เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - ชักใยอำนาจ เห็นแก่ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

บทที่ 3 - ชักใยอำนาจ เห็นแก่ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

บทที่ 3 - ชักใยอำนาจ เห็นแก่ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง


บทที่ 3 - ชักใยอำนาจ เห็นแก่ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

"เกาหก่ง เกาหก่งช่างทำได้ดีจริงๆ ช่างเป็นมหาเสนาบดีแห่งศาลาในที่ประเสริฐเลิศเลอเสียจริง ช่างเป็นเสาหลักของบ้านเมืองที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร!"

เมื่อได้ยินรายงานจากขันทีน้อยพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ นางเพียงแค่เรียกชื่อเกาหก่งอยู่สองครั้งก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าให้ดูถมึงทึงพลางลากตัวจูอี้จวินให้เดินต่อไปยังตำหนักเหวินฮวา

คนอื่นๆ ย่อมไม่กล้าสอดปาก

นอกจากจะมีขันทีถือโคมไฟเพิ่มมาอีกคนเพื่อให้แสงสว่างมากขึ้นแล้ว ขบวนเสด็จก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

แต่คนตาดีก็ดูออกว่าตอนนี้พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยกำลังโกรธจัดจริงๆ

จูอี้จวินเหลือบมองสีหน้าถมึงทึงของพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยพลางลอบถอนหายใจในใจ พระมารดาผู้นี้มาจากครอบครัวนางกำนัลจริงๆ ด้วย ไม่เพียงแต่หูเบาเชื่อคนง่ายแต่ยังแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าอย่างชัดเจนอีก

ด้วยความเก๋าเกมของเขา เขาย่อมดูออกว่านี่คือการที่เฝิงเป่าจงใจวางบิลใส่เกาหก่งมหาเสนาบดีแห่งศาลาใน

บางทีคนผู้นั้นอาจจะมีความคิดทำนองนี้อยู่จริง แต่ก็คงไม่ถึงขั้นโอหังขนาดนี้หรอก

เฝิงเป่าอาศัยจังหวะที่พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยขาดประสบการณ์ทางการเมือง ประกอบกับการที่ฝ่ายหน้าและฝ่ายในถูกตัดขาดจากกัน ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่นางจะไปไต่ถามความจริงแบบต่อหน้า เขาถึงได้กล้าทำเรื่องเช่นนี้

แต่จูอี้จวินที่รู้ประวัติศาสตร์บางส่วนและมีประสบการณ์การต่อสู้แย่งชิงอำนาจอย่างโชกโชน ย่อมมองกลเกมนี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง

สภาพแวดล้อมทางการเมืองหลังอดีตฮ่องเต้สวรรคตและฮ่องเต้พระองค์ใหม่ยังทรงพระเยาว์เป็นอย่างไรน่ะหรือ

ก็คือช่วงที่อำนาจกษัตริย์ไร้เสถียรภาพและมีหมาป่าหิวโซรุมล้อมอยู่ทุกสารทิศยังไงล่ะ!

พวกมันต่างก็อยากจะกระโจนเข้ามาขย้ำชิ้นเนื้อกันทั้งนั้น!

ในบรรดาคนพวกนั้นก็มีเฝิงเป่า ขันทีใหญ่แห่งสำนักตรวจระเบียบที่หวังจะปิดกั้นการติดต่อระหว่างฝ่ายหน้ากับฝ่ายใน เพื่อตั้งตนเป็นตัวแทนของพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยรวมอยู่ด้วย

และยังมีเกาหก่ง มหาเสนาบดีแห่งศาลาในที่ฉวยโอกาสใช้ศาลาในริดรอนอำนาจกษัตริย์ หวังจะให้ฮ่องเต้เป็นเพียงหุ่นเชิดเพื่อบรรลุเป้าหมายที่เรียกว่าการปกครองแบบเหยาและซุ่น

ทั้งสองคนนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีพื้นฐานในการร่วมมือกัน แต่ใครใช้ให้พวกเขามีความแค้นต่อกันอยู่แล้วล่ะ

ตอนนั้นเกาหก่งเคยขัดขวางการเลื่อนตำแหน่งของเฝิงเป่าถึงสองครั้งสองครา!

