- หน้าแรก
- ดาบสยบสวรรค์
- บทที่ 57 คนทรยศ? ไม่ เขาคือวีรบุรุษ!
บทที่ 57 คนทรยศ? ไม่ เขาคือวีรบุรุษ!
บทที่ 57 คนทรยศ? ไม่ เขาคือวีรบุรุษ!
หลินฉางเกอกระเผลกออกมาจากหน้าผาตัดชีพจรอย่างระมัดระวัง บาดแผลทั่วร่างสาหัสเกินไป ทุกการเคลื่อนไหวล้วนฉีกกระชากเส้นประสาทจนเขาต้องซี้ดปากด้วยความเจ็บปวด
เขาไม่ได้เก็บเกราะสีดำลงในแหวนมิติ แต่กลับถือมันไว้ในมือ
ทันใดนั้น หลินฉางเกอก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ
กลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าอบอวลอยู่ในอากาศ
เขาเงยหน้าขึ้นมอง ป่าละเมาะที่เคยเงียบสงัดไร้ผู้คน บัดนี้กลับปรากฏร่างนับสิบสายตาจ้องเขม็งมาที่เขา โดยเฉพาะเด็กสาวชุดดำที่ถือดาบโลหิตชี้ตรงมายังเขาจากระยะไกล
ในดวงตาคู่สวยนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ผสมปนเป
ทั้งความโกรธแค้น เกลียดชัง... และความโศกเศร้า
ทั้งคู่สบตากันผ่านความว่างเปล่า บรรยากาศราวกับย้อนกลับไปในวันแรกที่พบกัน ณ หอทงเทียนที่ฟางหนิงกระโดดลงมาท้าประลองกับเขา
เกิดอะไรขึ้นกันแน่... หลินฉางเกอขมวดคิ้วพลางข่มความเจ็บปวด ในใจเต็มไปด้วยความงุนงง
แค่ย่องมาหาสมบัติ ทำไมคนถึงแห่กันมาเยอะขนาดนี้?
แล้วเหตุใดฟางหนิงถึงต้องชักดาบใส่เขาด้วย?
ไม่น่าถึงขั้นนั้นมั้ง? อย่างไรเสียเขาก็มีความชอบนะ!
"หลินฉางเกอ เจ้าคนทรยศสำนัก!"
เมื่อฟางหนิงเห็นหลินฉางเกอปรากฏตัว นางก็ไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป เจตนาฆ่าพวยพุ่งออกมาดุจกระแสน้ำหลาก ดาบโลหิตฟันลงมาหมายจะปลิดชีพเขาในทันที
ห๊ะ?
หลินฉางเกอเหวอรับประทาน ทรยศ? ใครทรยศ?
อารมณ์ของฟางหนิงพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ดวงตาคู่สวยฉายแววดุร้าย นางผ่านความโศกเศร้ามามากจนนึกว่าตนเองชินชาแล้ว แต่ครั้งนี้กลับทนไม่ไหว ความเย็นชาที่เคยมีเป็นเพียงเปลือกนอกที่ใช้ปกป้องตนเองเท่านั้น และในวินาทีนี้ นางปลดปล่อยมันออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"หยุดก่อน!"
ก่อนที่คมดาบจะถึงใบหน้าของหลินฉางเกอ รูม่านตาของเฟิงอู๋จี้หดเล็กลง เขาพุ่งตัวเข้าแทรกกลางระหว่างทั้งสองราวกับภูตผี แล้วใช้มือเปล่ารับดาบโลหิตไว้
แสงสีเลือดระเบิดออกจนอากาศปริแตก พละกำลังมหาศาลถูกเฟิงอู๋จี้สลายไปสิ้นด้วยมือเพียงข้างเดียว
"ก้าวหน้าขึ้นไม่เบานะนังหนูหนิง"
เฟิงอู๋จี้แสยะยิ้ม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย "ข้าจำได้ว่าปกติเจ้าไม่ใช่คนใจร้อน เหตุใดวันนี้ถึงฟิวส์ขาดได้ขนาดนี้ หรือว่า... เพราะห่วงมากจนลนลาน?"
"ท่านผู้เฒ่าเฟิง" เสียงของฟางหนิงสั่นเครือ "เหตุใดท่านถึงปกป้องคนทรยศผู้นี้?"
"ใครบอกว่าข้าเป็นคนทรยศ!"
