- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นหัวหน้าค่ายโจร พร้อมระบบสร้างขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในหมื่นโลก
- บทที่ 4 - เคล็ดวิชาโกลาหลบรรพกาลสร้างสรรค์สรรพสิ่ง
บทที่ 4 - เคล็ดวิชาโกลาหลบรรพกาลสร้างสรรค์สรรพสิ่ง
บทที่ 4 - เคล็ดวิชาโกลาหลบรรพกาลสร้างสรรค์สรรพสิ่ง
บทที่ 4 - เคล็ดวิชาโกลาหลบรรพกาลสร้างสรรค์สรรพสิ่ง
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเซียวเฉียนเหยียนก็ตัดสินใจขอออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก เพราะยังไงเสีย ‘เมื่ออยู่ใต้ชายคาผู้อื่นก็ต้องก้มหัวให้บ้าง’
เขาต้องการใช้ทรัพยากรการฝึกฝนของสำนักเจิ้งอีต่อไป ดังนั้นจึงไม่อาจแตกหักกับโจวอี้อย่างโจ่งแจ้งได้
เซียวเฉียนเหยียนเก็บข้าวของและมุ่งหน้าออกจากสำนักเจิ้งอีทันที
‘ได้ยินมาว่าที่ที่โจวลิ่วไปล่าสุดคือไปปราบกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่งใช่ไหม?’
‘ช่วงก่อนเห็นว่าค่ายลมดำกำลังเคลื่อนไหวหนัก หรือว่ามันจะไปที่ค่ายลมดำกันนะ?’
‘ช่างเถอะ มันจะไปตายที่ไหนก็ช่าง ข้าจะไปเดินเล่นแถวค่ายลมดำสักรอบพอเป็นพิธี แล้วค่อยกลับไปบอกว่าหาเบาะแสไม่เจอ’
ในขณะที่ควบม้าไปตามทาง เซียวเฉียนเหยียนก็วางแผนในใจไว้ว่าจะไปสำรวจแถวค่ายลมดำดูสักนิด
แม้ค่ายลมดำจะเป็นกลุ่มโจร แต่ก็ถือเป็นขุมกำลังย่อยๆ ขุมหนึ่ง เพียงแต่ชื่อเสียงค่อนข้างจะเหม็นโฉ่ไปหน่อยเท่านั้น
‘ระยะทางสามพันลี้ ด้วยความเร็วของข้า วันเดียวน่าจะถึง’
ตอนนี้เขามีตบะระดับแปลงวิญญาณขั้นต้น แม้จะยังเหาะไม่ได้แต่ก็เคลื่อนที่ได้รวดเร็วมาก การเดินทางสามพันลี้ในหนึ่งวันจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลย
ระหว่างการเดินทาง จนกระทั่งก่อนตะวันลับขอบฟ้า เซียวเฉียนเหยียนก็มาถึงตีนเขาของแนวเทือกเขาที่ทอดยาวติดต่อกัน
ค่ายลมดำคงจะตั้งอยู่ที่ไหนสักแห่งในแถบนี้
เซียวเฉียนเหยียนไม่รู้ตำแหน่งที่แน่นอนของค่ายลมดำ แต่จากการสอบถามตามทางก็รู้ว่าค่ายลมดำตั้งอยู่ในบริเวณนี้ เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าอยู่บนยอดเขาไหนกันแน่
ขณะที่เขากำลังกวาดสายตาสำรวจอยู่นั้น ประกายสีทองอร่ามที่ดูหรูหราก็สะดุดตาเข้าอย่างจัง
"นั่นมัน... สำนักเร้นลับงั้นรึ???"
เมื่อเซียวเฉียนเหยียนเห็นวังวนที่หรูหราอลังการตั้งเรียงรายเป็นตับ เขาก็หลุดปากอุทานออกมาโดยสัญชาตญาณ
เขาไม่นึกเลยว่าในเขตชิงหยางและอยู่ใกล้สำนักเจิ้งอีขนาดนี้ จะมีสำนักเร้นลับที่ทรงพลังตั้งอยู่ด้วย
สำนักเร้นลับมักจะหมายถึงสำนักที่แข็งแกร่งแต่ไม่เปิดตัวให้คนทั่วไปรู้ และพัฒนาขุมกำลังอย่างเงียบๆ ในที่ลับตาคน
โดยปกติแล้วสำนักเร้นลับมักจะเป็นสำนักที่น่ากลัวอย่างยิ่ง
และมีเพียงสำนักที่ทรงพลังขนาดนั้นเท่านั้น ถึงจะครอบครองที่พำนักที่หรูหราและโอ่อ่าได้ขนาดนี้
มองดูไกลๆ แล้ว แม้แต่ที่ตั้งของสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตชิงหยางอย่างสำนักเจิ้งอี ก็ยังเทียบกับที่นี่ไม่ได้เลย
ในขณะที่เซียวเฉียนเหยียนกำลังตกตะลึงอยู่นั้น จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหูราวกับเสียงฟ้าผ่า
"ใครกันมาลอบสังเกตการณ์ที่นี่?"
