- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นฮ่องเต้ ขอใช้เล่ห์ครองแผ่นดิน
- บทที่ 44 - สหายร่วมเป็นร่วมตายถึงคราวต้องแยกทาง
บทที่ 44 - สหายร่วมเป็นร่วมตายถึงคราวต้องแยกทาง
บทที่ 44 - สหายร่วมเป็นร่วมตายถึงคราวต้องแยกทาง
บทที่ 44 - สหายร่วมเป็นร่วมตายถึงคราวต้องแยกทาง
จางจวีเจิ้งกลับมาจากการไปตรวจดูสุสานหลวงแล้ว
มีเพียงเขาที่เดินทางกลับมาล่วงหน้า ส่วนคนอื่นๆ ยังคงเดินทางอยู่
เพราะมหาเสนาบดีจางเป็นลมแดด เป็นลมแดดเข้าจริงๆ
ตอนนี้นอนพักอยู่ที่บ้าน โดยมีจางจิ้งซิวผู้เป็นลูกชายคอยต้มยาป้อนให้
จางจิ้งซิวประคองถ้วยยาผลักประตูเข้ามา เดินไปที่ข้างเตียงแล้วเอ่ยเสียงเบา "ท่านพ่อ ได้เวลาดื่มยาแล้วขอรับ"
จางจวีเจิ้งค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง รับถ้วยยามาแล้วยกดื่มรวดเดียวจนหมด
หลังจากป้อนยาเสร็จ จางจิ้งซิวก็เก็บกวาดไปพลางบ่นไปพลาง "จะรีบร้อนกลับมาทำไมก็ไม่รู้"
ถึงแม้ว่าที่ภูเขาเทียนโช่วจะร้อนอบอ้าวมากก็ตาม
แต่การเดินทางของขุนนางชั้นผู้ใหญ่เพื่อไปเลือกสถานที่สร้างสุสานหลวงให้อดีตฮ่องเต้ ย่อมมีทั้งร่มเงาและน้ำแข็งประคบคลายร้อนเตรียมไว้อย่างพรั่งพร้อม จะเป็นลมแดดได้ง่ายๆ ได้อย่างไร
นี่มันจงใจตากแดดให้เป็นลมชัดๆ จะได้มีข้ออ้างรีบเดินทางกลับมาให้เร็วที่สุด
จางจวีเจิ้งเอนตัวลงนอนเงียบๆ ไม่มีอารมณ์จะมาต่อปากต่อคำกับลูกชาย
การกระทำของเกาหงในครั้งนี้ แม้แต่เขาเองก็ยังคาดไม่ถึง
จนต้องใช้วิธีนี้เพื่อรีบกลับมาตามล้างตามเช็ดปัญหาที่เกิดขึ้น
ระหว่างทางยังมีเรื่องให้ตกใจระลอกแล้วระลอกเล่าแว่วเข้าหูเขามาตลอด
เดี๋ยวก็เรื่องเฝิงเป่าถูกปลดจากหน่วยบูรพาและให้หลี่จิ้นขึ้นมารับตำแหน่งแทน
เดี๋ยวก็เรื่องเกาหงต้องการยกเลิกสำนักตรวจระเบียบ
และเมื่อได้ยินว่าเกาหงหงายไพ่ใบสุดท้าย เตรียมจะเสนอพระสมัญญานามให้เฉินไท่โฮ่ว ในใจเขาก็ปั่นป่วนราวกับคลื่นลมโหมกระหน่ำ
นี่แหละคือสหายร่วมเป็นร่วมตายของเขา สติปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมไม่ทำให้เขาผิดหวังจริงๆ
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น จางซื่อซิวลูกชายคนรองก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ชี้มือไปทางหน้าประตูบ้าน "ท่านพ่อ! มี..."
จางจวีเจิ้งพูดแทรกขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ "ไม่ได้บอกหรือไงว่าวันนี้งดรับแขก ไม่ว่าใครมาก็ไม่ต้องให้เข้าพบ?"
จางซื่อซิวหอบหายใจฮักๆ "คือ... คือท่านมหาเสนาบดีขอรับ!"
จางจวีเจิ้งสะบัดผ้าห่มทิ้งทันที
คว้าเสื้อผ้ามาสวมลวกๆ
วิ่งพรวดพราดออกไปจากประตู ทิ้งไว้เพียงเสียงที่แว่วมาจากนอกห้อง "ไป เชิญเขามาพบข้าที่ห้องหนังสือ!"
...