มาตอนนี้พอเติมเชื้อไฟเข้าไปอีกครั้ง เรียกได้ว่าไม่ตายก็คงไม่ยอมเลิกรา

กลวิธีของเฝิงเป่าก็คือการปิดกั้นการติดต่อระหว่างฝ่ายหน้ากับฝ่ายใน และยุยงปลุกปั่นให้เกาหก่งกับพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยผิดใจกัน หรือที่เรียกว่า ทฤษฎีภัยคุกคามจากเกาหก่ง

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกาหก่งจะมีแผนการรับมืออย่างไร ทว่าตอนนี้ดูเหมือนเฝิงเป่าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นขุนนางฝ่ายใน ตราบใดที่เขาสามารถยึดมั่นในฐานเสียงหลักอย่างพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เขาก็จะไม่มีวันพ่ายแพ้

รอจนกระทั่งจูอี้จวินขึ้นครองราชย์อย่างราบรื่น พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยกลายเป็นพระพันปีหลี่และมีอำนาจว่าราชการหลังม่านอย่างชอบธรรม นางเพียงแค่เอ่ยปากประโยคเดียวก็สามารถปลดเกาหก่งออกจากตำแหน่งและเนรเทศเขาได้แล้ว

ทว่า...

จูอี้จวินส่ายหัวในใจ เรื่องนี้มันขัดต่อผลประโยชน์ของเขา

มีคำกล่าวที่ว่า เมื่อบิดาสิ้นใจ บุตรไม่ควรเปลี่ยนปณิธานของบิดาเป็นเวลาสามปี

อดีตฮ่องเต้เพิ่งสวรรคตไปได้กี่วันเอง มีอย่างที่ไหนพอขึ้นครองราชย์ปุ๊บก็ปลดขุนนางเฒ่าสามแผ่นดินออกอย่างไม่ไว้หน้าปั๊บ

ต้องรู้ไว้ว่าเกาหก่งเป็นใคร

เขาคือพระอาจารย์ของอดีตฮ่องเต้ เป็นขุนนางเฒ่าที่รับใช้มาถึงสามรัชกาล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งมหาเสนาบดีแห่งศาลาใน เคยเป็นผู้นำในการปฏิรูปยุคหลงชิ่ง อีกทั้งยังสร้างผลงานในการเจรจาสงบศึกกับอันต๋าข่านและเปิดพรมแดนการค้า ชื่อเสียงของเขานั้นโด่งดังเป็นที่ประจักษ์

ยิ่งไปกว่านั้นอดีตฮ่องเต้ไม่ค่อยสนใจราชการบ้านเมือง มักจะมอบหมายให้เกาหก่งจัดการแทน ถึงขั้นที่เวลาอดีตฮ่องเต้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจก็ยังต้องวิ่งไปร้องห่มร้องไห้ฟ้องเขาว่า มีคนรังแกข้า!

ก่อนสวรรคตก็ยังจับมือเขาแล้วตรัสว่า ฝากใต้หล้าไว้กับท่านด้วย

ขาดแค่เรียกเขาว่าพ่อบุญธรรมคำเดียวเท่านั้น จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงไว้เนื้อเชื่อใจเขามากเพียงใด

คนระดับนี้ จะปลดออกก็แค่คำพูดประโยคเดียว แต่นั่นหมายถึงการทำลายความน่าเชื่อถือทางการเมืองของฮ่องเต้พระองค์ใหม่เลยนะ!

การใช้อำนาจมักมีราคาที่ต้องจ่ายซ่อนอยู่เสมอ และเขาไม่อยากจะเป็นคนแบกรับผลกรรมแทนเฝิงเป่าหรอกนะ

จูอี้จวินเดินตามหลังพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยต้อยๆ พลางครุ่นคิดว่าจะช่วยดึงเกาหก่งขึ้นมาดีหรือไม่ อย่างน้อยก็ให้เขาได้เกษียณอายุราชการอย่างสมเกียรติ

ในใจเขาก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ต่างจากเฝิงเป่าที่ช่วงชิงอำนาจเพื่อแสวงหาความสุขใส่ตัว เกาหก่งรวบอำนาจมาไว้ในมือเพราะตั้งใจจะฟื้นฟูราชวงศ์หมิง ทว่าน่าเสียดายที่ความสามารถของเขานั้นไม่ถึงขั้น

หากเกาหก่งมีความคิดสร้างสรรค์และมีกลยุทธ์ที่เฉียบแหลมจริงๆ เขาก็อาจจะลองมอบหมายราชการให้เกาหก่งดูแลดูก็ได้ เพราะถึงอย่างไรฮ่องเต้วัยสิบพรรษาอย่างเขาก็ยังปีกกล้าขาไม่แข็ง ยังไงก็ต้องมีตัวแทนคอยออกหน้าให้อยู่แล้ว

ทว่าพูดก็พูดเถอะ ในศาลาในตอนนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนที่มีทั้งอุดมการณ์และความสามารถ เขาเองก็ชื่นชมคนผู้นี้มานานแล้ว...

