เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 587 ผลึกชีพจรมังกร

บทที่ 587 ผลึกชีพจรมังกร

บทที่ 587 ผลึกชีพจรมังกร


เขาฉีหลง!

ขุนเขาที่สูงที่สุดในมณฑลชิ่งโจวแห่งนี้ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า ถูกห้อมล้อมด้วยหมู่เมฆและสายหมอก

ผืนป่าโบราณบนยอดเขาเขียวขจี กิ่งก้านใบหนาทึบจนแทบบดบังแสงตะวันได้ทั้งหมด

ธารน้ำใสไหลรินจากยอดเขาสูงลงสู่เบื้องล่าง แตกกระเซ็นเป็นละอองน้ำสะท้อนแสงแดดเป็นสีรุ้งเจ็ดประการ

เขาฉีหลงที่เคยเงียบสงบและไร้ผู้คน ในยามนี้กลับไม่เหลือเค้าความเงียบเหงาเช่นวันวาน มีผู้ฝึกตนจำนวนมากมารวมตัวกันที่นี่ ทั้งจากสำนักใหญ่ต่างๆ ในมณฑลชิ่งโจว และเหล่านักล่าสมบัติพเนจรที่ต้องการมาฉวยโอกาส

ผู้คนเหล่านี้ต่างระแวดระวังซึ่งกันและกัน กระบี่บินและวิชาอาคมพร้อมที่จะพุ่งออกไปได้ทุกเมื่อ ในขณะที่ทุกคนกำลังบีบตัวเข้าหาตำแหน่งบนยอดเขาอย่างต่อเนื่อง

ณ ยอดเขาฉีหลง ปรากฏหลุมยุบรูปวงกลมที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นหลุม ภายในมีแสงห้าสีพุ่งออกมาเป็นระยะ คล้ายหิ่งห้อยที่โผบิน สาดส่องให้พืชพรรณและผู้ฝึกตนโดยรอบตกอยู่ในแสงสีที่งดงาม

"พวกเพ้อฝัน"

ท่ามกลางฝูงชน ชายหนุ่มในชุดหรูหราถือพัดพับพรางทำสีหน้าเคร่งขรึม

เขาคือเว่ยหลานเฉิน องค์ชายหกแห่งราชวงศ์ต้าหลี

"องค์ชาย โปรดระมัดระวัง อย่าให้พวกเราตกอยู่ในวงล้อม"

ชายชราคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นเยื้องหลังเว่ยหลานเฉิน เขาชื่อหลิวเฉิง ผู้มีระดับพลังขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่สาม เป็นราชครูประจำราชวงศ์ที่ทำหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัยของเว่ยหลานเฉิน และสนับสนุนการเดินทางมายังมณฑลชิ่งโจวในครั้งนี้

เว่ยหลานเฉินแค่นเสียงเย็นชาพลางกล่าว "ข้ารู้ดี สิ่งของของราชวงศ์ พวกมันไม่บังอาจมายื้อแย่งแน่"

แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจของเว่ยหลานเฉินยังแอบนึกเสียใจ เพราะความผิดปกติที่เกิดขึ้นบนเขาฉีหลงนี้ เป็นฝีมือของเขาเอง

ความผิดปกติบนเขาฉีหลงไม่ใช่การปรากฏของสมบัติวิเศษแต่อย่างใด

บนเขาฉีหลงไม่มีสมบัติวิเศษ ที่นี่มีเพียงชีพจรมังกรเส้นหนึ่ง และผลึกชีพจรมังกรหนึ่งผลที่เกิดจากชีพจรมังกรนี้

ภายใต้ผืนดินของโลกเทียนหยวนมีชีพจรวิญญาณกระจายอยู่ทั่วไป เปรียบเสมือนกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ และชีพจรมังกรก็คือชื่อเรียกขานของชีพจรวิญญาณขนาดมหึมา ที่เปรียบได้กับลำต้นหลักของต้นไม้

ลักษณะเด่นที่สุดของชีพจรมังกร นอกจากจะมีปราณวิญญาณที่หนาแน่นช่วยเร่งความเร็วในการฝึกตนแล้ว สนามพลังพิเศษของมันยังช่วยให้ผู้ฝึกตนทะลวงขอบเขตพลังได้ง่ายขึ้น อีกทั้งชีพจรมังกรยังมีการเคลื่อนที่ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