เกาหงถูกจางซื่อซิวเชิญมาที่ห้องหนังสือ เห็นจางจวีเจิ้งนั่งตัวตรงแหน่วอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ
มือข้างหนึ่งถือสรุปรายงานของศาลาในในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มืออีกข้างประคองถ้วยยา
จิบไปคำหนึ่งราวกับกำลังดื่มชา แล้วก็พลิกอ่านรายงานต่อไป
"ใต้เท้าเชิญตามสบาย ท่านมหาเสนาบดีมาเยี่ยมขอรับ"
จางซื่อซิวบอกกล่าวเสร็จ ก็จัดแจงที่นั่งให้เกาหงแล้วเดินออกไป
เกาหงทรุดตัวลงนั่งตามสบายพลางส่ายหน้า "เด็กคนนี้ ไม่รู้จักชงชาให้ข้าสักถ้วยเลย"
จางจวีเจิ้งเพิ่งจะหันไปมองเกาหง ออกรับแทนลูกชายอย่างแนบเนียนว่า "ที่บ้านชาหมดแล้ว"
ข้ออ้างนี้มันปลอมจนดูไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย
เกาหงก็แค่พูดไปอย่างนั้น ไม่ได้อยากจะดื่มชาจริงๆ
เขาจ้องมองจางจวีเจิ้งอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็หัวเราะออกมา "เป็นลมแดดจริงๆ หรือ? ถึงได้รีบร้อนขนาดนี้?"
จางจวีเจิ้งถูกเย้าแหย่จนรู้สึกหน้าม้าน
เขาวางถ้วยยาในมือลงแล้วพูดอย่างหงุดหงิด "จะให้หมอหลวงมาตรวจดูตอนที่ข้าแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าหรือไง? แบบนั้นก็กลายเป็นสุมาอี้ไปแล้วสิ"
เกาหงรู้ดีว่าคำพูดนี้กำลังเหน็บแนมเขาอยู่
เป็นการอุปมาอุปไมยว่าการกระทำของเขาในตอนนี้ ช่างคล้ายคลึงกับสุมาอี้เสียเหลือเกิน
เขาไม่ได้ถือสาหาความ กลับถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง "ถ้าอย่างนั้นก็พักผ่อนให้มากๆ เถอะ ช่วงนี้คงยังไม่ต้องพึ่งให้เจ้ามาจัดการงานราชการอะไรหรอก"
คนอย่างเกาหง เวลาตกเป็นรองมักจะอารมณ์เสีย แต่พอได้เปรียบเมื่อไหร่ล่ะก็ ปากคอเราะรายนักเชียว
จางจวีเจิ้งจนปัญญาจริงๆ "คุยเรื่องงานกันดีกว่า"
เกาหงพยักหน้า "ได้ ไปคุยกันที่ลานบ้านดีไหม?"
คนที่มีตำแหน่งสูงส่ง มักจะมีความเคยชินแบบนี้
ถ้าไม่ใช่ในตำหนักที่กว้างขวาง ก็ต้องเป็นลานบ้านที่ไม่มีผู้คน
สรุปก็คือ เวลาคุยเรื่องสำคัญ จะยอมให้มีหน้าต่างมีหูประตูมีช่องไม่ได้เด็ดขาด
จางจวีเจิ้งถามความเห็น "ช่วยประคองข้าหน่อยได้ไหม?"
เกาหงไม่สนใจเขาสักนิด เดินออกไปที่ประตูแล้วตะโกนลั่น "เจ้าหนูตระกูลจาง มาประคองพ่อเจ้าหน่อย!"
จางจวีเจิ้งแอบเสียดายอยู่ในใจ โอกาสที่จะให้เกาหงคอยปรนนิบัติรับใช้นั้นหาได้ยากยิ่ง
เสียงตะโกนของเกาหงเรียกลูกชายทั้งสองของจางจวีเจิ้งให้รีบวิ่งมา
คนหนึ่งประคองบิดาผู้แก่ชรา ส่วนอีกคนเดินตามหลังคอยดูแลอย่างระมัดระวัง
เดินตามเกาหงไปจนถึงศาลากลางลานบ้าน
จางจวีเจิ้งไล่ลูกชายออกไป "เอาล่ะ ออกไปได้แล้ว ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านมหาเสนาบดี"
รู้มากไปก็รังแต่จะนำภัยมาสู่ตัว
แต่พอนั่งลงบนม้านั่งหิน หันกลับไปก็เห็นลูกชายทั้งสองยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
จางจวีเจิ้งถลึงตาใส่ ใช้สายตาไล่ตะเพิด
เกาหงออกหน้าไกล่เกลี่ยให้ "เด็กๆ คงกลัวว่าข้าจะรังแกเจ้าล่ะมั้ง"
"ก็ให้พวกเขาลองฟังดูเถอะ ข้าก็ไม่ได้จะพูดจาทำร้ายใครเสียหน่อย"
จางจวีเจิ้งจนปัญญา
จำต้องโบกมือไล่ให้ลูกชายทั้งสองถอยไปยืนห่างๆ หน่อย
ลูกชายทั้งสองถอยออกไปนอกศาลาอย่างนอบน้อม กะระยะห่างให้พอได้ยินเสียง แต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการละลาบละล้วงจนเกินไป
เมื่อเหลือกันอยู่เพียงสองคน เกาหงถึงได้กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วถอนหายใจออกมา "จวนของเจ้านี่กว้างขวางดีจริงๆ ดีกว่ารังหนูจวนของข้าตั้งเยอะ"
จางจวีเจิ้งไม่รับมุก "บ้านท่านไม่มีแม้แต่ศาลารับลม แล้วจะคุยธุระกันได้ยังไง"
เกาหงยิ้ม "แบบนี้ถึงจะไม่โดนริบทรัพย์ง่ายๆ ไงล่ะ"
พูดจบเขาก็หุบยิ้มลง
มองจางจวีเจิ้งด้วยสีหน้าจริงจัง "ป๋ายกุย เกษียณอายุราชการเถอะ"
จางจวีเจิ้งนิ่งเงียบ
เขาไม่ตอบคำถามตรงๆ กลับเอ่ยถามขึ้นว่า "ได้ยินมาว่าท่านยอมปล่อยหยางปั๋วกับจางซื่อเหวยไป แล้วทำไมพอมาถึงตาข้า ถึงได้มาเกลี้ยกล่อมให้ข้าเกษียณเสียล่ะ"
เรื่องที่เกาหงไปหาหลวี่เตี้ยวหยาง จางจวีเจิ้งย่อมไม่มีทางรู้
แต่เรื่องที่หยางปั๋วกับจางซื่อเหวยไปหาถึงบ้านเมื่อคืนนี้ เขาพอจะได้ยินมาบ้าง
ผลลัพธ์ก็เห็นๆ กันอยู่
ในเมื่อหยางปั๋วมาปรากฏตัวที่การว่าราชการ นั่นก็หมายความว่าเกาหงยอมปล่อยผ่านไปอย่างง่ายดาย
มิฉะนั้นวันนี้คงมีคนอ้างว่าป่วยมากกว่าเจ้ากรมอาญาเพียงคนเดียวแน่
เกาหงไม่อ้อมค้อมกับจางจวีเจิ้ง พูดตรงไปตรงมาว่า "หยางปั๋วกับจางซื่อเหวย ท้ายที่สุดก็เป็นแค่พวกเห็นแก่ได้"
"เก็บพวกเขาไว้ก็เพื่อปลอบขวัญทหารที่ซวนต๋า ข้าก็ไม่ได้กลัวว่าพวกเขาจะมาลอบกัดข้าอีก"
"ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็คงเหมือนในนิยายไซอิ๋ว พวกเขาหนีไม่พ้นเงื้อมมือข้าหรอก"
"ไม่ใช่แค่พวกเขา แม้แต่หลวี่เตี้ยวหยางข้าก็ยังทนได้"
"ตราบใดที่เป็นคนที่ข้าควบคุมได้ และเป็นประโยชน์ต่อการบริหารบ้านเมือง ข้าก็ทนได้ทั้งนั้น"
"แต่เจ้ามันไม่เหมือนกัน..."
"ป๋ายกุย เกษียณอายุราชการเถอะ"
เขาไม่ได้อธิบายว่าไม่เหมือนกันอย่างไร เพียงแต่ย้ำความต้องการเดิมอีกครั้ง
จางจวีเจิ้งถามด้วยความอยากรู้ "หากข้าเกษียณอายุราชการ ท่านเตรียมจะทำอะไรต่อไป? ตั้งใจจะเป็นสุมาอี้จริงๆ หรือ?"
เกาหงลุกขึ้นยืน ตบไหล่จางจวีเจิ้งเบาๆ "ไม่ต้องมาหยั่งเชิงหรอก"
"ข้าบอกเจ้าตามตรงเลยก็ได้ ข้าต้องการอำนาจอัครมหาเสนาบดีอย่างแท้จริง!"
"การรวบอำนาจจากสำนักตรวจระเบียบ เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น รอจนถึงปีหน้าที่มีการเปลี่ยนรัชศก ข้าจะทูลขอให้ฮ่องเต้และพระพันปีทั้งสอง แยกหน่วยงานศาลาในออกมาเป็นอิสระ เพิ่มระดับขั้นให้สูงกว่าหกกรม"
"ไม่ใช่แค่หวังฉงกู่กับหลวี่เตี้ยวหยาง แต่ข้าจะเพิ่มตำแหน่งในศาลาในให้มากขึ้น ฟื้นฟูระบบสองฝ่ายซ้ายขวา ดึงเอาคนเก่งๆ เข้ามาร่วมงาน"
"ถึงเวลานั้น อาจจะให้เจ้ากลับมาศาลาในอีกครั้งก็ได้"
จางจวีเจิ้งนั่งฟังอย่างเงียบๆ
เมื่อเกาหงพูดจบ ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจออกมา "เกาซู่ชิง สิ่งที่ท่านทำอยู่ แทบจะไม่มีอะไรต่างจากการก่อกบฏเลยนะ"
จู่ๆ เกาหงก็หัวเราะลั่น
หัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย
ดูเหมือนเขาจะมีอารมณ์สุนทรีย์ขึ้นมาอย่างกะทันหัน หรืออาจจะเพราะแผนการก้าวหน้าไปอีกขั้น จึงต้องการใครสักคนมารับฟัง
เขาทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามจางจวีเจิ้ง "เอาล่ะ ตั้งแต่อดีตฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ พวกเราสองคนก็ไม่เคยได้กลับไปสัมผัสบรรยากาศเหมือนตอนอยู่จวนอ๋องอวี้อีกเลย"
"กว่าหกปีแล้วที่ไม่ได้มาถกปัญหากัน วันนี้ข้าจะมาถกกับเจ้าให้รู้เรื่องกันไปเลย!"
จางจวีเจิ้งยืดตัวตรง ผายมือเป็นเชิงเชิญ
เกาหงไม่เกรงใจ เริ่มเปิดประเด็นก่อน "ในบันทึกเหวินเซี่ยนทงเข่ากล่าวไว้ว่า 'หวงตี้ตั้งเสนาบดีหกคน เหยามีเสนาบดีสิบหกคน ซางทังมีเสนาบดีซ้ายขวา โจวเฉิงหวังมีเสนาบดีซ้ายขวา'"
"ข้าคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่แต่งเติมขึ้นมาเอง"
"แต่หากดูจากคัมภีร์ชุนชิว ปีที่ยี่สิบห้าในรัชสมัยเซียงกงระบุว่า 'สนมคนโปรดให้กำเนิดจิ่งกง วันติงโฉว ชุยจู้สถาปนาให้เป็นกษัตริย์และตั้งตนเป็นอัครมหาเสนาบดี ชิ่งเฟิงเป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย'"
"หรือแม้แต่จะอ้างอิงจากพงศาวดารฉินปุ๋นจี้ ก็ยังมีกล่าวว่า 'ปีที่สองในรัชสมัยฉินอู่หวัง เริ่มตั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี ซูลี่จี๋และกานเม่าเป็นอัครมหาเสนาบดีซ้ายขวา'"
"ถ้าคิดแบบเผื่อเหลือเผื่อขาด ก็กินเวลามาสองพันกว่าปีแล้ว"
"พัฒนาและสืบทอดกันมาเป็นทอดๆ ได้รับการยกย่องจากคนทุกยุคทุกสมัย แล้วเหตุใดปฐมกษัตริย์ถึงได้ยกเลิกไปเสียล่ะ?"
"สองพันปีเทียบกับสองร้อยปี เจ้าคิดว่าอย่างไร?"
ทั้งสองต่างก็เป็นผู้รอบรู้ ยิ่งตำแหน่งขุนนางมาถึงจุดนี้แล้ว จะไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองได้อย่างไร?
จางจวีเจิ้งก็ไม่ยอมแพ้ "บรรพบุรุษไม่ใช่สิ่งตายตัวที่ต้องทำตามเสมอไป!"
"สิ่งที่เรียกว่ากฎเกณฑ์เก่าแก่ เป็นแค่เครื่องมือเพื่อความมั่นคงของราชสำนัก เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทุกฝ่ายเท่านั้น ไม่ใช่สัจธรรมที่ต้องยึดถือไปตลอดกาลเสียหน่อย"
"การที่ปฐมกษัตริย์ยกเลิกตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี นั่นแหละคือวิวัฒนาการตามกระแสโลก ก้าวไปพร้อมกับยุคสมัย พัฒนาขึ้นไปทุกวันทุกเดือน"
"อย่าว่าแต่สองพันปีเลย ต่อให้สองหมื่นปี ก็เป็นแค่โครงกระดูกในหลุมฝังศพเท่านั้น!"
สองพี่น้องที่แอบฟังอยู่ด้านข้าง จางซื่อซิวอายุยังน้อยจึงไม่ค่อยเข้าใจ
เลยสะกิดพี่ชายที่อยู่ข้างๆ "ท่านพี่ พวกเขากำลังเถียงเรื่องอะไรกันอยู่หรือ?"
จางจิ้งซิวฟังอย่างใจจดใจจ่อ พอถูกสะกิดก็ตอบกลับไปอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก "ท่านมหาเสนาบดีบอกว่าระบบอัครมหาเสนาบดี มีประวัติศาสตร์ยาวนาน พัฒนามากว่าสองพันปี จนถือว่าสมบูรณ์แบบมากแล้ว"
"แต่ท่านพ่อบอกว่า ระบบอัครมหาเสนาบดีมีไว้เพื่อความมั่นคงของราชสำนัก เป็นแค่ช่วงรอยต่อเท่านั้น เวลาผ่านไปสองพันปี สถานการณ์บ้านเมืองก็เปลี่ยนไปแล้ว"
จางซื่อซิวพยักหน้าทำทีว่าเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
ภายในศาลา
เกาหงแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ช่างเป็นวิวัฒนาการตามกระแสโลกเสียจริง ป๋ายกุย ข้าจะบอกให้ว่าอะไรคือวิวัฒนาการตามกระแสโลก"
"การสละราชสมบัติของกษัตริย์ผู้ทรงธรรมในยุคโบราณ บรรดาบัณฑิตต่างก็ยกย่องสรรเสริญกันมาเป็นพันปี จะพูดยังไงก็ช่าง ท้ายที่สุดก็ถูกแทนที่ด้วยการสืบทอดทางสายเลือดอยู่ดี เพราะอะไรล่ะ? ก็เพราะมันคือวิวัฒนาการตามกระแสโลกไงล่ะ!"