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนผู้นี้จะมีบทบาทอะไรในเกมกระดานตานี้

เวทียังไม่ทันจัดเสร็จ พวกตัวละครหลักต่างก็พากันออกมาแสดงตัวตนกันยกใหญ่

จูอี้จวินเหลือบมองสุริยคราสที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป

ดวงอาทิตย์ยามเช้ากำลังลอยขึ้นมา ทว่าสุริยคราสยังไม่เคลื่อนผ่านไปจนหมด ท้องฟ้าจึงถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ดูอึมครึมยิ่งกว่าเดิม

เขาอดไม่ได้ที่จะคลึงหว่างคิ้ว สถานการณ์ตอนนี้มันเหมือนพายุที่กำลังจะตั้งเค้าจริงๆ

...

ภายในตำหนักเหวินฮวา

"ท่านมหาเสนาบดี โปรดระวังอย่าให้เสียมารยาทของขุนนางเลยขอรับ"

เกาอี๋ซึ่งมีอายุย่างเข้าสู่วัยห้าสิบปีถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเตือนเกาหก่งด้วยความหวังดี

แม้ทั้งสองจะแซ่เกาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกันแต่อย่างใด

ทว่าการที่เกาอี๋ได้กลับมาทำงานและได้เข้าร่วมศาลาใน ล้วนเป็นเพราะได้รับการสนับสนุนจากเกาหก่ง ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงลึกซึ้งไม่ธรรมดา คำเตือนเช่นนี้ก็มีเพียงเขาเท่านั้นที่กล้าเอ่ยปาก

แน่นอนว่าความผูกพันนั้นมีอยู่จริง ทว่าเมื่อได้เข้ามาอยู่ในศาลาในแล้ว ความสัมพันธ์แบบผู้สนับสนุนกับผู้ได้รับการสนับสนุนก็ย่อมต้องค่อยๆ เลือนหายไปตามความเข้าใจที่ตรงกันโดยไม่ต้องเอ่ยปาก

ปัจจุบันศาลาในมีเพียงตระกูลเกาทั้งสองและจางจวีเจิ้ง รวมทั้งหมดสามคนเท่านั้น

อดีตฮ่องเต้สวรรคต เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านแผ่นดินซึ่งต้องเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ทว่ามหาเสนาบดีแห่งศาลาในผู้นี้กลับมีนิสัยที่ยากจะอธิบาย

ทั้งดื้อรั้นและเอาแต่ใจก็แล้วไปเถอะ แถมยังเป็นคนพูดจาโผงผางอีก มักจะเผลอพูดจาทำลายภาพลักษณ์ของฮ่องเต้พระองค์ใหม่อยู่บ่อยๆ เมื่อวันก่อนเขายังมาบ่นรำพึงถึงสถานการณ์บ้านเมืองในศาลาในเลยว่า เด็กสิบขวบจะปกครองแผ่นดินได้อย่างไร เกาอี๋ทำได้เพียงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเท่านั้น

วันนี้ก็ยังมาทำตัวเผด็จการต่อหน้าเหล่าขุนนางในราชสำนักอีก หวังจะเชิดองค์รัชทายาทไว้ในกำมือ

จนเกาอี๋ทนไม่ไหวต้องออกโรงขวางขุนนางที่เกาหก่งสั่งให้ไปขอพระราชกระแสรับสั่งที่ตำหนักบูรพา

มิเช่นนั้นหากปล่อยให้เสียมารยาทไปแล้ว เรื่องไปถึงหูของสองตำหนัก มีหวังคงทำให้สองตำหนักกับศาลาในเกิดความระแวงคลางแคลงใจต่อกัน จนสั่นคลอนรากฐานของแผ่นดินเป็นแน่

