- หน้าแรก
- อาญาสวรรค์ เทพสงครามเป่ยเหลียง
- บทที่ 48 เหล่าเกิ่งมุ่งหน้าบูรพา ราชโองการจากฉางอันมาเยือน
บทที่ 48 เหล่าเกิ่งมุ่งหน้าบูรพา ราชโองการจากฉางอันมาเยือน
บทที่ 48 เหล่าเกิ่งมุ่งหน้าบูรพา ราชโองการจากฉางอันมาเยือน
บทที่ 48 เหล่าเกิ่งมุ่งหน้าบูรพา ราชโองการจากฉางอันมาเยือน
ห้าวันต่อมา
เมืองเหลียงโจว
เหล่าเกิ่งกำลังจะเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก
หลี่มู่มาส่งเหล่าเกิ่งที่หน้าประตูเมือง
"เหล่าเกิ่ง ชายฝั่งทะเลตะวันออกนั่น จำเป็นต้องไปให้ได้เลยหรือ?"
หลี่มู่ขมวดคิ้ว ยังคงอยากจะเกลี้ยกล่อมเหล่าเกิ่งอีกสักหน่อย
ตัวตนที่อยู่ชายฝั่งทะเลตะวันออกผู้นั้น คือเซียนไร้พ่ายแห่งโลกมนุษย์เชียวนะ
การเดินทางไปทะเลตะวันออกของเหล่าเกิ่งในครั้งนี้ มีอันตรายถึงชีวิต
"คุณชาย!"
"ท่านไม่ต้องเกลี้ยกล่อมข้าแล้ว เกิดเป็นคนในใต้หล้า บางเรื่องก็ไม่อาจหลีกหนีได้ตลอดไป สิ่งใดที่ควรเผชิญหน้าก็ต้องเผชิญ"
"เซียนไร้พ่าย สามารถต่อกรกับเทพยดา แต่กระบี่ที่เก้าของข้าที่ฟาดฟันข้ามฟากฟ้า ก็ใช่ว่าจะประลองฝีมือด้วยไม่ได้เสียหน่อย"
"ศึกครั้งนี้ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้!"
บนใบหน้าของเหล่าเกิ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เผยให้เห็นฟันเหลืองๆ แม้จะดูเจ้าเล่ห์ไปสักหน่อยก็ตาม
หลายวันมานี้ หลี่มู่ไม่เคยลืมที่จะเกลี้ยกล่อมเขา แต่เขาก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
"เหล่าเกิ่ง!"
คิ้วของหลี่มู่ขมวดแน่น ภายในใจรู้สึกสับสนวุ่นวาย ความรู้สึกร้อยแปดพันเก้าประดังประเดเข้ามาระคนกันไปหมด
ตอนอายุแปดขวบเดินทางมาที่เหลียงโจว บัดนี้ล่วงเลยมาแล้วสิบสามปี
เหล่าเกิ่งก็อยู่เป็นเพื่อนเขาที่เหลียงโจวมาสิบสามปีแล้วเช่นกัน
สิบสามปีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข สิบสามปีแห่งมิตรภาพ สูงส่งกว่าขุนเขา ลึกล้ำกว่าห้วงมหรรณพ
บัดนี้เหล่าเกิ่งกำลังจะจากไป ในใจของหลี่มู่ย่อมรู้สึกแย่อย่างยิ่ง
"คุณชาย ข้าแค่ไปต่อยตีกับคนเท่านั้น ตีเสร็จก็จะกลับมา"
"ไม่ใช่ว่าจะไม่กลับมาเสียหน่อย!"
"ดูท่านทำหน้าเข้าสิ ทำยังกับจะพลัดพรากจากกันชั่วนิรันดร์อย่างนั้นแหละ"
เหล่าเกิ่งมองเข้าไปในดวงตาของหลี่มู่ แกล้งทำทีเป็นคนหยาบกระด้าง ยิ้มพลางเอ่ยขึ้น
พลัดพรากจากกันชั่วนิรันดร์งั้นหรือ?
