- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นหัวหน้าค่ายโจร พร้อมระบบสร้างขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในหมื่นโลก
- บทที่ 3 - เสาหลักค้ำสวรรค์ ยอดราชาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 3 - เสาหลักค้ำสวรรค์ ยอดราชาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 3 - เสาหลักค้ำสวรรค์ ยอดราชาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 3 - เสาหลักค้ำสวรรค์ ยอดราชาศักดิ์สิทธิ์
วังโบราณอันหรูหรานับร้อยหลังตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา
สถาปัตยกรรมงดงามราวกับแกะสลักจากหยก มีไอหมอกพัดผ่านดูราวกับแดนสุขาวดีบนโลกมนุษย์
"นี่มัน..."
ซ่งหงเหยียนเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา
เฉินอวินเพียงแค่สะบัดมือ ค่ายลมดำที่เคยทรุดโทรมกลับกลายเป็นสวรรค์บนดินเช่นนี้ได้ในพริบตา พลังอาคมระดับนี้ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญระดับผสานร่างก็ทำไม่ได้แน่นอน
หรือว่าที่นี่จะเป็นแบบนี้อยู่แล้วแต่ถูกซ่อนไว้ด้วยค่ายกลพรางตากันแน่?
หรือเฉินอวินจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่จากระดับที่สูงส่งเกินกว่านางจะจินตนาการได้ ถึงได้มีพลังอันน่าเหลือเชื่อเช่นนี้???
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินอวินในสายตาของซ่งหงเหยียนก็ยิ่งดูลึกลับมากขึ้นไปอีก
แต่ที่แน่ๆ เฉินอวินคือเจ้าของยอดเขาแห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
เฉินอวินเห็นว่าการ์ดก่อสร้างค่ายเซียนนั้นทรงพลังเพียงใดก็รู้สึกประหลาดใจไม่แพ้กัน
แค่ค่ายเซียนระดับหนึ่งยังหรูหราโอ่อ่าขนาดนี้ ถ้าอัปเกรดขึ้นไปอีกละก็ มันจะไม่กลายเป็นที่อยู่ของเซียนจริงๆ ไปเลยหรือไง!
"แดนเซียนเช่นนี้ ควรจะมีชื่อเรียกเสียหน่อยนะเจ้าคะ"
ซ่งหงเหยียนชี้ไปที่ป้ายเหนือซุ้มประตูทางเข้าที่ยังคงว่างเปล่าเพื่อเตือนสติ
"นั่นสินะ!"
"ถ้าไม่มีชื่อ ต่อไปจะไปหลอกล่อพวกอัจฉริยะให้มาเข้าพวกได้ยังไง"
เฉินอวินคิดได้ดังนั้นก็สะบัดมือสลักตัวอักษรขนาดใหญ่สามตัวลงบนป้ายทันที
ค่ายลมดำ!
ซ่งหงเหยียนเห็นชื่อนั้นแล้วก็ได้แต่คิดว่าเฉินอวินคงจะชอบชื่อหัวหน้าค่ายลมดำนี้มากจริงๆ
หลังจากนั้น เฉินอวินก็เลือกห้องโถงบรรทมที่ใหญ่ที่สุดเป็นที่พัก ส่วนซ่งหงเหยียนก็เลือกห้องถัดไปที่เล็กลงมาหน่อยเพื่อเข้าพักเช่นกัน
เฉินอวินนั่งลงในห้องโถงหลักและเริ่มสำรวจระบบอีกครั้ง
ในเมื่อเขาผูกมัดกับระบบนี้แล้ว เขาก็ตั้งใจจะพัฒนาค่ายลมดำให้กลายเป็นค่ายโจรที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า เพื่อเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นอมตะและเสวยสุขในฐานะลูกพี่ใหญ่
การ์ดอัญเชิญสีม่วง: สุ่มอัญเชิญยอดฝีมือระดับแปลงเทพไปจนถึงระดับยอดนักบุญ 1 ท่าน
‘สุ่มได้ตั้งแต่ระดับแปลงเทพไปจนถึงระดับยอดนักบุญเลยรึ?’
เมื่อเห็นคำอธิบายของการ์ด เฉินอวินก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น ถ้าอัญเชิญได้ระดับยอดนักบุญขึ้นมา ค่ายลมดำของเขาก็จะไร้เทียมทานอย่างแท้จริงไม่ใช่หรือไง?
เฉินอวินไม่รอช้ารีบเปิดใช้งานการ์ดทันที
"มาเลยดวงเฮงขอรับ สีทองผ่องอำไพจงปรากฏ!"
"ใช้งานการ์ดอัญเชิญสีม่วง!!!"
[ติ๊ง! ยินดีด้วย โฮสต์ใช้งานการ์ดอัญเชิญสีม่วงสำเร็จ ได้รับยอดฝีมือระดับยอดนักบุญขั้นสูงสุด]
‘ระดับยอดนักบุญขั้นสูงสุด?’