"สามกษัตริย์บุกเบิกด้วยความยากลำบาก เผ่าพันธุ์มนุษย์ยังมีน้อย"
"การสละราชสมบัติ หมายความว่าทุกคนมีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่ง"
"เมื่อมีการแย่งชิงสิทธิ์ในการสืบทอดภายใน แถมการส่งมอบอำนาจระหว่างคนเก่ากับคนใหม่ก็ไม่ราบรื่น คนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา พอถึงเวลาเปลี่ยนแผ่นดิน ก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก โดนตามล้างตามเช็ดกันเป็นทอดๆ!"
"นั่นหมายถึงความวุ่นวายและพลิกผัน! หมายถึงความโกลาหลของสถานการณ์บ้านเมือง!"
"จนถึงขั้นมีคำกล่าวที่ว่า 'ซุ่นถูกกักขัง เหยาตายในป่า'"
"แต่การสืบทอดทางสายเลือด สามารถตัดสิทธิ์คนส่วนใหญ่ในการสืบทอดตำแหน่งได้ แถมยังมีความผูกพันทางสายเลือดระหว่างพ่อลูก สามารถถ่ายทอดอำนาจได้อย่างราบรื่นและมั่นคง"
"นี่คือทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของราชสำนัก นี่แหละคือวิวัฒนาการตามกระแสโลก! ทุกอย่างก็เพื่อความมั่นคงของราชสำนักทั้งสิ้น! ไม่ใช่เพราะสายเลือดศักดิ์สิทธิ์หรือบุตรแห่งสวรรค์บ้าบออะไรที่พวกบัณฑิตพร่ำเพ้อหรอก!"
"ราชสำนัก ก็คือกระแสโลก! ราชสำนัก ก็คือฉันทามติของคนทั้งแผ่นดิน!"
"เจ้าคิดว่าระบบอัครมหาเสนาบดีมาจากไหน?"
"ก็เพื่อความมั่นคงของราชสำนักนั่นแหละ!"
"จิ๋นซีฮ่องเต้กวาดล้างหกแคว้นผนวกดินแดน ภารกิจร้อยแปดพันเก้าเพิ่มขึ้นทุกวัน จนต้องตั้งอัครมหาเสนาบดีซ้ายขวาขึ้นมา เพื่อช่วยโอรสสวรรค์จัดการราชการแผ่นดิน"
"เพราะอะไรล่ะ? ก็เพราะงานบ้านเมืองมันซับซ้อนและยุ่งยาก ต้องอาศัยมือคนอื่นมาช่วยจัดการไงล่ะ! ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความมั่นคงของราชสำนัก!"
"อะไรคือกำหนดของกระแสโลก? โอรสสวรรค์ปล่อยวางให้เสนาบดีแบ่งเบาอำนาจ นั่นแหละคือวิวัฒนาการตามกระแสโลก!"
"ทุกยุคทุกสมัย ล้วนมีการลดทอนแล้วกลับมาแข็งแกร่งใหม่ ระบบสามกระทรวงก็เป็นเช่นนี้ ระบบสองฝ่ายซ้ายขวาก็เป็นเช่นนี้!"
"ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ปฐมกษัตริย์ยกเลิกระบบอัครมหาเสนาบดีไปแล้ว ทำไมคนรุ่นหลังถึงต้องมาตั้งศาลาในขึ้นมาอีกล่ะ?"
จางซื่อซิวหันไปมองจางจิ้งซิวด้วยความงุนงงอีกครั้ง
ในฐานะพี่ชาย แม้จะไม่อยากละสายตา แต่ก็จำต้องอธิบาย "ท่านพ่อบอกว่าเพื่อความมั่นคงของราชสำนัก ระบบอัครมหาเสนาบดีเป็นเพียงแค่รอยต่อ"
"ท่านมหาเสนาบดียอมรับในข้อแรก แต่ปฏิเสธข้อหลัง"
"บอกว่าระบบอัครมหาเสนาบดีนี่แหละ ที่วิวัฒนาการมาจากความดูแลไม่ไหวของโอรสสวรรค์ แล้วยังยกตัวอย่างจิ๋นซีฮ่องเต้กับศาลาในของราชวงศ์เราด้วย"
"ความหมายก็คือ ตราบใดที่ยังมีระบบฮ่องเต้ ระบบอัครมหาเสนาบดีก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ต่อให้ยกเลิกไปแล้วก็จะถูกตั้งขึ้นมาใหม่เพราะฮ่องเต้ดูแลไม่ไหวอยู่ดี อย่างเช่นศาลาในเป็นต้น นี่แหละคือวิวัฒนาการตามกระแสโลก"
จางซื่อซิวพยักหน้า ในที่สุดก็ฟังเข้าใจเสียที
ภายในศาลา
จางจวีเจิ้งก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน
เขาไม่สนแม้กระทั่งร่างกายที่ป่วยไข้ ลุกพรวดขึ้นมาทันที
ตวัดมือชี้แจงอย่างมีพลัง "ผิดถนัด!"
