- หน้าแรก
- อาญาสวรรค์ เทพสงครามเป่ยเหลียง
- บทที่ 21 - ราชสำนักมั่วเป่ย จอมมารแห่งเป่ยหมั่ง
บทที่ 21 - ราชสำนักมั่วเป่ย จอมมารแห่งเป่ยหมั่ง
บทที่ 21 - ราชสำนักมั่วเป่ย จอมมารแห่งเป่ยหมั่ง
บทที่ 21 - ราชสำนักมั่วเป่ย จอมมารแห่งเป่ยหมั่ง
เทพสงครามเป่ยเหลียง หลี่มู่
เมื่อได้ยินคำกล่าวของหลี่มู่ อาหมู้กู่และฮั่นเป่ยใจหายวาบ สมองอื้ออึงไปชั่วขณะ
บุคคลเบื้องหน้าผู้นี้คือเทพสงครามเป่ยเหลียงที่ทำให้เหล่าคนเถื่อนแห่งทุ่งหญ้าต้องหน้าถอดสีเมื่อเอ่ยถึงเชียวหรือ
ซี๊ด
อาหมู้กู่และฮั่นเป่ยอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเย็นเยือกเข้าปอด ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงขณะลอบกลืนน้ำลาย เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากในทันที
แม้ว่าชนเผ่าอาหลานและชนเผ่าชื้อสุ่ยจะไม่เคยยกทัพลงใต้เพื่อรุกรานมาก่อน แต่ชื่อเสียงของเทพสงครามเป่ยเหลียงนั้น หัวหน้าชนเผ่าทั้งสองย่อมคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ท้ายที่สุดแล้วนี่คือศัตรูตัวฉกาจของพวกคนเถื่อนที่กระหายสงครามและชื่นชอบการเข่นฆ่า
"ความอดทนของข้ามีจำกัด"
"พวกเจ้ามีเวลาเพียงสิบลมหายใจ"
"คิดให้ดี"
เมื่อเห็นว่าอาหมู้กู่และฮั่นเป่ยดูเหมือนจะตกตะลึง หลี่มู่จึงเอ่ยเตือนขึ้น
การที่เขาละเว้นชนเผ่าอาหลานและชนเผ่าชื้อสุ่ยไว้นั้น เป็นเพราะเห็นแก่ที่ทั้งสองเผ่าไม่เคยรุกรานลงใต้มาก่อนล้วนๆ
แต่การที่ในอดีตไม่เคยลงใต้มาปล้นชิงราษฎรต้าโจว ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะไม่ทำ
เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ หากทหารม้าเป่ยเหลียงไม่เหยียบย่ำชนเผ่าหมาป่าอัคคีจนราบคาบ ชนเผ่าอาหลานและชนเผ่าชื้อสุ่ยก็คงจะจับมือเป็นพันธมิตรกับชนเผ่าหมาป่าอัคคีไปแล้ว
หากอีกฝ่ายไม่ยอมจำนน ก็จงหายไปจากทุ่งหญ้าพร้อมกับชนเผ่าหมาป่าอัคคีเสียเถอะ
หลี่มู่คิดในใจเช่นนั้น
ผู้กุมกำลังทหารย่อมไร้ซึ่งความปรานี
อาหมู้กู่และฮั่นเป่ยสบตากัน ต่างมองเห็นความแน่วแน่ในแววตาของอีกฝ่าย
"ชนเผ่าของข้านับแต่นี้ไปยินดีถวายการรับใช้ท่านแม่ทัพใหญ่อย่างสุดกำลัง"
"ชนเผ่าของข้านับแต่นี้ไปยินดีถวายการรับใช้ท่านแม่ทัพใหญ่อย่างสุดกำลัง"
อาหมู้กู่และฮั่นเป่ยคุกเข่าลงข้างหนึ่งแทบจะพร้อมกัน มือขวากำหมัดทุบหน้าอก เอ่ยประสานเสียงอย่างหนักแน่น
อาหมู้กู่และฮั่นเป่ยไม่ใช่คนโง่
โอกาสที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปีเช่นนี้ พวกเขาย่อมไม่ปล่อยให้หลุดมือ
ปัจจุบันบนทุ่งหญ้า ชนเผ่าต่างๆ ทำสงครามกันอย่างต่อเนื่อง ชนเผ่าที่แข็งแกร่งกลืนกินชนเผ่าที่อ่อนแออย่างตะกละตะกลามเพื่อขยายอาณาเขตของตน
ชนเผ่าอาหลานและชนเผ่าชื้อสุ่ยเป็นชนเผ่าที่อ่อนแอ ซ้ำชาวเผ่ายังไม่ถนัดการสู้รบ จึงมีโอกาสสูงมากที่จะถูกชนเผ่าคนเถื่อนที่แข็งแกร่งกว่ากลืนกิน
การมีโอกาสได้พึ่งพาบารมีของเทพสงครามเป่ยเหลียง โอกาสเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะร้องขอแล้วจะได้มาง่ายๆ
และอีกประการหนึ่ง หากไม่ยอมจำนน ชนเผ่าก็จะถูกลบหายไปจากทุ่งหญ้า
ต่อให้เป็นคนโง่ก็ต้องเลือกที่จะยอมจำนน
"ดูเหมือนหัวหน้าเผ่าทั้งสองจะไม่ใช่คนโง่"
"นับแต่นี้ไป ชนเผ่าอาหลานและชนเผ่าชื้อสุ่ยจงรับใช้ข้า"
"และหัวหน้าเผ่าทั้งสองต้องควบคุมลูกน้องของพวกเจ้าให้ดี มิฉะนั้น ชนเผ่าหมาป่าอัคคีก็คือตัวอย่าง"
หลี่มู่เอ่ยปาก น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยคำขู่ที่ชัดเจน
"ท่านแม่ทัพใหญ่โปรดวางใจ ข้าจะควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเข้มงวด จะไม่ล่วงล้ำชายแดนต้าโจวเด็ดขาด"
"พร้อมรับคำสั่งจากท่านแม่ทัพใหญ่ทุกเมื่อ"
อาหมู้กู่พยักหน้าอย่างจริงจัง
ฮั่นเป่ยก็พยักหน้าเช่นกัน
"ในเมื่อหัวหน้าเผ่าทั้งสองกล่าวเช่นนี้แล้ว ข้าก็จะไม่เกรงใจ"
"ตอนนี้มีเรื่องต้องสั่งการให้หัวหน้าเผ่าทั้งสองไปจัดการ"
หลี่มู่เอ่ยอย่างช้าๆ สายตาเรียบเฉย
"เชิญท่านแม่ทัพใหญ่สั่งการมาได้เลย"
อาหมู้กู่และฮั่นเป่ยเอ่ยพร้อมกัน มือขวากำหมัดทุบหน้าอก
"การที่ข้านำทหารม้าเป่ยเหลียงขึ้นเหนือในครั้งนี้ หมายจะควบม้าเหยียบราชสำนักมั่วเป่ย กวาดล้างชนเผ่าคนเถื่อนทางตอนใต้ของเขาหลางจวีซวีให้สิ้นซาก"
"กองทัพยังไม่เคลื่อน เสบียงต้องล่วงหน้าไปก่อน"
"ทหารม้านับหมื่นบุกทะลวงลึกเข้าไปในทุ่งหญ้า การขนส่งเสบียงย่อมตามมาได้ยากลำบาก"
"ดังนั้น ข้าต้องการให้ชนเผ่าของพวกเจ้าช่วยกองเสบียงแนวหลังของกองทัพข้าในการขนส่งเสบียง"
"อีกอย่าง พวกเจ้าอาศัยอยู่บนทุ่งหญ้ามานาน ย่อมรู้จักชนเผ่าคนเถื่อนรอบด้านอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย เรื่องนี้จึงต้องรบกวนหัวหน้าเผ่าทั้งสองให้เดินทางไปเจรจากับชนเผ่าที่ในอดีตไม่เคยลงใต้ไปปล้นชิงด้วยตนเอง"
"ใช้ชื่อของข้า บอกพวกเขาว่า ผู้ที่ยอมจำนนจะรอด ผู้ที่ต่อต้านจะตาย"
"นับแต่นี้ไปให้รับใช้ข้า และห้ามลงใต้ไปปล้นชิงเด็ดขาด"