‘ข้าก็นึกว่าข้าเก่งแล้วนะเนี่ย ที่ไหนได้ลูกน้องข้าดันเก่งกว่าข้าเสียอีก’
เฉินอวินเผยรอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ไม่นึกเลยว่าดวงจะดีขนาดสุ่มได้ยอดฝีมือระดับยอดนักบุญมาจริงๆ
ต้องรู้ก่อนว่า ไม่ต้องพูดถึงแค่ในเขตชิงหยางเลย แม้แต่ในอาณาจักรต้าฉู่ทั้งหมดยังหาผู้บำเพ็ญระดับยอดนักบุญไม่ได้สักคนเดียว
ยอดนักบุญนั้นถือเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านักบุญไปอีกขั้นหนึ่งเลยทีเดียว
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
ในวินาทีต่อมา เสียงเคาะประตูห้องโถงบรรทมของเฉินอวินก็ดังขึ้น
"เข้ามาสิ"
สิ้นเสียง ประตูห้องโถงก็ถูกเปิดออก ปรากฏร่างของคนสองคนเดินเข้ามา
นั่นคือซ่งหงเหยียนและชายวัยกลางคนที่มีกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม และดูลึกลับอย่างยิ่ง
ซ่งหงเหยียนที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวจากชายคนนั้นถึงกับใบหน้าซีดเผือด นางนึกว่าเขามาหาเรื่องเฉินอวินเสียอีก
"หัวหน้าค่าย... เขา..." ซ่งหงเหยียนยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เสียงทุ้มกังวานก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
"หวังเทียนฉี ขอกราบคารวะลูกพี่ใหญ่..."
ยังพูดไม่ทันจบ ชายวัยกลางคนที่ดูแข็งแกร่งคนนั้นก็คุกเข่าลงต่อหน้าเฉินอวินเสียงดัง ‘ตุ้บ’
"ฮ่าๆๆ ดีมาก เทียนฉีเจ้ากลับมาแล้วสินะ"
"หงเหยียน มานี่สิ ข้าจะแนะนำให้รู้จัก หวังเทียนฉีคือหนึ่งในสี่เสาหลักค้ำสวรรค์ของค่ายลมดำเรา"
"เขามีตบะสูงส่ง ถ้าเจ้ามีปัญหาอะไรที่จัดการไม่ได้ ก็ไปขอความช่วยเหลือจากเขาได้เลย" เฉินอวินก้าวเข้าไปพยุงหวังเทียนฉีขึ้นมา พร้อมแนะนำให้ซ่งหงเหยียนรู้จักด้วยท่าทางสนิทสนม
ทั้งที่ความจริงแล้ว เฉินอวินก็เพิ่งจะรู้จักชื่อหวังเทียนฉีเมื่อตะกี้นี้เอง
แต่ในส่วนลึกของจิตใจ เฉินอวินสัมผัสได้ว่าแม้หวังเทียนฉีจะมีตบะถึงระดับยอดนักบุญ แต่ชีวิตของเขาก็อยู่ในกำมือของเฉินอวินเพียงแค่ความคิดเดียวเท่านั้น
ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาทั้งหมด
‘ระบบนี่รอบคอบจริงๆ!’
เฉินอวินลอบชมในใจ เดิมทีเขาก็แอบกังวลเล็กน้อยว่าถ้าอัญเชิญระดับยอดนักบุญมาแล้วอีกฝ่ายไม่ฟังคำสั่งจะทำยังไง เพราะเขาก็สู้ไม่ไหวเสียด้วย
แต่ดูเหมือนเขาจะกังวลมากเกินไปเอง
"เสาหลักค้ำสวรรค์งั้นหรือ?"
ซ่งหงเหยียนได้ยินดังนั้นดวงตาก็เบิกกว้าง นางเคยเป็น ‘เมียหัวหน้าโจร’ มาตั้งสี่สิบกว่าวันย่อมรู้ดีว่าตำแหน่งเสาหลักค้ำสวรรค์หมายถึงอะไร
แต่นางไม่นึกเลยว่าชายวัยกลางคนที่ดูมีตบะอย่างน้อยระดับผสานร่างคนนี้จะเป็นคนของหัวหน้าค่ายด้วย
ค่ายลมดำนี่มันเริ่มจะไม่เหมือนค่ายโจรเข้าไปทุกทีแล้ว
จะมีค่ายโจรที่ไหนมียอดฝีมือระดับผสานร่างมาเป็นลูกสมุนกันล่ะ
"หัวหน้าค่าย หงเหยียนมีเรื่องอยากจะให้ท่านช่วยเจ้าค่ะ"
"อีกสามวัน ฤทธิ์ยาในตัวข้าจะกำเริบ ถึงตอนนั้นข้าคงต้องตัวระเบิดตายแน่ ท่านพอจะมีวิธีช่วยสลายฤทธิ์ยานี้ได้หรือไม่เจ้าคะ?"
ซ่งหงเหยียนหน้าแดงระเรื่อในใจรู้สึกกังวลไม่น้อย
ฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัดที่ตกค้างในร่างกายเริ่มแสดงผลรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้
"ลืมไปเลย มานี่สิข้าจะช่วยเจ้าเอง!" เฉินอวินตบขาตัวเองดังฉาด ก่อนจะหันไปสั่งหวังเทียนฉีว่า
"หวังเทียนฉี เจ้าออกไปก่อนเถอะ อย่าลืมปิดประตูให้ด้วยล่ะ!"
"รับคำสั่ง"
หวังเทียนฉีหมุนตัวเดินออกจากห้องโถงไป
เมื่อเห็นดังนั้น ใบหน้าของซ่งหงเหยียนก็แดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุกทันที
‘พิษนี้... ตกลงมันต้องแก้ยังไงกันแน่?’
......
ผ่านไปครึ่งค่อนวัน ซ่งหงเหยียนก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากห้องโถงบรรทมด้วยใบหน้าแดงซ่าน
ความเร็วของนางพุ่งสูงขึ้นมาก ดูเหมือนตบะระดับรวมเป็นหนึ่งขั้นสูงสุดจะฟื้นกลับคืนมาแล้ว
จากนั้นเฉินอวินก็เดินตามออกมา มองตามหลังซ่งหงเหยียนที่จากไปพลางคิดในใจว่า
‘ตบะระดับรวมเป็นหนึ่งนี่มันยังต่ำเกินไปจริงๆ แค่ช่วยสลายฤทธิ์ยาให้นิดหน่อย ก็ถึงกับสลบไสลไปตั้งนานสองนาน’
‘เห็นทีคงต้องหาวิธีช่วยนางกระตุ้นกายาหยินเร้นลับให้ได้เร็วๆ เสียแล้ว!’
‘แต่ที่สำคัญที่สุดคือจะไปหาอัจฉริยะคนที่สองมาเข้าค่ายลมดำของข้าได้จากที่ไหนเนี่ย’
ในขณะที่เฉินอวินกำลังรำพึงรำพันอยู่นั้น ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ ณ สำนักเจิ้งอีที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของเขตชิงหยาง กลับกำลังเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่
"ใครกัน!!!"
"ใครมันบังอาจฆ่าลูกชายข้า!!!"
กลิ่นอายระดับแปลงเทพขั้นสูงสุดแผ่ซ่านไปทั่วสำนักเจิ้งอีทันที
โจวอี้จ้องมองป้ายวิญญาณของโจวลิ่วที่แตกละเอียดคามือด้วยความโกรธแค้น
"ท่านอาจารย์ เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ"
"เกิดเรื่องอะไรร้ายแรงขึ้นหรือเปล่า?"
คนหนุ่มที่มีคิ้วเรียวดั่งกระบี่ ร่างกายแผ่ไอความร้อนออกมา เดินเข้ามาถามโจวอี้ด้วยความสงสัย
"เฉียนเหยียน เจ้ามาก็ดีแล้ว โจวลิ่วศิษย์น้องของเจ้าตายแล้ว"
"เจ้าไปช่วยข้าสืบหาเบาะแสมาที ถ้าเจอตัวคนฆ่าลูกข้า ข้าจะฉีกมันออกเป็นชิ้นๆ แล้วเผาให้เป็นจุณ!"
"โจวลิ่วตายแล้วหรือ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น เซียวเฉียนเหยียนก็ขมวดคิ้ว แต่ในใจกลับรู้สึกสะใจอยู่เล็กๆ
โจวลิ่วเป็นลูกชายของอาจารย์กำมะลอคนนี้ เขาเพิ่งจะมารู้เรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้เอง
ไอ้โจวลิ่วนี่ปกติก็ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่เพราะมีพ่อเป็นถึงระดับแปลงเทพ ทำตัวระรานไปทั่วและก่อเรื่องเลวร้ายไว้มากมาย ทั้งฉุดคร่าหญิงสาวและฆ่าล้างตระกูลคนอื่นมานับไม่ถ้วน
ทว่าไม่ใช่แค่โจวอี้ที่เป็นอาวุโสฝ่ายในจะหลับหูหลับตาข้างเดียวกับพฤติกรรมของลูกชาย แม้แต่สำนักเองก็ไม่ได้สนใจ ปล่อยให้มันสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว
เรื่องนี้เองที่ทำให้เซียวเฉียนเหยียนเริ่มไม่พอใจในตัวโจวอี้
แต่เขาก็ต้องจำทนอยู่ที่นี่เพื่อตั้งใจฝึกฝน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการรับมือกับสัญญาการประลองสามปีที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้
[จบแล้ว]