เมื่อได้ยินคำพูดของเหล่าเกิ่ง แววตาของหลี่มู่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารู้ว่าเหล่าเกิ่งมีพลังฝีมือสูงส่ง ทว่าตัวตนที่ทะเลตะวันออกผู้นั้นได้รับสมญานามว่าเซียนไร้พ่าย!
เผลอๆ อาจจะกลายเป็นการพลัดพรากจากกันชั่วนิรันดร์จริงๆ ก็ได้!
"คุณชาย ข้าตีเสร็จก็จะกลับมา ใช้เวลาไม่นานหรอก"
เหล่าเกิ่งยกมือขึ้นตบไหล่ของหลี่มู่
เมื่อสิ้นเสียง เขาก็เอ่ยต่อว่า
"คุณชาย ท่านคือมังกรในหมู่มนุษย์ มีพรสวรรค์สูงส่งเหนือใคร พื้นที่สามเมืองแห่งเป่ยเหลียงเล็กๆ นี้ กักขังมังกรทองอย่างท่านเอาไว้ไม่ได้หรอก"
"มังกรทะยานไกลหมื่นลี้ กุมอำนาจต้าโจวไว้ในกำมือ"
"สถานการณ์ของราชวงศ์ต้าโจวในตอนนี้ก็เริ่มจะเปราะบางลงทุกที การแต่งตั้งรัชทายาทเป็นเรื่องเร่งด่วน"
"ท่านคือองค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าโจว ตำแหน่งองค์รัชทายาทมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ช้าก็เร็วท่านก็ต้องกลับไปยังเมืองฉางอันอยู่ดี"
"เมืองฉางอันมีคลื่นใต้น้ำซัดสาด ซ่อนเร้นรังสีอำมหิต พัวพันกับเรื่องราวมากมาย"
"รังสีอำมหิตบางส่วน ข้าจะช่วยสกัดกั้นเอาไว้ให้คุณชายเอง"
เหล่าเกิ่งมองหลี่มู่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง
ทว่า หลี่มู่กลับขมวดคิ้ว
"เหล่าเกิ่ง สิ่งที่ท่านพูดมา ข้าฟังไม่ค่อยเข้าใจเลยนะ?"
"ข้าคือองค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าโจว ใครกล้าลอบสังหารข้ากัน?"
หลี่มู่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
เขาคือผู้ปกครองสามเมืองแห่งเป่ยเหลียง ในมือมีทหารม้าเหล็กสามแสนนาย อีกทั้งยังมีทหารม้ามังกรแห่งเป่ยเหลียง ทัพเถี่ยฝูถู กองทหารกล้าแห่งฉิน ทหารราบเว่ยอู่ กองทัพเสื้อขาว และกองทัพอันห้าวหาญอื่นๆ อีกมากมาย
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นถึงองค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าโจว ในเมืองฉางอันมีใครกล้าแตะต้องเขาบ้าง?
การแตะต้องหลี่มู่ ย่อมไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
"คุณชาย โลกใบนี้กว้างใหญ่กว่าที่ท่านคิดนัก ในใต้หล้ามีคนที่กล้าแตะต้องท่านไม่ต่ำกว่าสิบคนแน่นอน"
"ส่วนสิ่งที่ข้าทำนั้น รอให้คุณชายไปถึงฉางอันก็จะเข้าใจเอง"
สีหน้าของเหล่าเกิ่งแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เอ่ยด้วยความจริงจังอย่างยิ่ง
เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน
ที่เหล่าเกิ่งพูดเช่นนี้ ก็เพื่อให้หลี่มู่ไม่ต้องเดินตามรอยเท้าของเขา
สิบสามปีก่อน เขาก็เคยเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทาน หยิ่งผยองอยู่เหนือผู้คนมากมาย ทว่าสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้
"เหล่าเกิ่ง ท่านเลิกพูดจาอมพะนำได้หรือไม่?"
