- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นฮ่องเต้ ขอใช้เล่ห์ครองแผ่นดิน
- บทที่ 45 - ซ่อนอัสนีสะท้านฟ้า นอกจากข้าแล้วจะมีใคร
บทที่ 45 - ซ่อนอัสนีสะท้านฟ้า นอกจากข้าแล้วจะมีใคร
บทที่ 45 - ซ่อนอัสนีสะท้านฟ้า นอกจากข้าแล้วจะมีใคร
บทที่ 45 - ซ่อนอัสนีสะท้านฟ้า นอกจากข้าแล้วจะมีใคร
เช้าตรู่วันที่สิบแปดเดือนหก
ตำหนักเฉียนชิง
หลังจากจูอี้จวินแต่งตัวเสร็จ ก็มานั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน พลิกอ่านเอกสารไปพลาง กินอาหารเช้าไปพลาง วันนี้เขาไม่ไปร่วมการว่าราชการ เขามีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ
เขาชิมโจ๊กไปคำหนึ่งแล้วขมวดคิ้ว "ใส่น้ำตาลหรือ?"
พูดจบก็วางถ้วยโจ๊กลง
จางหงชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วรีบเดินเข้าไปหา
จูอี้จวินถอนหายใจ "บอกไปตั้งกี่รอบแล้ว ว่าอย่าใส่น้ำตาล อย่าใส่น้ำตาล"
จางหงเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบอธิบายว่า "บ่าวสมควรตาย สองสามวันนี้ฝ่าบาทรับสั่งให้บ่าวกับหลี่จิ้นเปลี่ยนตัวคนในกรมเครื่องคาวหวาน บ่าวสั่งความไม่รอบคอบเอง เลยไม่ได้ให้คนใหม่ทำความเข้าใจให้ดีพ่ะย่ะค่ะ"
เดิมทีจูอี้จวินก็กินอิ่มพอดี พอได้ยินดังนั้นเลยเลิกกิน หันไปตั้งใจอ่านเอกสารเพื่อรอคน
ไม่นานนัก
เจี่ยงเค่อเชียนก็นำทางขันทีเฒ่าหน้าตาใจดีที่สวมชุดผ้าป่านหยาบๆ เดินเข้ามา
จูอี้จวินเห็นการแต่งกายแบบนี้ก็ถึงกับงง
ขันทีใหญ่ดีๆ ทำไมถึงใส่ชุดผ้าป่านหยาบๆ มา นี่เจอพวกนักแสดงเจ้าบทบาทอีกแล้วหรือ?
"บ่าวหลี่จิ้น มาถวายพระพรฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่จิ้นคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม ทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการ
จูอี้จวินไม่ได้รีบพยุงเขาขึ้นมา
กลับถามด้วยความสงสัย "เหตุใดท่านลุงจึงสวมชุดผ้าป่านหยาบๆ มาเข้าเฝ้าข้า หรือว่ามีความไม่พอใจอะไรข้าหรือ?"
หลี่จิ้นโขกศีรษะอีกครั้ง ร้องบอกว่ามีโทษ
จากนั้นก็ยิ้มขื่น "ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัย บ่าวไม่ได้ตั้งใจจะแสร้งทำเป็นเช่นนี้ แต่บ่าวขัดสนเงินทองจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่ปิดบังฝ่าบาท เดิมทีบ่าวก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นขนาดนี้ ของที่ควรได้ก็ได้มาไม่น้อย"
"แต่ต่อมาเมื่ออดีตฮ่องเต้มีแววจะได้ขึ้นครองราชย์ และมีเพียงหลี่ไท่โฮ่วที่มีพระโอรส"
"หลี่ไท่โฮ่วจึงส่งคนมาตักเตือนบ่าว ให้ระมัดระวังคำพูดและการกระทำ ห้ามแอบอ้างชื่อของพระนางไปทำเรื่องเลวร้ายเด็ดขาด"
"บ่าวเองก็กลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อพระพันปีและนายน้อย จึงคืนของที่ควรคืนไปหมดแล้ว ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังด้วยเงินเดือนขุนนางไปวันๆ เท่านั้น"
"หลายปีผ่านไป เงินเก็บของบ่าวก็ร่อยหรอลง จนต้องตกอยู่ในสภาพยากจนข้นแค้นเช่นนี้แหละพ่ะย่ะค่ะ"
เรื่องที่พูดมาจะจริงหรือเท็จก็ช่างเถอะ แค่พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ใครจะไปตำหนิลงอีกล่ะ
จูอี้จวินยื่นมือออกไปทำท่าพยุงเขาขึ้นมา
ถอนหายใจ "สิ่งที่ท่านลุงพูดมา ข้าเข้าใจแล้ว"
"แบกรับชื่อเสียงว่าเป็นเครือญาติฝั่งมารดาของฮ่องเต้ ต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำทุกฝีก้าว เพราะกลัวว่าจะทำให้ชื่อเสียงของข้าเสื่อมเสีย ช่างลำบากท่านลุงจริงๆ"
หลี่จิ้นรีบปฏิเสธพัลวัน "ฝ่าบาท บ่าวไม่กล้ารับคำว่าท่านลุงหรอกพ่ะย่ะค่ะ มันจะทำให้อายุสั้นเสียเปล่าๆ"
"แล้วบ่าวก็ไม่ได้ลำบากอะไรเลย ที่ได้เห็นฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ ในใจบ่าวหวานชื่นยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ"
