- หน้าแรก
- ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน กระบี่เจ็ดสังหาร สยบเทพมาร
- บทที่ 17 ด่านที่สอง
บทที่ 17 ด่านที่สอง
บทที่ 17 ด่านที่สอง
บทที่ 17 ด่านที่สอง
ชายชรามองดูผู้ที่ผ่านการทดสอบด่านแรกเพียงไม่กี่คน ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้เด็กหนุ่มผมทองที่รออยู่ด้านข้าง "มู่ไป๋ พาพวกเขาเข้าไปทดสอบด่านที่สองเถอะ"
ไต้มู่ไป๋ยิ้มให้ถังซานและกล่าวว่า "ครับ อาจารย์หลี่"
จากนั้นเขาหันกลับมายังกลุ่มคน สายตาหยุดอยู่ที่ถังซาน เฉินอวี้ และเด็กสาวผมดำที่เงียบขรึมครู่หนึ่ง น้ำเสียงดังกังวานและทรงพลัง "ทุกคนตามข้ามา"
ภายใต้การนำของไต้มู่ไป๋ กลุ่มคนได้ก้าวเข้าสู่โรงเรียนสื่อไหลเค่อ ซึ่งก็คือหมู่บ้านแห่งนี้!
ไต้มู่ไป๋ ถังซาน และเสียวอู่พูดคุยหยอกล้อกันขณะที่หันมองไปรอบๆ
เสียวอู่ถลึงตาใส่ไต้มู่ไป๋พร้อมกับเอ่ยขึ้น "มองอะไรน่ะ? คิดจะทำลายชีวิตเด็กผู้หญิงคนไหนอีกหรือไง?"
ไต้มู่ไป๋ขมวดคิ้ว "เจ้าจะไปรู้อะไร มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่วิญญาณยุทธ์เข้ากับข้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ"
เสียวอู่หัวเราะเบาๆ "ดูท่าทางแล้ว วิญญาณยุทธ์ของคนคนนั้นคงเป็นนางพญาเสือโคร่งสินะ!"
ไต้มู่ไป๋ลูบหัวตัวเอง "ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ..."
หนิงหรงหรงมองดูไต้มู่ไป๋และคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหน้าด้วยความสงสัย จากนั้นก็หันไปมองเด็กสาวผู้เย็นชาที่อยู่ด้านหลัง และกระซิบกับเฉินอวี้ "ท่านพี่อวี้ เด็กผู้หญิงคนนั้นเท่จัง ไม่ค่อยพูดค่อยจาเลย เมื่อกี้ไต้มู่ไป๋มองนางใช่ไหม?"
สายตาของเฉินอวี้กวาดมองไต้มู่ไป๋และเด็กสาวผมดำ "ไม่รู้สิ แต่ไต้มู่ไป๋คนนั้นมีพลังวิญญาณที่มั่นคงและมีปราณโลหิตที่แข็งแกร่ง น่าจะเป็นวิญญาจารย์สายโจมตี แถมระดับก็ไม่น่าจะต่ำ ส่วนเด็กผู้หญิงคนนั้น..." เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของนางเพียงครู่หนึ่ง "กลิ่นอายของนางถูกซ่อนเร้นมาอย่างดี ฝีเท้าเบาหวิว รูปร่างก็มั่นคง น่าจะเป็นสายโจมตีความเร็วเสียมากกว่า" เขาเพียงแค่วิเคราะห์ตามลักษณะภายนอกที่สังเกตเห็นและความผันผวนของพลังวิญญาณ แน่นอนว่าเขาไม่รู้เรื่องความเชื่อมโยงแห่งโชคชะตาที่อาจเป็นไปได้ระหว่างทั้งสองคนเลย
"อ้อ..." หนิงหรงหรงพยักหน้ารับราวกับเข้าใจ ก่อนจะแสดงสีหน้ากังวล "การทดสอบด่านที่สองจะเป็นอะไรล่ะ? คงไม่ใช่การทดสอบการต่อสู้อีกหรอกนะ?"
