เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 - บิดาแห่งแผ่นดินผู้โศกเศร้า ราษฎรผู้เดือดร้อนแสนสาหัส

บทที่ 23 - บิดาแห่งแผ่นดินผู้โศกเศร้า ราษฎรผู้เดือดร้อนแสนสาหัส

บทที่ 23 - บิดาแห่งแผ่นดินผู้โศกเศร้า ราษฎรผู้เดือดร้อนแสนสาหัส


บทที่ 23 - บิดาแห่งแผ่นดินผู้โศกเศร้า ราษฎรผู้เดือดร้อนแสนสาหัส

นี่แหละคือสุดยอดประสบการณ์จากชาติก่อน โครงการนำร่อง

การดำเนินการของจางจวีเจิ้งนั้นบุ่มบ่ามเกินไป ตำหนักทั้งสองก็มีท่าทีลังเล

แถมถ้าจะให้บังคับใช้ครอบคลุมไปทั้งหมด ด้วยอำนาจการบริหารจัดการในปัจจุบัน ก็คงยากที่จะรับมือไหว

จะมีขุนนางที่ไม่พอใจกี่คน และจะสร้างปัญหาใหญ่โตแค่ไหนก็ไม่อาจประเมินได้

แทนที่จะเป็นผลดี กลับรังแต่จะทำให้เกิดความวุ่นวายจนทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ

แม้ว่าจะสามารถดันทุรังบังคับใช้จนสำเร็จ แต่มันก็จะสร้างความโกรธแค้นให้กับคนหมู่มาก และเมื่อใดที่มีการเอาคืน ผลลัพธ์สุดท้ายก็คงจะหนีไม่พ้นการปลดคนทิ้งเพื่อให้กฎหมายคงอยู่ ซึ่งนั่นจะทำให้จุดจบของใครบางคนต้องพบกับความน่าเวทนาอย่างที่สุด จูอี้จวินไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

การทดลองใช้โครงการนำร่องจึงเป็นวิธีที่ควบคุมได้ง่ายกว่า เปรียบเสมือนการต้มกบในน้ำอุ่น

บุคคลระดับบิ๊กของราชวงศ์หมิงที่มีอำนาจตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเกาอิง จางจวีเจิ้ง หรือแม้แต่ตัวเขาเองที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ล้วนให้การสนับสนุนกฎหมายประเมินผลงานทั้งสิ้น

เมืองหลวงซุ่นเทียนฝู่เป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ ต่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ และไม่มีทางที่จะมีอำนาจมากพอจะรวมตัวกันถวายฎีกาหรือคุกเข่าร้องไห้หน้าประตูวังเพื่อประท้วงได้

ส่วนพวกที่อ้างว่าจะลาออกจากราชการกลับบ้านเกิด หรือจะล่องเรือหนีไปต่างแดน ก็ไม่อาจสร้างกระแสที่รุนแรงอะไรได้มากมายนัก

หากเจ้าไม่ทำ ก็มีคนอื่นพร้อมจะทำแทน ต่อให้ขุนนางตงฉินจะหายากแค่ไหน แต่เขาไม่เชื่อหรอกว่าในพื้นที่ระดับเมืองหลวงแห่งเดียวจะหาขุนนางตงฉินไม่ได้เลย

เป็นไปตามคาด ทันทีที่พระสนมหลี่กุ้ยเฟยได้ฟัง แววตาของพระนางก็ทอประกายเจิดจ้า เห็นได้ชัดว่าพระนางสนใจข้อเสนอนี้มาก ช่วงสองวันนี้ที่พระนางคอยขัดขวางกฎหมายประเมินผลงาน ก็โดนพวกขุนนางตงฉินด่าทอไปไม่น้อยเลย

วิธีของลูกชายพระนาง ช่างเป็นวิธีที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายจริงๆ

ไม่เพียงแต่จะลดขอบเขตการใช้กฎหมายประเมินผลงาน และบรรเทาความรุนแรงลง แต่ยังช่วยลดรายจ่ายในวังหลวง แถมยังได้ประเมินผลลัพธ์ภายใต้สายตาของพระนางเองอีกด้วย

ค่าใช้จ่ายในวังหลวงแต่เดิมก็ไม่ใช่น้อยๆ อยู่แล้ว

ในเมื่อไม่มีทางหารายได้เพิ่ม พระนางก็ไม่รังเกียจที่จะลดรายจ่ายลง ลูกชายทั้งสองของพระนางก็ยังไม่ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรส หากยอมให้พวกเบื้องล่างผลาญเงินในคลังจนหมดเกลี้ยง พระนางก็คงจะเป็นแม่ที่แย่เอามากๆ

พระนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตรัสขึ้นมาด้วยความรอบคอบเพื่อหาข้อบกพร่อง "เรื่องที่เมืองหลวงซุ่นเทียนฝู่นั้นไม่มีอะไรต้องห่วง แต่เรื่องกองตัดเย็บนี้ ทำไมถึงไม่ให้ขันทีคนสนิทเฝิงเป็นคนดูแลล่ะ อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงขันทีผู้กุมตราประจำสำนักตรวจระเบียบนะ"

จูอี้จวินใจเต้นระรัว เอาล่ะ ถึงเวลาใส่ไฟอีกรอบแล้ว

เขาปรายตามองเฝิงเป่าที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยใบหน้าใสซื่อ ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

เขากระซิบเบาๆ กับพระสนมหลี่กุ้ยเฟย "เสด็จแม่ ขันทีคนสนิทเฝิงเป็นทั้งขันทีผู้กุมตราประจำสำนักตรวจระเบียบ และยังควบตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยสืบราชการลับตงฉ่าง ไหนจะกององครักษ์ม้า และพระคลังข้างที่ ล้วนต้องผ่านสายตาเขาทั้งสิ้น เกรงว่าเขาคงจะยุ่งจนแบ่งร่างไม่ทันแน่ๆ พ่ะย่ะค่ะ"

"อีกอย่าง ต่อให้ขันทีคนสนิทจางจะเป็นคนดูแลเรื่องนี้ ขันทีคนสนิทเฝิงก็ยังสามารถควบคุมเขาได้อยู่ดี เพราะถึงแม้ขันทีคนสนิทจางจะได้รับแต่งตั้งจากเสด็จแม่ให้เป็นขันทีผู้บัญชาการ แต่ทุกครั้งที่เขาทำอะไร ขันทีคนสนิทเฝิงก็มักจะเข้ามาแทรกแซงด้วยตัวเองอยู่เสมอไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ"

เฝิงเป่าคนนี้ มีอำนาจล้นฟ้าเกินไปแล้ว ปัญหาเรื้อรังในวังหลวงเขาก็มีส่วนเกี่ยวข้องไม่น้อย แถมยังชอบทำตัวตีสองหน้าเวลาทำงานที่เสด็จแม่มอบหมายให้อีก เสด็จแม่จ๋า หัดดูคนให้เป็นบ้างเถอะนะ

เป็นไปตามคาด พระสนมหลี่กุ้ยเฟยตกอยู่ในภวังค์ความคิด

ผ่านไปพักใหญ่ พระนางถึงพยักหน้ารับ "ที่จวินเอ๋อร์พูด... ก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน"

จูอี้จวินแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นี่แหละคือข้อดีของการที่พระสนมหลี่กุ้ยเฟยเป็นคนหูเบา ใครเป่าหูอะไรก็เชื่อไปหมด

พระสนมหลี่กุ้ยเฟยซักไซ้ต่อ "นี่คือประการแรก แล้วประการที่สองล่ะคืออะไร"

เมื่อครู่นี้จูอี้จวินเพิ่งจะพูดถึงแค่ประการแรก แสดงว่ายังมีไอเดียอื่นซ่อนอยู่อีกแน่

จูอี้จวินเอ่ยต่อ "เสด็จแม่ สิ่งที่เรียกว่าโครงการนำร่องนั้นคือประการแรก ส่วนประการที่สองนั้น ลูกขอเรียกว่าเงินโบนัสพ่ะย่ะค่ะ"

ในเมื่อตำหนักทั้งสองกลัวว่าจะเสื่อมเสียพระเกียรติ ถ้างั้นก็ประทานรางวัลให้เสียเลยสิ

พระสนมหลี่กุ้ยเฟยถามด้วยความสงสัย "เงินโบนัสรึ"

จูอี้จวินพยักหน้า "กฎหมายประเมินผลงานนี้เข้มงวดเกินไป เสด็จแม่ก็ทรงทราบดีว่าขุนนางในราชสำนักของเรานั้น เกียจคร้านเฉื่อยชา และส่วนใหญ่ก็ยังหาเลี้ยงชีพด้วยการคอร์รัปชันอีกด้วย"

"หากจู่ๆ ก็ไปเพิ่มภาระหน้าที่ให้พวกเขา แถมยังห้ามไม่ให้คอร์รัปชันอีก เกรงว่าพวกเขาคงจะอยู่กันไม่ได้"

"และอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายตามมาได้"

เดิมทีก็กินนอนสบายๆ ไม่ต้องทำงานทำการอะไร ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดีอยู่แล้ว

พอตอนนี้มีกฎหมายประเมินผลงานอะไรนั่นโผล่มา ไม่เพียงแต่จะบังคับให้ทำงาน แต่ยังห้ามคอร์รัปชันอีกงั้นรึ ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!

ต้องคุกเข่าร้องไห้หน้าประตูวังประท้วง! ต้องประท้วงให้ถึงที่สุด!

พระสนมหลี่กุ้ยเฟยพยักหน้ารับ "แม่ก็กังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ต่อให้ทำตามวิธีของจวินเอ๋อร์ โดยเริ่มใช้ที่เมืองหลวงซุ่นเทียนฝู่ก่อน แต่ดูจากท่าทีของศาลาในแล้ว สุดท้ายก็คงต้องขยายผลบังคับใช้ทั่วประเทศอยู่ดี"

จูอี้จวินเข้าใจความคิดของผู้ใหญ่ดี เน้นความปลอดภัยไว้ก่อนนั่นเอง

การต้มกบในน้ำอุ่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นที่ราบรื่น แต่เมื่อถึงจุดวิกฤตที่ต้องขยายผลบังคับใช้ไปทั่วประเทศ ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็จะต้องรวมหัวกันต่อต้านกฎหมายประเมินผลงานโดยอ้างกฎหมายประเมินผลงานนั่นแหละ

เขาอธิบายต่อไปว่า "ความหมายของลูกก็คือ ในเมื่อกลัวว่าจะเกิดความวุ่นวาย สู้เราแบ่งแยกและปกครองไม่ดีกว่าหรือพ่ะย่ะค่ะ"

"กฎหมายประเมินผลงานของศาลาในนั้น หากใครทำได้ดีเยี่ยมก็จะได้เลื่อนขั้น หากสอบผ่านก็ให้อยู่ในตำแหน่งเดิม หากสอบไม่ผ่านก็ให้ปลดออกจากตำแหน่ง ช่างเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาแต่ก็โหดร้ายเหลือเกิน"

"แต่เสด็จแม่ แผ่นดินนี้มีขุนนางตั้งมากมาย จะมีสักกี่คนที่ทำผลงานได้ดีเยี่ยม แล้วจะมีตำแหน่งว่างสักกี่ตำแหน่งให้พวกเขาได้เลื่อนขั้นกันล่ะพ่ะย่ะค่ะ"

"ลูกเกรงว่าส่วนใหญ่น่าจะอยู่ก้ำกึ่งระหว่างสอบผ่านกับสอบไม่ผ่านเสียมากกว่า"

"หากเราเอาแต่เพิ่มภาระความรับผิดชอบให้พวกเขา โดยไม่ให้พวกเขาได้รับรู้ถึงพระมหากรุณาธิคุณเลย เกรงว่าพวกเขาคงจะผูกใจเจ็บ และสร้างอุปสรรคในการทำงานอย่างหนักแน่"

"ตามความคิดของลูก ขุนนางในราชสำนักของเรา แค่ทำงานผ่านเกณฑ์ได้ก็ถือว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว สู้เราประทานรางวัลเป็นเงินสดให้พวกเขาบ้างไม่ดีกว่าหรือ"

"ส่วนพวกที่สอบไม่ผ่าน ก็ให้โอกาสพวกเขาสักสามครั้ง หากยังไม่ผ่านอีกค่อยปลดออก ถือเป็นการเหลือทางถอยให้พวกเขา"

"ทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้พวกเขามีรายได้ที่ถูกต้องตามกฎหมายเพิ่มขึ้น เป็นการใช้คุณธรรมกล่อมเกลาขุนนางทุจริตที่กำลังลังเลใจ แต่ยังทำให้ขุนนางทั้งสองกลุ่มไม่สามารถรวมตัวกันต่อต้านเราได้ และยังเป็นการกระตุ้นให้ขุนนางตั้งใจทำงานอีกด้วย"

"ให้ศาลาในรับบทเป็นคนเข้มงวด ส่วนเสด็จแม่ก็รับบทเป็นคนใจดีที่คอยประนีประนอม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเมตตากรุณาและพระเมตตาของเสด็จแม่ไงพ่ะย่ะค่ะ"

จูอี้จวินร่ายยาวรวดเดียวจบจนรู้สึกคอแห้งเป็นผง

การเพิ่มเงื่อนไขเหล่านี้เข้าไปในกฎหมายประเมินผลงาน แม้จะยังไม่ถือว่าสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็สามารถลดแรงต่อต้านไปได้มากโข

การเพิ่มช่องทางหารายได้ที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

การจ่ายเงินเดือนสูงๆ ไม่อาจซื้อความซื่อสัตย์สุจริตได้ แต่หากแม้กระทั่งค่าครองชีพพื้นฐานยังไม่สามารถรับประกันได้ มันก็จะกลายเป็นบ่อเกิดของการคอร์รัปชันอย่างแน่นอน การจะหวังให้ทุกคนเป็นคนดีมีศีลธรรมมาตั้งแต่เกิดนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง

การรับประกันการอยู่รอดขั้นพื้นฐาน ไปพร้อมๆ กับการแขวนดาบอาญาสิทธิ์ไว้เหนือหัว การใช้ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อน พระเดชและพระคุณควบคู่กันไปต่างหาก ถึงจะเป็นนโยบายที่ถูกต้อง

การเอาแต่ให้รางวัลเพียงอย่างเดียว คือการส่งเสริมคนพาล

การเอาแต่กดขี่ข่มเหงเพียงอย่างเดียว จะนำมาซึ่งการลุกฮือต่อต้าน

การประเมินผลงานที่ไม่ยืดหยุ่นพอ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องล่มสลายไปพร้อมกับผู้ผลักดัน

แล้วทำไมถึงต้องจ่ายเป็นโบนัส แทนที่จะนำไปรวมกับเงินเดือนพื้นฐานไปเลยล่ะ

เหตุผลแรกก็คือเพื่อให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน และเป็นการกระตุ้นให้คนมีกำลังใจในการทำงาน ส่วนเหตุผลที่สอง ย่อมเป็นการอำนวยความสะดวกในการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ได้ตลอดเวลา และยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้อีกด้วย อำนาจนี้จะต้องตกอยู่ในกำมือของเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น

จูอี้จวินหันไปมองพระสนมหลี่กุ้ยเฟยที่กำลังครุ่นคิด เห็นได้ชัดว่าพระนางรับฟังคำแนะนำของเขา ทำให้เขาแอบพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ในใจ

แน่นอนว่าพระสนมหลี่กุ้ยเฟยเข้าใจดี

ไม่เพียงแต่เข้าใจเท่านั้น แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้!

ทำแบบนี้ พระนางก็ไม่ต้องกังวลว่าชื่อเสียงความเมตตากรุณาของพระนางจะด่างพร้อยอีกต่อไป

เปิ่นกงอุตส่าห์ทำเพื่อพวกเจ้าถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าพวกเจ้ายังไม่ตั้งใจทำงานอีก จะมาโทษเปิ่นกงก็คงไม่ได้แล้วนะ

แถมยังจะได้ชื่อเสียงดีงามในหมู่ขุนนางตงฉินอีกด้วย เพราะพวกขุนนางที่ตั้งใจทำงานแต่ไม่ยอมคอร์รัปชันเหล่านั้น คงจะหิวโซรอคอยเงินก้อนนี้กันอย่างใจจดใจจ่อทีเดียว

ข้อเสียเพียงข้อเดียวก็คือ...

"แล้วเงินรางวัลพวกนี้ กรมสรรพากรจะยอมจ่ายให้หรือ"

จูอี้จวินส่ายหน้า "เสด็จแม่ เงินโบนัสสำหรับโครงการนำร่องในปีนี้ พวกเราจะเป็นคนจ่ายเองพ่ะย่ะค่ะ"

พระสนมหลี่กุ้ยเฟยอ้าปากค้าง "หา?"

จูอี้จวินอธิบายต่อ "เสด็จแม่ เงินหนึ่งแสนตำลึงจากกรมสรรพากรในครั้งนี้ ในนามคือเงินที่เข้าพระคลังข้างที่ แต่พวกเราจะไม่รับเงินก้อนนี้มา ให้ฝากไว้ที่กรมสรรพากรนั่นแหละ แล้วใช้ชื่อของพระคลังข้างที่ นำไปจ่ายเป็นเงินโบนัสแทน"

"ราชสำนักของเรามีขุนนางที่ขึ้นทะเบียนอยู่ทั้งหมดสองหมื่นแปดพันเก้าร้อยหกสิบสามคน แต่ในเมืองหลวงซุ่นเทียนฝู่และกองตัดเย็บ มีคนรวมกันแค่แปดร้อยกว่าคนเท่านั้น เงินหนึ่งแสนตำลึงนี้ นำไปจ่ายเป็นเงินโบนัสและจ่ายชดเชยเงินเดือนที่ค้างจ่ายให้แก่คนที่มีผลงานดีเด่นได้เหลือเฟือเลยล่ะพ่ะย่ะค่ะ"

"เงินก้อนนี้เกาอิงไม่ยอมจ่ายให้ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ ถ้าจะเบิกมาใช้จ่ายในวัง เกาอิงก็ยังสามารถรวมหัวกับขุนนางคนอื่นๆ เพื่อขัดขวางได้ แต่ถ้าจะนำเงินก้อนนี้ไปใช้เป็นเงินรางวัลให้แก่ขุนนางเพื่อเป็นสวัสดิการ เหล่าขุนนางก็จะต้องอยู่ข้างเสด็จแม่แน่นอน ลำพังแค่เกาอิงคนเดียว ต่อให้ใจแข็งแค่ไหนก็ไม่มีทางขัดขวางได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ"

"เอามาใช้ซื้อใจขุนนางเสียเอง ยังดีกว่าปล่อยให้เกาอิงเอาไปใช้ซื้อใจคนอื่นนะพ่ะย่ะค่ะ"

การที่ราชสำนักฝ่ายในจะควักกระเป๋าจ่ายเงินให้แก่ขุนนางฝ่ายนอก เรื่องแบบนี้ไม่มีใครหน้าไหนมาขัดขวางได้หรอก

อย่างไรก็ตาม เขาจงใจพูดข้ามรายละเอียดบางอย่างไป เพราะตัวเลขที่เขากล่าวมานั้นยังไม่ได้รวมจำนวนของข้าราชการระดับล่างเข้าไปด้วย มิฉะนั้นตัวเลขจะต้องเพิ่มขึ้นอีกเป็นสิบเท่าตัว

แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ ข้าวต้องกินทีละคำ เขาไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะสามารถจัดการทุกอย่างได้ครอบคลุมไปหมดเสียทุกเรื่อง

ราชวงศ์หมิงมีค่าใช้จ่ายเงินเดือนต่อปีตกอยู่ที่ล้านสามแสนกว่าตำลึง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จ่ายจริงได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ คิดว่าขุนนางระดับสูงไม่อยากจ่ายเงินเดือนให้ลูกน้องตัวเองหรือไง

ก็มันไม่มีเงินน่ะสิ!

ตราบใดที่ไม่มีการปฏิรูประบบภาษี หรือแม้แต่การสำรวจที่ดินทำกินใหม่ วิธีการเหล่านี้ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น!

แต่ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภาษีรูปแบบไหน หรือนโยบายใหม่อะไร ก็ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือจากระบบขุนนางทั้งระบบ หากมีแต่พวกเหลือบไรแฝงตัวอยู่ จะผลักดันนโยบายใหม่ให้สำเร็จได้อย่างไร

การจะกวาดล้างคอร์รัปชันในระบบราชการจำเป็นต้องใช้เงิน แต่การจะหาเงินมาได้ก็ต้องกวาดล้างคอร์รัปชันเสียก่อน นี่มันเป็นปัญหาโลกแตกชัดๆ

สิ่งที่จูอี้จวินต้องทำในตอนนี้ก็คือ การเจาะช่องโหว่ของปัญหาโลกแตกนี้ให้ได้เสียก่อน

โดยการใช้ต้นทุนเพียงเล็กน้อย ค่อยๆ ผลักดันการปฏิรูประบบราชการ แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิรูปนั้น มาเป็นแรงผลักดันนโยบายใหม่ต่อไป เพื่อให้เกิดวงจรที่เป็นบวก

แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องเล่าให้พระสนมหลี่กุ้ยเฟยฟังหรอก

เมื่อเห็นพระสนมหลี่กุ้ยเฟยเงียบไป จูอี้จวินจึงพูดต่อ "ทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงของพวกเรา แต่ยังทำให้เสด็จแม่ได้เอาคืนเกาอิงอีกด้วย"

"เอาเป็นว่า ถ้ากฎหมายประเมินผลงานไม่ได้ผล ปีหน้าพวกเราก็แค่เลิกจ่ายก็แค่นั้น แต่ถ้าได้ผลล่ะก็ เงินที่พระคลังข้างที่ประหยัดได้ในแต่ละปี ย่อมมีมากกว่าหนึ่งแสนตำลึงอย่างแน่นอน"

"รอจนกระทั่งกฎหมายประเมินผลงานถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพทั่วประเทศแล้ว ไม่เพียงแต่เราจะประหยัดเงินได้เท่านั้น แต่ในอนาคตเราจะต้องมีวิธีหารายได้เพิ่มขึ้นอีกมากมายอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นค่อยไปหารือกับกรมสรรพากรเรื่องการเบิกจ่ายก็ยังไม่สายพ่ะย่ะค่ะ"

"อย่างไรเสีย พวกเราก็ไม่มีทางขาดทุนอยู่แล้ว"

แค่ชาเครื่องราชบรรณาการอย่างเดียวก็มีส่วนต่างถึงสามหมื่นกว่าตำลึงแล้ว ต่อให้กฎหมายประเมินผลงานจะมีประสิทธิภาพในการปราบคอร์รัปชันแค่สามส่วน แล้วประหยัดเงินได้แค่หนึ่งหมื่นตำลึง แล้วส่วนอื่นๆ อย่างเครื่องทอง ข้าวสาร ผ้าไหม เทียนไข และสีสำหรับวาดภาพล่ะ ถ้าแต่ละอย่างประหยัดไปได้คนละนิดคนละหน่อย รวมๆ กันแล้วก็ต้องมากกว่าหนึ่งแสนตำลึงอย่างแน่นอน

ถ้าจะบอกว่ามันไม่มีประสิทธิภาพในการปราบคอร์รัปชันเลยแม้แต่สามส่วนล่ะจะทำอย่างไร ไม่ไว้หน้ากันขนาดนี้ แล้วจะเก็บคนพวกนี้ไว้ทำไม ไม่ประหารทิ้งก็บุญแล้ว

ไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งอธิบายเรื่องการเมืองที่ซับซ้อนให้สตรีในวังลึกฟังหรอก การยกตัวอย่างเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแบบกว้างๆ ต่างหาก ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด การผลักดันกฎหมายประเมินผลงานย่อมส่งผลดีต่อทุกฝ่าย

เขาเงยหน้าขึ้นมองพระสนมหลี่กุ้ยเฟยอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นปฏิกิริยาใดๆ จากพระนาง

จูอี้จวินไม่รู้เลยว่า คราวนี้พระสนมหลี่กุ้ยเฟยถึงกับพูดไม่ออกจริงๆ

พระนางไม่ใช่ไม่เข้าใจ และก็ไม่ได้ไม่เห็นด้วย แต่พระนางกำลังตกตะลึงต่างหาก

ลูกชายของพระนางคนนี้... ช่างเกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์โดยแท้!

มีวิสัยทัศน์กว้างไกล วางแผนแยบยลและเด็ดขาด! นี่คือคำที่วนเวียนอยู่ในหัวของพระนาง

พระนางเป็นเพียงสตรีชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่เข้าใจเรื่องราวซับซ้อนยุ่งยากพวกนี้หรอก แต่พระนางก็เคยเห็นอดีตฮ่องเต้ว่าราชการมาก่อน

มีครั้งไหนบ้างที่พระองค์ไม่ต้องมานั่งกลัดกลุ้มใจและถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย

ไม่เคยเห็นใครมีกลยุทธ์ที่เฉียบแหลมและแยบยลถึงเพียงนี้มาก่อนเลย ช่างน่าทึ่งจริงๆ

ความรู้สึกนี้ พระนางเคยเห็นแต่ในตัวของมหาเสนาบดีแห่งศาลาในเท่านั้น อย่างเช่นเหยียนซงในอดีต หรือสวีเจียในเวลาต่อมา

ส่วนพวกหลี่ชุนฟางหรือเกาอิงน่ะรึ เทียบไม่ติดเลยสักนิด!

สติปัญญาและความสามารถในการวางแผนอำนาจแบบนี้ ดูไปดูมาก็ช่างมีกลิ่นอายของจักรพรรดิเจียจิ้งเสียจริง นี่แหละหนาที่เขาเรียกว่าสายใยความผูกพันของปู่กับหลาน

ต่างกันตรงที่ จักรพรรดิเจียจิ้งใช้แผนการเหล่านี้เพื่อควบคุมขุนนางเบื้องล่าง แต่ลูกชายของพระนาง กลับนำมาใช้เพื่อหารือราชการแผ่นดินกับพระนาง

ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ในที่สุดพระนางก็เชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่า เรื่องที่ลูกชายของพระนางเคยบอกว่าได้พบกับอดีตฮ่องเต้ในความฝันนั้น ย่อมเป็นเรื่องจริงอย่างไม่ต้องสงสัย

อดีตฮ่องเต้มาโปรด! บรรพบุรุษมาโปรดแล้ว!

หากเด็กคนนี้ได้รับการอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีจนเติบใหญ่เป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรม... ในอนาคต บนหน้าประวัติศาสตร์ เรื่องราวของพระนางก็คงจะถูกจารึกเพิ่มขึ้นอีกหลายบรรทัดเป็นแน่

เผลอแป๊บเดียว ขอบตาของพระนางก็แดงก่ำรื้นไปด้วยน้ำตา

"เสด็จแม่? เสด็จแม่?"

พระสนมหลี่กุ้ยเฟยได้สติกลับมา

เมื่อเห็นว่าจูอี้จวินกำลังเรียกพระนาง พระนางก็รีบหันหน้าหนี แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น "เรื่องนี้พวกเราตัดสินใจเองไม่ได้หรอก ยังไงก็ต้องส่งไปให้ศาลาในพิจารณาก่อน"

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ราชโองการของพระนางเพิ่งจะถูกตีกลับมาหรอก

ต่อให้จะเป็นพระราชโองการของฮ่องเต้ แต่ถ้าไม่ผ่านการร่างความเห็นจากศาลาในเสียก่อน มันก็จะกลายเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนและไม่เป็นไปตามกฎระเบียบ

เกาอิงเป็นคนหัวรั้น ทำอะไรเด็ดขาดรุนแรง บางทีอาจจะดึงดันทำตามใจตัวเอง และเมินเฉยต่อพระนางไปเลยก็ได้ พระสนมหลี่กุ้ยเฟยหลงคิดไปว่ากฎหมายประเมินผลงานเป็นสิ่งที่เกาอิงเสนอขึ้นมา

จูอี้จวินกลับมั่นใจเต็มเปี่ยม "เสด็จแม่ไม่ต้องเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้ลูกได้หารือกับท่านอาจารย์เกาแล้ว ท่านก็ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มากมายเกี่ยวกับข้อบกพร่องต่างๆ ลูกเชื่อว่าท่านอาจารย์เกาจะต้องโน้มน้าวท่านอัครมหาเสนาบดีได้สำเร็จอย่างแน่นอน เสด็จแม่ไม่ต้องลงนามในราชโองการหรอกพ่ะย่ะค่ะ"

"อ้อ เสด็จแม่ก็อย่าไปบอกใครนะพ่ะย่ะค่ะว่าเป็นความคิดของลูก ลูกอายุยังน้อย..."

เกาอี๋เป็นข้ออ้างที่ดีในการยืมมือคนอื่น จูอี้จวินจึงอ้างชื่อเขาขึ้นมาอย่างหน้าตาเฉย

แต่เขาก็ไม่ได้โกหกพระสนมหลี่กุ้ยเฟย เขาแค่ตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมเกาอี๋ให้สำเร็จเสียก่อน แล้วค่อยให้เกาอี๋เป็นคนออกหน้าแทน

คนที่มีศีลธรรมสูงส่งอย่างเกาอี๋ แค่พูดจาโน้มน้าวด้วยหลักการและเหตุผลที่ถูกต้อง ก็สามารถเกลี้ยกล่อมได้อย่างง่ายดาย

พระสนมหลี่กุ้ยเฟยมองดูท่าทางกระตือรือร้นของเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและภูมิใจ

...

วันที่เจ็ด เดือนหก รัชศกหลงชิ่งปีที่หก

ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงสามวันก็จะถึงพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ภายในพระราชวังต้องห้ามจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่วุ่นวายกับการเตรียมงาน

แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อจูอี้จวินเลยแม้แต่น้อย

เขายังคงพัฒนาตัวเองอย่างเป็นระบบระเบียบ ทั้งการออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพช่องปาก เอาใจพระสนมหลี่กุ้ยเฟย และสะสมชื่อเสียงบารมี

เช้าตรู่วันนั้น ตอนที่จูอี้จวินไปฟังการบรรยายคัมภีร์ที่ตำหนักเหวินฮวา มีขุนนางที่ปรึกษาขาดหายไปสองคน

ขุนนางผู้ช่วยแห่งวังรัชทายาทควบตำแหน่งบัณฑิตที่ปรึกษาแห่งราชบัณฑิตยสถาน หม่าจื่อเฉียงและเถาต้าหลิน ทั้งสองคนต้องไปช่วยกรมพิธีการเตรียมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเตรียมตั้งพระนามแต่งตั้งให้กับอดีตฮ่องเต้ จึงต้องขอลาหยุดพักการสอน

จูอี้จวินไม่ได้มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษกับสองคนนี้ จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ

หลังจากทำความเคารพซึ่งกันและกันเสร็จแล้ว จูอี้จวินก็เดินเข้าไปจับมือเกาอี๋อย่างเป็นธรรมชาติ แล้วจูงเขาเดินเข้าไปข้างใน

"มา จัดที่นั่งให้ท่านอาจารย์หน่อย" ว่าพลาง เขาก็หันไปถามเกาอี๋ "ท่านอาจารย์ วันนี้เราจะเรียนบทไหนกันหรือ"

ตอนนี้เกาอี๋ไม่ได้มีท่าทีขัดขืนต่อกลยุทธ์การหว่านล้อมสารพัดรูปแบบนี้อีกแล้ว

เขาตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติ "ทูลฝ่าบาท คัมภีร์ซ่างซู บทจื่อไฉและบทเจ้าเก้าพ่ะย่ะค่ะ"

จูอี้จวินพยักหน้ารับ ประคองให้เขานั่งลง แล้วตนเองจึงเดินกลับไปนั่งประจำที่หน้าโต๊ะทรงงาน

เขาจงใจแสดงความเฉลียวฉลาดออกมาให้เห็น ความคืบหน้าในการท่องจำคัมภีร์ซ่างซูจึงรวดเร็วมาก

เพียงแค่หกเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาก็เรียนจบบทราชวงศ์ซาง และกำลังขึ้นบทราชวงศ์โจวแล้ว

ถึงขนาดมีขุนนางบางคนที่คอยประจบสอพลอ เอาเรื่องของเขาไปพูดโอ้อวดข้างนอกว่า องค์รัชทายาททรงมีสายพระเนตรกว้างไกล ทรงอ่านหนังสือเพียงรอบเดียวก็จดจำได้ขึ้นใจ

แต่อันที่จริง ความเร็วระดับนี้ถือว่าแค่เร็วกว่าปกตินิดหน่อยเท่านั้น สำหรับเขาแล้ว การท่องจำบทความยาวสองร้อยตัวอักษรวันละสองสามบท ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไรเลย ในชาติก่อนตอนอายุเจ็ดขวบ เขาสามารถท่องบทกวีได้วันละเจ็ดแปดบทด้วยซ้ำไป

เกาอี๋นั่งหมิ่นเหม่ลงบนมั่งเตี้ยไปเพียงครึ่งก้น ในใจกลับรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก

มีใครบ้างที่ไม่อยากสั่งสอนลูกศิษย์ที่ความจำดีเลิศและสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างแตกฉาน

ในเวลานี้ องค์รัชทายาททรงอ่านคัมภีร์ตามขุนนางผู้บรรยาย และทรงสามารถเว้นวรรคตอนได้อย่างถูกต้อง เพียงแค่สองรอบก็ทรงจดจำได้อย่างคล่องแคล่ว

เมื่อถึงคราวอธิบายความหมาย พระองค์ก็ทรงเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง และมักจะมีมุมมองที่แตกต่างจากขุนนางผู้บรรยายคนอื่นๆ โดยนำไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนและการปกครองบ้านเมืองได้อย่างแยบคาย

ลูกศิษย์ที่ฉลาดหลักแหลม นักเรียนที่เคารพเทิดทูนครูบาอาจารย์ กษัตริย์ที่มีความเมตตาและกตัญญู ช่างตรงกับความปรารถนาทุกประการของเกาอี๋จริงๆ

เกาอี๋มองดูจูอี้จวินที่อยู่หน้าโต๊ะทรงงาน บางครั้งก็ทรงท่องคัมภีร์ บางครั้งก็ทรงครุ่นคิด และบางครั้งก็ทรงพยักหน้าเข้าใจ เขาอดไม่ได้ที่จะลูบเคราตัวเองและเผยรอยยิ้มออกมา

ห้องเรียนแบบนี้ ช่างเป็นความเพลิดเพลินอย่างแท้จริง

จนกระทั่งขุนนางที่อยู่ข้างๆ กระซิบเตือน เขาถึงได้รู้ตัวว่าตอนนี้เป็นเวลายามอู่แล้ว การบรรยายคัมภีร์ในวันนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว

เกาอี๋รีบลุกขึ้น ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว "ทูลฝ่าบาท การบรรยายคัมภีร์ในวันนี้ขอจบลงเพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ"

ขุนนางคนอื่นๆ ต่างพากันลุกขึ้นทำความเคารพ

เกาอี๋กำลังจะถือโอกาสเดินออกไป

แต่กลับได้ยินเสียงขององค์รัชทายาทดังมาจากด้านบน "ท่านอาจารย์โปรดรอก่อน"

"การเรียนในวันนี้ ข้าได้ข้อคิดอะไรหลายอย่าง ท่านอาจารย์อยู่ร่วมโต๊ะเสวยกับข้าดีหรือไม่ จะได้ช่วยชี้แนะข้าด้วย"

เกาอี๋ชะงักไป

การได้รับพระราชทานอนุญาตให้ร่วมโต๊ะเสวย ถือเป็นเกียรติยศอันสูงสุดที่มีแต่ขุนนางคนโปรดเท่านั้นที่จะได้รับ

ตอนที่อดีตฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่ ก็มีเพียงเกาอิงคนเดียวเท่านั้นที่เคยได้รับเกียรตินี้

แล้วตอนนี้เกียรตินั้นกลับตกมาอยู่ที่เขา ทำให้เขารู้สึกทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ

เขารีบประสานมือ กำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ แต่กลับสบเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและไร้เดียงสาขององค์รัชทายาท

คำปฏิเสธของเกาอี๋ที่กำลังจะหลุดออกจากปาก กลับกลายเป็นคำพูดที่ตรงกันข้ามราวกับถูกผีผลัก "ในเมื่อฝ่าบาทมีพระทัยใฝ่รู้ ข้าพระองค์จะกล้าขัดพระราชประสงค์ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ"

จากนั้น เขาก็ถูกจูอี้จวินจูงมือพาไปยังห้องเสวยอาหารอย่างงงๆ

"ท่านอาจารย์ ตอนนี้ข้ายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ อาหารการกินอาจจะดูจืดชืดไปสักหน่อย หวังว่าท่านอาจารย์คงจะไม่ถือสานะ" จูอี้จวินเอ่ยด้วยความเกรงใจ

เกาอี๋ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลย เขาเลยวัยที่จะมาหลงใหลในรสชาติอาหารมานานแล้ว

การที่ได้ร่วมโต๊ะเสวย ต่อให้ต้องแทะหญ้า เขาก็ยังรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง

"ฝ่าบาททรงตรัสหนักเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นจากเบื้องบน ข้าพระองค์รู้สึกละอายใจยิ่งนัก"

ถึงจะพูดไปแบบนั้น เขาก็คิดว่าเป็นเพียงคำพูดถ่อมตัวเท่านั้น เพราะชีวิตในวังหลวงนั้นหรูหราฟุ่มเฟือยมาแต่ไหนแต่ไร ต่อให้จะเป็นช่วงไว้ทุกข์ อาหารก็คงไม่ได้แย่ไปกว่ากันสักเท่าไหร่หรอก

แต่เมื่อเครื่องเสวยถูกยกขึ้นมาตั้งบนโต๊ะ เขาถึงกับต้องตะลึงงัน

อาหารกลางวันขององค์รัชทายาท มีเพียงแค่แปดอย่างเท่านั้น!

เกาอี๋เป็นขุนนางที่สอบผ่านการสอบหน้าพระที่นั่ง ย่อมเคยอ่าน "บันทึกกรมเครื่องคาวหวานแห่งหนานจิง" มาก่อน ในสมัยปฐมกษัตริย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความมัธยัสถ์ อาหารกลางวันก็ยังมีถึงยี่สิบสี่อย่าง

ต่อให้พูดถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน ตอนที่อดีตฮ่องเต้ทรงไว้ทุกข์ให้แก่จักรพรรดิเจียจิ้ง อาหารกลางวันก็ยังมีถึงยี่สิบเจ็ดอย่าง

แล้วองค์รัชทายาทพระองค์นี้ กลับทรงประหยัดมัธยัสถ์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

หรือว่าจะโดนพวกขันทีในวังกดขี่ข่มเหงเข้าให้แล้ว!?

จูอี้จวินมองออกถึงความสงสัยของเกาอี๋ จึงอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ท่านอาจารย์ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าเป็นคนสั่งให้ลดจำนวนเครื่องเสวยลงเอง"

พูดตามตรง อาหารเยอะแยะขนาดนั้น เขาก็กินไม่หมดอยู่ดี จะให้เหลือทิ้งไปทำไม

เขาอยู่ในตำแหน่งระดับสูงมานานหลายปี ความอยากอาหารของเขาก็ลดลงไปตั้งนานแล้ว แค่อาหารในโรงอาหารของหน่วยงานที่มีกับข้าวหกอย่าง น้ำแกงหนึ่งอย่าง เขาก็พอใจแล้ว

เขาพูดต่อ "พระบิดาเพิ่งจะสวรรคตได้ไม่นาน การกินเจเพียงอย่างเดียวจะสามารถแสดงถึงความอาลัยในใจของข้าได้อย่างไร"

"อีกอย่าง อาจารย์หลายท่านเคยบอกข้าว่า ตอนนี้ความเป็นอยู่ของราษฎรยากแค้นแสนสาหัส มีคนอดอยากหิวโหยอยู่มากมาย"

"ในฐานะที่เปิ่นกงเป็นดั่งบิดาของราษฎร จะปล่อยให้ลูกๆ ต้องตกระกำลำบาก ส่วนตัวเองกลับเสวยสุขอย่างฟุ่มเฟือยได้อย่างไร"

"ทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสะสมบุญกุศลให้แก่พระบิดาของข้า แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับราษฎรอีกด้วย"

"กลับทำให้ท่านอาจารย์ต้องมาเห็นเรื่องน่าขันเสียแล้ว"

เกาอี๋ฟังจูอี้จวินที่กำลังเล่าด้วยท่าทีเขินอายอย่างช้าๆ ก็รู้สึกจุกแน่นอยู่ในอก

เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าองค์รัชทายาทพระองค์นี้ กำลังแสร้งทำเป็นคนดีอยู่หรือไม่

ในฐานะที่เป็นขุนนางหัวโบราณ การที่ได้เห็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งสามารถทำได้ถึงเพียงนี้

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็ถือเป็นความโชคดีอันยิ่งใหญ่ของแผ่นดินแล้ว

ยังไงก็ดีกว่าจักรพรรดิเจียจิ้งที่ปากก็พร่ำบอกว่าตัวเองมีชุดลำลองใส่แค่แปดชุดในหนึ่งปี แต่กลับใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย และมองราษฎรเป็นเพียงแค่เศษหญ้าเศษฟาง

เกาอี๋รีบก้มหน้าลงเพื่อซ่อนเร้นอารมณ์ความรู้สึก "ราษฎรเดือดร้อนแสนสาหัส เป็นความผิดของศาลาใน เป็นความผิดของข้าพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ"

จูอี้จวินโบกมือ "ราษฎรมีความผิด ความผิดนั้นอยู่ที่ตัวข้าผู้เป็นฮ่องเต้"

เมื่อวานนี้เพิ่งจะรับคำทูลเชิญให้ขึ้นครองราชย์ วันนี้เขาจะแอบละเมิดกฎระเบียบสักหน่อย เรียกตัวเองว่า 'เจิ้น' (ข้า) ก็คงไม่เป็นไรหรอก

เขาปรายตามองไปยังลูกบุญธรรมของจางหงที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าตำหนักด้านข้าง และเจี่ยงเค่อเชียนที่ยืนอยู่ด้านข้าง พร้อมกับส่งสายตาให้พวกเขา

ทั้งสองคนรู้หน้าที่ รีบไล่คนอื่นๆ ให้ออกไปยืนห่างๆ ทันที

จูอี้จวินผายมือเชิญให้เกาอี๋นั่งลง แล้วเอ่ยด้วยความจริงใจและน้ำเสียงหนักแน่น "ท่านอาจารย์"

"ตลอดเวลาเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ประเทศของเราแทบจะไม่เคยมีนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อราษฎรอย่างแท้จริงเลย รีดไถภาษีอย่างหนักหน่วง ปล่อยให้ทหารที่ปกป้องชายแดนต้องทนทุกข์ทรมาน ภาษีที่ดิน ภาษีเกลือ ภาษีชา ภาษีเหล้า รีดนาทาเร้นราษฎรจนแทบจะไม่มีอะไรเหลือ"

"ราษฎรเดือดร้อนแสนสาหัส มองเห็นแต่พวกเราเป็นศัตรูคู่อาฆาต ใครเล่าจะทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ปกป้องพวกเขาได้ ทำให้ราษฎรของเราต้องตกระกำลำบากจนถึงขีดสุด"

เขาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจยาว "ท่านอาจารย์... เป็นความผิดของข้าเอง เป็นความผิดของราชวงศ์จูหมิงของข้าเอง"

หมายเหตุ 1: ใครๆ ก็บอกว่าจักรพรรดิว่านลี่ทอดทิ้งแผ่นดิน แต่จนถึงทุกวันนี้ ฉันก็ยังจำได้ดีถึงคำถามที่จักรพรรดิว่านลี่ทรงตรัสถามเซินสือสิงในวันเกิงเซิน เดือนแปด รัชศกว่านลี่ปีที่สิบห้า ว่า "ขุนนางขูดรีดราษฎรอย่างหนัก ราษฎรจะอยู่อย่างสงบสุขโดยไม่กลายเป็นโจรผู้ร้ายได้อย่างไร"

หมายเหตุ 2: ข้อมูลจำนวนขุนนางและปัญหาเรื่องเงินเดือน - เฉินกวงกุ้ย: "การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับอัตราการสนับสนุนทางการคลังของจีน", ตีพิมพ์ใน "วิทยาศาสตร์เศรษฐศาสตร์ร่วมสมัย", ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2003 อู๋เจี้ยนหัว: "การศึกษาปัญหาขุนนางล้นงานและตำแหน่งขุนนางว่างในสมัยราชวงศ์หมิง", มหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน, วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ปี 2001, หน้า 60

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 23 - บิดาแห่งแผ่นดินผู้โศกเศร้า ราษฎรผู้เดือดร้อนแสนสาหัส

คัดลอกลิงก์แล้ว