- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นฮ่องเต้ ขอใช้เล่ห์ครองแผ่นดิน
- บทที่ 16 - ตำหนักแยกอันหนาวเหน็บ ภายนอกอ่อนโยนภายในเข้มแข็ง
บทที่ 16 - ตำหนักแยกอันหนาวเหน็บ ภายนอกอ่อนโยนภายในเข้มแข็ง
บทที่ 16 - ตำหนักแยกอันหนาวเหน็บ ภายนอกอ่อนโยนภายในเข้มแข็ง
บทที่ 16 - ตำหนักแยกอันหนาวเหน็บ ภายนอกอ่อนโยนภายในเข้มแข็ง
หลังจากจัดการเรื่องที่มอบหมายเสร็จสิ้น จูอี้จวินนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้ลุกขึ้นเพื่อไปถวายบังคมสองตำหนัก
สองวันนี้เขาต้องใช้ความคิดอย่างหนัก คิดไตร่ตรองตลอดเวลาไม่มีหยุดพัก ร่างกายแม้จะพอทนไหว ทว่าจิตใจกลับเหนื่อยล้าไม่น้อย
นี่ขนาดยังไม่ได้เริ่มจัดการราชการบ้านเมืองนะ หนำซ้ำเพราะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ วิชาขี่ม้ายิงธนูในช่วงบ่ายจึงถูกงดเว้นไปด้วย
แต่ถึงกระนั้นก็ยังทำให้เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยอยู่ดี
มิน่าล่ะถึงมีหลายคนไม่อยากไปว่าราชการ การอยากเป็นฮ่องเต้ที่ดีนั้นไม่ได้สบายไปกว่าการทำงานล่วงเวลาแบบเก้าเก้าหกในยุคปัจจุบันเลยสักนิด
ถือโอกาสปล่อยตัวตามสบายสักพัก จูอี้จวินปฏิเสธการนั่งเกี้ยว เขาเพียงให้างกำนัลและขันทีเดินตามหลังมาสองสามคน แล้วค่อยๆ เดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักขององค์ฮองเฮาเฉิน
องค์ฮองเฮาเฉินเป็นพระมเหสีที่อดีตฮ่องเต้แต่งตั้งขึ้นใหม่ ทว่ากลับไม่มีพระโอรสธิดา จึงถูกอดีตฮ่องเต้อ้างเหตุผลว่าไร้ทายาทและมีโรคภัยรุมเร้า ไล่ให้มาประทับอยู่ที่ตำหนักแยกต่างหาก สถานที่แห่งนี้ห่างไกลและเงียบเหงาแทบไม่ต่างจากตำหนักเย็นเลย ทำให้จูอี้จวินเดินมาได้อย่างสะดวก
ทว่าโชคดีที่วันนี้เขาไม่ได้ถูกขวางไว้หน้าตำหนักเหมือนคราวก่อน
"ฝ่าบาท องค์ฮองเฮาเชิญเสด็จเข้าไปด้านในเพคะ" นางกำนัลก้มหน้าหลบสายตาพลางเดินนำทางอยู่เบื้องหน้า
จูอี้จวินพยักหน้าและเดินตามเข้าไป
องค์ฮองเฮาเฉินผู้นี้ช่างน่าสงสารนัก แม้จะมีพื้นเพเป็นถึงองค์ฮองเฮา ทว่ากลับไม่เป็นที่โปรดปราน
ตอนนี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ก็กำลังจะขึ้นครองราชย์ หนำซ้ำยังไม่ใช่พระโอรสแท้ๆ ของพระนางอีก
บรรดานางกำนัลและขันทีต่างก็พากันไปประจบสอพลอพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟย แทบจะไม่มีใครแวะเวียนมาจุดเตาผิงที่ตำหนักอันหนาวเหน็บแห่งนี้เลย
ในความทรงจำของร่างเดิมก็แทบจะไม่ค่อยได้มาเข้าเฝ้าองค์ฮองเฮาเฉินนัก ในความทรงจำของเขา พระนางเป็นคนที่มีนิสัยเย็นชาและเงียบขรึม
"ฝ่าบาทโปรดรอสักครู่ หม่อมฉันจะเข้าไปกราบทูลเพคะ" นางกำนัลหยุดยืนอยู่หน้าประตู
สถานที่แห่งนี้เป็นตำหนักแยก อาคารตำหนักมีไม่มากนัก เครื่องเรือนและของตกแต่งภายในก็แทบจะมองไม่เห็นเลยสักชิ้น
