- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อ จากองค์ชายขยะ สู่เทวยุทธ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 14 - ไม่ใช่ระดับก่อกำเนิด แต่เป็นระดับเทวยุทธ์!
บทที่ 14 - ไม่ใช่ระดับก่อกำเนิด แต่เป็นระดับเทวยุทธ์!
บทที่ 14 - ไม่ใช่ระดับก่อกำเนิด แต่เป็นระดับเทวยุทธ์!
บทที่ 14 - ไม่ใช่ระดับก่อกำเนิด แต่เป็นระดับเทวยุทธ์!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตัวตนที่น่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ระดับก่อกำเนิด มหาปรมาจารย์ที่ซูเฉิงพามาด้วยนั้น ไม่มีความลังเลใดๆ ทั้งสิ้น หันหลังกลับแล้ววิ่งหนีทันที
ยืนหยัดสู้ตายงั้นรึ?
ชีวิตน้อยๆ ของตัวเองสำคัญกว่า หากมีโอกาสหนีก็ต้องเผ่นให้ไว!
"คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป ที่ของข้าเป็นห้องน้ำสาธารณะหรือไง?"
ซูหมางไม่สบอารมณ์ ขมวดคิ้วแน่น แล้วใช้นิ้วชี้อันเรียวยาวจิ้มออกไปอีกครั้ง
ฟิ้ว!
พลังปราณสายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วของซูหมาง ชั่วพริบตาก็พุ่งไปถึงแผ่นหลังของมหาปรมาจารย์ที่กำลังหนีเอาชีวิตรอด เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันน่าขนลุก มหาปรมาจารย์ก็หน้าถอดสี รูม่านตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว
"ไม่ ผู้อาวุโสโปรดไว้ชีวิตด้วย!"
พรวด พลังปราณทะลวงแผ่นหลังของเขา แล้วไประเบิดออกเป็นกลุ่มหมอกเลือดที่หน้าอก
มหาปรมาจารย์ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสมรภูมิอิวโจว ล้มลงกองกับพื้น ร่างกายกระตุกอย่างไม่มีทิศทางอยู่สองสามครั้ง แล้วก็แน่นิ่งไป
ตายแล้ว ถูกลบหายไปดรรชนีเดียว!
บรรดาปรมาจารย์ที่ถูกแช่แข็งอยู่ เมื่อเห็นภาพนี้ก็ยิ่งหวาดผวาหนักขึ้นไปอีก แต่ละคนขนลุกซู่ไปทั้งหนังศีรษะ เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นจากฝ่าเท้าพุ่งตรงขึ้นสู่กระหม่อม
"เจ้า... เจ้าไม่ได้กลายเป็นคนไร้ค่าหรอกรึ?"
ซูเฉิงพูดติดอ่าง ดรรชนีเดียวลบมหาปรมาจารย์ให้หายไปได้ นี่มันระดับพลังสยองขวัญขนาดไหนกัน
อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องเป็นระดับก่อกำเนิด
แล้วซูหมางอายุเท่าไหร่กัน เพิ่งจะยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้น ยักษ์ใหญ่ระดับก่อกำเนิดวัยยี่สิบเอ็ดปี หากโยนออกไป ขุมกำลังทั้งหมดในดินแดนแปดแคว้น คงถูกทำให้ตกใจจนกลายเป็นคนบ้าไปหมดแน่
"เจ้าอยากให้ข้ากลายเป็นคนไร้ค่ามากนักรึ?"
ซูหมางไร้ซึ่งความยินดีหรือโศกเศร้า เขาเดินเข้าไปหาซูเฉิง แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เอ่อ...
