- หน้าแรก
- ขอทานตาบอด กับระบบเป่าขลุ่ยสู่เทพเหนือยุทธภพ
- บทที่ 6 - ฝังร่างและเส้นทางสายใหม่
บทที่ 6 - ฝังร่างและเส้นทางสายใหม่
บทที่ 6 - ฝังร่างและเส้นทางสายใหม่
บทที่ 6 - ฝังร่างและเส้นทางสายใหม่
เฉินหวยอันหัวเราะลั่นขณะเดินไปหาเสี่ยวจื้อ เขาหยิบเหรียญทองแดงหนึ่งอีแปะที่ตกอยู่ข้างกายเธอขึ้นมา เขายังจำได้ดีว่าเสี่ยวจื้อเคยบอกไว้ว่าถ้าเก็บเงินได้มากพอ เธอจะซื้อเสื้อผ้าอุ่นๆ ให้แม่สักชุด แม่จะได้ไม่ต้องทนหนาวอีกต่อไป
"หนึ่งอีแปะ ฮ่าๆๆ..."
พริบตาต่อมา ร่างของเฉินหวยอันก็หายวับไปจากตรงนั้น
เขาวิ่งฝ่าไปตามทางพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งมุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลหลี่ ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงหัวเราะต่างพากันหลบเลี่ยงเขาราวกับหนีโรคระบาด
"ไอ้บ้านั่นอาการกำเริบอีกแล้ว"
"ได้ยินมันหัวเราะทีไร ขนลุกซู่ทุกทีเลย ให้ตายสิ"
"หยุดพูดเถอะ จะกลายเป็นฝันร้ายของฉันอยู่แล้วเนี่ย"
"ฉันล่ะอยากให้ไอ้บ้านี่มันรีบๆ ไสหัวไปจากที่นี่ซะที หรือไม่ก็ให้วีรบุรุษหนุ่มอย่างหลี่ซื่อจัดการฆ่ามันทิ้งไปเลย"
"เขาเป็นถึงวีรบุรุษเชียวนะ จะลดตัวไปเปื้อนเลือดกับคนบ้าทำไม เสียภาพพจน์วีรบุรุษหมดพอดี"
...
"ฮ่าๆๆ ตระกูลหลี่"
เฉินหวยอันไม่ได้เสียสติ เขาเพียงแค่ควบคุมเสียงหัวเราะของตัวเองไม่ได้ มันเป็นการหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง หัวเราะอย่างเสียสติ...
ตัวเมืองแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก เพียงไม่กี่นาทีเขาก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูจวนตระกูลหลี่ หลี่เหวยผู้นำตระกูลได้ยินเสียงหัวเราะของเขามาแต่ไกลแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ก็แค่คนบ้าคนหนึ่ง จะมีปัญญาทำอะไรได้ แต่เดี๋ยวเขาก็จะได้รู้ซึ้งว่าการประมาทศัตรูจะต้องแลกมาด้วยบทเรียนที่แสนสาหัส
"ไอ้บ้า ถ้าไม่อยากตายก็รีบไสหัวกลับไปซะ ไม่งั้นฉันไม่รังเกียจที่จะสงเคราะห์ส่งแกไปลงนรกหรอกนะ" หลี่เหวยขู่เสียงเข้ม
"ฮ่าๆๆ..."