จูอี้จวินกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางตอบรับเบาๆ
ไม่นานนักนางกำนัลก็เดินกลับออกมาและทูลเชิญให้เขาเข้าไปด้านใน
ทันทีที่ก้าวเข้าไป จูอี้จวินก็เห็นองค์ฮองเฮาเฉินสวมชุดไว้ทุกข์ นั่งพิงโต๊ะอยู่ริมหน้าต่าง
องค์ฮองเฮาเฉินดูมีพระชนมายุราวสามสิบเศษ พระพักตร์งดงามยิ่งนัก ทว่าสีพระพักตร์กลับดูไม่ค่อยสู้ดีนัก ชุดจวีอีสีขาวขลิบเทาขับให้ใบหน้าของพระนางดูซีดเซียวลงไปอีก
บนชุดจวีอีทั้งด้านหน้าและด้านหลังปักลวดลายมังกรเมฆาสีดำทอง ดูสูงศักดิ์และเย็นชาในเวลาเดียวกัน
เมื่อเห็นจูอี้จวินเดินเข้ามา องค์ฮองเฮาเฉินก็ปรายพระเนตรมองมา
จูอี้จวินรีบทำความเคารพ "ลูกขอถวายบังคมเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ"
น้ำเสียงขององค์ฮองเฮาเฉินดังกังวานใสราวกับสายน้ำไหล พระนางค่อยๆ เอ่ยขึ้น "อดีตฮ่องเต้สวรรคตไป ข้าก็กลายเป็นคนน่าสงสารดังที่พวกงิ้วชอบร้องกันจริงๆ ตำหนักนี้ไม่มีใครแวะเวียนมาหลายวันแล้ว"
"เมื่อวานข้านอนหลับไม่เป็นเวลา จึงทำให้ลูกต้องเสียเที่ยวแล้ว"
จูอี้จวินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสาร เขาตอบกลับไปว่า "ตำหนักเสด็จแม่เงียบเหงา เป็นเพราะลูกบกพร่องเองพ่ะย่ะค่ะ วันหน้าลูกจะมาถวายบังคมเสด็จแม่ทุกวันเลยพ่ะย่ะค่ะ"
องค์ฮองเฮาเฉินยิ้มบางๆ "เจ้าช่างกตัญญูนัก มิน่าล่ะถึงมีเพียงลูกที่กตัญญูเท่านั้น ที่จะฝันถึงอดีตฮ่องเต้ได้"
"เมื่อเช้าข้าได้ยินน้องหญิงไปเที่ยวโอ้อวดกับพวกภริยาขุนนางว่า เจ้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เพียงชั่วข้ามคืนก็รู้จักความขึ้นมา ตอนนี้เมื่อได้เห็นกับตา ก็ดูเข้าทีจริงๆ ไม่เลวเลย"
แม้จะไม่ใช่พระมารดาผู้ให้กำเนิด ทว่าตามหลักธรรมเนียมแล้วอำนาจของพระนางก็มีมากจนไม่อาจละเลยได้ จูอี้จวินย่อมไม่กล้าทำเป็นเล่น
เมื่อได้รับคำชม เขาก็ต้องแสดงความถ่อมตน "เสด็จแม่สั่งสอนได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ เมื่อก่อนลูกทำตัวเหลวไหลไม่เอาไหนจริงๆ วันหน้าขอให้เสด็จแม่ช่วยตักเตือนลูกให้มากด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็ถือโอกาสขยับเข้าไปใกล้ "เสด็จแม่ ช่วงนี้การบรรยายคัมภีร์ประจำวันกำลังเรียนคัมภีร์ซ่างซู ตอนที่ลูกทบทวนบทเรียน ลูกพบว่ามีบางจุดที่ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก จะขอให้เสด็จแม่ช่วยชี้แนะได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ"
องค์ฮองเฮาเฉินแตกต่างจากสกุลหลี่ พระนางมาจากตระกูลบัณฑิต
บิดาของพระนางเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ แต่สอบต้งกวนไม่ผ่านหลายครั้ง ส่วนมารดาของพระนางเป็นหลานสาวของจางเหวินจื้อ ผู้ดำรงตำแหน่งไท่จื่อเส้าเป่าและเสนาบดีกรมพิธีการ