หลี่มู่มองเหล่าเกิ่งอย่างหงุดหงิดใจ
รู้สึกจนปัญญาอย่างเต็มที่
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เหล่าเกิ่งเรียนรู้ที่จะพูดจาอ้อมค้อมแบบนี้?
"เอาล่ะ!"
"สายมากแล้ว ข้าต้องออกเดินทางแล้ว"
"แค่นี้ก่อนละกัน!"
"คุณชาย ข้าไปล่ะ!"
เหล่าเกิ่งไม่ได้ตอบคำถามของหลี่มู่ แต่ประสานมือคารวะหลี่มู่แทน
จากนั้นก็หมุนตัว
เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
หลี่มู่มองแผ่นหลังอันอ้างว้างและโดดเดี่ยวของเหล่าเกิ่ง ภายในใจจู่ๆ ก็รู้สึกปวดร้าวขึ้นมา
จมูกแสบร้อน ขอบตาแดงระเรื่อ
ลมพัดอู้หวิว น้ำในแม่น้ำอี้สุ่ยหนาวเหน็บ ผู้กล้าจากไป...
การเดินทางไปครั้งนี้ของเหล่าเกิ่ง ยากจะบอกได้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
หลี่มู่มองเหล่าเกิ่งที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ จู่ๆ ในใจก็มีคำพูดมากมายผุดขึ้นมา
แต่เมื่อถึงเวลาจะพูดกลับพูดไม่ออก
"เหล่าเกิ่ง ท่านฟังให้ดีนะ!"
"มันเทศย่างฝีมือคนอื่น ข้ากินไม่ลงหรอกนะ!"
หลี่มู่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมลมปราณไว้ที่จุดตันเถียน แล้วตะโกนเสียงดังลั่นไล่หลังเหล่าเกิ่งไป
เขาแทบจะใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
เหล่าเกิ่งหันหลังให้เมืองเหลียงโจว โบกมือลา
"คุณชาย รอข้ากลับมา... จะมาย่างมันเทศให้ท่านกินต่อ"
มุมปากของเหล่าเกิ่งขยับเบาๆ ทว่ากลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา
วินาทีต่อมา สายตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นมา ราวกับมีประกายกระบี่ปะทุออกมา
เขาจูงม้าสีเหลือง ค่อยๆ เดินห่างออกไป
ไม่นานนัก แผ่นหลังของเหล่าเกิ่งก็หายลับไปจากสายตาของหลี่มู่
ทว่าหลี่มู่กลับยังไม่ยอมกลับเข้าเมืองในทันที
เขายืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่หน้าประตูเมือง ทอดสายตามองไปยังทิศทางที่เหล่าเกิ่งจากไป ในดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
...
จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งชั่วยาม หญิงสาวหน้าตาสะสวยในชุดสีแดงก็ค่อยๆ เดินเข้ามาหา
แล้วนำเสื้อคลุมขนมิงค์มาคลุมไหล่ให้หลี่มู่
หญิงสาวชุดแดงผู้นี้มีรูปโฉมงดงามหาใดเปรียบ รูปร่างอรชรอ้อนแอ่น เท้าเรียวงาม สัดส่วนสมบูรณ์แบบดั่งทองคำ
ความงามปานมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง ก็คงไม่เกินจริงไปกว่านี้
นางผู้นี้มีนามว่าหงซิ่ว เป็นหญิงรับใช้ของหลี่มู่
สิบปีก่อน หลี่มู่เคยมอบเงินให้นางไปฝังศพมารดา จากนั้นนางก็ติดตามหลี่มู่ กลายมาเป็นหญิงรับใช้
"คุณชาย อากาศเย็นแล้ว"
"พวกเรากลับจวนกันเถอะเจ้าค่ะ!"
หงซิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางคลุมเสื้อขนมิงค์ให้หลี่มู่
เมื่อได้ยินเสียง หลี่มู่ก็ดึงสติกลับมา ร่างของเหล่าเกิ่งหายลับไปนานแล้ว
"กลับจวนกันเถอะ!"
หลี่มู่พยักหน้า
แล้วเดินตรงไปยังรถม้าที่จอดอยู่ด้านข้าง
กุบกับ กุบกับ...