ทว่าเกาหก่งกลับไม่สนใจคำเตือนของเกาอี๋เลยสักนิด สีหน้าของเขาเคร่งขรึม ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงความเผด็จการอย่างเห็นได้ชัด "จื่อเซี่ยงเอ๋ย ในฐานะขุนนาง มีใครเขาห่วงชื่อเสียงตัวเองจนถึงขนาดเจ้าบ้าง"

จื่อเซี่ยงคือชื่อรองของเกาอี๋ พอเกาหก่งเปิดปากพูดประโยคนี้ขึ้นมาก็ถือว่าไม่ไว้หน้ากันเลย

เขาพูดต่อว่า "เรื่องสำคัญในตอนนี้ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการสืบราชสันตติวงศ์อีกแล้ว ในเมื่อข้าได้รับความไว้วางใจจากอดีตฮ่องเต้ให้รับมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการช่วยเหลือบ้านเมือง ข้าย่อมต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน"

"นี่คือเรื่องสำคัญอย่างการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชย์ ในเมื่อฮ่องเต้พระองค์ใหม่ไม่ยอมเสด็จมา จะให้ข้ามานั่งรอเฉยๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างเจ้างั้นหรือ"

"ข้าตัดสินใจแล้ว หากองค์รัชทายาทยังไม่เสด็จมาภายในเวลาที่กำหนด ข้าจะส่งฎีกาทูลเชิญไปที่ตำหนักบูรพา และทูลขอให้องค์รัชทายาทตอบกลับมาด้วยพระราชกระแสรับสั่ง เพื่อจบเรื่องของวันนี้เสียที!"

"ขอให้จื่อเซี่ยงแยกแยะความสำคัญของเรื่องราวด้วย อย่าได้มาประวิงเวลาในการจัดการเรื่องสำคัญ"

ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนี้ ชี้ชัดไปแล้วว่าการที่เกาอี๋เข้ามาขัดขวางเขานั้น จะทำให้การขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ต้องล่าช้าออกไป ซึ่งถือเป็นการขัดขวางผลประโยชน์ส่วนรวม

เกาอี๋ส่ายหน้าด้วยความจนใจ

นี่เขาห่วงชื่อเสียงของตัวเองงั้นหรือ เขาแค่กลัวว่าการทำตัวเผด็จการและบงการฮ่องเต้พระองค์ใหม่เช่นนี้ของเกาหก่ง จะสร้างหายนะครั้งใหญ่ต่างหากล่ะ!

มีอย่างที่ไหนมารวบหัวรวบหางจัดการเรื่องทูลเชิญให้ขึ้นครองราชย์แบบนี้!

องค์รัชทายาทยังทรงพระเยาว์และไม่ประสีประสา แล้วท่านเกาหก่งไม่ประสีประสาด้วยหรือไง องค์รัชทายาทไม่เสด็จมา ทำไมท่านไม่รายงานเรื่องนี้ให้สองตำหนักทราบน่ะ

ในฐานะขุนนาง สิ่งใดที่ไม่สมควรตัดสินใจเอง หากขืนดื้อดึงทำลงไป ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนินทาว่าร้าย ภัยพิบัติหรือความโชคดีล้วนยากจะคาดเดา

เขารู้นิสัยของมหาเสนาบดีผู้นี้ดี ขืนพูดอะไรไปมากกว่านี้ก็คงไม่มีประโยชน์

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เบนสายตาไปขอความช่วยเหลือจากจางจวีเจิ้งซึ่งเป็นหนึ่งในสามคนของศาลาใน

จางจวีเจิ้งสัมผัสได้ถึงสายตาของเกาอี๋ เขาพยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย "อดีตฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ท่านมหาเสนาบดีและข้าดูแลองค์รัชทายาทในการศึกษาเล่าเรียนให้รู้ซึ้งถึงหลักธรรมคำสอน บัดนี้องค์รัชทายาททรงเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักบูรพา ตีตัวออกห่างจากเหล่าขุนนาง ศาลาในย่อมมิอาจปัดความรับผิดชอบนี้ได้"

"เรื่องการขึ้นครองราชย์เป็นเรื่องใหญ่ ในเมื่อกรมพิธีการได้จัดเตรียมขั้นตอนไว้เรียบร้อยแล้ว ย่อมไม่อาจชักช้าได้ ศาลาในไม่ควรนิ่งเฉย ข้าเห็นด้วยกับการตัดสินใจของท่านมหาเสนาบดี"