"ไม่ ไม่ ไม่ ข้าจะอยากให้น้องเจ็ดกลายเป็นคนไร้ค่าได้ยังไงล่ะ เห็นแก่ที่เราเป็นพี่น้องกัน น้องเจ็ด เจ้าก็ไว้ชีวิตข้าเถอะนะ ข้าขอสัญญาว่าจะไม่กล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับเจ้าอีกแล้ว"
"เป็นความผิดของข้าเอง ข้ามันตาบอดใจดำ ข้ามันไม่ใช่คน ทั้งหมดนี่เป็นคำสั่งของเสด็จพ่อทั้งนั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเลย ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเลยจริงๆ นะ!"
"น้องเจ็ด ไว้ชีวิตข้าด้วยเถอะ!"
ตุบ ซูเฉิงทรุดตัวลงไปกองกับพื้น ส่วนเรื่องศักดิ์ศรีอะไรนั่น ถูกเขามองข้ามไปจนหมดสิ้นแล้ว
มียักษ์ใหญ่ระดับก่อกำเนิดยืนอยู่ตรงหน้า ต่อให้เขายกวังดำขาวมาทั้งสำนักก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้สิ่งที่เขาพอจะภาวนาได้ ก็มีเพียงขอให้ซูหมางยอมไว้ชีวิตเขาเท่านั้น
เพียงแต่ สายตาที่ซูหมางใช้มองเขานั้น เต็มไปด้วยความเย็นชา ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ผสมอยู่เลย
"คนที่คิดจะฆ่าข้า ข้าไม่เคยปรานี อย่างเช่น เฉาซื่อไห่"
คำพูดของซูหมาง ทำให้ซูเฉิงชะงักงันไปในทันที จากนั้นก็รู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า เขามองซูหมางด้วยสายตาเหม่อลอย
"เฉากงกง... เป็นฝีมือเจ้าเองรึ?"
"เจ้าเป็นคนฆ่างั้นรึ?"
"ฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า... น่าขัน น่าขันสิ้นดี พวกเราทุกคน กลับหลงคิดว่าเจ้าเป็นแค่สวะ เสด็จพ่อก็ยังคิดอยากจะฆ่าเจ้าอีก"
"ที่แท้ พวกเราต่างหากที่เป็นไอ้โง่ เป็นพวกปัญญาอ่อน!"
ซูเฉิงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง หัวเราะจนน้ำตาไหลอาบแก้ม
ใครจะไปคิดล่ะว่า ซูหมางที่ถูกเนรเทศมาอยู่อิวโจวเมื่อห้าปีก่อน ถูกช่วงชิงกระดูกสูงสุดไป และถูกมองว่าเป็นเพียงคนไร้ค่า มาบัดนี้ กลับกลายเป็นยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดที่อยู่สูงส่งเหนือใคร!
"จริงๆ แล้ว ข้าไม่ใช่ระดับก่อกำเนิดหรอกนะ!"
สายตาของซูหมางเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน คมกริบดั่งใบมีด
ไม่ใช่ระดับก่อกำเนิด?
ซูเฉิงงงเป็นไก่ตาแตก ไม่ใช่ระดับก่อกำเนิดแล้วคืออะไรล่ะ?
"ข้าคือ ระดับเทวยุทธ์!"
ตู้ม!!!
ในชั่ววินาทีนั้น ในหัวของทุกคนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ระดับเทวยุทธ์ พวกเขาเคยได้ยินแต่ในตำราโบราณเท่านั้น แต่มาวันนี้ ซูหมางกลับบอกว่าเขาคือระดับเทวยุทธ์งั้นรึ?