สิ้นเสียงนั้น ร่างหนึ่งที่ดูสง่างามและพริ้วไหวดั่งเซียนจากเก้าชั้นฟ้าก็ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าเขา
"ระ... รุ่นพี่ ข้าบอกว่าข้าแค่ผ่านมา ท่านจะเชื่อไหมขอรับ?" เมื่อเซียวเฉียนเหยียนเห็นผู้มาใหม่ รูม่านตาของเขาก็หดตัวลงด้วยความหวาดกลัว ร่างกายเริ่มสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้
กลิ่นอายนี้... แรงกดดันนี้!!!
ระดับผู้เป็นใหญ่!!!
ต้องเป็นยอดฝีมือระดับผู้เป็นใหญ่แน่นอน!!!
เขาเคยเจอยอดฝีมือระดับผสานร่างมาแล้ว ซึ่งก็คือเจ้าสำนักเจิ้งอีที่แผ่กลิ่นอายอันทรงพลังและแรงกดดันที่น่ากลัวออกมา
แต่เมื่อเทียบกับรุ่นพี่คนตรงหน้านี้แล้ว เจ้าสำนักคนนั้นกลับดูเหมือนแสงหิ่งห้อยเมื่อเทียบกับดวงจันทร์เลยทีเดียว
"ผ่านมางั้นรึ?" เฉินอวินมองเซียวเฉียนเหยียนด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย
ในตอนนนี้ ข้อมูลพื้นฐานของชายตรงหน้าถูกเฉินอวินอ่านจนปรุโปร่งแล้ว
ชื่อ: เซียวเฉียนเหยียน
อายุ: 20 ปี
ตบะ: ระดับแปลงวิญญาณขั้นต้น
กายา: กายาจักรพรรดิเทพเพลิง (ยังไม่ตื่นรู้)
ปูมหลัง: เขาเคยเป็นอัจฉริยะของตระกูลเซียวในเมืองเล็กๆ แต่ถูกคู่หมั้นที่เป็นศิษย์สำนักวังเมฆามายาขอยกเลิกงานแต่งอย่างโหดร้าย ด้วยความโกรธแค้นเขาจึงทำสัญญาการประลองสามปี และพยายามทุกวิถีทางเพื่อเข้าสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตชิงหยางอย่างสำนักเจิ้งอีเพื่อฝึกฝน ทั้งหมดก็เพื่อเอาชนะการประลองในอีกสามปีข้างหน้าและกู้ศักดิ์ศรีให้ตระกูลเซียว แต่ได้ข่าวมาว่าคู่หมั้นที่สำนักวังเมฆามายานั้นมีตบะถึงระดับแปลงวิญญาณขั้นสูงสุดแล้ว ทำให้เขากำลังกังวลใจอย่างหนัก... ส่วนการมาครั้งนี้ก็เพื่อมาสืบเรื่องการตายของโจวลิ่วศิษย์น้อง...
"แน่ใจนะว่าไม่ได้มาเพราะเรื่องการตายของโจวลิ่วศิษย์น้องของเจ้าน่ะ?" เฉินอวินเอ่ยถามเสียงเรียบ
"ไม่ต้องสืบให้ลำบากหรอก โจวลิ่วคนนั้นข้าเป็นคนฆ่าเองแหละ"
"อ้าว?"
ใบหน้าของเซียวเฉียนเหยียนซีดเผือดลงทันที ยอดฝีมือระดับผู้เป็นใหญ่นั้นแข็งแกร่งจนน่ากลัวจริงๆ เพียงแค่มองแวบเดียวก็รู้ถึงจุดประสงค์การมาของเขาได้หมดสิ้น
แต่ในใจตอนนี้ เขากลับก่นด่าไปถึงบรรพบุรุษของโจวลิ่วแทน
‘ไอ้เวรเอ๊ย แกไปล่วงเกินคนแบบไหนเข้าเนี่ย สมควรตายแล้วจริงๆ’
"ระ... รุ่นพี่ ความจริงข้าก็ไม่ได้อยากจะสืบนักหรอกขอรับ แค่กะจะมาเดินผ่านๆ ให้มันจบเรื่องไปเท่านั้นเอง!" เซียวเฉียนเหยียนตอบอย่างหวาดหวั่น
เขาไม่รู้ว่ารุ่นพี่ตรงหน้าจะจัดการกับเขายังไง ไม่แน่ว่าชีวิตน้อยๆ ของเขาอาจจะดับสิ้นลงที่นี่ในวันนี้ก็ได้
ตอนนี้ในใจของเซียวเฉียนเหยียนเต็มไปด้วยความเสียใจสุดซึ้ง ถ้ารู้แบบนี้ไปเดินเล่นที่อื่นก็ดีแล้ว ไม่น่ามาที่นี่เลยจริงๆ
"ฮ่าๆๆ งั้นเราไม่พูดเรื่องนั้นแล้วดีกว่า" เฉินอวินหัวเราะร่า ก่อนจะหันมาสบตาเซียวเฉียนเหยียนพลางเอ่ยทีละคำอย่างช้าๆ ว่า
"เข้าค่ายของข้าสิ แล้วข้าจะช่วยให้เจ้าชนะคู่หมั้นตัวน้อยของเจ้าได้! ให้เจ้าได้เป็นผู้ชนะในสัญญาการประลองสามปี เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตระกูลเซียวของเจ้าไว้"
เซียวเฉียนเหยียนผู้นี้ก็คือรากฐานคนที่สองของค่ายที่เขาต้องรับสมัครนั่นเอง
เมื่อครู่ในขณะที่เฉินอวินกำลังวางแผนในวังว่าจะไปหลอกล่ออัจฉริยะคนที่สองมาจากไหน เขาก็ตรวจพบเซียวเฉียนเหยียนที่กำลังด้อมๆ มองๆ อยู่พอดี
ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เฉินอวินจะต้องดึงตัวเขาไว้ที่ค่ายลมดำให้ได้
"หือ?" เซียวเฉียนเหยียนตกตะลึงอ้าปากค้าง
"รุ่นพี่... ท่าน... ท่านรู้เรื่องของข้าได้ยังไงขอรับ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินอวินก็สะบัดแขนเสื้อแสร้งทำตัวเป็นผู้รู้แจ้งพลางกล่าวว่า
"ความลับสวรรค์มิอาจแพร่งพราย เจ้าแค่รู้ไว้ก็พอว่าในใต้หล้านี้ มีเพียงข้าเท่านั้นที่ช่วยให้เจ้าเอาชนะคู่หมั้นคนนั้นได้"
"ข้ายินดีเข้าร่วมขอรับ!"