"ส่วนเรื่องหลังจากนี้ ข้าได้ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่และคัดเลือกอาจารย์ผู้สอนเรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมบรรยายคัมภีร์คลาสสิกและขัดเกลาพฤติกรรมขององค์รัชทายาท"

คำพูดของจางจวีเจิ้งยิ่งทรงพลังกว่าเดิม ทำเอาหัวคิ้วของเกาอี๋ขมวดเข้าหากันจนเป็นปม

คำพูดของเขาไม่เพียงแต่ตอกย้ำว่าองค์รัชทายาททรงเสียกิริยาจริงๆ แต่ยังอาศัยข้ออ้างที่ศาลาในมีหน้าที่ดูแลการศึกษาขององค์รัชทายาท เพื่อถือโอกาสสั่งสอนฮ่องเต้พระองค์ใหม่เสียด้วย

นี่จางจวีเจิ้งกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่!

พอนึกขึ้นได้ว่าทั้งเกาหก่งและจางจวีเจิ้งต่างก็เป็นผู้นำกลุ่มปฏิรูปที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงด้วยกันทั้งคู่

หรือว่า... สองคนนี้อาจจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว และจงใจใช้อำนาจของศาลาในเป็นเครื่องมือ โดยตั้งใจจะให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่เป็นเพียงหุ่นเชิด เพื่อที่ศาลาในจะได้ผูกขาดอำนาจในการผลักดันการปฏิรูป!

ผู้สนับสนุนของเขากลับไม่เคยปริปากบอกเรื่องนี้ให้เขารู้เลยสักนิด!

เกาอี๋มองสลับไปมาระหว่างเกาหก่งกับจางจวีเจิ้งด้วยความเหลือเชื่อ ราวกับอยากจะมองทะลุใบหน้าของทั้งสองคนให้จงได้

เมื่อเห็นสีหน้าที่สงบนิ่งราวกับน้ำในบ่อของทั้งสองคน ความคิดที่จะลาออกจากราชการก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจเงียบๆ

หากเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ...

เกาอี๋อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน ถึงตายไปก็คงถูกขุดศพขึ้นมาสับเป็นชิ้นๆ แน่!

เมื่อเกาหก่งเห็นท่าทีเช่นนั้นก็เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างถูกจังหวะว่า "เอาล่ะ จื่อเซี่ยง เรื่องนี้ข้ามีแผนจัดการอยู่ในใจแล้ว เจ้าไม่ต้องไปสนใจหรอก"

พูดจบเขาก็หันไปมองจางจวีเจิ้ง ซึ่งจางจวีเจิ้งก็หันมามองเขาพอดี สายตาของทั้งสองสบกันเพียงครู่เดียวก็แยกจากกัน

เกาหก่งลอบทอดถอนใจ เขาไม่เคยเผยความคิดของตัวเองให้จางจวีเจิ้งรู้เลยสักนิด ทว่าอีกฝ่ายกลับสามารถจับสังเกตจากเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ยอมตกลงร่วมมือด้วยทันที ช่างรู้ใจเขาดีกว่าเกาอี๋ที่สนิทสนมกันเสียอีก สมแล้วที่เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเขามานานหลายปี

ขุนนางใหญ่แห่งศาลาในทั้งสามคนกำลังพูดคุยกันอยู่ คนอื่นๆ ย่อมไม่กล้าเข้ามาสอดแทรก

ทว่าในตอนนั้นเอง คนที่อยู่ใกล้ประตูคนหนึ่งก็บังเอิญเหลือบไปเห็นความเคลื่อนไหวที่ด้านนอกตำหนักพอดี

เขารีบเอ่ยขอโทษก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ๆ และกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่ข้างหูเกาหก่ง

สีหน้าของเกาหก่งเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นเขาก็โบกมือไล่คนผู้นั้นให้ถอยออกไป

เกาหก่งตบมือหัวเราะร่วนพลางหันไปพูดกับเกาอี๋และจางจวีเจิ้งว่า "จื่อเซี่ยง ซูต้า ในที่สุดพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยก็ยอม 'เชิญ' องค์รัชทายาทออกมาเสียที"

"ไม่ง่ายเลยจริงๆ"

