- หน้าแรก
- สามก๊ก : ระบบรู้แจ้งไร้ขีดจำกัด เมื่อข้ามีพรสวรรค์ระดับพระเจ้า
- บทที่ 46 - วีรสตรีโฉมงามเจินเจียง
บทที่ 46 - วีรสตรีโฉมงามเจินเจียง
บทที่ 46 - วีรสตรีโฉมงามเจินเจียง
บทที่ 46 - วีรสตรีโฉมงามเจินเจียง
ผู้ที่เอ่ยปากพูดคือหญิงสาวผู้สวมเสื้อคลุมสีแดงสด รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น เครื่องหน้าหมดจดงดงาม ดวงตาทอประกายดุจดวงดาว เรือนผมยาวสลวยดุจน้ำตก ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหิมะ
นางก็คือเจินเจียงบุตรสาวคนโตวัยสิบหกปีของเจินอี้นั่นเอง
นอกจากรูปโฉมจะงดงามสะคราญแล้ว จิตใจของนางยังดีงามยิ่งนัก แทบทุกปีนางจะตั้งโรงทานแจกจ่ายข้าวต้มอยู่หน้าจวนตระกูลเจินเพื่อช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก
ชาวเมืองในอำเภออู๋จี๋จำนวนไม่น้อยล้วนเคยได้รับความเมตตาจากนาง
ยามนี้ใบหน้าที่งดงามของนางเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังชายหลายคนที่ตะโกนปลุกปั่นเมื่อครู่
"เฉินลิ่ว ปีนั้นพ่อเจ้าตาย บ้านเจ้าเป็นหนี้พนันจนไม่มีแม้แต่เงินจะทำศพ เจ้าคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ตระกูลเจินรับไว้ทำงานถึงได้มีเงินไปฝังศพพ่อ มิใช่หรือว่าตระกูลเจินมีบุญคุณต่อเจ้า"
ชายฉกรรจ์ที่ถูกเรียกชื่อมีสีหน้าละอายใจ เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที
"คุณหนู ข้า..."
เจินเจียงก้าวเท้าเดินต่อไป "ซ่งซาน ปีนั้นเจ้าหนีตายจากความอดอยากทางตอนเหนือ หากตระกูลเจินไม่ให้ข้าวเจ้ากินประทังชีวิต เจ้าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้หรือ"
"คุณหนู ข้าผิดไปแล้ว ข้ามันไม่ใช่คน..."
ทุกก้าวที่เจินเจียงเดินไป นางจะเอ่ยชื่อคนขึ้นมาหนึ่งคน คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนมาจากครอบครัวยากจน ทว่าแทบทุกคนล้วนเคยได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเจินทั้งสิ้น
เจินเจียงประกาศเสียงดังก้องอีกครั้ง "ตระกูลเจินของข้าแม้นจะร่ำรวยมั่งคั่ง ทว่าไม่เคยทำเรื่องเลวทรามแม้แต่ครั้งเดียว ท่านพ่อของข้ายังยอมเปิดยุ้งฉางแจกจ่ายเสบียงในยามข้าวยากหมากแพงอีกด้วย"
"รู้คุณคนแล้วไม่ทดแทน จะต่างอะไรกับเดรัจฉาน"
ผู้คนที่อยู่บนกำแพงเมืองส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดา หากมิใช่เพราะเมื่อครู่เกาเซิงตะโกนข่มขู่แกมหลอกลวงอยู่หน้าเมือง มีหรือที่พวกเขาจะเกิดความคิดอกุศลเช่นนี้
ยามนี้เมื่อถูกเจินเจียงเตือนสติ แต่ละคนจึงมีสีหน้าละอายใจ แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเสียให้พ้น
"ใครหน้าไหนกล้าด่าทอนายท่านเจินอีก ข้าจะสับมันให้เละ"
"ตระกูลเจินดีต่อพวกเรามาตลอด หากไม่มีนายท่านเจิน พวกเราคงตายกันไปตั้งเท่าไหร่แล้ว"
"ต่อให้เปิดประตูเมืองให้พวกมัน แล้วพวกเราจะรอดชีวิตไปได้จริงๆ หรือ"
"พวกเราก็เป็นแค่ลูกไก่ในกำมือ จะโดนเชือดเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับคำพูดคำเดียวของพวกมัน"
เมื่อเห็นว่าขวัญกำลังใจของทหารยามบนกำแพงเมืองฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามของเจินเจียง "ทุกคนไม่ต้องกลัว อำเภออู๋จี๋อยู่ห่างจากเมืองจงซานไม่ไกลนัก เย่เฟิงญาติผู้พี่ของข้าได้ฝึกฝนผู้คุ้มกันขบวนสินค้าไว้หลายพันคนมาตั้งนานแล้ว ผู้บังคับบัญชาก็ยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับขุนพลสวรรค์อีกด้วย"
"ไม่เกินหนึ่งวัน เขาจะต้องนำทัพมาช่วยเหลือพวกเราแน่ ถึงตอนนั้นพวกโจรป่าไร้ระเบียบพวกนี้ย่อมไม่ใช่คู่มือของเขา"
"อีกอย่าง พวกมันก็เหมือนกับกบฏโพกผ้าเหลืองที่พวกเราเพิ่งกำจัดไปก่อนหน้านี้ เป็นแค่การรวมตัวกันของพวกสวะ ไม่มีแม้แต่อุปกรณ์ตีเมืองที่ใช้การได้ แล้วจะตีเมืองแตกได้อย่างไร"
"ไม่ต้องกลัว"
"สู้ตายเพื่อปกป้องอำเภออู๋จี๋"
"สู้ตายเพื่อปกป้องคุณหนูใหญ่และนายท่านเจิน"
เสียงประกาศความจงรักภักดีดังกึกก้องไปทั่วกำแพงเมือง เกาเซิงที่ตั้งใจจะรอดูงูกินหางบัดนี้ใบหน้ามืดมนจนถึงขีดสุด
เขามองขึ้นไปยังเจินเจียงบนกำแพงเมืองด้วยสายตาร้อนรุ่ม ในใจเต็มไปด้วยความคิดสกปรกโสมม
"เป่าแตร เตรียมบุกเมือง"
"ปู๊น"
เสียงแตรส่งสัญญาณบุกโจมตีดังกึกก้อง ทหารกบฏโพกผ้าเหลืองนับหมื่นกรูกันพุ่งเข้าใส่กำแพงเมือง
"ยิงธนู"
"ฆ่า"
สงครามรุกรับอันแสนโหดร้ายเปิดฉากขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็เหมือนไก่จิกตีกัน แม้กองกำลังป้องกันเมืองจะได้เปรียบจากความสูงของกำแพง ทว่านอกจากก้อนหิน น้ำมันไฟ และน้ำเดือดที่สาดเทลงไปทำลายขบวนทัพของกบฏโพกผ้าเหลืองได้ในการโจมตีระลอกแรกแล้ว เมื่อต้องปะทะกันด้วยอาวุธระยะประชิด ความได้เปรียบของฝ่ายป้องกันก็แทบไม่เหลือเลย
แม้ขวัญกำลังใจจากการปลุกปั่นของเจินเจียงจะไม่ลดน้อยลง ทว่าความแตกต่างด้านจำนวนคนนั้นห่างชั้นกันเกินไป
หลังจากการต่อสู้อย่างยากลำบากตลอดช่วงเช้า คนที่ยังยืนหยัดอยู่บนกำแพงเมืองเหลือไม่ถึงพันคน ชายฉกรรจ์ที่เกณฑ์มาเหล่านั้นแม้นไม่มีความกล้าพอที่จะเอาชีวิตเจินอี้เพื่อแลกกับการเปิดประตูเมือง แต่เมื่อถึงยามชุลมุนพวกเขาก็พากันวิ่งหนีเอาตัวรอดไปจนหมด
สถานการณ์บนกำแพงเมืองที่ย่ำแย่อยู่แล้วยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
หากมิใช่เพราะมีสตรีร่างบอบบางแต่งดงามอย่างเจินเจียงยืนหยัดอยู่บนหอสังเกตการณ์ กองทัพผู้ป้องกันเมืองเหล่านี้คงแตกพ่ายหนีหายไปนานแล้ว
การเข่นฆ่าอันแสนโหดร้ายยังคงดำเนินต่อไป ทุกนาทีทุกวินาทีมีทหารของทั้งสองฝ่ายล้มตายลงไป เมื่อมองลงมาจากหอสังเกตการณ์จะเห็นศพนอนเกลื่อนกลาดทับถมกันไปหมด
เลือดสดๆ ย้อมแผ่นดินจนเป็นสีแดง แม้แต่อากาศก็ยังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้น
เจินเจียงโดดเด่นราวกับจุดสีแดงจุดเดียวท่ามกลางสมรภูมิรบ นางยังคงยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุด
เจินอี้มองดูบุตรสาวคนโตที่มีท่าทีอ่อนโยนแต่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสาร "เจียงเอ๋อร์ เมืองนี้คงต้านทานไว้ไม่ได้แล้ว"
"อย่างมากหากถูกโจมตีอีกแค่สองครั้ง คนที่เหลืออยู่ก็คงตายกันหมด เจ้าจงรีบพาแม่และน้องๆ ของเจ้าหนีไปเถอะ"
"ล้วนเป็นความผิดของพ่อเองที่หยิ่งยโสไม่ยอมฟังคำเตือนของท่านอาและท่านอาเขยของเจ้า ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังเช่นนี้"
เจินเจียงยิ้มอย่างขมขื่น "ไม่มีใครหยั่งรู้อนาคตได้ล่วงหน้าหรอกท่านพ่อ ใครจะไปรู้ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงเร็วถึงเพียงนี้"
"ท่านแม่และน้องสาวทั้งสี่เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว หากประตูเมืองถูกตีแตกเมื่อใด พวกนางจะปลอมตัวเป็นชาวนาหนีออกจากอำเภออู๋จี๋ทันที แล้วอ้อมไปพึ่งพิงท่านอาและท่านอาเขย"