จูอี้จวินรับฟังคำแนะนำ "ถ้าอย่างนั้นข้าจะเรียกท่านว่าขันทีพี่เลี้ยงก็แล้วกัน ขันทีพี่เลี้ยงหลี่ก็ไม่ต้องแทนตัวเองว่าบ่าวแล้ว ถึงอย่างไรก็เป็นคนกันเอง แทนตัวเองว่ากระหม่อมก็พอ"
หลี่จิ้นรีบคุกเข่าขอบพระทัย
หลังจากทั้งสองคนทำตามธรรมเนียมเสร็จ หลี่จิ้นถึงได้บอกจุดประสงค์ที่มา "ที่กระหม่อมรับตำแหน่งในหน่วยบูรพานี้ ล้วนเป็นพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาททั้งสิ้น"
"จึงตั้งใจมาขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ"
จูอี้จวินส่ายหน้า "บุญคุณที่ขันทีพี่เลี้ยงหลี่เคยส่งพระมารดาของข้าเข้าจวนอ๋องอวี้ในตอนนั้น ข้าจะมองข้ามไปได้อย่างไร? ในเมื่อตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบูรพายังว่างอยู่ ย่อมต้องมอบให้คนที่ไว้ใจได้ดูแลสิ"
หลี่จิ้นรีบคุกเข่าโขกศีรษะขอบพระทัย
จูอี้จวินมองขิงแก่ตรงหน้า พลางทอดถอนใจ
พวกที่ไต่เต้าขึ้นมาด้วยตัวเองพวกนี้ ไม่มีใครธรรมดาสักคนจริงๆ
เมื่อเห็นว่าหลี่จิ้นยังคงไม่ยอมปริปาก
จูอี้จวินจึงจำต้องถอยให้อีกก้าว "นี่คือความดีความชอบ จะประทานรางวัลให้ก็สมควรรับไว้"
"นอกจากนี้ยังมีความเหนื่อยยาก ข้าก็จำได้ดี"
"ขันทีพี่เลี้ยงหลี่ มีอะไรที่ต้องการ ก็บอกข้ามาเถอะ จะได้เป็นการตอบแทนความเหนื่อยยากที่สะสมมานานปี"
การที่หลี่จิ้นแต่งตัวแบบนี้มาเข้าเฝ้า ย่อมต้องจงใจให้เขาเห็นอยู่แล้ว
อย่าไปเชื่อที่คนผู้นี้บอกว่าหลี่ไท่โฮ่วให้ทำตัวสงบเสงี่ยม ไม่กล้ารับของกำนัล จนต้องตกอยู่ในสภาพขัดสนเช่นนี้
จูอี้จวินไม่ได้โง่ขนาดที่จะเชื่อเรื่องพวกนี้
ทั้งสองคนหยั่งเชิงกันไปมา หลี่จิ้นยังไม่ทันจะได้แสดงความจงรักภักดี ย่อมต้องมีสิ่งที่ปรารถนาอยู่อย่างแน่นอน
ตอนนี้สถานการณ์ในวังหลวงซับซ้อน จูอี้จวินต้องรีบควบคุมราชสำนักฝ่ายในให้เร็วที่สุด จึงทำได้เพียงเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อให้ก่อน
และก็เป็นอย่างที่คิด พอได้ยินคำพูดนี้ ในที่สุดหลี่จิ้นก็แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
เขาคุกเข่าลงอีกครั้ง
น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ "ฝ่าบาท กระหม่อมอยากจะขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณสักเรื่องหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ"
"ตอนที่กระหม่อมเข้าวังมานั้น เป็นเพราะขัดใจท่านพ่อ จึงถูกตัดชื่อออกจากผังตระกูล"
"ตอนนี้กระหม่อมก็อายุล่วงเลยวัยห้าสิบแล้ว อ้างว้างไร้ที่พึ่ง เห็นบิดามารดากำลังจะสิ้นอายุขัย ก็ยังไม่ยอมให้กระหม่อมเข้าพบ"
"บอกเพียงว่ากระหม่อมเป็นคนไร้ทายาท เป็นคนอกตัญญูพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่จิ้นมีสีหน้าอมทุกข์
จูอี้จวินรีบพยุงเขาขึ้นมา
ปากก็พร่ำชื่นชมถึงความกตัญญู
"ขันทีพี่เลี้ยงช่างเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดี มีความกตัญญู และมีคุณธรรมจริงๆ ทำให้ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก จะไม่มีเหตุผลที่จะไม่อนุญาตได้อย่างไร"
"เอาอย่างนี้ ข้าจะให้ท่านตาออกหน้า ช่วยเจรจาให้ท่านรับบุตรบุญธรรมสักคน"
"รอให้ท่านสะสมความดีความชอบได้มากพอ ถึงเวลานั้นข้าจะเป็นคนจัดการ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้บิดามารดาของท่านเอง"
เมื่อได้รับคำสัญญา หลี่จิ้นก็ไม่สงวนท่าทีอีกต่อไป
เปล่งเสียงสรรเสริญฮ่องเต้ ขอบพระทัยว่า "กระหม่อมพร้อมจะรับใช้ฝ่าบาท แม้ต้องตายหมื่นครั้งก็ไม่หวั่นพ่ะย่ะค่ะ"
จูอี้จวินแอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
หลังจากยื้อยุดกันไปมา ในที่สุดก็จะเข้าเรื่องสำคัญเสียที
เขาพยุงหลี่จิ้นขึ้นมา แล้วกระซิบถาม "ขันทีพี่เลี้ยงต้องใช้เวลาควบคุมหน่วยบูรพานานแค่ไหน?"
ในเมื่อตัดสินใจจะลงมือแล้ว พลังทุกส่วนที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ก็ห้ามละเลยเด็ดขาด
หลี่จิ้นยิ้มเจื่อน "ฝ่าบาท กระหม่อมเพิ่งมารับตำแหน่งได้ไม่นาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าผู้บัญชาการคนก่อนก็คือขันทีผู้กุมตราแห่งสำนักตรวจระเบียบ..."
จูอี้จวินพูดแทรก "ข้ารู้ ท่านบอกเวลามาก็พอ"
หลี่จิ้นนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "กะคร่าวๆ ก็คงต้องใช้เวลาสักสองเดือนพ่ะย่ะค่ะ"
จูอี้จวินส่ายหน้า เวลานี้มันนานเกินไป
เขากำลังจะลงมือในอีกสองวันนี้ รอไม่ไหวแล้ว
เขาเปลี่ยนคำถามใหม่ "แล้วถ้าจะทำให้คนนอกแทรกแซงไม่ได้ล่ะ?"
หลี่จิ้นคิดทบทวน ก่อนจะตอบอย่างมั่นใจ "ทันทีที่กระหม่อมเข้ารับตำแหน่ง ก็เปลี่ยนเอาคนสนิทไปไว้ในตำแหน่งสำคัญๆ หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"แม้จะยังไม่สามารถสั่งการได้ดั่งใจนึก แต่ถ้าคนนอกคิดจะแทรกแซง ก็ยากเย็นแสนเข็ญพ่ะย่ะค่ะ!"
จูอี้จวินพยักหน้า แค่นี้ก็พอแล้ว
เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "คืนนี้ ให้ถอนกำลังคนที่อยู่รอบๆ ตำหนักฉือชิ่งออกไปให้หมด อย่าให้มีหูมีตาเล็ดลอดเข้ามาได้แม้แต่คนเดียว"
หลี่จิ้นขนลุกซู่
รีบคุกเข่าลงทันที ค้อมตัวรับคำสั่ง
จากนั้นก็ค่อยๆ ถอยออกไป
หลังจากที่หลี่จิ้นจากไปจนลับสายตา จูซีเซี่ยวถึงได้เดินอ้อมฉากกั้นออกมาจากด้านหลัง
จูอี้จวินกวักมือเรียกเขาเข้ามาใกล้ๆ
"จูชิง ถ้าหน่วยบูรพาไม่เข้ามาแทรกแซง แค่องครักษ์เสื้อแพรของพวกท่านจะเอาอยู่ไหม?"
จูซีเซี่ยวรีบตอบทันที "การป้องกันในวังหลวงถูกสับเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว ทุกจุดล้วนเป็นคนสนิทที่ไว้ใจได้พ่ะย่ะค่ะ"
จูอี้จวินพยักหน้า
พึมพำว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ยามจื่อก็แล้วกัน"
จูซีเซี่ยวคุกเข่ารับคำสั่ง
จังหวะที่กำลังจะลุกขึ้นและถอยออกไป ฮ่องเต้ก็เรียกเขาไว้กะทันหัน
ใบหน้าของฮ่องเต้ถูกบดบังอยู่ในความมืด จูซีเซี่ยวได้ยินเพียงเสียงที่ส่งมา "จูชิง"
"ระวังขอบเขตให้ดี คนที่ไม่ควรแตะก็อย่าไปแตะ ข้าจะไม่ให้เจ้าต้องมารับผิดชอบหรอก"
จูซีเซี่ยวหันขวับกลับมาด้วยความตกใจ
เขาไม่แน่ใจว่าเป็นคำพูดจากใจจริง หรือเป็นคำเตือน จึงลังเล "ฝ่าบาท..."
จูอี้จวินกล่าวยืนยันอีกครั้ง "วางใจเถอะ ไม่ได้ประชด"
"จวนเฉิงกั๋วกงจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์และบ้านเมือง ข้าจะรักษาธรรมเนียมความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับข้าเอาไว้"
จูซีเซี่ยวรู้สึกเลื่อมใสจากใจจริง คุกเข่าทำความเคารพอีกครั้งแล้วถอยออกไป
จูอี้จวินค่อยๆ หลับตาลง
ทบทวนสถานการณ์อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบช่องโหว่ในการรับมือของตัวเอง
สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้ ย่อมไม่ใช่การบุกเข้าไปฟันเฉินไท่โฮ่วให้ตายในตำหนักฉือชิ่ง เรื่องโง่เขลาแบบนั้น
ที่เขาเตือนจูซีเซี่ยวเมื่อครู่นี้ ก็เพราะกลัวว่าจูซีเซี่ยวจะเข้าใจผิด ทำอะไรพลการ จนทำให้เขาต้องตกอยู่ในข้อหาอกตัญญู
เขาจำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลยหรือ? แน่นอนว่าไม่
ไท่โฮ่วในสมัยราชวงศ์หมิง ถูกระบบจำกัดอำนาจไว้อย่างแน่นหนา
หากไม่ผ่านการผ่อนปรนในระยะยาว ก็ไม่มีทางที่จะขึ้นมาว่าราชการหลังม่านได้เลย
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างราชสำนักฝ่ายในกับขุนนางฝ่ายหน้า มีน้อยมาก
นี่คือเหตุผลที่เฉินหงต้องคอยวิ่งเต้นไปมาอยู่ตลอดเวลา เพราะเกาหงไม่มีทางส่งคนเข้ามาในราชสำนักฝ่ายในได้ด้วยตัวเองหรอก
ในตอนนี้ที่เฉินไท่โฮ่วกับเกาหงสมรู้ร่วมคิดกัน ถึงจะสามารถกดดันฝ่ายต่างๆ ได้
แต่ สิ่งที่สองคนนี้ไม่รู้ก็คือ... กองกำลังทหารในฝ่ายใน ล้วนอยู่ในกำมือของเขาทั้งหมด!
เพียงแค่ฆ่าขันทีที่อยู่รอบตัวเฉินไท่โฮ่วให้หมด แล้วจะเอาอะไรไปติดต่อกับราชสำนักฝ่ายหน้าล่ะ?
เดิมทีก็อาศัยอยู่ที่พระตำหนักแยก ขันทีที่อยู่ข้างกายก็มีแค่ขันทีใหญ่สองคนนี้ที่ฝังรากลึกหน่อย
เพียงแค่ฆ่าเฉินหงกับพวกให้หมดสิ้น เขาบอกว่าเฉินไท่โฮ่วมีท่าทีอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น!
ใครบอกว่าการตัดขาดภายในภายนอกเป็นแค่ไม้ตายของขันที? ตอนนี้ถึงตาเขาบ้างแล้ว!
ไม่เพียงแค่นั้น ในเมื่อทำมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยเฝิงเป่าไว้ให้เป็นเสี้ยนหนามอีกต่อไป
รวบราชสำนักฝ่ายในทั้งหมดไว้ในกำมือไปเลยก็แล้วกัน!
การว่าราชการด้วยตัวเองอาจจะยังไม่เร่งด่วน แต่สายป่านของอำนาจที่ควรจะแผ่ขยายออกไป ก็ต้องไม่ลังเลเด็ดขาด
ดังนั้น เขาจึงเรียกหลี่จิ้นมาสั่งให้ควบคุมหน่วยบูรพาไว้
และมอบหมายงานสกปรกให้จูซีจงไปจัดการ
สิ่งเดียวที่น่ากังวล คือขุนนางฝ่ายหน้า
หากพวกเขาฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซง ก็อาจจะสร้างปัญหาให้เขาได้ไม่น้อย
เพราะถ้าเรื่องนี้ไม่มีใครคอยคุมเชิง ก็ยากจะบอกได้ว่าขุนนางฝ่ายหน้าจะยอมปิดหูปิดตายอมรับ หรือจะกระโดดออกมาร่วมตั้งคำถามกับเขา
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่า หากการกระทำของเขาในตอนนี้ ไปกระตุกต่อมคนตาบอดบางคนเข้า แล้วมีใครโพล่งขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า "คล้ายคลึงกับอิงจงฮ่องเต้"
บารมีทางการเมืองของเขา คงติดลบทันที
แม้ว่าหลังจากที่เขาควบคุมราชสำนักฝ่ายในได้แล้ว จะมีพระมารดาคอยปกป้องอยู่เบื้องหลัง ทำให้ไม่มีขุนนางคนไหนกล้าคิดบ้าๆ อย่างการปลดฮ่องเต้
แต่ การใช้อำนาจ ย่อมมีต้นทุน
บารมีทางการเมืองที่สูงหรือต่ำ ย่อมส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนในการใช้อำนาจ หรือถ้าเปรียบกับยุคหลัง สิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนสำหรับผู้ใต้บังคับบัญชา ก็คือความน่าเชื่อถือ
เมื่อต้นทุนสูงเกินไป อย่าว่าแต่นโยบายใหม่เลย แม้แต่การควบคุม ก็อาจจะได้รับผลกระทบไปด้วย
ดังนั้น เพื่อรักษาชื่อเสียงทางการเมืองของตนเอง เขาไม่เคยคิดที่จะใช้กำลังทหารจัดการกับขุนนางฝ่ายหน้าเลย และในขณะเดียวกัน ก็จะปล่อยให้มีใครมาวิจารณ์ว่า "มองดูแล้วไม่เหมือนผู้เป็นกษัตริย์" หลังจากที่เขาตัดขาดภายในกับภายนอกไม่ได้เด็ดขาด
ดังนั้น เพื่อให้งิ้วโรงนี้จบลงด้วยดี ราชสำนักฝ่ายหน้าจำเป็นต้องมีคนคอยประสานงาน โดยอาศัยบารมีทางการเมืองของเขาในการเจรจาไกล่เกลี่ย
และเมื่อถึงเวลานั้น ตราบใดที่ทั้งในและนอกวังมีความเห็นพ้องต้องกัน ฮ่องเต้ ไท่โฮ่ว และขุนนางฝ่ายหน้า ก็จะยังคงเป็นสถาบันแห่งอำนาจที่แข็งแกร่งดั่งภูผา
ส่วนเรื่องการรังแกพระมารดาเลี้ยงแบบนี้ วิญญูชนผู้เที่ยงตรงอย่างเกาอี๋ คงไม่มีทางเห็นด้วยแน่ๆ และที่สำคัญ เขามีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเกาหงแน่นแฟ้นเกินไป
หากไม่ถึงคราวที่ไม่มีทางเลือกจริงๆ เขาคงไม่ไปรบกวนเกาอี๋ที่กำลังอยู่ในช่วงพักร้อนหรอก
ดังนั้น เขาจึงรอมาตลอด
รอให้จางจวีเจิ้งกลับมาจากภูเขาเทียนโช่ว
และในช่วงเวลานั้นที่เขาหลบเลี่ยงความคมคายของเกาหง ก็เพื่อทำให้เกาหงตายใจ เพราะเกาหงไม่เคยเข้าใจในตัวฮ่องเต้เลย
เขาต้องพบกับจางจวีเจิ้งให้ได้!
หากสามารถโน้มน้าวเขาได้ ก็จะเติมเต็มจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายได้สำเร็จ
แต่ถ้าไม่... ก็คงไม่ใช่แค่ต้องเชิญเกาอี๋ออกมาเท่านั้น แต่ยังต้องไปติดต่อหยางปั๋ว จูเหิง และคนอื่นๆ ด้วย
ไม่ว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้ ก็ต้องได้เห็นผลดำเขียวกันไปข้าง
...
การว่าราชการในวันนี้ ดูเหมือนจะสงบสุขดี
เรื่องที่หารือกันจนได้ข้อสรุปมีดังนี้
ประทานรางวัลให้กับพระเซน ลามะ พระชาวทิเบต อาเอ๋อร์ และคนอื่นๆ ที่ถูกส่งมาจากหน่วยบัญชาการปลอบประโลมทิเบตตั่วกานซือในเสฉวน รวมเสื้อผ้าและผ้าไหม คิดเป็นเงินสี่ร้อยห้าสิบสองตำลึง
ระดมกองกำลังทหารกล้าจากสามค่ายทหารปืนไฟ ให้จินจาง รองแม่ทัพ ไปรักษาการณ์ที่เมืองทงโจว และให้หลี่สือ แม่ทัพหน่วยรบจู่โจมแห่งเมืองกงฮว่า มารับตำแหน่งรองแม่ทัพกองกำลังทหารกล้าจากสามค่ายทหารปืนไฟแทน
อนุมัติตามที่เฉินอิงเจี้ยน ขุนนางระดับหัวหน้ากองซึ่งดูแลกรมควบคุมแหล่งน้ำแห่งกระทรวงโยธาธิการ ผู้รับผิดชอบดูแลการก่อสร้างเขื่อน ถวายฎีการายงานเรื่องการขุดลอกคูคลองแห่งใหม่ เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ให้เบิกจ่ายข้าวเปลือกเก้าร้อยเจ็ดสิบหกต้านแปดเซิง
ส่วนเรื่องที่ยังหารือกันไม่ได้ข้อสรุปมีดังนี้
มหาเสนาบดีจางจวีเจิ้งเสนอว่า ฮ่องเต้ทรงมีความก้าวหน้าในการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างมาก ควรจะเริ่มพิธีบรรยายคัมภีร์หน้าพระที่นั่งโดยเร็ว แต่ถูกมหาเสนาบดีเกาหงคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าไม่ควรใจร้อนด่วนได้
หลวี่เตี้ยวหยาง เจ้ากรมพิธีการเสนอว่า พระพันปีทั้งสองพระองค์มีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงเท่าเทียมกัน ไม่มีสิ่งใดแตกต่าง พระราชพิธีถวายพระเกียรติยศก็ไม่ควรมีความเหลื่อมล้ำ จึงควรจะถวายพระสมัญญานามเพิ่มอีกสองตัวอักษรให้กับหลี่ไท่โฮ่ว
แต่มหาเสนาบดีเกาหงแย้งว่า พระมารดาของฮ่องเต้ในอดีต การจะเพิ่มตัวอักษรในพระสมัญญานามนั้น ล้วนต้องมีเหตุมาจากราชสำนักมีงานเฉลิมฉลอง ไม่ควรจะมาเพิ่มเอาดื้อๆ ในเวลานี้
มหาเสนาบดีจางจวีเจิ้งเสนออีกว่า งานในศาลาในมีมากมายก่ายกอง ควรจะเพิ่มจำนวนขุนนางผู้ช่วย ดังนั้น มหาเสนาบดีสวีเจีย ผู้ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้คน และได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ ควรจะถูกเรียกตัวกลับมาเข้าร่วมศาลาในอีกครั้ง
แต่มหาเสนาบดีเกาหงไม่พอใจอย่างมาก และปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
การว่าราชการสิ้นสุดลง
แม้ทั้งสองฝ่ายจะตั้งป้อมใส่กัน แต่เห็นได้ชัดว่าเกาหงเป็นฝ่ายได้เปรียบ
มีขุนนางมารวมตัวกันอยู่ข้างกายเกาหงมากขึ้นเรื่อยๆ คอยโห่ร้องเชียร์
จางจวีเจิ้งค่อยๆ เดินออกจากตำหนักเหวินฮวา
หลวี่เตี้ยวหยางเดินตามมาข้างๆ พลางถอนใจ "ถึงอย่างไรเกาหงก็เป็นมหาเสนาบดี สิ่งที่พวกเราทำไปทั้งหมด มันก็สูญเปล่าทั้งนั้น"
ตราบใดที่เกาหงไม่เห็นด้วย เรื่องพวกนี้ก็ไม่มีทางผ่านการร่างความเห็นไปได้หรอก
จางจวีเจิ้งมองเขาอย่างแปลกใจ "เหอชิง ท่านไปเอาความคิดผิดๆ มาจากไหนว่าเรื่องพวกนี้จะผ่านการหารือในท้องพระโรงไปได้?"
หลวี่เตี้ยวหยางชะงัก
เขามองจางจวีเจิ้งด้วยความประหลาดใจ "ท่านมหาเสนาบดีรู้แต่แรกแล้วว่ามันจะสูญเปล่า?"
จางจวีเจิ้งพยักหน้า "ถ้าแค่นี้ก็กดเกาหงอยู่ แล้วจะแบ่งมหาเสนาบดีกับรองมหาเสนาบดีไปทำไมล่ะ?"
หลวี่เตี้ยวหยางเริ่มเข้าใจ "ดังนั้น... นี่เป็นแค่การจงใจแสดงละครให้ดูงั้นหรือ?"
จางจวีเจิ้งยืนยันคำพูดของหลวี่เตี้ยวหยาง ทำท่าทีราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ "ถ้าไม่ทำแบบนี้เกาหงก็ไม่สบายใจหรอก"
"อีกอย่าง ก็ต้องให้เพื่อนขุนนางได้เห็นว่า เกาหงไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าบดบังแสงอาทิตย์อยู่คนเดียว"
หลวี่เตี้ยวหยางซักถามต่อ "ถ้าหากนี่เป็นแค่กลลวง แล้วทางออกที่แท้จริงอยู่ที่ไหนล่ะ!?"
จางจวีเจิ้งส่ายหน้า "รอก่อน"
หลวี่เตี้ยวหยางยังตีความไม่ออก
เขามองจางจวีเจิ้ง "รอ? รออะไร?"
จู่ๆ จางจวีเจิ้งก็หยุดเดิน มองไปที่ขันทีที่วิ่งมาแต่ไกล
เขาก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้าไปหา พลางพูดกับหลวี่เตี้ยวหยางโดยไม่หันหน้ากลับมาว่า "นี่ไงล่ะ สิ่งที่รอคอยมาถึงแล้ว?"
ทั้งสองคนกระซิบกระซาบกันสองสามคำ แล้วก็จากไปด้วยกัน
หลวี่เตี้ยวหยางมองดูจางจวีเจิ้งถูกพาตัวไป ตอนแรกก็ทำหน้าครุ่นคิด แล้วก็พลันกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที
...
จางจวีเจิ้งถูกขันทีนำทางมาจนถึงตำหนักหวงจี๋
และได้พบกับฮ่องเต้น้อยที่ตำหนักด้านหลัง
หลวี่เตี้ยวหยางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฮ่องเต้น้อย ขุดหลุมพรางดักเขาไว้ตั้งเบ้อเริ่ม
หากเป็นไปตามสถานการณ์ที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ เขาก็ยังสามารถสลัดฮ่องเต้ทิ้ง แล้วไปต่อกรกับเกาหงได้อยู่ดี
แต่ตอนนี้ เฝิงเป่าถูกปลดจากหน่วยบูรพา อำนาจของสำนักตรวจระเบียบก็ถูกเกาหงสะกดไว้ เรียกได้ว่าแทบจะไร้ประโยชน์แล้ว
หากเขาจะไปสู้กับเกาหงในระดับราชสำนัก นั่นก็เท่ากับเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมือง ทำให้ราชวงศ์หมิงต้องสั่นคลอน
เรียกได้ว่า หากเขาต้องการจะเอาชนะเกาหงโดยไม่ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองสั่นคลอน ฮ่องเต้น้อยพระองค์นี้ ก็คือตัวเลือกเดียวของเขา
ในทำนองเดียวกัน
ฮ่องเต้ก็ย่อมต้องมองเขาแบบนี้เช่นกัน
ดังนั้น เขาจึงรอคอยฮ่องเต้อย่างใจจดใจจ่อ และมั่นใจว่าฮ่องเต้จะต้องมาหาเขาเพื่อร่วมมือกันอย่างแน่นอน
แต่ ในหมู่คนฉลาด นอกจากจะมีความเข้าใจที่ตรงกันแล้ว ก็ยังมีการชิงไหวชิงพริบกันด้วย
จุดร่วมและการจัดสรรผลประโยชน์ ย่อมต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้งถึงจะสรุปได้
จางจวีเจิ้งชิงลงมือก่อน "กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ"
"กระหม่อมยังมีงานสำคัญในศาลาในที่ต้องจัดการ ไม่ทราบว่าที่ฝ่าบาททรงเรียกตัวกระหม่อมมาอย่างเร่งด่วน มีเรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
จูอี้จวินปลอบโยนว่า "ข้าได้ยินมาว่าท่านมหาเสนาบดีเป็นลมแดด จึงตั้งใจมาเยี่ยมเยียน"
"งานสำคัญในศาลาในก็มีท่านมหาเสนาบดีจัดการอยู่ ท่านมหาเสนาบดีจางก็ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก"
จางจวีเจิ้งเงียบไป