พอพูดจบเขาก็เดินออกไปต้อนรับ

ความจริงตอนที่เห็นคนกระซิบกระซาบกันเกาอี๋ก็พอจะเดาออกอยู่แล้ว พอได้ยินประโยคนี้ก้อนหินที่ทับอยู่ในใจก็ร่วงหล่นลงทันที

ส่วนคำพูดที่ดูจะก้าวร้าวเกินเลยของเกาหก่ง เขาก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

น้ำเสียงของเขากลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง เขาแกล้งทำเป็นพูดจาหยั่งเชิงจางจวีเจิ้งที่ยังเหลืออยู่อย่างไม่ใส่ใจนักว่า "ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ยังทรงพระเยาว์นัก ทว่ากลับต้องแบกรับภารกิจอันหนักอึ้ง ท่านทั้งสองช่างมีภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงและหนทางอีกยาวไกลนัก"

จางจวีเจิ้งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและเหลือบมองเกาอี๋ เขาพยักหน้าตอบรับเบาๆ โดยไม่พูดอะไร เพียงแค่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามเกาหก่งออกไปต้อนรับเท่านั้น

เกาอี๋มองแผ่นหลังของจางจวีเจิ้งพลางลอบถอนหายใจ จางจวีเจิ้งมีชื่อเสียงว่าเป็นเด็กอัจฉริยะมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งยังอ่านตำรามามากมายและมีความรู้กว้างขวาง เขาย่อมต้องรู้ที่มาของคำพูดนี้และสัมผัสได้ถึงการหยั่งเชิงและคำเตือนที่แฝงอยู่ในนั้น ทว่าเขากลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เห็นได้ชัดว่าเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วที่จะลงมือทำอะไรบางอย่าง

เฮ้อ สองคนนี้นี่นะ

ก้มหน้าก้มตาเป็นขุนนางธรรมดาๆ รอวันเกษียณไปอย่างสงบสุขไม่ได้หรือไง

เหมือนอย่างสวีเจีย มหาเสนาบดีแห่งศาลาในคนก่อนที่พอเกษียณปุ๊บก็มีทั้งสุรานารีและที่นาทำกินนับแสนไร่ไว้ครอบครอง

หรือไม่ก็ทำตัวเหมือนหลี่ชุนฟาง ขุนนางแห่งศาลาในที่พอเกษียณแล้วก็กลับไปทุ่มเทให้กับการศึกษาหาความรู้ต่อ

ไปจนถึงการกลับไปดูแลปรนนิบัติพ่อแม่ยามแก่เฒ่า

ราชวงศ์หมิงถึงคราวต้องกอบกู้จริงๆ งั้นหรือ ในใต้หล้านี้มีราชวงศ์ไหนบ้างที่ยั่งยืนยาวนานค้ำฟ้า

ราชวงศ์หมิงคุ้มค่าที่จะยอมพลีชีพเพื่อรักษาคุณธรรมไว้หรือ จุดจบของอวี๋เส้าเป่าไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจบ้างเลยหรือไง

น่าเสียดายที่คำพูดเหล่านี้เขาทำได้เพียงแค่คิดในใจเท่านั้น เขาเพิ่งเข้ามาอยู่ในศาลาในได้ไม่ถึงครึ่งปี ประสบการณ์ยังน้อยนิด เรื่องราวทุกอย่างล้วนต้องให้เกาหก่งกับจางจวีเจิ้งเป็นคนตัดสินใจ ในเวลานี้เขาย่อมไม่มีความสามารถพอที่จะเปลี่ยนใจสองคนนี้ได้

ช่างเถอะๆ ในเมื่อเกาหก่งกับจางจวีเจิ้งตั้งใจจะทำผลงาน ก็ปล่อยพวกเขาไปเถอะ ราชวงศ์หมิงก่อตั้งมาสองร้อยปีแล้ว บัดนี้มีเค้าลางแห่งการล่มสลายปรากฏให้เห็น ถึงเวลาที่ควรจะมีผู้กล้าลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างแล้วเหมือนกัน

ส่วนตัวเขาเกาอี๋น่ะหรือ เป็นขุนนางมาหลายสิบปี ยื่นเรื่องขอลาออกตั้งสิบกว่าครั้ง หัวใจมันด้านชาไปนานแล้ว การไม่ยอมลดตัวไปเกลือกกลั้วกับพวกกังฉินและแบ่งพรรคแบ่งพวก ถือเป็นขีดจำกัดสูงสุดในการรักษาอุดมการณ์ส่วนตัวของเขาแล้ว เรื่องนี้เขาจะไม่ยอมเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเด็ดขาด

เมื่อคิดตกเขาก็เริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าทำไมเกาหก่งถึงพูดว่า เด็กสิบขวบจะปกครองแผ่นดินได้อย่างไร

หากเกาหก่งต้องการจะปฏิรูปและพลิกโฉมประเทศชาติเพื่อต่ออายุราชวงศ์จริงๆ เรื่องรุนแรงเช่นนี้ย่อมหวังพึ่งพาเด็กน้อยวัยสิบขวบที่เติบโตมาในวังลึกและถูกเลี้ยงดูโดยสตรีไม่ได้อย่างแน่นอน

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์และความสามารถของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ผู้นี้เลย แค่ไม่มาเป็นตัวถ่วงก็ถือว่าบุญโขแล้ว!

หากให้ฮ่องเต้เป็นเพียงหุ่นเชิด แล้วให้ศาลาในเป็นคนบริหารบ้านเมืองแทน บางทีอาจจะยังมีโอกาสอยู่บ้าง

ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ผู้นี้...

เกรงว่าคงต้องยอม 'เสียสละ' เพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวมแล้วล่ะ

ขณะที่เกาอี๋กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น เขาก็ลุกขึ้นช้าไปก้าวหนึ่ง จึงเพิ่งจะเดินออกไปต้อนรับ

...

ทันทีที่เกาอี๋เดินมาถึงหน้าตำหนัก เขาก็เห็นขบวนเสด็จของพระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยเลี้ยวกลับไปแต่ไกล ทำเอาเขาถึงกับชะงักไปเลยทีเดียว

ถึงขนาดไม่ยอมทักทายเหล่าขุนนางเลยเชียวหรือ

เขาแอบบ่นงึมงำในใจ ดูเหมือนว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ผู้นี้จะทำให้พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยโกรธจัดไม่ใช่น้อย

เขาเคยเห็นท่าทางตอนที่พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยโกรธจูอี้จวินจนควันออกหูมาแล้ว เขาย่อมรู้ดีว่าครั้งนี้ที่องค์รัชทายาทหดหัวอยู่ในตำหนักบูรพาไม่กล้ารับฎีกาทูลเชิญ คงทำให้พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยโกรธจนฟิวส์ขาดอีกแน่ๆ

ที่พระสนมเอกหลี่กุ้ยเฟยเดินจากไปดื้อๆ คงเป็นเพราะไม่อยากจะทำให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ต้องเสียหน้าในเวลาเช่นนี้กระมัง

แต่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ผู้นี้นี่สิ ช่างเป็นคนที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกเสียจริง การหลบซ่อนตัวอยู่ในตำหนักบูรพาก็แย่พอแล้ว ขออย่าให้พระองค์ทำตัวเหมือนพระอัยกาของพระองค์เลยนะ ที่หายหน้าหายตาไม่ยอมออกว่าราชการตั้งยี่สิบปี

ขณะที่กำลังนินทาอยู่ในใจ เขาก็เบนสายตาไปมองฮ่องเต้พระองค์ใหม่

จูอี้จวิน ฮ่องเต้พระองค์ใหม่แห่งราชวงศ์หมิง กำลังเดินทอดน่องมาอย่างช้าๆ โดยมีเฝิงเป่า ขันทีผู้กุมตราประจำสำนักตรวจระเบียบคนใหม่เดินตามมาติดๆ

องค์รัชทายาทออกจากตำหนักไปเรียนหนังสือ เกาอี๋ในฐานะหนึ่งในอาจารย์ประจำชั้นของจูอี้จวิน ย่อมต้องเคยพบหน้าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ผู้นี้มานับครั้งไม่ถ้วน

ในความทรงจำของเขา หากจะพูดให้ดูดีหน่อย ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ผู้นี้ก็คือเด็กที่มีจิตใจบริสุทธิ์และทำตามสัญชาตญาณ แต่ถ้าจะให้พูดตรงๆ ก็คือเป็นเด็กซุกซน ใจร้อน และมีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

ทว่าวันนี้กลับทำให้เขารู้สึกแปลกไปจากเดิม

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่กิริยามารยาทในตอนนี้ ก็ทำเอาเขาลอบชื่นชมอยู่ในใจแล้ว