ต่างจากชีพจรวิญญาณทั่วไปที่มีอาณาเขตแน่นอน ชีพจรมังกรจะเคลื่อนที่คล้ายกับมังกรยักษ์ที่เลื้อยไหลอยู่ใต้ดิน ทิศทางของมันมีความหลากหลายและยากที่จะระบุตำแหน่ง จึงถูกเรียกว่าชีพจรมังกร

ผลึกชีพจรมังกรเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญและเวลาอันยาวนานของชีพจรมังกร

หากนำมาใช้ จะสามารถยกระดับสภาพแวดล้อมปราณวิญญาณโดยรอบให้สูงถึงขีดสุด หากนำไปหลอมรวมเข้ากับชีพจรวิญญาณใต้ดิน จะสามารถเปลี่ยนชีพจรวิญญาณธรรมดาให้กลายเป็นชีพจรมังกร และตรึงมันไว้ให้อยู่กับที่ได้ ซึ่งในยามนั้นชีพจรมังกรจะไม่เคลื่อนที่อย่างไร้ทิศทางอีกต่อไป แต่จะอยู่ประจำที่เช่นเดียวกับชีพจรวิญญาณทั่วไป

โดยเฉพาะมากสำหรับราชวงศ์ต้าหลี เคล็ดวิชาที่พวกเขาฝึกฝนเป็นพิเศษคือ คัมภีร์สยบมังกรเทียนหลัว ซึ่งต้องพึ่งพาชีพจรมังกรและอำนาจบารมีของราชวงศ์ในการฝึกตน เคล็ดวิชานี้มีความดุดันหาผู้เปรียบได้ยากยิ่ง หากมีผลึกชีพจรมังกรไว้ในมือ การฝึกฝนคัมภีร์สยบมังกรเทียนหลัวจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเพียงชั่วข้ามคืน

ตั้งแตราชวงศ์ต้าหลีสถาปนาแผ่นดิน พวกเขาก็เฝ้าติดตามร่องรอยของชีพจรมังกรเพื่อแย่งชิงผลึกชีพจรมังกรมาโดยตลอด

การมามณฑลชิ่งโจวของเว่ยหลานเฉินในครั้งนี้ ก็เพื่อผลึกชีพจรมังกรโดยเฉพาะ เพียงแต่เกิดความผิดพลาดบางประการ ทำให้หาผลึกชีพจรมังกรไม่พบในเวลาที่กำหนด จนส่งผลให้ความผิดปกติของที่นี่ถูกเปิดเผยออกมา

"ออกมาแล้ว"

ทันใดนั้น ฝูงชนก็เริ่มส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนต่างพากันเงยหน้าขึ้นมอง

แสงสว่างเจิดจ้าปะทุออกมาจากใต้ดิน สาดส่องไปทั่วเขาฉีหลง บนฟ้าปรากฏรุ้งกินน้ำทอพาดผ่าน และแสงห้าสีก็เริ่มพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง

วัตถุทรงกลมที่โปร่งแสงและมีขนาดเท่ากับสับปะรดค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากหลุมลึกใต้ดิน นั่นคือผลึกชีพจรมังกรที่ลอยเด่นขึ้นสู่กลางฟ้าด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม

เมื่อมันปรากฏกาย ปราณวิญญาณภายในรัศมีร้อยลี้ก็เกิดความปั่นป่วน ปราณวิญญาณจำนวนมหาศาลเริ่มมารวมตัวกันเอง จนกลายเป็นสายธารปราณวิญญาณที่คล้ายมังกรยักษ์ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

"ผะ...ผลึกชีพจรมังกร"

ในกลุ่มผู้ฝึกตนย่อมมีผู้ที่มีความรู้กว้างขวาง เมื่อเห็นผลึกชีพจรมังกรปรากฏออกมาต่างก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นดวงตาของทุกคนก็เริ่มลุกวาวด้วยความกระหายและท่าทางที่คลุ้มคลั่ง

ผลึกชีพจรมังกรคือของล้ำค่าที่หาได้ยากในรอบร้อยปี สำหรับสำนักแล้ว มันสามารถช่วยยกระดับได้อย่างมหาศาล ทั้งยังเปลี่ยนชีพจรวิญญาณของสำนักให้กลายเป็นชีพจรมังกร ซึ่งจะช่วยเพิ่มรากฐานและความเร็วในการฝึกตนได้มากยวด

"ลงมือ แย่งชิงผลึกชีพจรมังกรมาให้ได้!"