สักพักถึงพูดขึ้นมาว่า "กระหม่อมยังต้องร่างกำหนดการสำหรับพระสมัญญานามของพระพันปีทั้งสองให้กรมพิธีการด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
จูอี้จวินชะงักไปนิดหนึ่ง
ผ่อนลมหายใจแล้วรับคำ "ท่านมหาเสนาบดีก็ต้องรักษาสุขภาพด้วยนะ หวังว่าท่านมหาเสนาบดีจะช่วยแบ่งเบาภาระ ให้ท่านมหาเสนาบดีจางได้ทำงานเบาๆ อย่างการร่างกำหนดการก็พอแล้ว"
ทั้งสองคนผลัดกันจี้ใจดำ หยั่งเชิงกันไปมาอยู่ประมาณหนึ่งเค่อ
ต่างก็รู้ดีว่า ใครอ้าปากก่อนคนนั้นเสียเปรียบ จึงไม่ยอมเผยไพ่ในมือออกมาง่ายๆ
แต่ท้ายที่สุด ฮ่องเต้ก็เป็นคนเรียกมหาเสนาบดีมาพบ
จำต้องยอมเผยไต๋ออกมาบ้าง
จูอี้จวินมองจางจวีเจิ้ง "ท่านมหาเสนาบดี ข้ามีท่านลุงอยู่คนหนึ่ง ตอนนี้เป็นผู้บัญชาการหน่วยบูรพา พอดีมีเรื่องให้ลำบากใจอยู่เรื่องหนึ่ง"
"... ท่านมหาเสนาบดีคิดว่า จะขอพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้มารดาของเขาได้หรือไม่?"
จางจวีเจิ้งลอบถอนหายใจในใจ
ฮ่องเต้กำลังบอกเขาว่า ตนเองควบคุมหลี่จิ้นและหน่วยบูรพาไว้ได้แล้ว
เรื่องนี้ก็อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเขาเช่นกัน
ก่อนหน้านี้เขาเคยเตือนไว้แล้วว่า หากฮ่องเต้น้อยคิดจะให้จางหงมาชุบมือเปิบ จะต้องเจอกับปัญหาใหญ่แน่ๆ
แต่ไม่คิดเลยว่า จะเดินหมากได้แยบยลถึงเพียงนี้ ยกเอาหลี่จิ้นขึ้นมา แล้วแย่งชิงอำนาจของเฝิงเป่าไปดื้อๆ
แต่ ทว่า ก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง เขารู้ดีว่าหากร่วมมือกันจะเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมปริปาก เพราะสูญเสียอำนาจไปมากเกินไป จึงต้องอาศัยโอกาสนี้เพื่อเรียกร้องจากฮ่องเต้ให้มากขึ้น
เขาค่อยๆ คุกเข่าลง "ฝ่าบาทลองให้ศาลาในหารือกันดูสิพ่ะย่ะค่ะ หากหลี่จิ้นมีความดีความชอบมากพอ กระหม่อมคิดว่าขุนนางในราชสำนักก็คงจะยินดีเห็นด้วย"
ความหมายแฝงก็คือ มีหน่วยบูรพาแล้วยังไงล่ะ ตอนนี้ราชสำนักฝ่ายหน้าอยู่ในมือเกาหง จะเอาคนไปตีรันฟันแทงก็ไม่ได้
จากความเข้าใจที่เขามีต่อฮ่องเต้ ฮ่องเต้ไม่มีทางทำเรื่องโง่ๆ อย่างการซุ่มกำลังเพชฌฆาตไว้ฟันเกาหงให้ตายหรอก
จูอี้จวินปรายตามองตาเฒ่าหัวดื้อ แล้วเกลี้ยกล่อมว่า "มีคำพูดของท่านมหาเสนาบดีข้าก็วางใจแล้ว เสด็จแม่ของข้าก็กำลังเร่งรัดข้าเรื่องของญาติผู้พี่คนนี้อยู่พอดี"
ทำอะไรเกาหงไม่ได้จริงๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แค่หน่วยบูรพานะ หลี่ไท่โฮ่วก็ฟังข้าเหมือนกัน
แม้ว่าร่วมมือกันจะเกิดผลดีต่อทั้งสองฝ่าย แต่ท่านจางจวีเจิ้งไม่มีอะไรติดมือมาเลยในราชสำนักฝ่ายใน ต่างจากเมื่อก่อนลิบลับ อย่าหวังว่าจะมาเรียกร้องอะไรเกินควรเลย
จางจวีเจิ้งไม่มีข้อโต้แย้ง
ความเชื่อใจที่หลี่ไท่โฮ่วมีต่อฮ่องเต้ในตอนนี้ ไม่เหมือนกับแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว
หากถูกเกาหงบีบคั้น เปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน หลี่ไท่โฮ่วก็จะย่อมต้องเลือกที่จะพึ่งพาเฝิงเป่า แล้วค่อยไปขอความช่วยเหลือจากจางจวีเจิ้งคนนี้
แต่ใครใช้ให้คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นฮ่องเต้ผู้ปรีชาสามารถที่หาตัวจับยาก จนทำให้หลี่ไท่โฮ่วสามารถพึ่งพาได้ล่ะ?
