เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 77 วิธีการทำคดีแบบยัดข้อหา

ตอนที่ 77 วิธีการทำคดีแบบยัดข้อหา

ตอนที่ 77 วิธีการทำคดีแบบยัดข้อหา


หลังจากเดินผ่านห้องขังไปหลายต่อหลายห้อง จู่ๆ ฝีเท้าของฉู่โม่ก็หยุดชะงักลงที่หน้าคุกเดี่ยวแห่งหนึ่ง

ภายในห้องขังนั้น คุมขังชายผู้หนึ่งที่มีผมเผ้ารุงรัง ทั่วร่างถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนเหล็กสลักอักขระ

เสื้อผ้าอาภรณ์บนร่างของเขา มิใช่เครื่องแบบของสำนักกระบี่หลิงสวี

[เป้าหมาย: หลูเหวินซิว]

[ค่าใช้จ่ายในการสอดส่อง: หินวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อน]

[ต้องการสอดส่องหรือไม่?]

"เขาคือ?"

ฉู่โม่เอ่ยถาม

เขาไม่มีทางยอมเสียเงินสอดส่องบุคคลที่ไม่สลักสำคัญทุกคนที่พบเจอหรอก

"อ้อ ผู้ฝึกวิชามารขอบเขตแก่นทองคำผู้หนึ่งน่ะ"

เจี่ยงผิงเทียนมองหลูเหวินซิวด้วยสายตาเย็นชา

"มันสังหารผู้คนเพื่อสกัดเลือดมาเป็นวิถีเพิ่มพลังให้ตนเอง ก่อกรรมทำเข็ญเรื่องชั่วช้าสามานย์มานับไม่ถ้วน"

"ยามนี้มันถูกผนึกระดับพลังไว้แล้ว อีกไม่กี่วันก็จะถูกนำตัวไปไต่สวน"

หลูเหวินซิวที่อยู่ในห้องขังได้ยินดังนั้น จู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้น บนใบหน้าที่อาบย้อมไปด้วยคราบเลือดเกรอะกรัง ปรากฏรอยยิ้มวิปลาสและเย้ยหยัน

"หึ... หึหึ..."

น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ราวกระดาษทรายสองแผ่นเสียดสีกัน

"พวกเจ้าที่เรียกขานตัวเองว่าฝ่ายธรรมะน่ะ ทำเรื่องชั่วช้าสามานย์น้อยกว่าข้าอย่างนั้นหรือ?"

"มีเรื่องเน่าเหม็นที่ไม่กล้าสู้แสงตั้งเท่าไร ที่สุดท้ายก็โยนความผิดมาให้พวกเราผู้ฝึกวิชามารรับเคราะห์?"

นัยน์ตาทั้งสองข้างของเขาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายและเย้ยหยัน

"ก็เหมือนกับช่วงนี้ไง ที่มีหญิงพรหมจรรย์เกิดในวันและเดือนหยินหายตัวไปเป็นจำนวนมากบนโลกมนุษย์"

"พวกเจ้ากล้าพูดเต็มปากหรือไม่ ว่านั่นเป็นฝีมือของผู้ฝึกวิชามารอย่างพวกเราจริงๆ? ลงมือได้อย่างไร้ร่องรอยปานนั้น... หากพวกเราผู้ฝึกวิชามารมีปัญญาทำได้ถึงเพียงนั้น จะยังถูกพวกเจ้าจับตัวมาได้อีกหรือ?"

"ข้าจะบอกอะไรให้ ในสิบส่วน แปดเก้าส่วนก็เป็นฝีมือของบุคคลระดับสูงฝั่งฝ่ายธรรมะของพวกเจ้านั่นแหละ ที่ต้องการฝึกฝนวิชามารนอกรีตอันใดสักอย่างถึงได้ก่อเรื่องเช่นนี้ขึ้น!"

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"

เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของหลูเหวินซิว ดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วห้องขังอันมืดมิด

นัยน์ตาของฉู่โม่ทอประกายวูบไหว

"เหลวไหลสิ้นดี!"

สีหน้าของเจี่ยงผิงเทียนพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที

เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ถีบประตูคุกเปิดออกอย่างแรงแล้วพุ่งทะยานเข้าไปประเคนทั้งหมัดและเท้าใส่ผู้ฝึกวิชามารหลูเหวินซิวอย่างไม่ยั้ง!

"ปัง! ปัง! ปัง!"

เสียงทุบตีหนักหน่วงดังก้องสะท้อนไปทั่วเรือนจำอันมืดสลัว

เดิมทีหลูเหวินซิวก็ถูกผนึกระดับพลังเอาไว้อยู่แล้ว จะไปทนรับการทุบตีเช่นนี้ไหวได้อย่างไร เพียงไม่นานก็ถูกซ้อมจนต้องนอนขดตัวงอเป็นกุ้งคุดคู้อยู่บนพื้น สภาพราวกับสุนัขใกล้ตาย ภายในปากมีเลือดสดปนเศษเครื่องในทะลักออกมาไม่ขาดสาย

ทว่า ถึงกระนั้น บนใบหน้าที่บอบช้ำจนเลือดเนื้อแยกไม่ออกของเขากลับยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มวิปลาสราวกับผู้ชนะ

"ฮ่าฮ่า... ฮ่าฮ่าฮ่า..."