"นี่เป็นของสำนักหมอกซ่อนเร้น บุกเข้าไป"

"ผลึกชีพจรมังกร ไม่นึกเลยว่าจะมีของล้ำค่าเช่นนี้ปรากฏออกมา แย่งชิงมาให้ได้ไม่ว่าจะต้องจ่ายราคาเท่าใดก็ตาม"

ผู้ฝึกตนแต่ละคนต่างคลุ้มคลั่ง ต่างงัดกลเม็ดเด็ดพรายออกมาเพื่อพุ่งเข้าหาผลึกชีพจรมังกร

"หยุดมือให้หมด ข้าคือองค์ชายหกแห่งราชวงศ์ต้าหลี เว่ยหลานเฉิน นี่คือสิ่งของของราชวงศ์ที่ถูกตระเตรียมไว้แล้ว พวกเจ้าคิดจะตั้งตนเป็นศัตรูกับราชวงศ์ต้าหลีอย่างนั้นหรือ?"

เว่ยหลานเฉินแผดเสียงก้อง พลางทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ ในมือถือป้ายคำสั่งลายมังกรที่เป็นตัวแทนฐานะของราชวงศ์ ป้ายคำสั่งนี้เป็นสมบัติวิเศษระดับสูงที่สามารถกดข่มพื้นที่โดยรอบได้

หลิวเฉิงราชครูประจำราชวงศ์ก็ก้าวออกมาพร้อมกัน แผ่พลาอานุภาพขอบเขตวิถีฐานาที่แข็งแกร่งออกมาอย่างไม่ปิดบัง กลิ่นอายที่น่าหวาดหวั่นแผ่กระจายไปทั่วราวกับพายุฝน ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนรอบข้างหายใจลำบากและมีสีหน้าที่ตื่นตระหนก

"องค์ชายหก?"

"ราชวงศ์ต้าหลีมาที่นี่ได้ยังไง"

"โง่เง่า ราชวงศ์ต้าหลีเฝ้าติดตามชีพจรมังกรมาตลอด การที่พวกเขาปรากฏตัวที่นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิด"

ผู้ฝึกตนเหล่านี้เมื่อเห็นใบหน้าของเว่ยหลานเฉิน ต่างก็ชะงักฝีเท้าและพลาอานุภาพก็ถูกกดข่มไว้

แม้ราชวงศ์เว่ยจะทรุดโทรมลงไปนานแล้ว แต่บารมีที่สั่งสมมาย่อมไม่จางหายไปง่ายๆ ในฐานะที่เป็นฝ่ายธรรมะที่เป็นระเบียบแบบแผน ย่อมมีความน่าเกรงขามอยู่บ้าง

เว่ยหลานเฉินลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าสามารถข่มขวัญผู้คนได้แล้ว จึงเตรียมที่จะเข้าไปคว้าผลึกชีพจรมังกร

แต่ ไม่ใช่ฝ่ายธรรมะทุกคนที่จะหวาดเกรงในชื่อของราชวงศ์ เช่น...

ตูม!

พร้อมกับเสียงกัมปนาทดังสนั่น บนท้องฟ้าปรากฏหมู่เมฆมารวมตัวกันเป็นฝ่ามือขนาดยักษ์ที่บดบังท้องฟ้า พุ่งเข้าหาผลึกชีพจรมังกรที่ลอยอยู่กลางอากาศ

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งปรากฏกายขึ้น จ้องมองผลึกชีพจรมังกรเขม็ง โดยไม่ได้สนใจคำเตือนของเว่ยหลานเฉินเลยสักนิด

"นั่นคืออาวุโสใหญ่ของตำหนักกวนเฉา"

ผู้ฝึกตนในที่นั้นหลายคนจำตัวตนของผู้มาใหม่ได้ เขาคือต่งอวี่ อาวุโสใหญ่ของตำหนักกวนเฉาที่เพิ่งประกาศปิดสำนักไป มีพลาอานุภาพขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่เจ็ด

เปรี้ยง!