จูอี้จวินในชุดไว้ทุกข์ รูปร่างผอมบาง แผ่นหลังตั้งตรง ฝีเท้าก้าวเดินอย่างสุขุมเยือกเย็น สีหน้าดูอิดโรยและโศกเศร้า ทว่ากลับดูเคร่งขรึมและสง่างาม ยามที่กวาดสายตามองเหล่าขุนนางก็แฝงความถ่อมตน ทว่ากลับดูน่าเกรงขามและทรงพลัง การทักทายตอบรับกับทุกคนก็ทำได้อย่างไร้ที่ติ

"ข้าเพิ่งจะเคยมาเยือนตำหนักเหวินฮวาเป็นครั้งแรก ทุกเรื่องล้วนต้องพึ่งพาท่านขุนนางผู้เป็นเสาหลักทั้งหลายแล้วล่ะ"

หมายเหตุ 1 ฮ่องเต้ทรงพิโรธและตรัสกับข้าพเจ้าว่า: ราชวงศ์ของบรรพชนข้าดำรงอยู่มาสองร้อยปีจนถึงทุกวันนี้ แผ่นดินมีฮ่องเต้ที่เจริญวัยแล้ว ถือเป็นพรของบ้านเมือง ทำไมองค์รัชทายาทถึงได้เป็นเช่นนี้ ทรงตรัสซ้ำๆ อยู่หลายครั้งพลางกระทืบพระบาทและจับมือข้าพเจ้าแน่น ข้าพเจ้าทูลตอบว่า พระองค์ทรงมีพระชนมายุยืนยาวหมื่นปี ไฉนจึงตรัสเช่นนี้ ฮ่องเต้ตรัสตอบว่า: มีคนรังแกข้า (จากบันทึกปิงถ่าอี๋เหยียน)

หมายเหตุ 2 องค์รัชทายาทเสด็จออกจากตำหนักบูรพาเพื่อศึกษาเล่าเรียน โดยมีเกาอี๋ มหาอำมาตย์และเสนาบดีกรมพิธีการควบตำแหน่งราชบัณฑิตแห่งสถาบันฮั่นหลิน จางซื่อเหวย รองเสนาบดีกรมฝ่ายซ้ายควบตำแหน่งราชบัณฑิตแห่งสถาบันฮั่นหลิน หยูโหย่วติง พนักงานชำระล้างแห่งสำนักซือจิงควบตำแหน่งผู้เรียบเรียงแห่งสถาบันฮั่นหลิน เฉินต้ง ผู้ช่วยฝ่ายขวาแห่งสำนักชุนฟางควบตำแหน่งผู้เรียบเรียงแห่งสถาบันฮั่นหลิน ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำชั้น ส่วนหม่าจื่อเฉียง รองเสนาบดีแห่งสำนักจ้านซื่อควบตำแหน่งราชบัณฑิตแห่งสถาบันฮั่นหลิน เถาต้าหลิน ผู้เรียบเรียงแห่งสถาบันฮั่นหลิน เฉินจิงปัง เหอลั่วเหวิน ผู้ตรวจทานเสิ่นหลี่ จางจื่อ ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้บรรยาย ผู้ตรวจทานเฉินหยวน สวีโกว ทำหน้าที่เป็นผู้สอบทานและปฏิบัติงานในสำนักราชโองการ หม่าจี้เหวิน และสวีจี้เซิน ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอน ก่อนหน้านี้มหาเสนาบดีเกาหก่งและคณะได้ถวายฎีกาขอคัดเลือกขุนนางเพื่อมาเป็นอาจารย์สอนองค์รัชทายาท โดยเสนอชื่อร่วมกับกรมการปกครอง มีรับสั่งให้คัดเลือกอย่างระมัดระวัง ไม่จำเป็นต้องให้ครบตามจำนวน จากนั้นเกาหก่งและคณะจึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อ และฮ่องเต้ก็ทรงเห็นชอบตามนั้น พร้อมกับมีรับสั่งให้เกาหก่งและจางจวีเจิ้งคอยดูแลการเรียนการสอนของขุนนางเหล่านี้ด้วย (จากบันทึกสือลู่แห่งราชวงศ์หมิงรัชศกมู่จง เล่มที่ 5)

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 3 - ชักใยอำนาจ เห็นแก่ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว