เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 - เดินทางถึงที่ดิน

บทที่ 49 - เดินทางถึงที่ดิน

บทที่ 49 - เดินทางถึงที่ดิน


บทที่ 49 - เดินทางถึงที่ดิน

รถบรรทุกวิ่งโคลงเคลงมาตลอดสี่ชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดก็เข้าสู่เขตที่ดินบี

ที่ดินทั้งหมดมียี่สิบแปลง แบ่งเป็นแนวยาวและแนวขวาง แปลงที่เล็กที่สุดมีขนาดสองร้อยหมู่ แปลงที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดสามร้อยกว่าหมู่

จัดวางเป็นหกคอลัมน์แนวตั้ง สี่แถวแนวนอน

เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเดิมของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไม่ได้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่สมบูรณ์แบบ คอลัมน์ที่หกจึงมีที่ดินหมายเลขหกยื่นออกไปโดดๆ เพียงแปลงเดียว ซึ่งตั้งอยู่ตรงมุมตะวันออกเฉียงเหนือสุดของเมือง

ส่วนพื้นที่ที่เหลือล้วนเป็นภูเขาหัวโล้นและกองหินระเกะระกะ

หน่วยลาดตระเวนตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของเขตบี ทางซ้ายและขวาคือที่ดินหมายเลขสิบสามและสิบสี่ ด้านบนและด้านล่างคือที่ดินหมายเลขเก้าและสิบแปด

เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าที่ดินทุกคน ทีมเก็บกวาดของทางการได้ตัดถนนเป็นรูปตัวอักษร มู่ เชื่อมต่อที่ดินทุกแปลงเข้าด้วยกัน

ทางเข้าเมืองตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ รถบรรทุกแล่นเข้าทางหน้าเมือง โดยเริ่มจากไปส่งเจ้าที่ดินรอบนอกทางฝั่งตะวันตกก่อน จากนั้นก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือสุดไปยังที่ดินหมายเลขหก

ต่อจากนั้นรถก็เลี้ยวหักมุมแล้วเริ่มวิ่งซิกแซกไปมาระหว่างที่ดินแปลงตรงกลาง เพื่อให้แน่ใจว่าจะส่งเจ้าที่ดินทุกคนถึงจุดหมายปลายทาง

เนื่องจากที่ดินหมายเลขสิบสามตั้งอยู่ติดกับถนนสายหลักเส้นแรกทางเข้าเมืองและเป็นแปลงที่สองทางฝั่งตะวันออก สองพ่อลูกจ้าวกังจึงได้ลงจากรถก่อนใครเพื่อน

คนที่ลงรถพร้อมกันก็คือตงฟางหลิง เด็กสาวผมหางม้าที่อายุน้อยที่สุด เงียบขรึมที่สุด และดูเย็นชาที่สุดในบรรดาเจ้าที่ดินทั้งหมด

รถบรรทุกปล่อยคนลงแล้วก็แล่นต่อไป ทิ้งสองพ่อลูกจ้าวกังที่ยืนอยู่ริมถนนพร้อมสัมภาระกองโตเป็นภูเขาเลากา กับตงฟางหลิงที่มีเพียงกระเป๋าเป้หนึ่งใบและปืนล่าสัตว์หนึ่งกระบอกยืนจ้องตากันปริบๆ

จ้าวเสี่ยวซิ่วมองดูป้ายที่ดินหมายเลขสิบสองฝั่งตรงข้าม แล้วหันกลับมามองป้ายที่ดินหมายเลขสิบสามด้านหลังตัวเอง ก่อนจะถึงบางอ้อ

ที่แท้ที่ดินสองแปลงนี้ก็อยู่ตรงข้ามกันพอดี โดยมีถนนดินเหลืองกว้างสี่เมตรคั่นกลางเท่านั้น

แต่การที่ขอบเขตที่ดินอยู่ใกล้กัน ก็ไม่ได้หมายความว่าที่อยู่อาศัยจะอยู่ใกล้กันไปด้วย

เขตอื่นๆ มีบ้านพักหรือไม่ จ้าวเสี่ยวซิ่วไม่อาจทราบได้

แต่บ้านในที่ดินหมายเลขสิบสองดูเหมือนจะเหลือเพียงบ้านชั้นเดียวสามคูหาที่หลังคาพังถล่มลงมาแล้วครึ่งหนึ่งเท่านั้น

พลังทำลายล้างของพืชกลายพันธุ์นั้นรุนแรงมาก โดยเฉพาะบ้านชั้นเดียวเตี้ยๆ ตามหมู่บ้านในสมัยก่อนที่ไม่ได้ตอกเสาเข็มให้แน่นหนา แค่พื้นดินสั่นสะเทือนนิดหน่อย บ้านทั้งหลังก็พร้อมจะเอียงกระเท่เร่ได้ทันที

ทว่าบ้านในที่ดินหมายเลขสิบสองนั้นตั้งอยู่ริมถนน หันหน้าออกถนนใหญ่และยังตั้งอยู่ตรงจุดตัดของถนนสองสายพอดี การเดินทางจึงสะดวกสบายมากและยังอยู่ใกล้กับหน่วยลาดตระเวนอีกด้วย

ตงฟางหลิงไม่มีท่าทีว่าจะอยากทักทายสองพ่อลูกเลยแม้แต่น้อย และเมื่อเห็นสัมภาระที่กองเป็นภูเขาอยู่ตรงหน้าสองพ่อลูก เธอก็ไม่ได้นึกอยากจะแสดงความมีน้ำใจเข้าไปช่วยเหลือแต่อย่างใด

เธอสะพายกระเป๋าเป้ของตัวเองให้กระชับ หมุนตัวเดินลึกเข้าไปในที่ดินหมายเลขสิบสองของตัวเอง มุ่งหน้าตรงไปยังป่าเขาทางฝั่งตะวันตก

กฎข้อแรกในคู่มือเจ้าที่ดิน

[เจ้าที่ดินมีอำนาจอธิปไตยเหนือที่ดินของตนเองโดยสมบูรณ์ หากมีผู้อื่นบุกรุกเข้ามาด้วยเจตนาทำร้ายเจ้าที่ดินหรือทำลายทรัพย์สิน เจ้าที่ดินมีสิทธิ์สังหารได้ทันทีโดยไม่มีความผิด]

จ้าวเสี่ยวซิ่วพับคู่มือเจ้าที่ดินเก็บใส่กระเป๋าเป้ เงยหน้าสบตากับคุณพ่อบังเกิดเกล้าอยู่สองวินาที

สองพ่อลูกหันกลับไปมองที่ดินหมายเลขสิบสามซึ่งเป็นของพวกเขาอย่างรู้ใจกัน

บ้านของพวกเขาไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่ แต่อยู่ติดกับถนนสายรองทางทิศเหนือ หรือก็คือถนนเส้นที่อยู่ใต้ถนนสายที่สองนับจากด้านบนของตัวอักษร มู่

และตอนนี้พวกเขากำลังยืนอยู่ตรงจุดตัดของถนนสายหลักฝั่งซ้ายและถนนสายรองเส้นที่สามนับจากด้านบน

"พวกเราลงรถไวไปหน่อยนะคะ" จ้าวเสี่ยวซิ่วถอนหายใจ น่าจะนั่งรถบรรทุกให้มันวนไปอีกสักรอบ

ไม่รู้ว่าใครเอาป้ายหมายเลขสิบสามมาปักไว้ตรงนี้ ทำเอาสับสนไปหมด เธอเลยรีบกระโดดลงจากรถด้วยความดีใจเพราะนึกว่าถึงแล้ว

ที่ดินหมายเลขสิบสามมีขนาดสามร้อยหมู่ รูปทรงค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตั้งอยู่ใจกลางเขตบี และยังเป็นเขตชุมชนที่มีชาวเมืองอาศัยอยู่หนาแน่น

มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลจากทิศเหนือลงสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้พาดผ่านมุมตะวันออกเฉียงเหนือของที่ดินหมายเลขสิบสาม แบ่งที่ดินที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสให้กลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูขนาดใหญ่และรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก

บนถนนสายรองมีสะพานหินโบราณของเมืองตั้งอยู่ ซึ่งรถสามารถวิ่งผ่านได้เพียงคันเดียวเท่านั้น

แต่ภายในเขตที่ดินกลับไม่มีสะพาน

หากต้องการข้ามไปยังพื้นที่สามเหลี่ยม ตอนนี้มีทางเดียวคือต้องเดินข้ามสะพานจากถนนสายรองเพื่ออ้อมไปอีกฝั่ง แล้วค่อยเดินกลับเข้ามาในเขตที่ดิน

ยังดีที่ที่ดินแปลงนี้ไม่ใช่พื้นที่เพาะปลูก แต่เป็นป่าต้นป็อปลาร์

เนื่องจากระดับการกลายพันธุ์ไม่ถึงระดับซี ทีมเก็บกวาดจึงจงใจเหลือทิ้งไว้

พืชและสัตว์กลายพันธุ์ในเขตที่ดินถูกกำจัดจนหมดสิ้นแล้ว ตอนนี้พอมองออกไปก็เห็นแต่รอยไหม้เกรียมสีดำสนิทบนพื้นดิน

มีเนินดินและต้นไม้กลายพันธุ์ระดับต่ำหลงเหลืออยู่ประปราย

ที่ดินสภาพนี้ยังไม่สามารถนำมาเพาะปลูกได้ทันที ต้องผ่านขั้นตอนการไถพรวนเพื่อเตรียมดินอีกมากมาย หากไม่มีเครื่องจักรช่วยและต้องใช้แรงงานคนล้วนๆ คงจะเป็นงานที่หนักหนาสาหัสเอาการ

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงเรื่อยๆ เวลาที่เหลือให้สองพ่อลูกเดินทางเริ่มเหลือน้อยลงทุกที

หลังจากสำรวจสภาพที่ดินของตัวเองคร่าวๆ ตรงหน้าป้ายบอกเขตที่ดินแล้ว สองพ่อลูกก็ช่วยกันแบ่งเบาสัมภาระ จูงจักรยานเดินมุ่งหน้าไปยังเขตบ้านพักทางทิศเหนือ

เดินเท้ามาถึงทิศเหนือใช้เวลายี่สิบนาที มีบ้านพักอยู่ประมาณเจ็ดแปดหลัง แต่หลังที่อยู่ใกล้ถนนที่สุดกลับไม่อยู่ในสภาพที่คนจะอาศัยอยู่ได้เลย

แต่พอคิดว่าบ้านพวกนี้ตั้งอยู่ในเขตที่ดินของตัวเองและเป็นทรัพยากรที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ จ้าวเสี่ยวซิ่วก็ยังรู้สึกดีใจอยู่ดี

อย่างน้อยก็ดีกว่าบ้านชั้นเดียวครึ่งหลังที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ในที่ดินหมายเลขสิบสองก็แล้วกัน

บ้านเพียงหลังเดียวที่มีหลังคาและโครงสร้างตัวบ้านยังถือว่าแข็งแรงตั้งอยู่ใกล้กับสะพานหิน

มันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่ดินหมายเลขสิบสาม ติดริมน้ำ ใช้เวลาเดินจากริมฝั่งแม่น้ำประมาณห้านาที

แต่ถ้าเดินจากถนนใหญ่ต้องใช้เวลาถึงสิบห้านาที

ระยะทางจริงๆ แล้วไม่ไกลเลย เพียงแต่มันไม่มีถนนดีๆ ให้เดิน ประกอบกับสองพ่อลูกต้องเข็นจักรยานที่บรรทุกเสบียงมาเต็มคันรถ จึงรู้สึกว่าหนทางช่างยาวไกลเหลือเกิน

ยังดีที่บ้านสองชั้นสร้างเองซึ่งอยู่สุดทางยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ กระจกหน้าต่างก็ไม่ได้แตกเสียหายทั้งหมด

และที่สำคัญที่สุดคือมันมีประตูบ้าน

ถึงแม้ว่ากรอบอะลูมิเนียมธรรมดาๆ กับประตูบานกระจกแบบนี้จะไม่มีปัญญาป้องกันการโจมตีอันดุเดือดของสัตว์กลายพันธุ์ได้เลยก็เถอะ

แต่มันก็ป้องกันพวกมนุษย์นิสัยไม่ดีได้นะ!

จ้าวเสี่ยวซิ่วค้นพบว่าตัวเองเหมือนจะกลัวคนมากกว่ากลัวสัตว์กลายพันธุ์เสียอีก

จ้าวกังจอดจักรยานไว้หน้าประตูบ้าน แล้วค่อยๆ ทยอยวางเสบียงลงบนพื้นปูนซีเมนต์หน้าบ้านที่แตกเป็นหย่อมๆ จนพอมีมือว่างเปิดประตูบ้านตรงหน้า

ประตูบ้านแง้มอยู่เพียงเล็กน้อย แม่กุญแจขึ้นสนิมเขรอะไปหมดแล้ว

เมื่อโลหะเสียดสีกันก็เกิดเสียงดัง "เอี๊ยดอ๊าด" บาดหู บานประตูเปิดกว้างเผยให้เห็นผนังปูนที่หลุดร่อน พื้นบ้านสีดำทึม และกองข้าวของเครื่องใช้ระเกะระกะเต็มไปหมด

บ้านหลังนี้คงถูกทีมเก็บกวาดรื้อค้นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง

เนื่องจากถูกปล่อยทิ้งร้างมานานหลายปี แถมก่อนหน้านี้ยังถูกพืชกลายพันธุ์ปกคลุมจนแสงแดดส่องไม่ถึง

ทันทีที่จ้าวเสี่ยวซิ่วเดินตามหลังผู้เป็นพ่อเข้าไปด้านใน กลิ่นอับชื้นก็ตีเข้าจมูกอย่างจัง

จ้าวเสี่ยวซิ่วรีบยกมือขึ้นปิดปากปิดจมูก เธอพยายามกลั้นใจอยู่นานกว่าจะเริ่มชิน เกือบจะขาดใจตายอยู่แล้วเชียว

นี่คือรูปแบบบ้านสร้างเองแบบฉบับดั้งเดิม มีสวนหลังบ้าน มีลานตากปลาหน้าบ้าน พื้นที่ใช้สอยทั้งหมดสองร้อยกว่าตารางเมตร แบ่งเป็นสองชั้น แถมยังมีห้องใต้หลังคาเล็กๆ บนดาดฟ้าและระเบียงกว้างขวางอีกด้วย

ห้องแต่ละห้องภายในบ้านกว้างขวางมาก

ชั้นล่างมีห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ ขนาบข้างด้วยห้องนอนซ้ายขวา

ด้านหลังห้องนั่งเล่นคือห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร และห้องเก็บฟืนที่มีประตูด้านหลัง

บันไดทางขึ้นชั้นสองตั้งอยู่ระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องครัว ชั้นบนแบ่งเป็นห้องนอนใหญ่สองห้องอย่างชัดเจน การตกแต่งดูประณีตกว่าชั้นล่างที่ตกแต่งแบบเรียบง่ายอยู่มาก

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 49 - เดินทางถึงที่ดิน

คัดลอกลิงก์แล้ว