ฝ่ามือเมฆายักษ์ยังไม่ทันได้คว้าสิ่งใด กระบี่บินเล่มหนึ่งก็พุ่งตัดผ่านกลางอากาศ แยกฝ่ามือยักษ์ออกเป็นสองส่วน

บนกระบี่บินมีลำแสงหนึ่งพุ่งออกมา มุ่งตรงไปยังผลึกชีพจรมังกรอย่างรวดเร็ว

"หลีอวี่เจ๋อ เจ้าสำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่ม เขาก็มาด้วย"

เสียงตกตะลึงดังขึ้นมากกว่าเดิม นอกเหนือจากเว่ยหลานเฉินที่มีใบหน้าหมองคล้ำแล้ว ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ต่างก็พากันล่าถอยออกไป เพราะแรงปะทะจากการต่อสู้ของยอดฝีมือเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้

"อาวุโสต่ง เห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต ผลึกชีพจรมังกรผลนี้ขอมอบให้ข้าเถิด"

หลีอวี่เจ๋อพุ่งเข้าหาผลึกชีพจรมังกรอย่างรวดเร็ว พันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มของเขาในยามนี้ล่มสลายไปแล้ว แต่หากได้ผลึกชีพจรมังกรผลนี้มา ก็จะสามารถยกระดับชีพจรวิญญาณให้กลายเป็นชีพจรมังกร และในอนาคตเขาย่อมสามารถสร้างพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มขึ้นมาใหม่ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องครอบครองผลึกชีพจรมังกรผลนี้ให้ได้

"ขออภัย เจ้าสำนักหลี ผลึกชีพจรมังกรผลนี้สมควรเป็นของตำหนักกวนเฉาของพวกเรา"

ต่งอวี่ไม่ยอมถอยแม้เพียงก้าวเดียว ทะยานผ่านอากาศเข้าหาผลึกชีพจรมังกร เพราะผลึกชีพจรมังกรผลนี้เกี่ยวข้องกับการฟื้นคืนชีพของบรรพบุรุษ เขาจึงมีเหตุผลที่ไม่อาจยอมแพ้ได้เช่นกัน

หลีอวี่เจ๋อควบคุมกระบี่เทวะเผิง ปล่อยปราณกระบี่ที่ทอพาดผ่านไปมา ทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง

ต่งอวี่มีใบหน้าที่ราบเรียบ เขาเพียงใช้วิชาอาคมเข้าต่อต้าน ใต้เท้าปรากฏเกลียวคลื่นขนาดยักษ์เข้าโอบล้อม ใช้ความอ่อนสยบความแข็งแกร่ง กลืนกินปราณกระบี่เหล่านั้นจนหมดสิ้น

เว่ยหลานเฉินมีสีหน้าที่หม่นหมอง ยอดฝีมือทั้งสองคนเบื้องหน้าไม่ได้เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยสักนิด ต่างพากันแย่งชิงสมบัติกันอย่างโจ่งแจ้ง

เว่ยหลานเฉินหันไปมองหลิวเฉิงราชครูประจำราชวงศ์

"สู้ไม่ได้ เข้าไปไม่ได้ขอรับ!"

หลิวเฉิงส่ายหน้าไม่หยุดก่อนที่เว่ยหลานเฉินจะทันได้เอ่ยปาก พลังของเขาไม่อาจเข้าไปแทรกแซงการต่อสู้ระดับนี้ได้ การเข้าไปแย่งชิงก็ไม่ต่างจากการแย่งอาหารจากปากเสือ หากอีกฝ่ายไม่ไว้หน้าราชวงศ์ เขาก็คงถูกสังหารทิ้งตรงนี้อย่างง่ายดาย

เว่ยหลานเฉินมีท่าทางที่อึดอัดมากขึ้น ราชวงศ์ต้าหลีที่กำลังสั่นคลอนไม่อาจสนับสนุนเขาได้มากนัก การส่งหลิวเฉิงมาคุมเชิงก็นับว่ามากพอแล้ว เพราะขุมกำลังส่วนภูมิภาคในยามนี้แข็งแกร่งกว่าราชวงศ์ต้าหลีมากนัก

"น่าแค้นใจนัก หากเป็นยามที่ราชวงศ์ต้าหลีรุ่งเรือง พวกเจ้าจะบังอาจโอหังเช่นนี้ได้อย่างไร"

เว่ยหลานเฉินพลางลูบกำไลหยกสีทองที่ข้อมือซ้าย ซึ่งเป็นสมบัติวิเศษที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ พลางก่นด่าในใจ

ในยามที่ราชวงศ์ต้าหลีรุ่งเรือง สำนักต่างๆ ที่ใดจะบังอาจมาท้าทายราชวงศ์เช่นนี้ ทุกคนต่างต้องก้มหัวให้ แต่ในยามนี้กลับมีผู้คนมากมายกล้ามาเมินเฉยต่อราชวงศ์