"หากมีผู้ใดขัดขืน ข้าจะนำทหารม้าเป่ยเหลียงไปเหยียบย่ำดินแดนและทำลายชนเผ่าคนเถื่อนนั้นด้วยตนเอง"
หลี่มู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ข้ารับคำสั่ง"
อาหมู้กู่และฮั่นเป่ยพยักหน้ารับ
"ไปเถอะ"
"ข้าจะรอฟังข่าวดี"
หลี่มู่โบกมือ
อาหมู้กู่และฮั่นเป่ยถอยออกไป เดินทางออกจากชนเผ่าหมาป่าอัคคี
"หนิงพั่วจวิน"
เมื่อคล้อยหลังทั้งสองคน หลี่มู่ก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"ขอนรับ"
หนิงพั่วจวินควบม้าก้าวไปข้างหน้า
"พักผ่อนที่นี่หนึ่งวัน ให้เหล่าทหารสวมหนังสัตว์กันหนาว พรุ่งนี้เช้าค่อยมุ่งหน้าขึ้นเหนือเพื่อปราบพวกคนเถื่อนต่อไป"
"และส่งพิราบสื่อสารไปถึงแม่ทัพฉู่ที่เมืองปิงโจว ใช้ชื่อของข้า สั่งให้เขานำทหารม้าหนึ่งกองทัพออกจากปิงโจว มุ่งหน้าขึ้นเหนือเพื่อร่วมปราบคนเถื่อน"
หลี่มู่สั่งการ
"ข้าน้อยรับคำสั่ง"
หนิงพั่วจวินผู้เปี่ยมด้วยความองอาจพยักหน้าอย่างจริงจัง แววตาคมกริบดุจใบมีด
เวลาหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หลี่มู่นำทหารม้าเป่ยเหลียงมุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อไปแล้ว
ในขณะเดียวกัน ประตูทิศเหนือของเมืองปิงโจวก็เปิดกว้าง
ขุนพลรูปร่างอ้วนท้วนผู้หนึ่งนำทหารม้าเป่ยเหลียงออกจากปิงโจว มุ่งหน้าขึ้นเหนือเพื่อปราบพวกคนเถื่อน
เวลาผ่านไปครึ่งเดือนโดยไม่รู้ตัว
ข่าวการนำทหารม้าเป่ยเหลียงขึ้นเหนือปราบคนเถื่อนของหลี่มู่ได้แพร่กระจายออกไปแล้ว
ชนเผ่าคนเถื่อนเผ่าแล้วเผ่าเล่าถูกหลี่มู่กวาดล้างล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่ก็ถูกปราบจนต้องยอมจำนน
ทั่วทั้งทุ่งหญ้ากลายเป็นความไม่สงบสุขอีกต่อไป
ชนเผ่าในทุ่งหญ้าล้วนตกตะลึงกันถ้วนหน้า
ณ ราชสำนักมั่วเป่ย
บนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สามหมื่นลี้ มีห้าชนเผ่าคนเถื่อนที่แข็งแกร่งที่สุด สืบทอดมายาวนาน มีอาณาเขตกว้างขวาง และมีรากฐานที่หยั่งลึก
ห้าชนเผ่าใหญ่นี้ สถาปนาตนเองเป็นราชวงศ์
หากห้าชนเผ่าใหญ่รวมตัวเป็นพันธมิตรกัน ขุมกำลังย่อมสามารถต่อกรกับราชวงศ์ในที่ราบภาคกลางได้สบาย
ราชสำนักมั่วเป่ยแห่งนี้ ก็คือหนึ่งในห้าราชวงศ์เหล่านั้น
ภายในกระโจมของกษัตริย์คนเถื่อน
ปรากฏร่างสูงใหญ่กำยำดั่งหมีและเสือหลายร่างยืนอยู่
และที่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดนั้น มีร่างของชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมหนังเสือนั่งอยู่ รูปร่างของเขากำยำราวกับวัวกระทิง ใบหน้าเต็มไปด้วยก้อนเนื้อปูดโปน