สิ่งที่ตอบกลับหลี่เหวยมีเพียงเสียงหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่งของเฉินหวยอัน แต่หลี่เหวยกลับมองว่านั่นคือการหยามเกียรติ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด
"รนหาที่ตายนัก" สิ้นเสียงคำราม เขาก็พุ่งเข้าใส่เฉินหวยอัน พลังปราณระดับสองถูกระเบิดออกมาจนหมดแม็ก แต่ทว่าขนาดชายหนวดเคราครึ้มยังไม่ใช่คู่มือของเฉินหวยอัน แล้วนับประสาอะไรกับเขาเล่า
เฉินหวยอันใช้ไม้เท้าแทนกระบี่ ฟาดฟันด้วยวิชากระบี่วารีลวงตา เพียงแค่พริบตาเดียว ศีรษะของหลี่เหวยก็หลุดกระเด็นออกจากบ่า ก่อนที่ศีรษะจะร่วงหล่นลงพื้น ดวงตาของเขายังคงเบิกโพลง ราวกับไม่ยอมเชื่อว่าคนบ้าจะมีวิทยายุทธ์ลึกล้ำถึงเพียงนี้
"เกิดอะไรขึ้น ทำไมเสียงดังโวยวายขนาดนี้"
คนที่เดินออกมาคือหลี่ซื่อลูกชายของหลี่เหวย ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เขาก็เห็นศีรษะของพ่อที่เลือดกำลังพุ่งกระฉูดตกอยู่บนพื้น ภาพนั้นทำเอาเขาเข่าทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีฝีมือเก่งกาจอะไร เรื่องสวมรอยรับรางวัลก็เป็นความคิดของพ่อเขาทั้งนั้น ปกติเขาก็เป็นแค่พวกทำตัวไร้สาระไปวันๆ ถ้าไม่ใช่เพราะแอบอ้างผลงานของเฉินหวยอันว่าตัวเองเป็นคนฆ่าสามโจรโฉด ก็คงไม่มีใครหน้าไหนมาสนใจเขาหรอก
หลี่ซื่อตั้งใจจะอ้าปากอ้อนวอนขอให้เฉินหวยอันไว้ชีวิต แต่คำพูดเหล่านั้นยังไม่ทันได้หลุดออกจากปาก คมกระบี่ของเฉินหวยอันก็สะบั้นคอเขาขาดกระเด็นไปเสียก่อน
เฉินหวยอันหัวเราะร่าพร้อมกับเดินอาดๆ เข้าไปในจวนตระกูลหลี่ เขาสะดุดตาเข้ากับศพๆ หนึ่ง สภาพศพถูกสับเป็นชิ้นๆ ดูสยดสยองยิ่งนัก แต่เฉินหวยอันก็จำได้ว่าศพนั้นคือชายคนที่ตบหลังหลี่ซื่อเมื่อสิบวันก่อน
แต่เฉินหวยอันไม่ได้สนใจอะไร เขาเดินตรงดิ่งเข้าไปหาคนในตระกูลหลี่ที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ ตวัดกระบี่ฟาดฟัน ศีรษะร่วงหล่นลงพื้นระเนระนาด
หลังจากลงมือสังหารล้างตระกูลหลี่ เฉินหวยอันก็ไม่ได้จากไปในทันที แต่เขากลับเดินเข้าไปสำรวจตามห้องพักต่างๆ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป เขาก็ได้กลิ่นอายที่คุ้นเคย มันคือกลิ่นของนกยวนยางเผือกนั่นเอง
เขาผลักประตูห้องพักของหลี่เหวยเข้าไป นกยวนยางเผือกตัวนั้นถูกขังอยู่ในกรง เฉินหวยอันไม่พูดพร่ำทำเพลง ตวัดกระบี่ฟันฉับเดียวทั้งกรงและนกขาดสะบั้นเป็นสองท่อน
ภายในวันนั้น จวนตระกูลหลี่ถูกฆ่าล้างตระกูล แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ไม่เหลือรอดแม้แต่ตัวเดียว และผู้ที่ลงมือกระทำการอุกอาจทั้งหมดนี้ กลับเป็นเพียงคนบ้าคนหนึ่งเท่านั้น
หลังจากกวาดล้างตระกูลหลี่จนสิ้นซาก เฉินหวยอันก็เดินหัวเราะร่าออกมาจากจวนตระกูลหลี่ เสื้อผ้าของเขาไร้รอยเลือดหยดกระเซ็น เหมือนกับตอนที่เขาเดินเข้ามาไม่มีผิดเพี้ยน...