พูดมาถึงขนาดนี้ จางจวีเจิ้งก็ปากแข็งต่อไปไม่ลงแล้ว
ในเมื่อเตรียมจะโก่งราคา ก็ต้องรู้จักพอประมาณ
จางจวีเจิ้งคุกเข่ากราบทูล "ฝ่าบาทแทนที่จะทรงร้อนพระทัยเรื่องในครอบครัว สู้ทรงร้อนพระทัยเรื่องของแผ่นดินจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ"
"ราษฎรทั่วหล้ากำลังรอคอยความช่วยเหลือ บ้านเมืองกำลังสั่นคลอน"
"ต่างก็เฝ้ารอให้ฝ่าบาทขจัดของเก่าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ พลิกฟื้นบ้านเมืองอีกครั้ง!"
การขจัดของเก่าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ก็คือข้อเรียกร้องของจางจวีเจิ้ง
ในที่สุดเขาก็เลิกพูดอ้อมค้อม
และเสนอเงื่อนไขออกมา
นี่คือทั้งคำขอ และเป็นทั้งเส้นตาย
หากแม้แต่เรื่องนี้ยังตกลงกันไม่ได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องคุยกันอีก
ในทางกลับกัน หากมีใจสนับสนุนนโยบายใหม่ ก็ไม่มีเรื่องไหนที่คุยกันไม่ได้
เมื่อได้ยินคำพูดนี้
จูอี้จวินก็ยืดตัวลุกขึ้นยืน
เดินเข้าไปหาจางจวีเจิ้ง
"ในเมื่อพูดมาถึงตรงนี้แล้ว ข้าก็จะไม่พูดอ้อมค้อมกับท่านแล้ว"
"ข้ารังเกียจท่าทีอ่อนแอของราชวงศ์ซ่งในอดีต และหลงใหลในความองอาจของราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์ถังอย่างหมดหัวใจ"
เขายืดหลังตรง ค่อยๆ เดินลงมาจากแท่นประทับ
"ได้ยินมาว่าเมื่อครั้งขงเบ้งยังไม่ออกจากเขา ก็มีความมุ่งมั่นที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับก่วนจ้งและเย่ว์อี้"
"และยังได้เห็นคำกล่าวของถังไท่จงที่ว่า สงบแผ่นดินได้เมื่ออายุยี่สิบสี่ ความเก่งกาจด้านการรบทรงเหนือกว่าฮ่องเต้ทุกยุคทุกสมัย"
"และยังมีผู้ที่ข้าเลื่อมใสอย่างยิ่งกล่าวไว้ว่า 'ยอดคนผู้ยิ่งใหญ่ ต้องดูที่ยุคนี้'"
เขาก้าวเดินอย่างสง่าผ่าเผย จ้องมองจางจวีเจิ้งตรงๆ
"วันนี้ข้าก็จะขอทำหน้าที่นี้โดยไม่เกี่ยงงอน! นอกจากข้าแล้วจะมีใคร!"
"จางชิง ข้าขอบอกเจ้าให้ชัดเจน!"
จูอี้จวินเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าจางจวีเจิ้ง
คว้ามือของจางจวีเจิ้งมากุมไว้ แล้วเอ่ยทีละคำ "ตอนที่เสด็จปู่อาการเพียบหนัก เคยเรียกข้ากับเสด็จพ่อเข้าไปพบ"
"และตรัสกับตัวเองว่า ครึ่งชีวิตสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ครึ่งชีวิตไร้ผลงาน ทั้งการบำเพ็ญเพียรและการปกครองบ้านเมืองล้วนว่างเปล่า แผ่นดินเกือบจะต้องล่มสลาย"
"ตอนนั้นข้ายังเด็ก เริ่มมีความมุ่งมั่น จึงจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ ต่อมาเมื่อโตขึ้น ก็เริ่มมีแบบแผน"
"ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ในใจก็จะมีคลื่นลมโหมกระหน่ำ สายฟ้าแลบแปลบปลาบ!"
"ข้าตั้งปณิธานไว้ว่า จะถือเอาเสด็จปู่เป็นบทเรียน! จะต้องสร้างผลงานให้เหนือกว่าสามกษัตริย์ คุณธรรมเหนือกว่าห้าจักรพรรดิ เป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรมที่จะกอบกู้แผ่นดิน และสร้างความเจริญรุ่งเรืองไปหมื่นปีให้จงได้!"
"เรื่องการขจัดของเก่าสร้างสรรค์สิ่งใหม่! แม้ข้าจะต้องตายไปพร้อมกับแผ่นดิน ข้าก็จะทำให้จงได้!"
"ฟ้าดินเป็นพยาน ไม่มีทางหันหลังกลับเด็ดขาด!"
"จางชิง ท่านเชื่อข้าหรือไม่?"
[จบแล้ว]