ดูน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงความโกรธ
กลิ่นอายแห่งราชันผู้กุมอำนาจบารมีอันเปี่ยมล้นแผ่ซ่านรอบกาย กดดันเหล่าแม่ทัพคนเถื่อนในกระโจมจนแทบหายใจไม่ออก
คนเถื่อนผู้นี้ก็คือ ตุนอ๋องฝ่ายซ้ายแห่งราชสำนักมั่วเป่ย นู่เอ่อร์ชื่อ
คนเถื่อนคนอื่นๆ ในกระโจมล้วนเป็นแม่ทัพและกุนซือใต้บัญชาของเขา
สายตาของนู่เอ่อร์ชื่อกวาดมองไปรอบกระโจม
"เหล่าขุนพลทั้งหลาย"
"ข่าวที่เจ้าเด็กเมื่อวานซืนหลี่มู่นำทหารม้าเป่ยเหลียงขึ้นเหนือปราบพวกเรา ทุกท่านคงจะทราบกันดีแล้วสินะ"
"เจ้าเด็กหลี่มู่ มันโอหังประกาศว่าจะควบม้าเหยียบราชสำนักมั่วเป่ย"
"ตอนนี้พวกมันอยู่ห่างจากราชสำนักไปไม่ไกลแล้ว ไม่ทราบว่ามีแม่ทัพท่านใดยินดีนำทัพออกรบ เพื่อกำจัดหลี่มู่และทหารม้าเป่ยเหลียงพวกนั้นบ้าง"
นู่เอ่อร์ชื่อเอ่ยถาม
"ท่านอ๋อง มีผู้มาขอเข้าพบอยู่หน้ากระโจม"
สิ้นเสียงของนู่เอ่อร์ชื่อ ยังไม่ทันที่เหล่าแม่ทัพจะได้เอ่ยปาก ทหารคนเถื่อนนายหนึ่งก็เดินเข้ามาในกระโจม
"ผู้ใดมาขอพบ"
สีหน้าของนู่เอ่อร์ชื่อมืดครึ้มลง เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มไม่สบอารมณ์
ทหารคนเถื่อนที่คุกเข่าอยู่กับพื้นตกใจจนตัวสั่นเทา รู้สึกหวาดหวั่นในใจ
"ฮ่าฮ่าฮ่า"
"ท่านอ๋องซ้าย แซ่เซี่ยมาโดยไม่ได้ลบกวน ขอท่านอ๋องซ้ายโปรดอย่าถือสา"
ทันทีที่นู่เอ่อร์ชื่อพูดจบ ร่างในชุดคลุมสีดำก็ก้าวเดินเข้ามาในกระโจมของกษัตริย์
ทหารคนเถื่อนที่อยู่หน้ากระโจมในยามนี้กำลังนอนกุมท้องกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น
"บังอาจ"
ทันทีที่ร่างชุดดำเดินเข้ามาในกระโจมกษัตริย์ เหล่าแม่ทัพคนเถื่อนในกระโจมก็ลุกขึ้นยืนทันที จ้องมองผู้มาเยือนด้วยความโกรธเกรี้ยว
"เจ้าเป็นใคร"
นู่เอ่อร์ชื่อโบกมือส่งสัญญาณให้เหล่าแม่ทัพคนเถื่อนสงบลง
ร่างชุดดำถอดหมวกที่สวมหัวออก
"จอมมารแห่งเป่ยหมั่ง เซี่ยหลิง"
"เจ้าไม่ได้อยู่ในราชวงศ์เป่ยหมั่งหรอกหรือ มาที่ราชสำนักมั่วเป่ยของข้าทำไม"
นู่เอ่อร์ชื่อจำได้ทันทีว่าชายชุดดำผู้นี้คือใคร
หนึ่งในสิบจอมมารแห่งราชวงศ์เป่ยหมั่ง เซี่ยหลิง
บนร่างของเซี่ยหลิงแผ่กลิ่นอายอันมืดมนและเย็นเยียบ ดูแปลกประหลาดยิ่งนัก
"ผู้แซ่เซี่ยมาเพื่อเสนอกลอุบายให้ท่านอ๋องซ้าย"
เซี่ยหลิงยิ้ม
"เสนอกลอุบายอันใด"
นู่เอ่อร์ชื่อถาม
"องค์จักรพรรดิของข้าทราบมาว่า ผู้บัญชาการทหารแห่งเป่ยเหลียง หลี่มู่ นำทหารม้าขึ้นเหนือ กวาดล้างชนเผ่าคนเถื่อน และกำลังมุ่งตรงมายังราชสำนักมั่วเป่ย"
"จึงมีรับสั่งให้ผู้แซ่เซี่ยมาที่ราชสำนักมั่วเป่ย เพื่อช่วยท่านอ๋องซ้ายเอาชีวิตของหลี่มู่"
เซี่ยหลิงกล่าว
"หลี่มู่ผู้นั้นได้รับฉายาว่าเทพสงครามเป่ยเหลียง สังหารคนเถื่อนไปนับไม่ถ้วน"
"การจะสังหารเขา มันง่ายดายเพียงนั้นเชียวหรือ"
นู่เอ่อร์ชื่อกล่าวอย่างไม่เต็มใจนัก
เทพสงครามเป่ยเหลียง หลี่มู่
เขาไม่อยากฆ่ามันหรือ
อยากสิ
แต่หลี่มู่ผู้นั้นฆ่ายากยิ่งนัก
เซี่ยหลิงยิ้มบางๆ เอ่ยด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า
"หากหลี่มู่อยู่ในเหลียงโจว การจะฆ่าเขาคงไม่มีหนทางใดทำได้"
"แต่ในเมื่อเขาบุกเข้ามาลึกในทุ่งหญ้า การจะฆ่าเขาก็ไม่ใช่เรื่องยาก"
"ด้วยแผนการของผู้แซ่เซี่ย และกองทัพของเหล่าแม่ทัพคนเถื่อนทุกท่าน ย่อมสามารถกลืนกินทหารม้าเป่ยเหลียงที่ขึ้นเหนือมาได้ในคราวเดียว"
"และเท่าที่ผู้แซ่เซี่ยทราบ ข้างกายหลี่มู่ไม่มีตัวตนระดับยอดฝีมือขั้นหนึ่งอยู่เลย"
"ผู้แซ่เซี่ยจะลงมือเอง บวกกับพลังระดับยอดฝีมือขั้นหนึ่งของราชสำนักมั่วเป่ยอีกหนึ่งคน รับรองว่าจะต้องเอาชีวิตหลี่มู่ได้อย่างแน่นอน"
นู่เอ่อร์ชื่อส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "เซี่ยหลิง เจ้ารู้ถึงกฎสมดุลยอดฝีมือขั้นหนึ่งหรือไม่ หากยอดฝีมือขั้นหนึ่งของฝ่ายข้าลงมือ ยอดฝีมือขั้นหนึ่งของราชวงศ์ต้าโจวจะยอมอยู่เฉยๆ หรือ"
"เทพสงครามเป่ยเหลียง หลี่มู่ แลกกับยอดฝีมือขั้นหนึ่งของฝ่ายข้าหนึ่งคน"
"คิดจะให้ราชสำนักมั่วเป่ยของข้าขัดแย้งกับราชวงศ์ต้าโจว แล้วให้ราชวงศ์เป่ยหมั่งรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เจ้านี่ช่างคำนวณเก่งเสียจริงนะ"
"ผิดแล้ว ผิดแล้ว"
เซี่ยหลิงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
"ท่านอ๋องซ้ายกล่าวผิดไปแล้ว"
"หลี่มู่และทหารม้าเป่ยเหลียงถูกสังหารจนสิ้นซาก ใครเล่าจะรู้ว่าเป็นฝีมือของยอดฝีมือขั้นหนึ่งแห่งราชสำนักมั่วเป่ย"
"หลี่มู่เพียงแค่ตายด้วยน้ำมือของผู้แซ่เซี่ยผู้นี้เท่านั้น"
"ตราบใดที่หลี่มู่ตาย ท่านอ๋องซ้ายก็สามารถนำทัพบุกลงใต้ แย่งชิงดินแดนสามมณฑลทางตอนเหนือของราชวงศ์ต้าโจวได้"
"สามมณฑลแห่งเป่ยเหลียงที่ไร้ผู้นำ จะไม่ตกเป็นของท่านอ๋องซ้ายได้อย่างไร"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายิ่งดูแปลกประหลาดและเยือกเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ
[จบแล้ว]