึกฝน กว่าจะมีระดับพลังอย่างในทุกวันนี้ได้"

ในทางกลับกัน หนิงอวิ๋นอิงกลับมีสีหน้าที่ราบเรียบ พลางกล่าว "ความพยายามอย่างนั้นหรือ อย่าเอาคำว่าพยายามมาบดบังความเป็นอัจฉริยะของข้าเถอะ"

หนิงซินเยว่ทำหน้ามุ่ย พลางกล่าว "โธ่ พี่สาว คำพูดของท่านทำให้ข้าดูเสียหน้ายิ่งนัก"

"ก็พูดไปตามความจริง"

หนิงอวิ๋นอิงใช้นิ้วเคาะหัวน้องสาวเบาๆ จนหญิงสาวส่งเสียงโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด จึงค่อยเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย

เมื่อได้ยินบทสนทนาของสองพี่น้อง ผู้ฝึกตนในที่นั้นต่างก็พากันนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก

มีเพียงผู้ที่ได้สัมผัสด้วยตนเองเท่านั้น ถึงจะล่วงรู้ถึงพละกำลังที่แท้จริงของหนิงอวิ๋นอิง

ผู้ฝึกตนบนเรือสำราญแต่ละคน ล้วนได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะ บ้างก็เป็นบุตรเทพหรือเทพธิดาของสำนัก และเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นที่สุดในสำนักของตนเอง

แต่เมื่อมาถึงเมืองต้าหลีและได้พบกับหนิงอวิ๋นอิง เหล่าอัจฉริยะที่ผู้คนต่างยกย่องและทุ่มเทฝึกฝนจนเป็นความภาคภูมิใจของสำนัก กลับเป็นเพียงผู้พ่ายแพ้ที่ไร้ฐานะเบื้องหน้าเวทีประลอง และเป็นเพียงหนึ่งในร้อยของผู้พ่ายแพ้ที่ไร้ตัวตนเบื้องหน้าหนิงอวิ๋นอิงเท่านั้น การพ่ายแพ้ช่างจางหายไปได้โดยง่ายและไร้ความหมาย หลายคนจึงถึงขั้นต้องเผชิญกับสภาวะจิตวิญญาณที่พังทลายลงไป

สิ่งที่เรียกว่าอัจฉริยะนั้น เป็นเพียงบททดสอบขั้นต่ำในการจะได้พบหน้าหนิงอวิ๋นอิงเท่านั้น

"สิ่งที่น้องสาวข้ากล่าวเมื่อครู่นั้นถูกต้องแล้ว ซูเจี๋ยแห่งมลฑลชิงโจวนั้นไม่ได้อ่อนด้อย หากเจ้าต้องการจะตามข้าให้ทัน ก็ลองเอาชนะเขาให้ได้เสียก่อนเถิด"

หนิงอวิ๋นอิงกล่าวทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค จากนั้นจึงพาน้องสาวเดินจากไปและหายวับไปในความมืด

"ซูเจี๋ย... ชายผู้นี้แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ขนาดนางยังให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ น่าเสียดายที่ช่วงนี้ข้าไม่สามารถออกจากเมืองต้าหลีได้ ไม่เช่นนั้นข้าคงอยากจะไปประลองกับมารร้ายผู้นั้นดูสักตั้ง"

เว่ยอวี้ซ่วงพึมพำกับตนเอง จิตใจสับสนวุ่นวายถึงที่สุด

เมื่อมองดูแผ่นหลังของหนิงอวิ๋นอิงที่เดินจากไป ความภาคภูมิใจที่เคยมีกลับพังทลายลงในการประลองครั้งนั้น จากนั้นเว่ยอวี้ซ่วงจึงตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องเอาชนะหนิงอวิ๋นอิงให้ได้สักครั้ง เพียงแต่ในยามนี้ยังมองไม่เห็นหนทางสู่ความสำเร็จเลย

นางมองว่าหนิงอวิ๋นอิงคือคู่ปรับตลอดกาลในชีวิต และนางก็คิดว่าหนิงอวิ๋นอิงคงคิดเข่นเดียวกัน

แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่หนิงอวิ๋นอิงกล่าวเมื่อครู่ ดูเหมือนว่าซูเจี๋ยจะได้รับความสำคัญมากกว่าตัวนางเสียอีก นั่นทำให้เว่ยอวี้ซ่วงรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจขึ้นมา

ชื่อของซูเจี๋ยถูกจารึกไว้ในใจของเว่ยอวี้ซ่วง และนางก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า หากมีโอกาสนางจะไปประลองกับซูเจี๋ยดูสักครั้ง

นางจะพิสูจน์ให้หนิงอวิ๋นอิงเห็นว่า ซูเจี๋ยผู้นั้นไม่อาจเทียบชั้นกับคู่ปรับอย่างนางได้เลย

มีเพียงนางเท่านั้น มีเพียงเว่ยอวี้ซ่วงเท่านั้น ที่เป็นคู่ปรับเพียงผู้เดียวในชาตินี้ของนาง

จบบทที่ บทที่ 589 อัจฉริยะเป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำในการพบข้า

คัดลอกลิงก์แล้ว