การปะทะกันของหลีอวี่เจ๋อและต่งอวี่มาถึงจุดแตกหัก ทั้งสองฝ่ายเข้ายื้อแย่งผลึกชีพจรมังกรอย่างดุเดือด

แต่ในตอนนั้นเอง ท่ามกลางฝูงชน ปรากฏปากขนาดยักษ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เตรียมจะกลืนกินผลึกชีพจรมังกรเข้าไปในคำเดียว

ตะขาบพันมือพุ่งออกมาจากใต้ดิน ร่างกายที่ยาวหลายร้อยเมตรเปรียบเสมือนภูเขาขนาดย่อม กลิ่นอายความโหดเหี้ยมแผ่ซ่านไปทั่วทิศ ทำให้ผู้ฝึกตนในที่นั้นต่างพากันหน้าเสีย

"นั่นซูเจี๋ย"

เมื่อเห็นชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนหัวตะขาบพันมือ ผู้ฝึกตนรอบข้างต่างพากันวิ่งหนีร่นออกไปเป็นแถบ

ชื่อเสียงของบุคคลย่อมขจรขจายไปไกล ความน่าหวาดหวั่นของซูเจี๋ยเป็นที่เลื่องลือจากการต่อสู้หลายครั้ง ผู้ฝึกตนเหล่านี้ไม่ได้หวาดเกรงหลีอวี่เจ๋อหรือต่งอวี่มากนัก แต่เมื่อเห็นมารร้ายอย่างซูเจี๋ย ต่างก็พากันหวาดกลัวจนตัวสั่นและพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

หลีอวี่เจ๋อและต่งอวี่ต่างตกใจ ทั้งสองหันมามองหน้ากัน ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ซูเจี๋ยพร้อมกัน เพราะทั้งสองสำนักต่างก็มีความแค้นที่ลึกล้ำต่อซูเจี๋ย

ซูเจี๋ยแสยะยิ้ม กายธรรมปรากฏขึ้นเยื้องหลัง ดวงตาเพียงดวงเดียวสาดแสงเจิดจ้าออกมา ลำแสงแห่งพลาอานุภาพตกลงบนผลึกชีพจรมังกร

เปรี้ยง!

ในพริบตาเดียว ผลึกชีพจรมังกรก็แตกออกเป็นสามส่วน ปลิวหายไปคนละทิศทาง

"ทุกท่าน การไล่ตามข้ากับผลึกชีพจรมังกร สิ่งใดสำคัญกว่ากัน ลองพิจารณาเอาเองเถิด หากตอนนี้ไม่คว้าไว้ เกรงว่าทั้งหมดคงตกเป็นของราชวงศ์ต้าหลีแล้ว"

ซูเจี๋ยมองดูคนทั้งสองด้วยรอยยิ้ม ท่าทางของเขาดูราบเรียบมาก

หลีอวี่เจ๋อและต่งอวี่ที่เดิมทีตั้งใจจะไล่ตามสังหารซูเจี๋ยต่างก็ชะงักฝีเท้า จากนั้นทั้งคู่ก็รีบเปลี่ยนทิศทาง มุ่งหน้าไปยังเศษผลึกชีพจรมังกรชิ้นหนึ่งทันที

เห็นได้ชัดว่า เมื่อเทียบกับการตามฆ่าซูเจี๋ยแล้ว ผลึกชีพจรมังกรมีความสำคัญมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด พวกเขารู้ดีว่าซูเจี๋ยเป็นผู้ที่สังหารได้ยาก การเอาชนะอาจทำได้แต่การสังหารนั้นยากเข็ญเกินไป เวลาที่เสียไปกับซูเจี๋ยมีแต่จะทำให้ผลึกชีพจรมังกรตกไปอยู่ในมือผู้อื่น

ซูเจี๋ยแย้มยิ้มเมื่อเห็นสิ่งนั้น ตะขาบพันมือใต้เท้าเริ่มเคลื่อนไหว พุ่งเข้าหาเศษผลึกชีพจรมังกรอีกชิ้นหนึ่งทันที

ตะขาบพันมืออ้าปากกว้าง ตะครุบเศษผลึกชีพจรมังกรนั้นไว้ พลางกลืนกินลงไปในท้องเพื่อครอบครองไว้เป็นของตนเอง จากนั้นจึงเคลื่อนที่ลงสู่ใต้ดินอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมตัวหลบหนี

จบบทที่ บทที่ 587 ผลึกชีพจรมังกร

คัดลอกลิงก์แล้ว