เซียวเฉียนเหยียนตอบรับด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
เขาโหยหาพลังเพื่อกู้ศักดิ์ศรีของตระกูลและศักดิ์ศรีของตัวเอง รวมถึงความต้องการที่จะเป็นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง
รุ่นพี่ตรงหน้ามีตบะที่น่ากลัวขนาดนี้ ย่อมต้องช่วยให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้แน่นอน
อีกอย่าง เขาก็ไม่อยากจะทนอยู่ในสำนักเจิ้งอีต่อไปตั้งนานแล้วด้วย
ทันทีที่สิ้นคำพูดของเซียวเฉียนเหยียน เสียงระบบในหัวของเฉินอวินก็ดังขึ้นตามคาด
[ติ๊ง! ยินดีด้วย โฮสต์รับสมัครอัจฉริยะคนที่สองเข้าเป็นรากฐานของค่ายสำเร็จ]
[ติ๊ง! ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับ เพลิงวิเศษ 10 ชนิด (สามารถใช้เพื่อกระตุ้นกายาจักรพรรดิเทพเพลิงและเพิ่มระดับตบะของกายานี้ได้)]
[ติ๊ง! ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับมิติลี้ลับแห่งการฝึกฝน ‘แดนเพลิงไร้สิ้นสุด’ (ช่วยให้ผู้บำเพ็ญสายอัคคีเข้าใจในวิถีแห่งเพลิงได้ดียิ่งขึ้น)]
[ติ๊ง! ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับ เคล็ดวิชาเผาผลาญจักรพรรดิ]
[ติ๊ง! ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับยอดเคล็ดวิชาแห่งหมื่นโลก เคล็ดวิชาโกลาหลบรรพกาลสร้างสรรค์สรรพสิ่ง การ์ดรู้แจ้ง 1 ใบ การ์ดอัญเชิญสีม่วง 4 ใบ และศัสตราวุธศักดิ์สิทธิ์อมตะ ศิลาสะกดนภา]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่รัวขึ้นมาต่อเนื่องทำเอาเฉินอวินถึงกับอึ้งไปเลย
"เยอะเกินไปแล้ว ให้มาเยอะเกินไปจริงๆ!"
เขาไม่นึกเลยว่าแค่รับสมัครรากฐานของค่ายคนที่สอง ระบบจะให้รางวัลถล่มทลายขนาดนี้
ระบบค่ายโจรที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้านี่มันสายเปย์ตัวจริงเสียงจริงเลย
"ไปกันเถอะ กลับค่าย ข้าจะถ่ายทอดวิชาให้เจ้าเอง!" เฉินอวินสะบัดมือพาร่างของทั้งคู่หายวับไปจากที่ตรงนั้นทันที
"ค่ายงั้นหรือ?" เซียวเฉียนเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง
วินาทีต่อมา ตัวอักษรสามตัวที่เขียนไว้อย่างทรงพลังว่า ค่ายลมดำ ก็ปรากฏสู่สายตาของเขา
เซียวเฉียนเหยียนถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย
ไหนบอกว่าเป็นสำนักเร้นลับไง... ไหงกลายเป็นค่ายลมดำไปได้ล่ะเนี่ย...
ระหว่างทางที่เดินไปยังห้องโถงหลัก
"เฉียนเหยียนเอ๋ย ต่อไปเจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งของค่ายลมดำแล้ว ไม่ต้องเรียกข้าว่ารุ่นพี่รุ่นพรอะไรนั่นแล้วล่ะ"
"เรียกข้าว่าหัวหน้าค่ายก็พอ"
......
[จบแล้ว]