หลี่มู่เพิ่งจะก้าวขึ้นรถม้า ก็มีเสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงอย่างเร่งรีบดังขึ้น
เห็นคนกลุ่มหนึ่งราวสิบกว่าคนกำลังควบม้าพุ่งตรงมายังเมืองเหลียงโจว
"คนจากวังหลวงมาถึงแล้ว รีบไปแจ้งองค์ชายใหญ่ด่วน"
คนผู้นำหน้าพอมาถึงหน้าประตูเมือง ก็ตะโกนด้วยเสียงแหบพร่าคล้ายเป็ด
เขามองทหารยามเฝ้าประตูเมือง พลางชูราชโองการขึ้นมา สีหน้าท่าทางยโสโอหังไม่เกรงกลัวผู้ใด
ดูจากการแต่งกายแล้ว น่าจะเป็นขันทีจากในวัง
"พวกเจ้ามาจากในวังงั้นรึ?"
หลี่มู่ที่อยู่ในรถม้าได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงเลิกม่านหน้าต่างขึ้น แล้วก้าวลงจากรถม้า
"เจ้าเป็นใครกัน?"
ขันทีผู้นั้นมองหลี่มู่ด้วยสายตาดูแคลน
แค่คนป่วยขี้โรคคนหนึ่ง ไปเอาความกล้ามาจากไหน?
หลี่มู่จากเมืองฉางอันมานานถึงสิบสามปี คนในวังมีไม่กี่คนนักที่เคยเห็นหน้าเขา
"องค์ชายใหญ่ หลี่มู่!"
หลี่มู่เอ่ยขึ้น
เพียงคำพูดสั้นๆ ไม่กี่คำ ก็ทำเอาขันทีผู้นั้นตกใจจนตัวสั่นเทา หัวใจกระตุกวูบ
ขันทีรีบลงจากหลังม้าลนลาน รู้สึกเสียใจจนไส้แทบขาด ที่เมื่อครู่แสดงท่าทีเสียมารยาทต่อหลี่มู่เช่นนั้น
องค์ชายใหญ่หลี่มู่!
นอกจากตัวหลี่มู่เองแล้ว ไม่มีใครในเมืองเหลียงโจวกล้าแอบอ้างชื่อนี้แน่นอน
"ถวายบังคมองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ"
ขันทีรีบเก็บราชโองการลงไปก่อน จากนั้นก็คุกเข่าลงพร้อมกับคนสิบกว่าคนที่พามา เอ่ยทำความเคารพหลี่มู่พร้อมกัน
"ตามสบาย"
หลี่มู่เอ่ยเรียบๆ
ทุกคนลุกขึ้นยืน
"องค์ชายใหญ่ ฝ่าบาทมีราชโองการ"
"ขอเชิญคุกเข่ารับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ"
ขันทีหยิบราชโองการออกมา ชูขึ้นเบื้องหน้าหลี่มู่
หลี่มู่คุกเข่าลง
ทหารเฝ้าประตูเมืองทุกคนต่างก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง มือจับหอกยาว สีหน้าเคร่งขรึม
ขันทีดัดเสียงแหลม ตะโกนเสียงดังว่า
"รับราชโองการจากฟ้า องค์จักรพรรดิทรงมีพระราชดำรัสว่า: หลี่มู่ราชบุตร นำทัพขึ้นเหนือปราบคนเถื่อน สถาปนาเกียรติยศ ณ เขาหลางจวีซวี มีความดีความชอบใหญ่หลวง เจิ้นรู้สึกยินดียิ่งนัก!"
"หลายปีก่อน ราชบุตรจากเมืองฉางอันไปตั้งทัพที่เหลียงโจว บัดนี้ล่วงเลยมาแล้วสิบสามปี ปกป้องเป่ยเหลียงให้พ้นภัย มีผลงานไม่น้อย"
"นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้กลับคืนสู่ฉางอัน เจิ้นจะตบรางวัลให้อย่างงาม!"
[จบแล้ว]