คนตระกูลหลี่คงคาดไม่ถึงว่า ตอนที่พวกเขาวางแผนจะกำจัดเฉินหวยอัน พวกเขาจะกลายเป็นฝ่ายที่ไม่มีแม้แต่โอกาสจะตอบโต้เมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มคนนี้
ข่าวการสังหารหมู่ครั้งนี้สะเทือนไปทั่วทั้งเมือง คนบ้าก่อเหตุฆาตกรรม แต่กลับไม่มีใครกล้าปริปากวิจารณ์ ขนาดวีรบุรุษหนุ่มอย่างหลี่ซื่อยังพ่ายแพ้ แล้วใครจะกล้าเอาชีวิตไปทิ้งด้วยการท้าทายเฉินหวยอันเล่า
เฉินหวยอันออกจากจวนตระกูลหลี่แล้วกลับไปที่บ้านของเสี่ยวจื้อ ตอนนี้อาการคลุ้มคลั่งของเขาสงบลงแล้ว เขาเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดู สถานการณ์ดูไม่ค่อยดีนัก
【อาการเจ็บป่วย: โรคหัวเราะคลุ้มคลั่ง สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการเป่าเพลงไร้หวนคืน ความคืบหน้าการรักษาปัจจุบัน: 2% (หมายเหตุ: เนื่องจากค่าการรักษาของโฮสต์ในปัจจุบันต่ำมาก อาการอาจกำเริบได้ทุกเมื่อ โปรดระมัดระวัง)】
"ความพยายามหลายเดือนที่ผ่านมาสูญเปล่าหมดเลยแฮะ"
เฉินหวยอันถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ อายุขัยของเขายังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างมากก็แค่เริ่มรักษาใหม่ทั้งหมดก็แค่นั้น
เขาแบกศพของนางเจียงและเสี่ยวจื้อขึ้นบ่า เขาไม่กล้าทิ้งศพของพวกนางไว้ที่นี่อีกต่อไป เพราะตอนที่เขาเพิ่งมาถึง เขาจับสัมผัสได้ว่ามีคนสองคนกำลังทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่แถวนี้ เขาไม่อยากให้ศพของพวกนางต้องถูกย่ำยีอีก
เขาเดินทางไปที่ร้านขายโลงศพและขอซื้อโลงศพสองโลง ทีแรกเถ้าแก่ร้านไม่อยากจะขายให้เพราะเห็นว่าเขาเป็นคนบ้า แต่สุดท้ายก็ต้องยอมใจอ่อนเพราะเงินก้อนโตที่เฉินหวยอันจ่ายให้
เงินค่าโลงศพสองโลงสูบเอาเงินที่เขาได้มาเมื่อเดือนก่อนไปจนเกือบหมดเกลี้ยง แต่เขาไม่ได้เสียดายเลย สำหรับเขาแล้ว สัจจะคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เขาไม่อยากผิดสัญญากับคนที่จากไป
เขาบรรจุศพของนางเจียงและเสี่ยวจื้อลงในโลงศพ จากนั้นก็แบกโลงศพเดินออกจากร้านไป ในวันนั้น เฉินหวยอันได้เดินทางออกจากเมืองและไม่เคยหวนกลับมาอีกเลย ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเขาหายไปไหน ราวกับว่าเขาได้อันตรธานหายไปจากโลกใบนี้
หลังจากที่เฉินหวยอันจากไป ชาวเมืองก็รวมตัวกันออกตามล่าตัวเขา แต่ก็ไร้วี่แวว สุดท้ายเรื่องราวนี้ก็ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา
เฉินหวยอันไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้เลย ตอนนี้เขากำลังแบกโลงศพเดินทางมาถึงดินแดนรกร้างว่างเปล่าไร้ผู้คน เขามองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ แล้วค่อยๆ วางโลงศพลง
"อยู่ที่นี่ วิญญาณของพวกเจ้าคงจะได้สงบสุขสักที" เฉินหวยอันรำพึงในใจ
เขาก้มลงขุดหลุมศพ สำหรับคนทั่วไป งานนี้อาจจะหนักหนาสาหัส แต่สำหรับเขาแล้ว มันใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น
เขาวางโลงศพลงในหลุมที่ขุดไว้ หลุมศพของนางเจียงและเสี่ยวจื้อตั้งอยู่เคียงข้างกัน เฉินหวยอันคิดว่าทำแบบนี้พวกนางจะได้ไม่เหงา
กว่าเฉินหวยอันจะจัดการฝังศพเสร็จ ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีเป็นยามเย็น เขาไม่สามารถกลับไปที่เมืองได้อีกแล้ว เขาเหม่อมองดวงอาทิตย์อัสดงในฤดูหนาว แสงแดดรำไรสาดส่องลงมามอบความอบอุ่นแผ่วเบาให้กับฤดูกาลที่เหน็บหนาว...
ถ้าไม่มีเรื่องเลวร้ายพวกนี้เกิดขึ้น ป่านนี้แสงแดดคงจะอบอุ่นกว่านี้เป็นแน่
เฉินหวยอันวางเหรียญทองแดงหนึ่งอีแปะเหรียญนั้นลงบนเนินดินฝังศพของเสี่ยวจื้ออย่างเงียบๆ...
เขาเดินจากไป พร้อมกับเสียงเป่าขลุ่ยเพลงไร้หวนคืนที่ดังกังวานขึ้น... ในจังหวะนั้นเอง หิมะก็เริ่มโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ท่ามกลางแสงแดดยามเย็น เกล็ดหิมะร่วงหล่นลงบนเรือนผมของเฉินหวยอัน แล้วเขาก็ค่อยๆ เดินหายลับไปท่ามกลางพายุหิมะ
คล้อยหลังเขาจากไปไม่นาน ความมืดมิดก็เข้าปกคลุม หิมะในยามค่ำคืนตกหนักกว่าปกติ มันได้ลบร่องรอยการเดินทางของเฉินหวยอัน และยังช่วยกลบฝังหลุมศพนั้นจนมิด...
เมื่อเฉินหวยอันหวนกลับมาที่นี่อีกครั้งในวันข้างหน้า ที่แห่งนี้จะเต็มไปด้วยดอกไม้สีแดงบานสะพรั่ง ว่ากันว่านี่คือดอกปี่อั้น สัญลักษณ์ของความงดงาม และความหวัง
ยามที่เฉินหวยอันเดินเข้าไปใกล้ ดอกไม้เหล่านั้นก็จะเอนไหวไปตามสายลม คล้ายกับรับรู้การมาเยือนของเขา ราวกับสหายเก่าที่ได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง...
...
เฉินหวยอันที่จากเมืองอันหยวนมาได้เริ่มต้นชีวิตคนพเนจร สำหรับเขาแล้ว ที่ไหนก็คือบ้าน แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ทำเอาเฉินหวยอันแทบจะสติแตก เมื่อเนื้อที่เขาย่างไว้ถูกมือดีขโมยไป
"ไอ้เดรัจฉานเอ๊ย เดรัจฉานจริงๆ!"
"ขโมยได้แม้กระทั่งเนื้อของคนตาบอด แกยังมีจิตสำนึกอยู่บ้างไหมเนี่ย!"
เฉินหวยอันอยากจะด่าทอให้สาแก่ใจ แต่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรแห่งนี้ คงไม่มีใครหน้าไหนมาทนฟังเขาสบถด่าหรอก ความหงุดหงิดนี้แทบจะทำเอาเขากระอักเลือดตายอยู่รอมร่อ
ถึงแม้การอดกินเนื้อไปแค่มื้อเดียวจะไม่ทำให้ถึงตาย แต่ปัญหาคือเขาไม่ได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์มานานแสนนานแล้ว นี่แหละคือปัญหาใหญ่ระดับชาติเลย
หลังจากออกจากเมืองอันหยวน เฉินหวยอันก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก จุดหมายปลายทางของเขาคือเมืองหลงชางที่ได้ชื่อว่าสงบสุข ว่ากันว่าที่นั่นมีกองกำลังทหารของราชวงศ์ต้าหยวนคุมเข้ม เป็นดินแดนที่ปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในอาณาจักรต้าหยวน ณ ตอนนี้
แต่ปัญหาเฉพาะหน้าในตอนนี้คือ เฉินหวยอันกำลังหิวโซ ไม่ใช่ว่าฝีมือการล่าสัตว์ของเขาจะห่วยแตกหรอกนะ แต่สัตว์ป่าแถวนี้มันฉลาดเป็นกรดราวกับปีศาจ จับยากจับเย็นเหลือเกิน
[จบแล้ว]