"ไม่น่าจะใช่ ในเมื่อการทดสอบแบ่งออกเป็นด่านๆ แต่ละด่านก็คงจะมุ่งเน้นไปคนละด้าน รอดูกันต่อไปเถอะ"
กลุ่มคนเดินมาถึงลานกว้างตรงกลางอย่างรวดเร็ว ชายวัยกลางคน—หลูฉีปิน—กวาดสายตามองไปรอบๆ เด็กหนุ่มทุกคนที่ถูกสายตานั้นจับจ้องต่างรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอย่างไม่อาจควบคุม เฉินอวี้สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากชายผู้นี้ หัวใจของเขาบีบรัดเล็กน้อย: หมู่บ้านที่ดูทรุดโทรมแห่งนี้ซ่อนมังกรซุ่มพยัคฆ์ไว้จริงๆ ด้วยอาจารย์ระดับจักรพรรดิวิญญาณ หากไปอยู่สถาบันวิญญาจารย์ระดับกลางแห่งไหน... ก็ล้วนมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้อำนวยการได้ทั้งนั้น
"ข้าคือหลูฉีปิน จักรพรรดิวิญญาณระดับหกสิบหก รับผิดชอบการทดสอบด่านที่สองของพวกเจ้า" น้ำเสียงของหลูฉีปินแหบพร่าและเย็นชา เขาอธิบายกฎเกณฑ์อย่างรัดกุม: ห้ามใช้ทักษะวิญญาณ ให้ยกกุญแจหินที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวเองสองเท่า และถือค้างไว้ห้าลมหายใจโดยใช้เพียงพละกำลังของร่างกายเท่านั้น
การทดสอบพละกำลังล้วนๆ! เฉินอวี้เข้าใจจุดประสงค์ของการทดสอบนี้ในทันที มันคือกระบวนการคัดกรองรากฐาน เพื่อคัดผู้ที่มีพลังวิญญาณแต่ร่างกายอ่อนแอ ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ระดับพลังแต่พึ่งพาทักษะวิญญาณระยะไกลมากเกินไป หรือผู้ที่ขาดทักษะการต่อสู้ระยะประชิดออกไป ความแข็งแกร่งของร่างกายคือสิ่งสำคัญยิ่งในการต่อสู้ของวิญญาจารย์ เขาปรายตามองหนิงหรงหรงที่อยู่ข้างกาย ใบหน้าของเด็กสาวตัวน้อยซีดเผือดลงเล็กน้อย (หอแก้วเจ็ดสมบัติ) ผลกระทบของวิญญาณยุทธ์ต่อความแข็งแกร่งของร่างกายนั้นมีจำกัดจริงๆ
การทดสอบเริ่มต้นขึ้น มีทั้งผู้ที่ทำสำเร็จและผู้ที่ล้มเหลว เมื่อถึงตาของถังซาน การที่เขายกกุญแจหินที่หนักกว่าน้ำหนักตัวของเขามากได้อย่างง่ายดายนั้น ทำให้เฉินอวี้อดไม่ได้ที่จะทึ่งเล็กน้อย โครงสร้างร่างกายของเด็กหนุ่มผู้นี้นับว่าแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ เขาคงจะมีเคล็ดวิชาขัดเกลาร่างกายเป็นพิเศษ เสียวอู่เองก็เช่นกัน รูปร่างที่ดูบอบบางกลับแฝงไว้ด้วยพละกำลังอันมหาศาล
ต่อจากนั้น เฉินอวี้ก้าวออกไปและเลือกกุญแจหินที่มีน้ำหนักปานกลางค่อนข้างสูง หนักประมาณสามร้อยชั่ง (150 กิโลกรัม) ซึ่งสอดคล้องกับระดับมหาวิญญาจารย์ระดับยี่สิบเก้าที่เขากำลัง 'แสดงให้เห็น' อยู่ในตอนนี้ สำหรับระดับของเขา การทำเช่นนี้เป็นการแสดงความแข็งแกร่งทางร่างกายโดยไม่ทำให้เกิดความสงสัยว่าเขาปกปิดอะไรไว้มากกว่านี้ เขาเดินเข้าไปหากุญแจหิน จับที่จับด้วยมือข้างเดียว และใช้ความแข็งแกร่งจากแกนกลางลำตัวบริเวณเอวและหน้าท้อง แทนที่จะใช้กำลังดื้อๆ เขาใช้เทคนิคที่ประหยัดพลังงานและมั่นคงกว่าในการยกกุญแจหินขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เขายังสามารถสลับน้ำหนักไปมาระหว่างมือซ้ายและมือขวาได้อย่างง่ายดายก่อนจะวางมันลงอย่างนุ่มนวล โดยที่ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ
ภาพนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคนอีกครั้ง แววตาของหลูฉีปินทอประกาย เขาพยักหน้ารับ "พละกำลังและการควบคุมทำได้ดี ผ่าน"
เฉินอวี้พยักหน้าเล็กน้อยรับคำและก้าวไปยืนด้านข้าง เขาไม่เลือกที่จะแสดงปฏิกิริยาให้ดูเหนือชั้นจนเกินไป ส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่ต้องการเปิดไพ่ในมือทั้งหมดเร็วเกินไป และอีกส่วนหนึ่งคือเพื่อเห็นแก่หนิงหรงหรง และก็เป็นไปตามคาด หลูฉีปินหันไปมองเจ้าหญิงน้อยที่กำลังประหม่า "สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ?"
