- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นหัวหน้าค่ายโจร พร้อมระบบสร้างขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในหมื่นโลก
- บทที่ 39 - กองทัพสามสิบจักรพรรดิ
บทที่ 39 - กองทัพสามสิบจักรพรรดิ
บทที่ 39 - กองทัพสามสิบจักรพรรดิ
บทที่ 39 - กองทัพสามสิบจักรพรรดิ
“ระบบ ใช้งานบัตรเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งทั้งหมดที่เหลืออยู่ซะ!” เฉินอวินพึมพำเสียงเบาด้วยความตื่นเต้น
เดิมทีพลังของเขาที่แฝงไว้ด้วยราชาศักดิ์สิทธิ์หนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดคนบวกกับศาสตราวุธจักรพรรดิไร้เทียมทานก็เพียงพอจะสยบระดับจักรพรรดิได้ทั้งโลกแล้ว ทว่าหากเพิ่มความเข้าใจแจ้งเข้าไปอีกสองร้อยระดับล่ะ... พลังของเขาจะทะยานไปถึงจุดใดกันแน่
[ติ๊ง! ยินดีด้วยที่โฮสต์ใช้งานบัตรเข้าสู่สภาวะรู้แจ้ง 200 ใบสำเร็จ]
[คัมภีร์โกลาหลของท่านได้รับการยกระดับสู่ขั้นที่ 387 มีพลังเทียบเท่ายอดฝีมือระดับราชาศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุด 387 คนรวมกัน!]
ตูม!
ทันทีที่เสียงแจ้งเตือนสิ้นสุดลง ความเข้าใจในวิถีมรรคนับล้านก็พรั่งพรูเข้าสู่ดวงจิตของเฉินอวิน กลิ่นอายรอบตัวของเขาพลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าใจหาย ท้องฟ้าเหนือเขตชิงหยางที่เพิ่งจะสงบนิ่งกลับมาแปรปรวนอย่างหนักอีกครั้ง สายฟ้านับหมื่นเส้นฟาดลงมากลางหาวส่งเสียงร้องปานโลกจะดับสูญ
เหล่าจักรพรรดิทั้งสิบหกท่านภายในค่ายลมดำต่างพากันสะดุ้งสุดตัวเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ที่ออกมาจากตำหนักของหัวหน้าค่าย
“พลังนี้มัน... เกินกว่าระดับจักรพรรดิไปแล้วรึ!”
“แม้ข้าจะถือครองศาสตราวุธจักรพรรดิไร้เทียมทานอยู่ ทว่าต่อหน้ากลิ่นอายนี้ข้ากลับรู้สึกเล็กลงราวกับมดปลวกเท่านั้นเอง” จักรพรรดิจื่อหลงรำพึงด้วยความเคารพยกย่องอย่างที่สุด
เฉินอวินค่อยๆ เก็บกู้กลิ่นอายของตนเองกลับเข้าสู่ร่างจนดูเหมือนคนธรรมดาที่ไม่มีพลังฝึกตนใดๆ ทว่าภายใต้ร่างเล็กๆ นี้กลับแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างดวงดาวนับล้านดวงได้อย่างง่ายดาย
ในขณะที่เฉินอวินกำลังชื่นชมพลังใหม่ของตนเองอยู่นั้น ห่างไกลออกไปนับล้านล้านลี้ภายในห้วงมิติที่มืดมิด กองทัพชุดดำที่แผ่กลิ่นอายระดับจักรพรรดิออกมานับสามสิบคนกำลังพุ่งทะยานมุ่งหน้ามายังทิศทางของเขตชิงหยางด้วยความเร็วที่เหนือคณานับ
“เจ้าตำหนักลู่เทียน ท่านแน่ใจหรือครับว่าทางเข้าภพพรายสถิตอยู่ที่เขตชิงหยางนั่นจริงๆ?” หนึ่งในราชาจักรพรรดิเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เขตชิงหยางเป็นเพียงดินแดนระดับสามที่ยากจนและล้าหลังที่สุด ทำไมพวกพรายถึงได้เลือกมาสร้างทางเข้าไว้ในที่แบบนั้นกันล่ะ?”
“เจ้าจงใช้สมองคิดดูบ้างสิ ถ้าหากพวกมันไปสร้างทางเข้าไว้ในเขตบรรพตบรรพกาลหรือเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีระดับจักรพรรดิเฝ้าอยู่เป็นจำนวนมาก มีหรือที่พวกมันจะได้ลืมตาอ้าปากได้นานขนาดนี้” ลู่เทียนหุนจู่แค่นเสียงดุลูกน้อง
เขานี่แหละคือหนึ่งในเจ้าตำหนักระดับเทวาลัยของตำหนักกลืนวิญญาณ มีระดับพลังถึงจักรพรรดิขั้นสูงสุด และเป้าหมายของเขาในครั้งนี้คือการใช้ชีวิตของสิ่งมีชีวิตนับหมื่นล้านในเขตชิงหยางมาเป็นเครื่องสังเวยเพื่อเปิดประตูภพพรายให้กว้างขึ้น เพื่อที่เขาจะได้ล่วงรู้ความลับการเป็น ‘เซียนอมตะ’ จากพวกพราย
นี่คือความฝันสูงสุดที่เขาใฝ่ฝันมาทั้งชีวิต และเขาจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาขวางทางเด็ดขาด
“นั่นสินะครับ แม้แต่ตำหนักกลืนวิญญาณของเรายังไม่กล้าไปอวดดีในเขตบรรพตเหล่านั้นเลย นับประสาอะไรกับพวกพรายที่กำลังอ่อนแอ” ชายชุดดำพยักหน้าเข้าใจ “แต่ท่านเจ้าตำหนักครับ พวกพรายมันแข็งแกร่งกว่าพวกเรามากไม่ใช่หรือครับ?”
“สุนัขอย่างตำหนักกลืนวิญญาณของเราก็เป็นได้แค่ลูกสมุนที่คอยเก็บกินเศษซากเท่านั้นแหละ ทว่าถ้าหากข้าได้เป็นเซียนแล้ว... ข้าก็จะมีอำนาจสยบพวกมันได้เหมือนกัน!” ลู่เทียนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
แผนการของเขาคือการรวบรวมจักรพรรดิสามสิบตนเพื่อเตรียมเปิดค่ายกลสังหารครั้งใหญ่ โดยหวังว่าจะใช้เวลาเพียงเดือนเดียวในการทำให้ประตูมิติก้นเหวเปิดออกโดยสมบูรณ์ และเมื่อถึงตอนนั้นสงครามระหว่างสองภพจะทำให้ผู้คนล้มตายเป็นผักปลา มอบวิญญาณมหาศาลให้เขาได้เก็บเกี่ยว
...
ทางด้านค่ายลมดำ เสี่ยวเสวียนเฟิงที่กำลังทำหน้าที่เฝ้าประตูเมืองอย่างขยันขันแข็งพลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่คุ้นเคย
พรสวรรค์สายเลือดกลืนนภาที่ได้รับการเยียวยาทำให้ระดับพลังของเขาฟื้นตัวกลับมาถึงระดับจักรพรรดิขั้นต้นได้อย่างรวดเร็ว ทว่ามันก็หยุดนิ่งลงเพราะเขาไม่มีอะไรจะ ‘กิน’ เพื่อเพิ่มพลังอีกแล้ว ทรัพยากรส่วนใหญ่ในค่ายตอนนี้ถูกแจกจ่ายให้สมาชิกวงนอกจนเกือบเกลี้ยง
เฉินอวินที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองมองดูเจ้าหมาดำพลางถอนหายใจ ‘มันจะกินเก่งเกินไปแล้วนะเนี่ย ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปค่ายเราคงได้จนกันพอดี’
เฉินอวินเตรียมจะเดินไปคุยกับเจ้าหมาดำเพื่อหาทางออก ทว่าเขากลับต้องชะงักฝีเท้าเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากฟากฟ้าอันไกลโพ้น
“ระดับจักรพรรดิสามสิบตนงั้นรึ?” เฉินอวินหรี่ตาลงจ้องมองไปยังทิศทางที่ศัตรูกำลังมุ่งหน้ามาพร้อมรอยยิ้มที่มีเล่ห์เหลี่ยม “วันนี้ช่างเป็นวันที่ดีจริงๆ... กองเสบียงเคลื่อนที่มาหาข้าถึงที่แล้วรึนี่?”
[จบแล้ว]