- หน้าแรก
- วิถีชีวิตชนบทในอเมริกา
- บทที่ 13 ได้เวลาลงมือพัฒนา
บทที่ 13 ได้เวลาลงมือพัฒนา
บทที่ 13 ได้เวลาลงมือพัฒนา
บทที่ 13 ได้เวลาลงมือพัฒนา!
ท่ามกลางเสียงนกและแมลงขับขานผสานกับกลิ่นหอมของมวลหมู่ดอกไม้ จางฮ่าวตื่นจากการหลับใหล ซีซียังไม่ตื่น แม่หนูน้อยยังคงนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง จางฮ่าวไม่คิดจะปล่อยให้ลูกสาวทำตัวเป็นหมูน้อยจอมขี้เกียจอีกต่อไป เพราะเวลานี้ก็ไม่เช้าแล้ว
"ซีซี ตื่นได้แล้วลูก"
แม่หนูน้อยไม่แม้แต่จะลืมตา แกใช้มือป้อมๆ ปัดมือของผู้เป็นพ่อออก ขมวดคิ้วเล็กๆ เข้าหากัน แล้วหันหน้าหนีไปอีกทางเพื่อหลับต่อ
เมื่อมองท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของซีซี จางฮ่าวก็หัวเราะออกมา ในอดีต เขาต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงาน จึงไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้ายามตื่นนอนสุดน่ารักของซีซีทุกวันแบบนี้
เขายื่นมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของซีซีต่อจนกระทั่งแม่หนูน้อยระเบิดอารมณ์ออกมา
"หนูจะนอน!"
จางฮ่าวถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อจู่ๆ ซีซีก็ร้องไห้จ้า อาการงอแงตอนตื่นนอนของแกค่อนข้างรุนแรงเพราะยังตื่นไม่เต็มตานัก
เมื่อเห็นลูกสาวสุดที่รักร้องไห้ จางฮ่าวก็รีบโอ๋ทันที "ซีซี เป็นเด็กดีไม่ร้องนะลูก เดี๋ยวพ่อพาไปดูกระรอก ลุกขึ้นเร็วเข้า พวกกระรอกน้อยกับกระต่ายน้อยตื่นกันหมดแล้วนะ"
แม้ซีซีจะยังรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง แต่แกก็ไม่ได้งอแงอะไรอีก แม่หนูน้อยยอมให้ผู้เป็นพ่ออุ้มอย่างอ่อนระโหยโรยแรง ซบศีรษะเล็กๆ ลงบนบ่าของเขาพลางสัปหงกและบ่นงึมงำว่าอยากออกไปเที่ยวเล่น
พอเดินมาถึงห้องนั่งเล่น เขาก็เห็นพ่อกับแม่กำลังยุ่งอยู่ บนโต๊ะอาหารมีกับข้าววางอยู่สองสามอย่าง ส่วนแม่ของเขากำลังง่วนอยู่ในครัว
จางเจี้ยนเย่หัวเราะพลางเอ่ยถาม "ทำไมพ่อถึงได้ยินเสียงแกร้องไห้แต่เช้าเลยล่ะ แกไปแกล้งอะไรซีซีเนี่ย"
จางฮ่าวยิ้มตอบ "ลูกหมูขี้เกียจของผมไม่อยากตื่นน่ะสิครับ ก็เลยมีน้ำโหเล็กน้อย เดี๋ยวผมพาแกไปแปรงฟันล้างหน้าก่อน ว่าแต่โยวโยวล่ะครับ"
อวี๋ซิ่วที่กำลังผัดกับข้าวอยู่ในครัวเอ่ยขึ้น "ลูกหมูขี้เกียจตัวนั้นก็ยังไม่ตื่นเหมือนกันนั่นแหละ แกอยากนอนต่ออีกหน่อย เดี๋ยวแม่ผัดข้าวเสร็จค่อยไปเรียก เมื่อวานพาตะลอนเที่ยวทั้งวัน คงจะเหนื่อยกันน่าดู"
จางฮ่าวหัวเราะเบาๆ โดยไม่พูดอะไร มันน่าเหนื่อยจริงๆ นั่นแหละ
เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่บ้านใหม่ มีอะไรให้ทำมากมายก่ายกอง ลำพังแค่จัดบ้านก็เรื่องหนึ่ง แต่พวกเขาก็ยังต้องออกไปเที่ยวเล่นด้วย โชคดีที่มีทะเลสาบอยู่หน้าบ้านแถมยังมีท่าเรือเล็กๆ สร้างไว้อย่างเรียบง่าย นั่นทำให้ทุกอย่างน่าสนุกขึ้นไปอีก จางฮ่าวซื้อเรือไม้ลำเล็กมาหนึ่งลำ เขาพาเด็กๆ ออกไปพายเรือและว่ายน้ำเล่นกันอย่างสนุกสนาน
เนื่องจากพวกเขาเพิ่งย้ายมา แม้จะลงหลักปักฐานเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องจัดการเพื่อให้ความเป็นอยู่สะดวกสบายยิ่งขึ้น
ระหว่างกินข้าว อวี๋ซิ่วก็พูดขึ้น "วันนี้แม่จะจัดบ้านต่อแล้วก็จะคอยดูเจ้าตัวเล็กสองคนให้ด้วย ถ้าลูกมีอะไรต้องไปทำก็ไปเถอะ เพิ่งย้ายบ้านมาแบบนี้มีเรื่องให้ทำอีกเยอะจริงๆ"
จางเจี้ยนเย่สมทบ "พวกแกบอกว่าอยากทำแปลงผักเล็กๆ ไม่ใช่หรือ เดี๋ยวพ่อจะลองไปเตรียมพรวนดินยกร่องดูสักสองสามแปลงก่อน อยู่ที่นี่มันก็สุขสบายดีหรอก แต่เรื่องซื้อหาผักสดมันไม่ค่อยสะดวก ปลูกผักสวนครัวเล็กๆ น้อยๆ ไว้ก่อน ต่อไปจะได้สบาย"
จางฮ่าวพยักหน้ารับ "ถ้าอย่างนั้นวันนี้พ่อคงยุ่งแน่เลย ห้องเก็บเครื่องมือว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย เดี๋ยวเราต้องไปซื้อเครื่องมือกันก่อน ไม่อย่างนั้นคงเริ่มทำแปลงผักไม่ได้แน่ คอกม้าก็ต้องซ่อมแซมเหมือนกัน อีกสองสามวันผมต้องไปซื้อม้ามาสักสองตัวด้วย เอาไว้ขี่ตรวจตราดูรอบๆ ฟาร์มน่ะครับ"
การย้ายบ้านย่อมมีงานจุกจิกมากมาย ตั้งแต่การซื้อข้าวของเครื่องใช้ชิ้นใหญ่เข้าบ้าน ไปจนถึงการทยอยค้นพบของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ขาดไม่ได้อยู่เรื่อยๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงการทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในฟาร์มด้วย แม้ว่ากระบวนการนี้มักจะมาในรูปแบบของการพักผ่อนหย่อนใจก็ตาม
แต่อย่างไรก็ตาม ถึงเวลาต้องเริ่มลงมือทำอย่างจริงจังแล้ว แม้จางฮ่าวจะมีความสุขกับชีวิตตอนนี้ แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่อาจมัวแต่หลงระเริงกับความสบายตรงหน้า เขาจำเป็นต้องทำงาน เพราะเงินในกระเป๋าของเขาเหลือไม่มากแล้วจริงๆ
"วันนี้ผมต้องไปยื่นเรื่องกู้เงินด้วย ในเมื่อเรามีฟาร์มแล้ว โอกาสที่จะได้รับอนุมัติก็สูงขึ้น แถมวงเงินก็น่าจะเยอะกว่าเดิม ผมต้องไปซื้อวัว ซ่อมรั้ว แล้วก็จ้างคาวบอย เงินก้อนนี้จำเป็นต้องใช้จริงๆ ถ้าไม่มีเงินสักหลักหมื่นดอลลาร์ ฟาร์มของเราก็คงถูกปล่อยทิ้งร้างไว้อย่างนี้แหละครับ"
ฟาร์มนั้นซื้อมาแล้ว แต่การจะบริหารจัดการมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จางฮ่าวรู้ดีว่าเขายังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก
ตอนนี้ในฟาร์มยังไม่มีวัวเลย เขาจึงต้องไปเหมาซื้อมาสักฝูง นอกจากนี้ จางฮ่าวยังวางแผนที่จะเพาะพันธุ์และปรับปรุงสายพันธุ์วัวตามความรู้ความเข้าใจของตนเอง ซึ่งล้วนต้องใช้เวลาและเงินทุนทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น สภาพของฟาร์มตอนนี้ก็ไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ เจ้าของคนก่อนไม่มีกะจิตกะใจจะบริหาร รั้วจึงต้องซ่อมแซม ทุ่งหญ้าก็ต้องหว่านเมล็ดปลูกใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลาและเงินทุน
ส่วนเรื่องการจ้างคาวบอยก็เป็นสิ่งจำเป็นมาก แม้จางฮ่าวอาจจะรู้หลักการมากมาย แต่เขาก็เป็นประเภท 'เก่งแต่ทฤษฎี ปฏิบัติไม่เอาไหน' เขามีความรู้เชิงทฤษฎีแน่นปึ้ก แต่ประสบการณ์ลงมือทำจริงแทบจะเป็นศูนย์ ดังนั้น เขาจึงต้องจ้างคาวบอยที่มีประสบการณ์มาคอยเป็นผู้ช่วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งหมดนี้ล้วนบีบให้จางฮ่าวต้องใช้เงินและค่อยเป็นค่อยไปในการพัฒนา การซื้อฟาร์มแห่งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้น
เขาขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อของครั้งใหญ่ ครั้งนี้เพื่อการปรับปรุงฟาร์มโดยเฉพาะ แม้ว่าระดับการใช้เครื่องจักรในอเมริกาจะก้าวหน้าไปมากเพียงใด แต่เครื่องไม้เครื่องมืออย่างจอบและเสียมก็ยังคงมีอยู่ เช่นเดียวกับทุกประเทศทั่วโลก
แน่นอนว่าจางฮ่าวไม่สามารถซื้อแค่ 'ชิ้นใหญ่ๆ' อย่างจอบได้ เขายังต้องซื้อเครื่องมือจุกจิกอีกสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคีมหรือลวด ในฐานะเจ้าของฟาร์ม ข้าวของเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ โชคดีที่มีพ่อคอยช่วยดูให้ จางฮ่าวจึงมีหน้าที่แค่ควักกระเป๋าจ่ายเงินเท่านั้น
หลังจากซื้อเครื่องมือเสร็จ จางฮ่าวก็เริ่มหัวหมุนอีกครั้ง
คราวนี้เขามุ่งหน้าตรงไปยังธนาคารเวลส์ฟาร์โกเพื่อขอกู้เงิน แม้จางฮ่าวจะไม่กังขาในความสามารถในการหาเงินของตัวเอง แต่ตอนนี้เขาแทบจะไม่เหลือเงินแล้วจริงๆ เขารู้ดีว่าดอกเบี้ยเงินกู้นั้นไม่ใช่น้อยๆ แต่ใครใช้ให้จางฮ่าวจำเป็นต้องใช้เงินล่ะ?
เมื่อก่อนวงเงินเครดิตของเขานั้นน้อยนิดจนน่าสงสาร แต่ตอนนี้อย่างน้อยเขาก็มีฟาร์มเป็นของตัวเอง ดังนั้นตอนที่จางฮ่าวยื่นขอกู้เงินจำนวนหนึ่งแสนดอลลาร์ เขาจึงค่อนข้างมั่นใจว่าจะได้รับอนุมัติ ถึงแม้จะต้องรอฟังผลอีกสองสามวันก็ตาม
เขาวุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนวันกว่าจะเสร็จธุระ และผลก็คือ ทันทีที่กลับถึงบ้าน เขาก็โดนลูกสาวสุดที่รักตำหนิเข้าให้เสียแล้ว
ซีซีเห็นผู้เป็นพ่อกลับมาตั้งแต่ไกลแล้ว เดิมทีแกกำลังวิ่งจับผีเสื้ออยู่กับพี่สาว แต่พอเห็นรถของพ่อแล่นเข้ามา แม่หนูน้อยก็กำหญ้าเต็มสองกำมือแล้วยืนรอเขา
"พ่อจ๋าใจร้ายที่สุดเลย!"