"เอาล่ะ ถึงเวลาส่งพวกเจ้าเดินทางแล้ว"
ซูหมางยกฝ่ามือขึ้น
วิ้ง วิ้ง วิ้ง แสงสีทองสว่างจ้าปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างกะทันหัน เมื่อฝ่ามือของซูหมางค่อยๆ กดลง แสงสีทองก็แปรสภาพเป็นหมอกควัน กดทับลงมาเบื้องล่าง
พรวด พรวด พรวด
เมื่อสัมผัสกับแสงสีทอง ร่างของปรมาจารย์ทั้งหมด รวมถึงซูเฉิง ก็แหลกสลายกลายเป็นหมอกเลือด ร่วงหล่นลงบนพื้น กลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจะคละคลุ้งขึ้นมา กลับถูกแสงสีทองลบล้างไปจนหมดสิ้น
ทุกอย่างมลายหายไป สลายกลายเป็นความว่างเปล่า
เสี่ยวหลี่จื่อยืนอึ้งตะลึงงัน เขามองดูวิธีการอันดุจเทพยดาของซูหมาง หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างไม่อาจควบคุมได้ วิชาที่ซูหมางเพิ่งจะแสดงให้เห็นเมื่อครู่ ทำให้เขาไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะจินตนาการถึงความน่ากลัวนั้นเลย
พลิกฝ่ามือเดียว สังหารเรียบวุธ!
นี่คือพลังที่แท้จริงของฝ่าบาตรงั้นรึ?
"เก็บกวาดให้สะอาด ระดับพลังของเจ้าเริ่มสั่นคลอนแล้ว พรุ่งนี้ค่อยทะลวงสู่ระดับมหาปรมาจารย์ ข้าจะช่วยดูแลให้" ซูหมางพูดจบ ก็หันหลังกลับเข้าห้อง
ทะลวงสู่ระดับมหาปรมาจารย์!
ดวงตาของเสี่ยวหลี่จื่อเป็นประกายสว่างวาบ
ในสายตาของคนอื่น การทะลวงสู่ระดับมหาปรมาจารย์นั้นเต็มไปด้วยอันตราย หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็อาจจะสูญเสียทุกอย่างที่อุตส่าห์สร้างมา หรืออาจถึงขั้นธาตุไฟแตกซ่าน จนเป็นอันตรายถึงชีวิต
แต่เมื่อหลุดออกมาจากปากของซูหมาง มันกลับดูง่ายดายราวกับสายลมพัดผ่าน
เช้าวันรุ่งขึ้น ภายในลานเรือนสะอาดสะอ้าน
ไม่มีร่องรอยใดๆ หลงเหลือให้เห็นเลยว่า เมื่อคืนนี้เกิดการสังหารหมู่ที่นี่ ตอนที่ซูหมางเดินออกมาจากห้อง เสี่ยวหลี่จื่อก็มารออยู่ที่หน้าประตูแล้ว
"ใจร้อนจังนะ ไปนั่งกลางลานเรือนสิ หลังจากทะลวงระดับแล้ว ข้าจะมอบวิชาให้เจ้าวิชาหนึ่ง ความบกพร่องของความเป็นชายในตัวเจ้า น่าจะได้รับการเติมเต็มกลับมาได้นะ"
ซูหมางพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
......
......
เสี่ยวหลี่จื่อได้ยินดังนั้น ก็ถึงกับยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ชั่วพริบตา ขอบตาของเขาก็แดงก่ำ เขาคุกเข่าลงต่อหน้าซูหมางเสียงดังปึก "ฝ่าบาท!"
น้ำเสียงสั่นเครือ ซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดไม่ได้!
ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของขันที ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องนี้แล้ว และตอนนี้ ซูหมางกลับบอกว่า สามารถช่วยให้เขากลับมาสมบูรณ์ได้ สำหรับเสี่ยวหลี่จื่อแล้ว นี่มันคือเสียงสวรรค์ชัดๆ!
จากขันทีน้อยคนหนึ่ง เขาเติบโตขึ้นมาจนกลายเป็นมหาปรมาจารย์ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังเป็นคนที่ไม่สมประกอบทางร่างกาย ถูกสังคมโลกียวิสัยรังเกียจ ภายในใจของเขาเองก็ยังรู้สึกต่ำต้อย
แต่บัดนี้ มีความหวังแล้ว!