หลินฉางเกอทำหน้ากะปลกกะเปลี้ย เขาฝืนก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางสายตานับสิบ แล้วชูเกราะสีดำขึ้นสูง "ดูให้ดีๆ นี่คืออะไร!"
ในจังหวะนั้นเอง เหล่าศิษย์ถึงได้เห็นสภาพของหลินฉางเกอชัดๆ
เสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่ง ทั่วร่างมีบาดแผลนับสิบแห่ง เลือดสีแดงฉานย้อมโชกไปหลายจุด ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ชัดเจนว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสยิ่งนัก
ส่วนเกราะสีดำนั้นคืออะไร ทุกคนยังคงงุนงง
เฟิงอู๋จี้ค่อยๆ กดดาบของฟางหนิงลง ก่อนจะเพ่งมองไปที่เกราะสีดำ เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แฝงอยู่ข้างใน เขาก็อุทานออกมาอย่างตื่นเต้น "ใช่... ใช่จริงๆ กลิ่นอายนี้แหละ บรรพชนทั้งสามท่านของสำนักฟงเสวียนล้วนสิ้นชีพภายใต้กลิ่นอายนี้!"
เจ็ดเฒ่าหน้าถอดสี "นี่คือศาสตรามารชุดนั้น... เกราะแรดดำ!"
ผู้อาวุโสทั้งสองจ้องมองหลินฉางเกอด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากระแวดระวังเป็นตื้นตันใจ
โดยเฉพาะเจ็ดเฒ่า เขาคำรามเสียงต่ำ "เกราะแรดดำชุดนี้แหละที่สะกดชีพจรวิญญาณของสำนักฟงเสวียนมานานนับร้อยปี ทำให้ชีพจรเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ยอดฝีมือสามท่านก่อนหน้าพยายามจะสยบมันแต่ก็ล้มเหลว จนต้องสังเวยชีวิตไป"
"หลินฉางเกอ! เจ้าทำสำเร็จแล้ว!"
เสียงของเฟิงอู๋จี้สั่นเครือ "แม้แต่ขอบเขตสวรรค์ยังทำไม่ได้ แต่เจ้า... เจ้ากลับทำได้!"
เหล่าศิษย์สายในต่างพากันอึ้งกิมกี่ สายตาที่มองหลินฉางเกอเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใสศรัทธาในทันที
เมื่อมองดูบาดแผลฉกรรจ์และสภาพปางตายของเขา ทุกคนต่างตระหนักได้ว่าเขาต้องแลกมาด้วยความทรมานเพียงใดเพื่อสยบเกราะแรดดำชุดนี้
เขาไม่ใช่คนทรยศ!
ตรงกันข้าม เขาเลือกที่จะมาที่นี่ในยามดึกสงัดเพียงลำพัง โดยไม่บอกใครเพื่อให้ได้รับคำชม เป้าหมายก็เพื่อแอบสยบเกราะมรณะชุดนี้และปลดปล่อยชีพจรวิญญาณของสำนัก
จิตวิญญาณแห่งการเสียสละอย่างเงียบๆ นี้ ทำเอาศิษย์หลายคนถึงกับน้ำตาคลอ
มันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน! ช่างไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัวอะไรเช่นนี้!
พวกเขาลองถามตัวเองดูแล้ว พบว่าไม่มีใครกล้าทำเช่นนี้แน่
หากเจ้าสำนักไม่สัมผัสได้และรีบมาที่นี่ ใครจะรู้ว่าวิกฤตชีพจรวิญญาณที่กัดกินสำนักมานานร้อยปี จะถูกหลินฉางเกอแก้ไขอย่างลับๆ เช่นนี้?
เขาไม่ได้ต้องการความโด่งดัง ไม่สนชื่อเสียงเรียลนาม เขาแบกรับภารกิจที่ดูเหมือนเส้นทางสายมรณะนี้เพียงลำพัง
เขาเผชิญหน้ากับมันโดยไม่มีผู้ช่วย
แม้จะรู้ว่าเคยมีระดับขอบเขตสวรรค์ถึงสามท่านต้องสังเวยชีวิตที่นี่ แต่เขาก็ไม่หวั่นเกรง
จิตใจเช่นนี้ช่างกว้างขวางปานใด?
ในโลกแห่งการฝึกตน อัจฉริยะนั้นมีนับไม่ถ้วน
แต่คนที่มีจิตใจสูงส่งเช่นนี้... หมื่นคนจะมีสักหนึ่งรึเปล่าก็ไม่รู้!
คนทรยศงั้นรึ?
ไม่! เขาคือ วีรบุรุษ!
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทุกคน หลินฉางเกอก็ลอบถอนหายใจยาวในใจ
ตอนแรกเขาแค่กะมาหาสมบัติแท้ๆ ดันจับพลัดจับผลูมาแก้ปัญหาร้อยปีให้สำนักฟงเสวียนเสียอย่างนั้น โชคดีที่ทุกคนดีใจกันใหญ่และไม่ได้เอาเรื่องเขา
"ดูนั่น พลังปราณเริ่มหนาแน่นขึ้นแล้ว!"
ต้วนฮว่าชี้มือไป ทุกคนมองตามไปทันที
เป็นความจริง พลังปราณที่แผ่ออกมาจากหน้าผาตัดชีพจรเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ต้นไม้ที่เคยแห้งเหี่ยวในป่ารอบๆ เริ่มแตกกิ่งก้านผลิใบใหม่อย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น!
นี่ไม่ใช่การระเบิดพลังเฮือกสุดท้าย แต่มันคือการฟื้นคืน... ของชีพจรวิญญาณที่แท้จริง
"หลินฉางเกอ!"
เจ็ดเฒ่าตบไหล่หลินฉางเกอดังปึก น้ำตาไหลพราก "ก่อนหน้านี้ข้าสงสัยในตัวเจ้า ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยจริงๆ ข้ามันตาถั่วเอง ข้านึกไม่ถึงเลยว่าจะมีใครที่เสียสละเพื่อส่วนรวมได้ขนาดนี้!"
"เอาชีวิตเข้าแลก มุ่งหน้าสู่ความตายทั้งที่รู้ว่ายากลำบาก..."
ศิษย์หลายคนซับน้ำตา แม้แต่ศิษย์หญิงสองคนยังสะอื้นไห้เบาๆ ด้วยความซาบซึ้ง
เฟิงอู๋จี้หัวเราะทั้งน้ำตา "นึกไม่ถึงจริงๆ ปัญหารื้อรังของสำนักเรา กลับถูกลูกศิษย์ที่เพิ่งมาใหม่แก้ได้..."
เขามองไปยังชื่อบนหน้าผาตัดชีพจรแล้วร่ำไห้ออกมา "พวกท่าน... เห็นกันไหม?"
อาจวี๋โผล่หัวออกมาจากคอเสื้อพลางพึมพำ "หลินฉางเกอ เจ้าไปทำอีท่าไหนเนี่ย กลายเป็นฮีโร่ของพวกเขาไปซะงั้น!"
หลินฉางเกอเกาหัวแกรกๆ "แต่ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจแฮะ บอกความจริงไปเถอะ"
"เอ่อ คือว่าเกราะแรดดำนี่..."
หลินฉางเกอกระแอมไอ "มันเป็นตัวดึงดูดให้ข้าเข้าไปในหน้าผานี้เอง ข้าแค่กะจะเข้าไปหาสมบัติ ไม่ได้ตั้งใจจะมาช่วยชีพจรวิญญาณอะไรนั่นหรอก พวกท่านขอบคุณข้าแบบนี้ ข้ารู้สึกละอายใจจริงๆ"
"ข้าเข้าใจ!"
ต้วนฮว่ายิ้มร่าพลางเอาไหล่ชนหลินฉางเกอ "ย่องเข้ามาตอนดึก แก้ไขปัญหาเสร็จแล้วก็จากไปอย่างสง่างามโดยไม่ทิ้งชื่อ... นี่คือแผนที่เจ้าวางไว้แต่แรกใช่ไหมล่ะ? ตอนนี้ถูกพวกเราจับได้คาหนังคาเขาแล้ว ยังจะมา 'แก้ตัว' อีกนะ"
"ศิษย์น้องหลินช่างถ่อมตัวนัก"
"พวกเราควรเอาศิษย์น้องหลินเป็นแบบอย่าง!"
เหล่าศิษย์ต่างพากันชื่นชมไม่ขาดปาก
โอย... อวยกันขนาดนี้ ข้าเขินจนหน้าแดงหมดแล้ว... หลินฉางเกอเกาหัวอย่างเขินอาย
"หลินฉางเกอ ยอมรับไปเถอะน่า" อาจวี๋หัวเราะจนกลิ้งไปมาในคอเสื้อ