"กษัตริย์แห่งราชวงศ์โจวสูญเสียอำนาจ ผู้คนทั่วหล้าต่างแก่งแย่งชิงดี"
"แต่ระบบการแบ่งแยกดินแดนให้เจ้าแคว้นปกครอง กลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ถูกแทนที่ด้วยระบบเขตและอำเภอทั้งหมด"
"ฮั่นเกาจู่ปราบปรามทรราช ก็ยังคงสืบทอดระบบของราชวงศ์ฉิน"
"ราชวงศ์ฮั่นทั้งสองยุคก่อตั้งหน่วยงานบริหาร ก็เพื่อควบคุมท้องถิ่น"
"จนมาถึงยุคสุยและถัง แบ่งออกเป็นสามกระทรวง ก็เพื่อควบคุมอำนาจอัครมหาเสนาบดี"
"เพราะอะไรล่ะ? ก็เพื่อรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางไงล่ะ!"
"ระบบอัครมหาเสนาบดี เป็นเพียงรอยต่อของการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเท่านั้น"
"การที่ราชวงศ์เรายกเลิกระบบอัครมหาเสนาบดี ก็เพื่อเทิดทูนฮ่องเต้แต่เพียงผู้เดียว!"
"ศาลาใน เป็นเพียงหน่วยงานส่วนตัวของโอรสสวรรค์ นี่ไม่ชัดเจนพออีกหรือ?"
คราวนี้ไม่ต้องรอให้น้องชายถาม จางจิ้งซิวอธิบายขึ้นมาเอง "สิ่งที่เรียกว่าวิวัฒนาการตามกระแสโลก ก็คือการแย่งชิงลิขิตสวรรค์"
"คล้อยตาม ก็คือการตอบสนองต่อบัญชาสวรรค์ ฝ่าฝืน ก็คือการกระทำที่ทวนกระแส"
"ท่านมหาเสนาบดีกับท่านพ่อกำลังเถียงกันเรื่องนี้อยู่ ท่านมหาเสนาบดีบอกว่าระบบอัครมหาเสนาบดี เป็นตัวแทนของวิถีแห่งวิวัฒนาการตามกระแสโลก ปฐมกษัตริย์เดินถอยหลัง ช้าเร็วก็ต้องรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่"
"ท่านพ่อเลยบอกว่า การรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางต่างหาก ถึงจะเป็นวิถีแห่งวิวัฒนาการตามกระแสโลก"
"ตั้งแต่ก่อนยุคราชวงศ์ฉินมาจนถึงปัจจุบัน ล้วนเป็นกระบวนการรวบอำนาจของศูนย์กลางทั้งสิ้น ระบบอัครมหาเสนาบดีเป็นเพียงความจำเป็นชั่วคราว สมควรที่จะถูกเรียกคืนอำนาจ"
"ส่วนเรื่องที่ว่าฮ่องเต้จัดการราชการไม่ไหว ระบบศาลาในในปัจจุบันก็ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เห็นจำเป็นต้องพึ่งพาระบบอัครมหาเสนาบดีเลย"
เกาหงก็ลุกพรวดขึ้นมาเช่นกัน
เหงื่อท่วมหัว ดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาตบโต๊ะหินดังปัง "ถ้ามันใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอนแรกตำแหน่งของศาลาในยังอยู่หลังหกกรมด้วยซ้ำ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้ขึ้นมาอยู่แถวหน้าสุดล่ะ? เจ้านี่มันยึดติดกับกฎเกณฑ์จนไม่ดูสถานการณ์จริงเอาเสียเลย!"
"ตอนนี้ศาลาใน ไม่ใช่กำลังพัฒนาไปเป็นจวนอัครมหาเสนาบดีหรอกหรือ? สิ่งที่ข้าทำอยู่ ก็คือส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการตามกระแสโลกนี่แหละ!"
จางจวีเจิ้งที่อยู่ในศาลาเอามือไพล่หลัง ไม่แสดงท่าทีอ่อนด้อยเลยแม้แต่น้อย
เขาจ้องมองเกาหงอย่างไม่ลดละ "คาดเดาเอาเองทั้งนั้น! ท่านมหาเสนาบดีรู้ได้อย่างไรว่า จุดจบของวิวัฒนาการของศาลาในและสำนักตรวจระเบียบ จะไม่สามารถผสานกันได้อย่างลงตัว?"
"ท่านต่างหากที่เป็นคนเดินถอยหลัง!"