"ร้อนตัว... พวกเจ้าร้อนตัวแล้ว..."

"แค่กแค่ก... ไม่รู้ว่าพวกเจ้าเคยได้ยินนิทานเรื่องหนึ่งหรือไม่?"

"มีคหบดีผู้หนึ่งกำลังเสพสังวาสกับเหล่าภรรยาและอนุ พออารมณ์พุ่งพล่านขึ้นมา ก็เปิดปากด่าทอพวกนางว่า หญิงคณิกา หรือ นังแพศยา ทำนองนั้น"

"บรรดาภรรยาและอนุถูกด่าแล้วก็หาได้โกรธเคืองไม่ ถือเสียว่าเป็นเพียงถ้อยคำหยอกเย้า"

"มีเพียงอนุภรรยานางหนึ่งที่รับไม่ได้ ทุกครั้งที่ถูกด่า... ก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ"

"นั่นก็เพราะนางเป็นหญิงโคมเขียวที่กลับใจมาเป็นคนดีจริงๆ อย่างไรล่ะ! ฮ่าฮ่าฮ่า—"

(หญิงโคมเขียว หรือ โสเภณีตามซ่อง)

เจี่ยงผิงเทียนยิ่งกระทืบหนักหน่วงขึ้น ทุกลูกเตะล้วนหมายเอาชีวิต

ในที่สุด เขาก็หยุดมือลงพร้อมกับหอบหายใจเล็กน้อย จัดแจงเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ หมุนตัวเดินออกจากห้องขัง แล้วเอื้อมมือไปล็อกประตูคุกอย่างแรง

ภายในห้องขัง หลูเหวินซิวนอนล้มพับอยู่บนพื้น ร่อแร่เต็มที กระดูกทั่วร่างไม่รู้ว่าหักไปกี่ซี่ ทว่ากลับยังคงใช้ดวงตาคู่เดิมจ้องมองเจี่ยงผิงเทียนด้วยแววตาเย้ยหยันอย่างเชื่องช้า

สายตานั้น ราวกับกำลังมองดูตัวตลกที่โกรธเกรี้ยวเพราะความอับอายจากการถูกแทงใจดำ ประหนึ่งผู้ชนะก็มิปาน

"ศิษย์น้องฉู่ ให้เจ้าเห็นเรื่องน่าขันเสียแล้ว"

เจี่ยงผิงเทียนประสานมือคารวะฉู่โม่ น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยโทสะที่พยายามสะกดกลั้น

"มารร้ายชั้นต่ำพวกนี้ ก็แค่ขาดการสั่งสอน"

ฉู่โม่พยักหน้ารับ

"ข้าเข้าใจศิษย์พี่เจี่ยงขอรับ คิดว่าศิษย์พี่เจี่ยงคงกำลังบังเอิญมีเรื่องกลุ้มใจอยู่พอดีกระมัง?"

เจี่ยงผิงเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหว ระบายความอึดอัดในใจออกมา

"ไม่ปิดบังศิษย์น้อง เป็นเช่นนั้นจริงๆ"

"เรื่องที่ไอ้สารเลวนั่นเพิ่งพูดถึง คดีหญิงพรหมจรรย์หายตัวไปในราชวงศ์โลกมนุษย์ ข้าเป็นผู้รับผิดชอบสืบสวนเอง"

"เรื่องนี้เกิดขึ้นใต้จมูกสำนักกระบี่หลิงสวีของพวกเรา ส่งผลกระทบเลวร้ายยิ่งนัก"

"สำนักของเราในฐานะผู้นำฝ่ายธรรมะ หากแม้แต่เรื่องในอาณาเขตของตนเองยังจัดการไม่ได้ จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?"

"บรรดาราชวงศ์มนุษย์ที่พึ่งพาสำนักของเรา ยามนี้ต่างก็อกสั่นขวัญแขวน ส่งหนังสือเร่งรัดมาเป็นสิบๆ ฉบับแล้ว"

"ท่านอาจารย์ของข้าเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องพวกนี้ จึงต้องแบกรับแรงกดดันไม่น้อย หากข้ายังสืบหาต้นสายปลายเหตุไม่ได้ ทำให้ท่านต้องอับอาย... ท่านคงต้องเกรี้ยวกราดและตำหนิข้าเป็นแน่"

เจี่ยงผิงเทียนมิได้เอ่ยสิ่งใดต่อ แต่ความหมายนั้นชัดเจนอยู่แล้ว

คดีนี้ ยามนี้เปรียบเสมือนภูเขาลูกใหญ่ที่กดทับอยู่บนหัวเขา

สายตาของฉู่โม่ทอดมองไปยังหลูเหวินซิวที่ร่อแร่อยู่ในห้องขัง แล้วเอ่ยถามอย่างแสร้งทำเป็นไม่ตั้งใจ

"จนถึงตอนนี้ มีหญิงพรหมจรรย์ถูกจับตัวไปกี่คนแล้ว?"

"แปดสิบเอ็ดคน"

เจี่ยงผิงเทียนตอบกลับ โดยไม่รู้ว่าฉู่โม่ถามเรื่องนี้ด้วยจุดประสงค์ใด

"แปดสิบเอ็ดคน..."

ฉู่โม่ทวนคำพลางยกมือขึ้นลูบปลายคางครุ่นคิด

ในโลกผู้ฝึกเซียน ไม่ว่าจะเป็นการปรุงยา การจัดค่ายกล หรือการประกอบพิธีกรรมสังเวยโลหิตอันชั่วร้ายบางอย่าง ตัวเลขนี้ถือเป็นตัวเลขที่พบเห็นได้บ่อยครั้งเป็นอย่างยิ่ง

"ข้าพอจะมีวิธีอยู่บ้าง ศิษย์พี่เจี่ยงลองฟังดูหน่อยเป็นไร"

ฉู่โม่เอ่ยเสียงเรียบ

เจี่ยงผิงเทียนชะงักไปเล็กน้อย

"ล้างหูรอฟังได้เลย"

ฉู่โม่มองไปยังหลูเหวินซิวในห้องขัง

"เราสามารถใช้ผู้ฝึกวิชามารผู้นี้มารับข้อหาแทนได้"

เจี่ยงผิงเทียนได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว ถอนหายใจพลางกล่าว

"ไม่ปิดบังศิษย์น้องฉู่ ภายใต้การสั่งสอนของท่านอาจารย์ ข้าเคยผ่านการทำคดีทำนองนี้มาไม่น้อย วิธีการยัดข้อหาเช่นนี้ข้าย่อมเคยใช้อยู่แล้ว"

"ถึงอย่างไรเรื่องพรรค์นี้ส่วนใหญ่ก็เป็นฝีมือของผู้ฝึกวิชามารอยู่แล้ว หากจับฆาตกรตัวจริงไม่ได้ ก็แค่จับผู้ฝึกวิชามารอีกคนมารับผิดชอบปิดคดีส่งงานไปก็สิ้นเรื่อง"

"แต่ปัญหาคือ ในคดีนี้ ฆาตกรตัวจริงได้ลักพาตัวหญิงพรหมจรรย์ไปถึงแปดสิบเอ็ดคนแล้ว พวกเราไม่รู้เลยว่าคนผู้นั้นจะยังก่อเหตุต่อไปอีกหรือไม่"

"หากด่วนสรุปปิดคดีไป แล้วฆาตกรตัวจริงยังคงก่อเหตุซ้ำอีก นั่นมิเท่ากับประจานความไร้น้ำยาในการทำคดีของพวกเราหรอกหรือ?"

ฉู่โม่กล่าวขึ้น

"ข้าคิดว่า ฆาตกรผู้นั้น น่าจะหยุดมือแล้วล่ะ"

"อะไรนะ?"

เจี่ยงผิงเทียนไม่เข้าใจ

"เหตุใดศิษย์น้องจึงกล่าวเช่นนั้น?"

"แปดสิบเอ็ด คือจำนวนขีดสุดแห่งวัฏจักร"

ฉู่โม่อธิบาย

"การใช้ตัวเลขนี้ในการจัดค่ายกล หรือเพื่อการสังเวย ล้วนสามารถรีดเร้นประสิทธิภาพออกมาได้จนถึงขีดสุด"

"ข้าคิดว่า หญิงพรหมจรรย์ที่หายตัวไปเหล่านั้น ก็เป็นเพียงแค่วัตถุดิบสิ้นเปลืองที่ฆาตกรนำไปใช้ฝึกฝนเคล็ดวิชาบางอย่าง หรือใช้ประกอบพิธีกรรมบางอย่างก็เท่านั้น"

"ในเมื่อรวบรวมวัตถุดิบได้ครบถ้วนแล้ว ฆาตกรย่อมไม่มีความจำเป็นต้องลงมืออีก"

เจี่ยงผิงเทียนรู้สึกว่าคำพูดของฉู่โม่มีเหตุผลอยู่หลายส่วน

ทว่าเขาก็ยังคงรู้สึกไม่วางใจนัก

"แต่... หากเผื่อว่ามันไม่ใช่เล่า? หากฆาตกรผู้นั้นยังคงลงมือก่อเหตุต่อไป ขืนปิดคดีส่งงานไปเช่นนี้ มิเท่ากับว่า..."

"เช่นนั้นก็จัดการง่ายยิ่งนัก"

ฉู่โม่ยิ้มบางๆ

"ไม่ทราบว่าศิษย์พี่เจี่ยงเคยได้ยินแนวคิดหนึ่ง ที่เรียกว่า ผู้ก่อเหตุเลียนแบบ หรือไม่?"

"ผู้ก่อเหตุเลียนแบบ? ไม่เคยเลย ศิษย์น้องฉู่โปรดอธิบายให้กระจ่าง"

เจี่ยงผิงเทียนมีท่าทีนอบน้อมขอรับคำชี้แนะ

จบบทที่ ตอนที่ 77 วิธีการทำคดีแบบยัดข้อหา

คัดลอกลิงก์แล้ว