องค์ฮองเฮาเฉินเติบโตมากับการอ่านตำราสี่เล่มคัมภีร์ห้าเล่ม ย่อมมีความรู้ความเข้าใจในคัมภีร์คลาสสิกเป็นอย่างดี
แน่นอนว่าสำหรับจูอี้จวินแล้ว การมาขอคำชี้แนะเรื่องอะไรนั้นไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการได้เข้ามาขอคำชี้แนะต่างหาก
คนที่เขาเคยช่วยเหลือ อาจจะไม่รู้สึกซาบซึ้งใจเสมอไป
ในทางกลับกัน คนที่เคยช่วยเหลือเขาต่างหาก ที่ส่วนใหญ่มักจะรู้สึกดีและมีความผูกพันกับเขา
นี่คือสัจธรรมทองคำที่เขาสรุปได้จากชาติก่อน
และการมาขอคำปรึกษา ก็เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลดีเยี่ยมเสมอ มักจะทำให้เขาได้รับความเอ็นดูจากหัวหน้างานได้อย่างง่ายดาย แน่นอนว่าการจะได้รับโอกาสให้เข้าไปขอคำปรึกษานั้น ถือเป็นสิ่งที่ยากที่สุด
ตอนนี้จูอี้จวินนำมาปรับใช้กับองค์ฮองเฮาเฉิน ย่อมได้ผลดีเยี่ยมเช่นกัน
องค์ฮองเฮาเฉินพยักหน้า ท่าทางของพระนางดูเคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย "อืม สำหรับวัยอย่างเจ้า คัมภีร์ซ่างซูอาจจะเข้าใจยากไปสักหน่อย ลองว่ามาสิว่าเจ้าสงสัยตรงไหน"
พูดไปพลาง รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าและดวงตา เห็นได้ชัดว่าพระนางกำลังอารมณ์ดี
จูอี้จวินรีบสั่งให้คนนำคัมภีร์ซ่างซูมาถวาย
เขาเปิดหน้าหนังสือพลางทำหน้าตาสงสัยและเอ่ยถามคำถามออกมาหลายข้อ
คนส่วนใหญ่มักจะชอบสวมบทบาทเป็นครูบาอาจารย์ องค์ฮองเฮาเฉินก็ไม่ข้อยกเว้น ยิ่งไปกว่านั้นพระนางหาคนพูดคุยด้วยได้ยากอยู่แล้ว ย่อมไม่ตระหนี่ที่จะให้คำชี้แนะ
ทุกครั้งที่องค์ฮองเฮาเฉินอธิบาย จูอี้จวินก็จะทำทีเป็นตาสว่างและเข้าใจอย่างถ่องแท้ จากนั้นก็ตั้งคำถามต่อยอดไปอีก
ด้วยความตั้งใจที่จะเอาอกเอาใจของจูอี้จวิน ทำให้องค์ฮองเฮาเฉินเพลิดเพลินกับการสอนจนลืมเวลาไปเลยทีเดียว
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็มๆ
หลังจากจูอี้จวินทูลลากลับไปแล้ว องค์ฮองเฮาเฉินที่กำลังคอแห้งผากก็ยังคงรู้สึกอิ่มเอมใจอยู่
ขณะที่พระนางกำลังจิบชาแก้กระหาย ขันทีใหญ่ก็เดินก้าวสั้นๆ เข้ามาทูลรายงาน "พระนาง ฝ่าบาทเสด็จไปที่ตำหนักของพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
องค์ฮองเฮาเฉินเพิ่งจะได้สติ พระนางพยักหน้ารับ
พระนางทอดพระเนตรมองตำหนักที่ว่างเปล่า สีพระพักตร์แฝงความโศกเศร้าพลางเอ่ยขึ้นว่า "เฉินซ่วน เจ้าว่า ทำไมข้าถึงไม่มีลูกชายกับเขาสักคนนะ"
ขันทีเฉินซ่วนเอ่ยปลอบใจ "พระนาง องค์รัชทายาทก็คือพระโอรสของพระองค์นะพ่ะย่ะค่ะ"
องค์ฮองเฮาเฉินยิ้มเยาะตัวเอง "ก็จริงนะ ช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน ดีจนข้าไม่รู้เลยว่าน้องหญิงผู้แสนดีของข้าให้กำเนิดเด็กคนนี้มาได้อย่างไร"
พูดจบพระนางก็แหงนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดพระเนตรทิวทัศน์ยามบ่าย
ราวกับกำลังรำพึงรำพันกับตัวเอง "ให้เฉินหงระวังตัวหน่อยเถอะ แอบส่งฎีกาให้จางซื่อเหวยจนถูกเฝิงเป่าจับได้ ถึงเพิ่งจะมาขอร้องข้า เมื่อวานเมิ่งชงเพิ่งจะตายไป ข้าไม่อยากเห็นพวกเจ้าที่เป็นคนเก่าคนแก่ ต้องมาด่วนจากข้าไปก่อนวัยอันควรหรอกนะ"
ขันทีตระกูลเฉินทั้งสองคนนี้ เดิมทีเป็นบ่าวรับใช้ของสกุลเฉิน ติดตามพระนางเข้าไปในจวนอวี้อ๋อง ชื่อของพวกเขาก็มารดาของพระนางเป็นคนตั้งให้
ขันทีเฉินซ่วนก้มหน้าลงต่ำ "บ่าวจะไปเตือนเขาเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ"
องค์ฮองเฮาเฉินพยักหน้า ทอดพระเนตรมองแสงแดดรำไรนอกหน้าต่างโดยไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
...
ตอนที่จูอี้จวินไปถึงหน้าตำหนักของพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟย เขาก็เห็นเฝิงเป่าเดินสวนออกมาแต่ไกล
พอเดินเข้าไปในห้องนอน เขาก็พบว่าพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยกำลังหน้าดำคร่ำเครียดอยู่
เขาเก็บความสงสัยไว้ในใจ ทว่าก็ยังคงทำความเคารพตามปกติ "ลูกขอถวายบังคมเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อไม่เห็นพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยตอบรับ เขาก็ขยับเข้าไปใกล้และเอาอกเอาใจ "ใครทำให้เสด็จแม่ของลูกโกรธกันพ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่บอกลูกมาเลย ลูกจะไปจัดการให้เอง"
พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยด้วยความโกรธจัด โยนฎีกาฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะ "เจ้าลองดูเอาเองเถอะ!"
จูอี้จวินสงสัยแต่ก็ไม่แสดงออกให้เห็น
เขาหยิบฎีกาฉบับนั้นขึ้นมาเปิดดูอย่างช้าๆ
กลับกลายเป็นว่านี่คือฎีกาที่เกาหก่งเขียนถอดถอนเฝิงเป่า เนื้อหาในนั้นระบุความผิดของเฝิงเป่าเอาไว้มากมาย ทั้งการนำของหลวงไปใช้ส่วนตัว การฉ้อราษฎร์บังหลวง การทำร้ายเพื่อนร่วมงาน และการกีดกันการติดต่อระหว่างเบื้องบนเบื้องล่าง มีหลักฐานชัดเจนครบถ้วน
เฝิงเป่าที่ปกติมักจะทำตัวสงบเสงี่ยม กลับปล่อยให้ฎีกาฉบับนี้ส่งมาถึงมือพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยได้อย่างไร หรือว่าพระนางกำลังโกรธเฝิงเป่าอยู่ ไม่น่าจะใช่นะ
จูอี้จวินลองหยั่งเชิงดู "เสด็จแม่ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไม่เห็นคุ้มค่าที่เสด็จแม่จะต้องกริ้วเลยพ่ะย่ะค่ะ"
พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยหลุดความโกรธออกมาจนเสียกิริยา "เรื่องเล็กน้อยหรือ! แล้วยังมีอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่อีก!"
"เกาหก่งคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่!"
"เจ้าคิดว่าเขามีใจเป็นขุนนาง ถึงได้คอยขัดแย้งกับกงกงเฝิงตลอดอย่างนั้นหรือ"
"เจ้ารู้ไหมว่าเขาพูดว่าอะไร!"
พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยแทบจะเค้นเสียงรอดไรฟันออกมา น้ำเสียงเย็นเยียบ "เขาบอกว่า โอรสสวรรค์วัยสิบพรรษา จะทำหน้าที่กษัตริย์ปกครองใต้หล้าได้อย่างไร!"
จูอี้จวินมองดูพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยที่กำลังเสียสติ เขาก็ค่อยๆ ปิดฎีกาลงอย่างเงียบๆ
นี่คงเป็นแผนการสกปรกของเฝิงเป่าสินะ
ประโยคที่ว่า จะบริหารแผ่นดินได้อย่างไร กับ จะทำหน้าที่กษัตริย์ปกครองใต้หล้าได้อย่างไร นั้นมีความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มันเปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่าเด็กสิบขวบจะบริหารประเทศได้อย่างไร กลายมาเป็นการตั้งคำถามว่าเด็กสิบขวบจะเป็นฮ่องเต้ได้อย่างไร
นี่มันไปสะกิดเกล็ดมังกรของสกุลหลี่เข้าอย่างจัง คำพูดประโยคนี้หลุดออกมา คำพูดอื่นๆ ของเกาหก่งในสายตาพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยก็กลายเป็นเรื่องไร้สาระไปในทันที
คนเราหากเกลียดใครเข้าแล้ว ก็ยากที่จะมองคนคนนั้นด้วยความยุติธรรมได้
และเมื่อเฝิงเป่าคือคนของพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟย ฎีกาถอดถอนที่เกาหก่งส่งมา ก็จะกลายเป็นการยั่วยุราชสำนักฝ่ายในและยั่วยุสกุลหลี่ทันที
วิธีนี้แม้จะดูเรียบง่าย ทว่ากลับใช้ได้ผลเสมอ
หนำซ้ำจูอี้จวินก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเกาหก่งเคยพูดประโยคทำนองนี้เอาไว้จริงๆ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ใบหน้าฉายแววโกรธแค้นราวกับมีศัตรูร่วมกัน "มันช่างกล้าดียังไง ถึงได้มาข่มเหงพวกเราแม่ลูกที่ไร้ที่พึ่งเช่นนี้!"
"เสด็จแม่ รอให้ลูกขึ้นครองราชย์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ลูกจะเนรเทศมันออกจากราชสำนักไปเลยพ่ะย่ะค่ะ!"
สีหน้าของพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยถึงได้ดูดีขึ้นมาบ้าง ทว่าความโกรธก็ยังไม่คลาย นางฉีกฎีกาของเกาหก่งจนขาดวิ่น "กำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ กงกงเฝิงยังบอกว่าแค่นี้เอาผิดเขาไม่ได้! ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!"
นี่แหละที่เรียกว่าการเก็บไว้ไม่ยอมพิจารณาแบบใช้กำลัง
จูอี้จวินเป็นเด็กฉลาดและรู้หน้าที่ เขารีบเรียกนางกำนัลให้นำเศษกระดาษเหล่านั้นไปเผาทิ้งให้หมด
เขาไม่ได้ยืนดูเฉยๆ แต่รีบเข้าไปลูบหลังพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยเพื่อปลอบประโลม "เสด็จแม่ อย่าไปโกรธพวกแก่กะโหลกกะลาพวกนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ จะทำให้เสด็จแม่เสียสุขภาพเปล่าๆ"
"ในสมัยราชวงศ์ซ่ง ฮ่องเต้ฮุ่ยจงก่อนจะขึ้นครองราชย์ ก็เคยถูกจางตุนซึ่งเป็นมหาเสนาบดีวิจารณ์ว่า 'ต้วนอ๋องนิสัยเบาปัญญา ไม่คู่ควรที่จะเป็นกษัตริย์ปกครองใต้หล้า' ช่างเหมือนกับความกำเริบเสิบสานของเกาหก่งในตอนนี้ไม่มีผิด"
"แต่หลังจากนั้นฮ่องเต้ฮุ่ยจงก็ทำตัวเหลวแหลก จนถูกพวกจินตีเมืองหลวงแตก ถูกจับตัวไปเป็นเชลยที่แคว้นจิน ต้องไปตายด้วยน้ำมือของศัตรูให้คนเขาสมเพชไปทั่วหล้า กลับกลายเป็นการพิสูจน์คำพูดของจางตุนเสียอย่างนั้น"
"เกาหก่งในตอนนี้ ก็คงกำลังคิดว่าตัวเองเป็นเหมือนจางตุน และกำลังหลงระเริงอยู่เป็นแน่"
"เสด็จแม่ไม่เพียงแต่ไม่ควรโกรธจนเข้าทางมัน แต่ควรจะทำให้เกาหก่งได้เห็นเต็มสองตาว่า ลูกชายของเสด็จแม่นั้นเก่งกาจเพียงใด และจะขึ้นปกครองใต้หล้าอย่างยิ่งใหญ่ได้อย่างไร"
"ถึงวันนั้น ลูกจะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วบังคับให้เกาหก่งมาคุกเข่าขอโทษเสด็จแม่ให้จงได้"
ด้วยการปลอบประโลมของจูอี้จวิน สีหน้าของพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยก็ค่อยๆ ดีขึ้น
นางค้อนใส่เขาเบาๆ "เพิ่งจะเรียนหนังสือได้ไม่กี่วัน ก็รู้จักอ้างอิงตำราและยกตัวอย่างเรื่องราวในอดีตมาพูดเป็นฉากๆ เชียวนะ"
จูอี้จวินรีบกอดแขนพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟย "เป็นเพราะเสด็จแม่เข้มงวด ลูกถึงได้มีความรู้ติดตัวมาบ้างยังไงล่ะพ่ะย่ะค่ะ"
พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยถลึงตาใส่เขา "พูดถึงเรื่องนี้ แม่ยังไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้าเลยนะ!"
จูอี้จวินกะพริบตาปริบๆ ทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์
พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยเคาะหน้าผากเขาเบาๆ "วันนี้ขันทีที่เข้าเวรที่ตำหนักเหวินฮวารายงานว่า ตอนที่กำลังฟังบรรยายคัมภีร์ เจ้าทำหน้าตาเหม่อลอย ใจลอยไปถึงไหนแล้วใช่หรือไม่!"
พอได้ยินเช่นนั้น จูอี้จวินก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร เขาลอบถอนหายใจอยู่ในใจ
ไอ้การแอบฟ้องนี่มันไม่มีวันจบวันสิ้นจริงๆ ตอนนั้นเขากำลังคิดถึงเรื่องของจางจวีเจิ้งอยู่ แค่ใจลอยไปนิดเดียว ก็ถูกรายงานมาถึงหูของพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยเสียแล้ว
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นขันทีที่เข้าเวรนำไปรายงานเฝิงเป่าอย่างแน่นอน
โชคดีที่เขาไม่ใช่ร่างเดิม มิเช่นนั้นคงต้องกินน้ำตาต่างข้าวแน่
จูอี้จวินหุบยิ้มและลุกขึ้นยืนต่อหน้าพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟย จากนั้นก็คุกเข่าลงกราบอย่างเต็มพิธีการ
สกุลหลี่ทำหน้างุนงง
จูอี้จวินไม่ได้อธิบายอะไร เขาเพียงแค่หมอบกราบอยู่บนพื้น แล้วเริ่มท่องจำเนื้อหาของการบรรยายคัมภีร์ประจำวันในวันนี้อย่างชัดเจนและฉะฉาน "ไท่เจี่ยขึ้นครองราชย์ ทว่ากลับไร้ซึ่งความปรีชาสามารถ อีอิ๋นจึงเนรเทศพระองค์ไปอยู่ที่ถง ผ่านไปสามปีจึงเชิญเสด็จกลับมายังปั๋ว..."
แม้พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยจะไม่ค่อยเข้าใจนัก ทว่าพระนางก็พอจะเดาออกว่าเขากำลังทำอะไร พระนางจึงนั่งฟังอย่างเงียบๆ พลางพยักหน้าเห็นด้วย
ไม่นานนัก จูอี้จวินก็ท่องจำเนื้อหาทั้งหมดจนจบ
ทว่าเขาก็ยังไม่หยุดแค่นั้น เขาเริ่มอธิบายความหมายของบทความนี้ต่อไปอีก
พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก พระนางยอมรับแล้วว่าลูกชายของพระนางตั้งใจเรียนจริงๆ ในวันนี้
พระนางเอ่ยขึ้นว่า "เอาล่ะ ลุกขึ้นเถอะ"
จูอี้จวินกลับยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม
จนกระทั่งพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยเริ่มจะหมดความอดทน จูอี้จวินถึงได้ท่องจำเนื้อหาของบทเรียนวันนี้จนจบทั้งหมด
ทว่าเขาก็ยังไม่ยอมลุกขึ้น แต่กลับเอาหน้าผากแนบพื้นให้ต่ำลงไปอีก "เสด็จแม่ เมื่อวานนี้ลูกรับปากกับเสด็จแม่ต่อหน้าว่าจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและประพฤติตนให้อยู่ในกรอบคุณธรรม ไม่เกียจคร้านหรือปล่อยปละละเลย"
"และตอนนี้ลูกก็มีความเพียรพยายามอย่างเต็มที่ ไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย"
"ทว่าเสด็จแม่กลับหลงเชื่อคำยุยงของคนพาล ทำลายความน่าเชื่อถือของลูก แล้วแบบนี้มันต่างอะไรกับเกาหก่งเล่าพ่ะย่ะค่ะ"
"ลูกขออภัยที่ต้องกราบทูล ขอเสด็จแม่โปรดไว้ใจลูกให้มากขึ้นอีกสักนิด และคอยเฝ้าดูลูกด้วยตาของพระองค์เองเถิดพ่ะย่ะค่ะ ว่าลูกจะประพฤติตัวออกนอกลู่นอกทางหรือไม่ จะได้ไม่ต้องให้คนพาลมาคอยยุยงเป่าหูอีก"
จูอี้จวินจู่ๆ ก็มาไม้นี้ ทำเอาพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยถึงกับไปไม่เป็น พระนางหน้าแดงก่ำพลางประคองเขาให้ลุกขึ้น
เบือนหน้าหนีแล้วเอ่ยว่า "ลูกชายของข้ารู้จักความแล้ว ถึงกับกล้ามาสั่งสอนแม่เสียแล้ว"
จูอี้จวินไม่ยอมปล่อยผ่าน "ไม่ใช่ว่าลูกจะสั่งสอนเสด็จแม่หรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่ลูกแค่รู้สึกน้อยใจ ที่เสด็จแม่ไว้ใจคนนอกมากกว่าลูกชายแท้ๆ ของตัวเอง แล้วก็มาดุกล่าวลูกอย่างไม่มีเหตุผล"
พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยกระแอมไอเบาๆ "เอาล่ะๆ แม่รู้แล้ว"
เมื่อเห็นว่าท่าทีของพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยเริ่มอ่อนลง สีหน้าของจูอี้จวินก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขารีบเข้าไปนวดไหล่ให้พระนางทันที
ความรู้สึกของคนเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทีละนิดเช่นนี้นี่แหละ
หากอยากจะให้คนอื่นรู้สึกว่าเราเป็นคนที่พึ่งพาได้ วิธีที่ดีที่สุดคือการทำตัวอ่อนโยน แต่ต้องไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามในเรื่องที่เป็นหลักการ และต้องกล้าที่จะโต้แย้งด้วยท่าทีที่นอบน้อม
โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกยิ่งต้องทำเช่นนี้ มิเช่นนั้นหากกลายเป็นลูกแหง่ติดแม่ ต่อให้อายุมากขึ้นแค่ไหนก็คงไร้ประโยชน์
พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยได้สติกลับมา ก็ยังคงรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง จึงพยายามหาทางลง "ก็ไม่ใช่ว่าแม่จะไม่ไว้ใจเจ้าหรอกนะ"
"เจ้าดูสิ มีฎีกาจากขุนนางส่งมาอีกแล้ว บอกว่าราหูอมพระอาทิตย์ เป็นการเตือนจากสวรรค์ ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ฮ่องเต้ละทิ้งคุณธรรม จึงขอให้เจ้าทบทวนความผิดของตัวเองให้ดี คัดลอกคัมภีร์พุทธและเต๋าเพื่อเป็นการขอขมาต่อสวรรค์"
"แม่ก็แค่อยากจะช่วยเจ้าตรวจสอบดู เผื่อว่าเจ้าจะทำอะไรผิดพลาดจนสวรรค์พิโรธเข้าจริงๆ"
พูดจบ พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยก็หยิบฎีกาสองสามฉบับส่งให้เขา
จูอี้จวินถึงกับพูดไม่ออก ขี้เกียจแม้แต่จะเอื้อมมือไปรับฎีกาพวกนั้น
ฎีกาพรรค์นี้มักจะไม่มีสาระอะไรเลย แต่มันดันไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของความถูกต้องทางการเมือง ทำให้ยากที่จะหาข้อโต้แย้งได้
ส่วนคนที่ช่างคิดแผนการแบบนี้... คงหนีไม่พ้นจางจวีเจิ้งเป็นแน่
การคัดลอกคัมภีร์พุทธและเต๋านี่ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือนกว่าจะเสร็จสิ้น มันทั้งบั่นทอนกำลังกายและกำลังใจ
นอกจากเวลาเข้าประชุมเช้าและฟังการบรรยายคัมภีร์ประจำวันแล้ว เวลาที่เหลือในแต่ละวันก็คงต้องหมดไปกับการคัดลอกคัมภีร์พวกนี้
เมื่อก่อนเขาเคยใช้เอกสารไร้สาระจำนวนมหาศาลไปถมโต๊ะทำงานของเจ้านายมาแล้ว ตอนนี้กลับต้องมาโดนเองเสียอย่างนั้น
เวรกรรมตามสนองเร็วจริงๆ
และที่น่าหนักใจยิ่งกว่าก็คือ เขาไม่สามารถเมินเฉยต่อฎีกาพวกนี้ได้เลย เพราะมันคือส่วนหนึ่งของหลักธรรมเนียมปฏิบัติในยุคปัจจุบัน
เหมือนกับตอนที่เกิดภัยแล้งก็ต้องไปขอฝน หรือเกิดไฟไหม้ในวังก็ต้องออกราชโองการตำหนิตนเองนั่นแหละ มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แถมดูจากท่าทางที่พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยหยิบฎีกาพวกนี้ออกมาให้ดูแล้ว ก็ชัดเจนว่าพระนางเห็นด้วยกับการคัดลอกคัมภีร์พวกนี้ ให้รีบคัดลอกให้เสร็จๆ ไปซะ
จูอี้จวินทำได้เพียงรับคำ "ลูกจะกลับไปตั้งใจคัดลอกให้ดีพ่ะย่ะค่ะ"
พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ถือว่าเรื่องนี้จบลงด้วยดี
[จบแล้ว]