จางฮ่าวถึงกับชะงัก เดิมทีเขากำลังดีใจที่เห็นซีซีวิ่งเข้ามาหา นึกว่าลูกสาวสุดที่รักคิดถึงเขา ที่ไหนได้ ซีซีกลับปาหญ้าในมือใส่เขาเสียอย่างนั้น
แม้แกจะยังเด็กเกินไปและไม่ค่อยมีแรง แถมหญ้าไม่กี่เส้นในมือเล็กๆ นั่นก็ไม่ได้ระคายเคืองเขาเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็อดรู้สึกใจแป้วไม่ได้
จางฮ่าวรีบคว้าตัวลูกสาวที่กำลังจะวิ่งหนีไว้ ก่อนจะเอ่ยถาม "ซีซี ทำไมพ่อถึงเป็นคนใจร้ายล่ะลูก"
ซีซีดิ้นขลุกขลัก แกไม่อยากให้พ่ออุ้ม "กระรอกตัวใหญ่ กระต่ายน้อย"
จางฮ่าวรู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที ตอนที่เขาโอ๋ลูกสาวให้ตื่นนอนเมื่อเช้า เขาบอกว่าจะพาแม่หนูน้อยไปดูกระรอกกับกระต่าย แต่พอลงมือกินมื้อเช้าเสร็จ เขาก็เริ่มยุ่งหัวปั่น จะเอาเวลาที่ไหนพาแม่หนูน้อยไปดูกระรอกกันล่ะ
ซีซีมีเหตุผลที่จะโกรธ เรื่องนี้เป็นความผิดของจางฮ่าวจริงๆ
เขารีบง้อลูกสาวสุดที่รักทันที "ซีซี พ่อออกไปช่วยหนูหาร้านขายสัตว์เลี้ยงมาน่ะสิ พวกกระรอกกับกระต่ายพวกนั้นมันดื้อ ซีซีเลยหามันไม่เจอไง แต่เราไปร้านขายสัตว์เลี้ยงกันได้นะ เดี๋ยวพอกินข้าวกลางวันเสร็จเราก็ไปกันเลย หนูจะได้ซื้อกระต่ายน้อยมาอยู่เป็นเพื่อนไงลูก"
จางเจี้ยนเย่ที่กำลังยกของอยู่ถึงกับสะดุ้ง เขารู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าการซื้อสัตว์เลี้ยงให้หลานสาวตัวน้อยอาจจะเร็วเกินไปสักหน่อย แต่พอลองคิดดูอีกที มันก็เป็นเรื่องปกติ เด็กหญิงยังตัวเล็กนิดเดียว และในเมื่อที่นี่เป็นฟาร์ม การซื้อสัตว์เลี้ยงสักตัวก็ถือว่าสมเหตุสมผลดี
ในเมื่อพวกเขากำลังจะไปร้านขายสัตว์เลี้ยง จางเจี้ยนเย่จึงเตือนขึ้น "ถ้าอย่างนั้นก็อย่าลืมซื้อหมากลับมาสักสองตัวล่ะ เอาแบบที่ไม่ใช่หมาพันธุ์ตัวเล็กๆ นะ ต่อไปแกต้องใช้มันช่วยต้อนฝูงสัตว์กับเฝ้าบ้านจริงๆ ซื้อหมาพันธุ์ดีๆ มาเลี้ยงสักสองตัวเถอะ"
จางฮ่าวพยักหน้ารัวๆ ต่อให้พ่อไม่เตือน เขาก็รู้ตัวว่าต้องซื้อสุนัข ไม่ใช่แค่เพื่อเฝ้าบ้านเท่านั้น แต่ยังเพื่อเอาไว้ใช้ล่าสัตว์บนภูเขาในภายหลังด้วย
มือซ้ายจูงสุนัขล่าเนื้อสีเหลือง มือขวาเกาะเหยี่ยวล่าเหยื่อ นั่นแหละคือเป้าหมายของจางฮ่าว ฟาร์มของเขาตั้งอยู่ตรงตีนเขาขนาดใหญ่พอดี อนาคตต้องมีโอกาสให้ออกล่าสัตว์อีกมากมายแน่นอน
ซีซีเริ่มส่งเสียงร้องดีใจ แกทำปากจู๋หอมแก้มผู้เป็นพ่อ แกหายโกรธคุณพ่อใจร้ายแล้ว เพราะตอนนี้แม่หนูน้อยกำลังคิดฝันถึงการเลี้ยงสัตว์ตัวเล็กๆ อยู่
อวี๋ซิ่วเตรียมอาหารมื้อใหญ่ไว้รอ แม้พวกเขาจะเพิ่งย้ายเข้ามา แต่การต่อเติมห้องครัวก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว เป็นห้องครัวสไตล์จีนขนานแท้เลยทีเดียว
เครื่องดูดควันนั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญคือไฟเตาแก๊สที่แรงสะใจ ไม่เหมือนเครื่องครัวในบ้านอเมริกันบางหลัง ถ้าไม่มีไฟแรงๆ เทคนิคการทอดและการผัดก็ไม่อาจทำออกมาให้สมบูรณ์แบบได้
โยวโยวแทะน่องไก่ชิ้นโตอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่ซีซียังคงใช้ส้อมเขี่ยผักไปมาอย่างเกียจคร้าน อาหารหลักของแม่หนูน้อยยังคงเป็นนม ส่วนอาหารมื้อนี้ถือเป็นเพียงแค่อาหารเสริมเท่านั้น
"โยวโยว กินเสร็จแล้วไปร้านขายสัตว์เลี้ยงกับคุณอานะ เดี๋ยวคุณอาจะซื้อไอศกรีมกลับมาให้พวกหนูด้วย ดีไหม"
โยวโยวพยักหน้ารัวๆ แน่นอนว่าต้องดีอยู่แล้ว
แต่จางฮ่าวไม่ได้ใจดีโดยไร้ข้อกังขา เขาเสริมต่อว่า "ถ้าอย่างนั้นหนูต้องกินข้าวเองให้เก่งๆ ห้ามให้คุณปู่ป้อนนะ ถ้าหนูกินข้าวอย่างว่าง่าย คุณอาจะซื้อของอร่อยๆ แล้วก็ซื้อของขวัญให้ด้วย"
แม้เขาจะรู้ดีว่าการฝึกให้เด็กกินข้าวเองเป็นเรื่องที่ควรทำ และเขาก็รู้ว่าไม่ควรตามใจเด็กๆ มากเกินไป แต่พูดก็พูดเถอะ จะมีพ่อแม่สักกี่คนที่ทำได้จริงล่ะ ยิ่งเด็กๆ มีปู่กับย่าคอยช่วยเลี้ยงแบบนี้ด้วยแล้ว
ดังนั้น ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดอะไรให้มากความ หลอกล่อเอาเป็นพอ!
หลังจากกินมื้อเที่ยงอย่างมีความสุขเสร็จ เขาก็โดนเด็กหญิงสองคนรุมกวนใจทันที จางฮ่าวหัวเราะร่วน เดิมทีเขากะจะนั่งเอนหลังพักผ่อนบนโซฟาสักหน่อย แต่สองสาวน้อยทั้งฉุดทั้งลากแถมยังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เขาจึงทำได้เพียงคว้ากุญแจรถแล้วออกเดินทาง
การไปซื้อของขวัญ ขนมคบเคี้ยว และสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆ ให้พวกเด็กๆ นั้นถือเป็นเรื่องจริงจัง การคอยอยู่เคียงข้างเด็กๆ ในยามที่พวกแกเติบโตย่อมเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่สำหรับจางฮ่าว ธุระสำคัญไม่ได้มีแค่นั้น แผนการของเขายังรวมถึงการซื้อสุนัขต้อนแกะพันธุ์เยี่ยมมาเลี้ยงให้ได้อย่างน้อยสองตัวอีกด้วย
นี่ไม่ใช่งานง่ายๆ เลย แถมยังต้องอาศัยสายตาอันเฉียบแหลมในการเลือกอีกต่างหาก!