เกาหงแค่นเสียงเย็นชา "เจ้าคิดว่าการเทิดทูนฮ่องเต้ของเจ้า มันคือแนวโน้มของกระแสโลกงั้นหรือ?"
"ความเป็นความตายของคนทั้งแผ่นดินตกอยู่ในมือคนเพียงคนเดียว?"
"ลืมเรื่องเจี๋ยกับโจ้วไปแล้วหรือไง?"
จางจวีเจิ้งส่ายหน้า "พวกเราเหล่าขุนนางผู้ช่วย ก็มีไว้เพื่อการนี้แหละ"
"หากฮ่องเต้ไม่ทรงพระปรีชา ก็ช่วยประคับประคอง หากฮ่องเต้ทรงพระปรีชา ก็สามารถรวบรวมพลังของคนทั้งแผ่นดินได้!"
"เหมือนดั่งฮั่นอู่ตี้ที่กวาดล้างซงหนู ปฐมกษัตริย์ที่กอบกู้แผ่นดิน!"
"นี่ต่างหาก ถึงจะเป็นวิวัฒนาการตามกระแสโลก!"
จางจิ้งซิวฟังจนเคลิบเคลิ้ม
จนกระทั่งถูกน้องชายเกาหลังถึงได้สติกลับมา รีบอธิบายว่า "ความหมายของท่านพ่อคือ"
"ฮ่องเต้คือผู้ที่ได้รับการเคารพสูงสุดจากคนทั้งแผ่นดิน มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่จะสามารถรวบรวมคนทั้งแผ่นดิน เพื่อสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่เหนือใครได้ หากมีการแบ่งแยกอำนาจ ศูนย์กลางย่อมต้องอ่อนแอลง และไม่สามารถทำเรื่องยิ่งใหญ่ระดับประเทศได้อีก"
"ส่วนเรื่องที่ว่าหากฮ่องเต้ไม่ทรงพระปรีชา ก็ยังมีคนคอยช่วยประคับประคองอยู่"
"แต่หากแบ่งแยกอำนาจ อาจจะทำให้มาตรฐานขั้นต่ำสูงขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่สามารถรวบรวมพลังของคนทั้งแผ่นดินเพื่อทำเรื่องยิ่งใหญ่ได้อีกต่อไป"
เกาหงสะบัดแขนเสื้อ
หันหลังให้จางจวีเจิ้ง แล้วโต้แย้งว่า "ศูนย์กลางก็ส่วนศูนย์กลาง ฮ่องเต้และอัครมหาเสนาบดีก็ส่วนฮ่องเต้และอัครมหาเสนาบดี"
"สมัยราชวงศ์ฮั่น รวบรวมผู้กล้าจากทั่วแผ่นดิน สามขุนนางผู้ใหญ่ตั้งหน่วยงานขึ้นมาบริหาร"
"มาถึงยุคสุยและถัง ก็มีการสอบจอหงวน แบ่งเป็นสามกระทรวง คัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถมาเป็นอัครมหาเสนาบดี ร่วมกันปรึกษาหารือราชการแผ่นดิน"
"กระแสโลก ย่อมเป็นผลงานของราษฎรทั้งแผ่นดิน เช่นนี้ต่างหาก ถึงจะเรียกว่าเป็นการรวบรวมพลังของคนทั้งแผ่นดิน!"
"สิ่งที่ข้าต้องการ คือรวบอำนาจจากทั่วแผ่นดิน มาไว้ที่ศูนย์กลาง และแบ่งอำนาจจากศูนย์กลาง ให้กับฮ่องเต้และอัครมหาเสนาบดี"
"ถึงเวลานั้น เมื่อทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน ก็ใช่ว่าจะสร้างคุณูปการอย่างปฐมกษัตริย์เกาหวงตี้ไม่ได้"
จางจวีเจิ้งรู้สึกเหนื่อยล้า จึงค่อยๆ นั่งลง
แต่ในใจกลับรู้สึกหดหู่ ความขัดแย้งระหว่างเขากับเกาหง ไม่สามารถประสานรอยร้าวได้อีกต่อไปแล้ว
เขาเข้าใจความหมายของเกาหงดี
ศูนย์กลางรวบอำนาจก็ส่วนศูนย์กลางรวบอำนาจ แต่ไม่ได้หมายความว่าฮ่องเต้ควรจะกุมอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว
อัครมหาเสนาบดีผ่านการคัดเลือก ผ่านการสอบแข่งขันอย่างยุติธรรม จึงจะสามารถเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนทั้งแผ่นดิน และพูดแทนราษฎรทั้งแผ่นดินได้
มาถึงจุดนี้ เขาก็หมดความตั้งใจที่จะเกลี้ยกล่อมเกาหงอีกต่อไป
ด้วยความที่อยากจะจบเรื่องนี้ให้สมบูรณ์ เขาจึงเอ่ยปากด้วยความเหนื่อยล้าว่า "ราษฎรทั้งแผ่นดิน..."
"เกาซู่ชิง อะไรคือราษฎรทั้งแผ่นดิน?"
"ในยุคชุนชิว ชนชั้นสูงคือราษฎรทั้งแผ่นดิน"
"ในยุคราชวงศ์ฮั่น ผู้มีอิทธิพลและตระกูลใหญ่คือราษฎรทั้งแผ่นดิน"
"ในยุคราชวงศ์จิ้น ตระกูลขุนนางเก่าแก่คือราษฎรทั้งแผ่นดิน"
"ในยุคสุยและถัง ตระกูลที่มีชื่อเสียงคือราษฎรทั้งแผ่นดิน"
"ในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ บัณฑิตคือราษฎรทั้งแผ่นดิน"
"เกาซู่ชิง 'ราษฎรทั้งแผ่นดิน' ที่ผูกขาดอำนาจเบื้องบนเบื้องล่าง และแบ่งสรรปันส่วนอำนาจกันเอง ท่านไม่เคยเห็นในหน้าประวัติศาสตร์เลยจริงๆ หรือ?"
"จวนอัครมหาเสนาบดีของท่าน จะมีความแตกต่างอะไรกัน? หรือจะปล่อยให้คนพวกนี้ตั้งพรรคตั้งพวกกันขึ้นมาอีก..."
ยังพูดไม่ทันจบ
เกาหงก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ "การสอบจอหงวนก็มีวิวัฒนาการตามกระแสโลกของมัน ย่อมต้องสามารถคัดเลือกคนโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น รวบรวมผู้มีความรู้ความสามารถจากทั่วแผ่นดิน ย่อมได้วิญญูชนที่รวมกลุ่มกันแต่ไม่ตั้งเป็นพรรคเป็นพวก!"
จางจวีเจิ้งก็เดือดดาลขึ้นมาเช่นกัน "พวกเจ้าที่ตั้งพรรคตั้งพวกบังอาจล่วงเกินเบื้องสูง หากปล่อยให้พวกเจ้าควบคุมการสอบจอหงวน แล้วจะคัดเลือกคนโดยไม่แบ่งแยกชนชั้นได้อย่างไร!"
ทั้งสองคนจ้องหน้ากันเขม็ง ไม่มีใครยอมใคร!
พี่น้องตระกูลจางเห็นท่าไม่ดี รีบเข้ามาห้ามปราม
จางจวีเจิ้งหันหน้าหนี "อุดมการณ์ต่างกัน!"
เกาหงถ่มน้ำลาย "ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ไม่คู่ควรที่จะปรึกษาหารือด้วย!"
จางจิ้งซิวรีบเอาตัวบังพ่อผู้แก่ชราไว้ "ท่านมหาเสนาบดี จะมาด่าทอพ่อต่อหน้าลูกได้อย่างไร!"
จางจวีเจิ้งดึงตัวลูกชายกลับมา
น้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด "ท่านมหาเสนาบดี ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ข้าไม่มีทางเกษียณอายุราชการเด็ดขาด พรุ่งนี้ข้าจะไปเข้าร่วมการว่าราชการ!"
พูดจบ เขาก็ผายมือออก เห็นได้ชัดว่าเป็นการเชิญแขกกลับ
เกาหงสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
หันหลังให้ทุกคนแล้วทิ้งท้ายไว้ว่า "หากข้าชนะ ข้าจะริบทรัพย์บ้านเจ้า จะให้เจ้าไปใช้ชีวิตลำบากสักสองสามปี เพื่อสงบสติอารมณ์แล้วค่อยกลับมาศาลาใน"
จางจวีเจิ้งก็หันข้างให้แผ่นหลังของเขา แล้วเยาะเย้ยว่า "ถ้าข้าชนะคงรับประกันให้ท่านมหาเสนาบดีไม่ได้หรอกนะ ท่านมหาเสนาบดีได้แต่ภาวนาให้ถึงตอนนั้นเฝิงเป่าจะไม่ตามล้างตามเช็ดก็แล้วกัน"
เกาหงก้าวเดินออกไปอย่างมีน้ำโห "ถ้าเจ้าถึงขนาดคุมเฝิงเป่าไม่อยู่ ก็อย่าหาว่าข้าเขียนหนังสือด่าเจ้าก็แล้วกัน"
จางจวีเจิ้งมองส่งเกาหงเดินจากไป
เขารู้ดี
หลังจากการพบปะกันในครั้งนี้ ก็คือการแยกย้ายกันไปตามทาง คือการแบ่งแยกมิตรศัตรูอย่างชัดเจน
ฉากนี้ ทำให้เขาพยายามค้นหาเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันในความทรงจำอย่างไม่มีเหตุผล
จางจวีเจิ้งพลันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จู่ๆ ก็ร้องเรียกเกาหงที่เดินไปถึงหน้าประตูด้วยเสียงอันดัง "แพ้ชนะในราชสำนัก ความเจริญหรือล่มสลายของแผ่นดิน ขอท่านมหาเสนาบดีจงคอยดูฝีมือข้าเถิด!"
[จบแล้ว]