"แล้วเจ้าล่ะ"
เจินเจียงตอบ "หากยังไม่ถึงวินาทีสุดท้าย จะยอมแพ้ได้อย่างไร"
"ข้าเชื่อว่าญาติผู้พี่จะต้องมาช่วยพวกเราแน่"
"เหมือนกับที่เขาเคยให้สัญญากับข้าไว้ในตอนนั้น"
เจินเจียงอายุน้อยกว่าเย่เฟิงหนึ่งปี ทั้งสองตระกูลไปมาหาสู่กันอย่างสนิทสนมตั้งแต่เด็ก จึงนับได้ว่าเป็นเพื่อนเล่นในวัยเยาว์
เย่เฟิงในตอนนั้นแม้นจะยังไม่ฟื้นคืนความทรงจำจากชาติก่อน แม้นจะไม่มีพรสวรรค์ที่ทวนกระแสสวรรค์ ทว่าเขามีนิสัยดีและมีรูปร่างหน้าตาสง่างาม ความรู้สึกดีๆ ระหว่างญาติผู้พี่กับญาตผู้น้องจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ
เรื่องนี้อธิบายได้ว่าเหตุใดตอนที่ไช่เหยียนไปเป็นแขกของตระกูลเจิน นางจึงรู้เรื่องราวของเย่เฟิงได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน นั่นย่อมเป็นผลงานของเจินเจียงอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าความรู้สึกคลุมเครือที่ยังไม่ถูกเปิดเผยระหว่างเย่เฟิงและเจินเจียงนั้น หลังจากที่เย่เฟิงได้ความทรงจำกลับคืนมา เขาก็มีเรื่องต้องเตรียมการมากมายจนไม่มีเวลาหันกลับไปสนใจความทรงจำเหล่านั้น ด้วยความบังเอิญจึงทำให้เขาละเลยหญิงงามอย่างเจินเจียงไปชั่วคราว
การโจมตียังคงดำเนินต่อไป
คนที่ยังยืนอยู่บนกำแพงเมืองได้มีจำนวนน้อยลงทุกที
ในที่สุดเจินอี้ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
"เจียงเอ๋อร์ รีบไปเถอะ"
"พวกเราทำเพื่อชาวเมืองทุกคนมามากพอแล้ว"
"ไม่จำเป็นต้องมาตายเปล่าอยู่ที่นี่"
บ่าวไพร่และผู้ติดตามผู้ซื่อสัตย์หลายสิบคนที่อยู่ข้างกายเจินอี้ก็เอ่ยขึ้นเช่นกัน "คุณหนู เมืองนี้คงรับมือการโจมตีได้อีกไม่กี่ครั้งแล้วขอรับ"
"พวกนั้นเอาข้ออ้างเรื่องการทำตามบัญชาสวรรค์มาบังหน้า แต่ความจริงแล้วเลวทรามยิ่งกว่าพวกโจรป่าเสียอีก"
"หากคุณหนูตกไปอยู่ในมือพวกมัน เกรงว่าจะอยู่สู้ตายเสียยังดีกว่า"
"รีบหนีไปพร้อมกับนายท่านเถิด"
"ปู๊น"
เสียงแตรส่งสัญญาณบุกโจมตีดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง เจินอี้ร้อนรนจนถึงขั้นพุ่งเข้าไปดึงตัวเจินเจียง
แม้นใบหน้าของเจินเจียงจะดูสงบนิ่ง ทว่านางเป็นเพียงหญิงสาววัยแรกแย้มที่ยังไม่ออกเรือน มีหรือที่จะไม่หวาดกลัว
ทันใดนั้นเสียงตวาดดังก้องอย่างชัดเจนก็ดังแว่วมา
"บุกโจมตีจากห้าทิศทาง แยกย้ายกันต่อสู้ จบศึกให้เร็วที่สุด"
เสียงนั้นดังก้องกังวานสั่นสะเทือนแก้วหู แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายร้อยจั้ง ทว่าเจินเจียงก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน
และเสียงที่คุ้นเคยนี้มิใช่เสียงของใครอื่น แต่เป็นเสียงของคนที่นางเฝ้ารอคอยอยู่ทุกลมหายใจนั่นเอง
"ท่านพ่อ ฟังให้ดี"
"ญาติผู้พี่มาแล้ว"
"หืม"
"เฟิงเอ๋อร์หรือ"
เจินอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง เขากำลังจะเอ่ยปากถามว่าลูกสาวหูฝาดไปหรือเปล่า ทว่าสายตากลับเผลอมองตามออกไปแต่ไกล
ภาพที่เห็นคือกองทัพกบฏโพกผ้าเหลืองแนวหลังปั่นป่วนวุ่นวาย ทหารกบฏนับไม่ถ้วนร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ไม่มีท่าทีอวดดีโอหังเหมือนเมื่อครู่นี้เลยแม้แต่น้อย
"พวกเรารอดตายแล้ว"
"หลานชายของข้ามาแล้ว"
"ฮ่าฮ่าฮ่า"
[จบแล้ว]