สำหรับเสี่ยวหลี่จื่อแล้ว ซูหมางเปรียบเสมือนบิดามารดาผู้ให้กำเนิดใหม่ พระคุณอันยิ่งใหญ่เทียมฟ้านี้ ทำให้เขาไม่รู้เลยว่าจะต้องตอบแทนอย่างไรถึงจะคู่ควร
"เอาล่ะ รีบไปนั่งขัดสมาธิซะ ปรับสภาพจิตใจให้มั่นคง มิฉะนั้นหากเกิดธาตุไฟแตกซ่านขึ้นมา จะหาที่ร้องไห้ไม่ได้นะ"
ธาตุไฟแตกซ่าน!
คำสี่คำนี้ทำให้เสี่ยวหลี่จื่อใจสั่น
เขาไม่กล้ารอช้า รีบเดินไปนั่งขัดสมาธิที่กลางลานเรือนทันที หลังจากปรับสภาพจิตใจให้มั่นคงแล้ว เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก โคจรเคล็ดวิชาคัมภีร์ทานตะวัน เพื่อดึงพลังปราณในร่างกายออกมา
ครืน ครืน ครืน
พลังปราณแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา ราวกับเกลียวคลื่น หนาแน่นและบริสุทธิ์ หากเทียบกับปรมาจารย์ทั่วไปแล้ว พลังของเขาเหนือชั้นกว่าถึงหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว
ความเร้นลับของคัมภีร์ทานตะวัน ผนวกกับยาล้ำค่าที่ซูหมางประทานให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เสี่ยวหลี่จื่อในตอนนี้ เรียกได้ว่าสัมผัสถึงเพดานสูงสุดของระดับปรมาจารย์แล้ว
"ยาเสวียนซินเม็ดนี้ น่าจะช่วยผลักดันให้เจ้าก้าวเข้าสู่ระดับมหาปรมาจารย์ได้"
ฟิ้ว
ซูหมางดีดนิ้ว ส่งยาเม็ดสีเหลืองนวลลอยออกไป
ปัง เมื่อยาเม็ดนั้นลอยไปอยู่เหนือศีรษะของเสี่ยวหลี่จื่อ มันก็ระเบิดออก กลายเป็นละอองฝนโปรยปรายลงบนร่างของเสี่ยวหลี่จื่อ พลังวิญญาณอันเข้มข้นทำให้เสี่ยวหลี่จื่อดูดซับอย่างตะกละตะกลาม
ตู้ม!!!
ในวินาทีที่ดูดซับ พลังของเสี่ยวหลี่จื่อก็เกิดการปะทุขึ้น มันพุ่งเข้าชนกำแพงคอขวดของระดับมหาปรมาจารย์อย่างบ้าคลั่งโดยไม่สามารถควบคุมได้
พลังของยายังคงอัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม แค่ครึ่งเม็ด ก็คงเพียงพอที่จะทำให้เสี่ยวหลี่จื่อทำลายกำแพงคอขวดได้แล้ว
ซูหมางพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
ตึง!
แต่ทว่าในตอนนั้นเอง นอกเมืองก็มีเสียงกลองศึกดังกึกก้องสะท้านฟ้าดังขึ้นอย่างกะทันหัน
สะเทือนเลื่อนลั่นฟ้าดิน ทะลวงทะลุชั้นเมฆ
พรวด เสี่ยวหลี่จื่อกระอักเลือดคำโตออกมา สีหน้าซีดเซียว พลังปราณปั่นป่วนเพราะเสียงกลองสะเทือน เส้นลมปราณแทบจะแตกสลาย
"แย่แล้ว!"
เมื่อเห็นภาพนี้ สีหน้าของซูหมางก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เขารีบชี้นิ้วสิบนิ้วรัวๆ พลังปราณที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตพุ่งทะยานออกไป ครอบคลุมร่างของเสี่ยวหลี่จื่อเอาไว้
[จบแล้ว]