หนิงหรงหรงรีบพยักหน้ารับ ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์และวงแหวนวิญญาณออกมา หอคอยเจ็ดสีอันเปล่งประกายและวงแหวนวิญญาณสีเหลืองสองวงเป็นเครื่องยืนยันตัวตนของเธอ
วิญญาจารย์สายสนับสนุน ความท้าทายด่านที่สองจะแตกต่างออกไปสำหรับเจ้า แสดงทักษะวิญญาณของเจ้าให้ดูหน่อย — หลูฉีปินกล่าว
หนิงหรงหรงตั้งสติและหันไปมองเฉินอวี้ "ท่านพี่อวี้ ช่วยข้าด้วย" วงแหวนวิญญาณวงแรกของเธอสว่างขึ้น "หอแก้วเจ็ดสมบัติขึ้นชื่อลือชา สมบัติประการที่หนึ่ง: พละกำลัง!" ลำแสงหลากสีสันพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเฉินอวี้ เฉินอวี้รู้สึกได้ทันทีถึงพลังอันอ่อนโยนแต่มั่นคงที่แผ่ซ่านไปทั่วแขนขาและกระดูก เขาขยับข้อมือไปมาอย่างสบายๆ และพยักหน้าให้หลูฉีปิน เพื่อเป็นการยืนยันว่าการขยายผลนั้นได้ผลจริง
"ตกลง" หลูฉีปินโบกมือ "ไปรอด้านนู้นเถอะ กรณีของเจ้าถือเป็นกรณีพิเศษ ถือว่าผ่าน"
หนิงหรงหรงถอนหายใจด้วยความโล่งอก วิ่งมาที่ข้างกายเฉินอวี้พลางตบหน้าอกตัวเองเบาๆ "ข้ากลัวแทบแย่ โชคดีนะที่เป็นแค่การแสดงทักษะวิญญาณ"
คนต่อไปคือเด็กสาวผมดำผู้เย็นชา เธอก้าวไปข้างหน้าและเลือกกุญแจหินที่น้ำหนักเบากว่าของเฉินอวี้เล็กน้อย แต่ก็ยังหนักกว่าน้ำหนักตัวของเธอมาก การเคลื่อนไหวของเธอรวดเร็ว ถึงแม้จะเห็นได้ชัดว่าเธอใช้พละกำลังทั้งหมดในการยกมันขึ้นมาจนใบหน้าสวยหวานแดงระเรื่อเล็กน้อย แต่เธอก็ยังถือมันไว้ได้นิ่งสนิทครบห้าลมหายใจ หลังจากวางกุญแจหินลง เธอหอบหายใจเล็กน้อย แต่ดวงตายังคงใสกระจ่างและสงบนิ่ง
"ผ่าน" หลูฉีปินประกาศ
ไต้มู่ไป๋จับตาดูขั้นตอนการทดสอบของเด็กสาวอย่างใกล้ชิดจนกระทั่งเธอผ่านการทดสอบ เมื่อถึงตอนนั้นดูเหมือนเขาจะแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แววตาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน
ท้ายที่สุด จากผู้เข้าทดสอบสิบเอ็ดคน ถูกคัดออกไปหกคน เหลือเพียงห้าคน
ไต้มู่ไป๋ก้าวออกมาเบื้องหน้า ใบหน้ากลับมามีรอยยิ้มหยิ่งผยองเล็กน้อยอีกครั้ง "ขอแสดงความยินดีที่ผ่านด่านที่สอง ต่อไป เชิญมุ่งหน้าสู่ด่านที่สาม ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่า ด่านที่สามจะเป็นการทดสอบความเข้าใจและการประยุกต์ใช้วิญญาณยุทธ์ของพวกเจ้า อีกอย่าง" เขากวาดสายตามองทุกคน โดยเฉพาะเฉินอวี้ หนิงหรงหรง และเด็กสาวผมดำ "อาจมีการทดสอบ 'โลกแห่งความจริง' เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดี"
พูดจบเขาก็หันหลังกลับและเดินนำทางต่อไป มุ่งหน้าลึกเข้าไปในหมู่บ้าน ตรงไปยังบริเวณที่ดูทรุดโทรมยิ่งกว่า และความผันผวนของพลังวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ดูเหมือนจะคุกรุ่นกว่า
เฉินอวี้เดินตามไปเงียบๆ สมองครุ่นคิดวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว: ด่านแรกคัดกรองพลังวิญญาณ ระดับและอายุคือเกณฑ์แรก ตามมาด้วยการคัดกรองรากฐานความแข็งแกร่งของร่างกาย ส่วนด่านที่สามดูเหมือนจะทดสอบการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงและความเข้าใจในวิญญาณยุทธ์ เกณฑ์การคัดเลือกค่อนข้างเข้มงวดและเน้นการใช้งานจริง ช่วยส่งเสริมจุดแข็งซึ่งกันและกัน รูปแบบของโรงเรียนแห่งนี้น่าสนใจทีเดียว เขาปรายตามองหนิงหรงหรงข้างกายที่ทั้งกังวลและตื่นเต้น จากนั้นก็มองสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่ม แต่ละคนล้วนมีท่วงท่าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะเด็กสาวผมดำผู้เงียบขรึมและไต้มู่ไป๋ที่เดินนำหน้า บรรยากาศแปลกประหลาดระหว่างพวกเขาทั้งสอง รวมไปถึงคำพูดคลุมเครือของไต้มู่ไป๋ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ 'วิญญาณยุทธ์ที่เข้ากัน' ก็ดึงดูดความสนใจของเฉินอวี้ โรงเรียนแห่งนี้ดูเหมือนจะทดสอบมากกว่าแค่ความแข็งแกร่ง ดูเหมือนจะมีผู้คนและเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย