เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 565 อานุภาพทะเลโลหิต

บทที่ 565 อานุภาพทะเลโลหิต

บทที่ 565 อานุภาพทะเลโลหิต


หลังจากซูเจี๋ยเก็บกวาดของล้ำค่าซึ่งเป็นสิ่งของติดตัวของจงซินเผิง สายตาของเขาก็เบนไปยังเรือสำราญ

"หึ คนจากฝ่ายธรรมะ"

ร่างของซูเจี๋ยลอยลงบนเรือสำราญพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ

บนเรือสำราญ เหล่าสาวรับใช้และคนรับใช้ต่างพากันสั่นสะเทือนด้วยความหวาดกลัว ชื่อเสียงของผู้ฝึกตนวิถีมารในสายตาชาวโลกคือความชั่วร้ายที่เต็มไปด้วยการเข่นฆ่าและความตาย ประกอบกับเหตุการณ์ที่ซูเจี๋ยเพิ่งสังหารจงซินเผิงไปเมื่อครู่ สามัญชนเหล่านี้จึงตระหนกตกใจอย่างยิ่ง

อย่าว่าแต่สามัญชน แม้แต่เว่ยชิงหว่าน ฉินเมิ่งอิ่ง และเว่ยหลานเฉินที่เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตขุมพลังเร้นลับต่างก็รู้สึกใจสั่นสะเทือนเหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูตามธรรมชาติ สมองสั่งการให้ร่างกายหลบหนีออกไปจากแหล่งกำเนิดอันตรายอย่างซูเจี๋ยโดยเร็วที่สุด

ซูเจี๋ยกวาดสายตาผ่านไปพลางจ้องมองไปที่ชายชราคนนั้น กลิ่นอายที่ชายผู้นี้แผ่ออกมาทำให้เขารู้สึกว่าด้อยกว่าจงซินเผิงอยู่เล็กน้อย

"ท่านมีนามว่าอะไร"

ซูเจี๋ยเมินเฉยต่อพวกเว่ยหลานเฉินพลางขยับเข้าไปทักทายชายชราผู้นั้น

"หลิวเฉิง"

แววตาของชายชราเต็มไปด้วยความระแวดระวัง แรงกดดันที่ซูเจี๋ยมอบให้เขานั้นไม่น้อยเลย ตะขาบพันมือที่วนเวียนอยู่เบื้องบนประกอบกับผีสาวที่งดงามตนนั้น หลิวเฉิงย่อมมองออกถึงพละกำลังที่แท้จริง หนึ่งคือแมลงกูแปดหลอมระดับสูง และอีกหนึ่งคือผีระดับแปด ซึ่งล้วนแต่เป็นตัวอันตรายทั้งสิ้น

ประกอบกับซูเจี๋ยเจ้ามารผู้นี้ หากต้องสู้สามต่อหนึ่ง เขาย่อมไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะ

ดวงตาของซูเจี๋ยเป็นประกายวาบพลางมองไปยังเว่ยหลานเฉินที่หลบอยู่เบื้องหลังหลิวเฉิง การที่ขอบเขตวิถีฐานาต้องคอยปกป้องเช่นนี้ ฐานะย่อมต้องไม่ธรรมดา

"คนผู้นี้หากข้าดูไม่ผิด ก็น่าจะเป็นศิษย์สำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่ม"

ซูเจี๋ยเบนสายตาไปจ้องมองเว่ยชิงหว่าน เสื้อผ้าที่นางสวมใส่นั้นแทบไม่ต่างจากจางซินหมิงที่เขาเคยจับตัวได้ ทำให้ซูเจี๋ยจดจำได้ง่าย

"ขอบเขตขุมพลังเร้นลับ ดูเหมือนจะเป็นศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ที่มีค่าตัวแพงอีกคนหนึ่ง"

ซูเจี๋ยแค่นยิ้มเย็นพลางยื่นมือขนาดมหึมาเข้าหาเว่ยชิงหว่านเพื่อจับตัวไปขาย

"ซูเจี๋ย เจ้ากล้า"

เว่ยชิงหว่านตกใจจนใบหน้าที่งดงามซีดเผือด นางถอยหลังติดๆ กันทว่าไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือของซูเจี๋ย

"ท่านลุงหลิว"

เว่ยหลานเฉินตะโกนเรียกหนึ่งครั้ง

หลิวเฉิงไม่มีทางเลือก เขาก้าวออกมาสะบัดแขนเสื้อปะทะกับฝ่ามือของซูเจี๋ย

โครม!

แรงลมพัดกระหน่ำ เรือสำราญใต้เท้าไม่ได้รับผลกระทบทว่าสายน้ำในแม่น้ำลั่วชวนกลับระเบิดขึ้นพุ่งสูง ปลาและกุ้งจำนวนมากร่วงหล่นลงบนดาดฟ้าเรือตามแรงดันน้ำ

เรือสำราญสั่นสะเทือนไปมาท่ามกลางคลื่นน้ำที่ปั่นป่วน

"ท่านล่วงเกินกันเกินไป พวกเราไม่ได้ขัดขวางเรื่องของท่านเลยสักนิด"

หลิวเฉิงไขว้มือขวาไว้เบื้องหลังท่าทางดูเหมือนยอดฝีมือ ทว่าหากสังเกตให้ดีจะพบว่าฝ่ามือของเขามีรอยไหม้เกรียมจากการถูกอสนีบาตม่วงเทวะฟาดใส่

"การได้พบกันนับว่าเป็นวาสนา สำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มกับข้าเป็นมิตรเก่าแก่ ข้าจะเชิญแม่นางผู้นี้ขึ้นไปนั่งบนเรือเหาะเสี่ยวเชียนของข้าในฐานะแขก จะเป็นอะไรไป"

รอยยิ้มบนหน้าซูเจี๋ยดูแจ่มใส คำพูดของเขาไม่ได้แสดงถึงเจตนาที่จะเรียกค่าไถ่เลยแม้แต่น้อย

"สหายซู โปรดเห็นแก่หน้าข้า การใช้กำลังเช่นนี้ช่างดูไม่น่ามอง"

เว่ยหลานเฉินกล่าวเสียงดังเพื่อหวังจะให้ซูเจี๋ยหยุดมือ

"ช่างพูดจาใหญ่โต ท่านเป็นใครกัน"

ซูเจี๋ยปรายตามอง พละกำลังขอบเขตขุมพลังเร้นลับขั้นที่ห้าไม่ได้อยู่ในสายตาของซูเจี๋ย

"ข้าคือเว่ยหลานเฉิน องค์ชายหกแห่งราชวงศ์ต้าหลี"

เว่ยหลานเฉินประกาศฐานะของตนเองเพื่อหวังจะกดดันให้ซูเจี๋ยถอยไป

"องค์ชาย"

แววตาของซูเจี๋ยเป็นประกายขึ้นมา

สีหน้าของเว่ยหลานเฉินพลันแข็งค้าง หลังจากเขาประกาศฐานะออกไป กลิ่นอายพลังที่ปะทุออกมาจากร่างซูเจี๋ยกลับรุนแรงยิ่งขึ้น เหมือนสุนัขป่าที่หิวโซมาสิบวัน แววตาที่จ้องมองเขานั้นเป็นประกายสีเขียววูบวาบ

หลิวเฉิงลอบสบถในใจ ดูจากท่าทางของซูเจี๋ยแล้ว คงไม่ได้คิดจะลักพาตัวองค์ชายไปด้วย

อันที่จริงซูเจี๋ยคิดเช่นนั้นจริงๆ จางซินหมิงคนเดียวเรียกเงินได้สิบห้าล้านหินวิญญาณ หากลักพาตัวองค์ชายไปเรียกเงินสักสองสามร้อยล้านหินวิญญาณคงไม่เกินไป

ทว่าความคิดบ้าบิ่นนี้เพียงแต่วนเวียนอยู่ในหัวก่อนจะค่อยๆ สงบลง

ใครที่ควรเรียกค่าไถ่และใครที่ไม่ควร ซูเจี๋ยย่อมรู้ดี

หากเขาลักพาตัวเว่ยหลานเฉินไปเรียกเงินจากราชวงศ์จริงๆ อีกฝ่ายย่อมไม่ยอมรามือแน่นอน ราชวงศ์ต้าหลีแม้จะเสื่อมถอยทว่ารากฐานก็ยังมีอยู่ เป็นสัตว์ประหลาดที่รอวันล่มสลายซึ่งซูเจี๋ยในตอนนี้ยังไม่ควรไปร่วงเกิน

"ที่แท้คือองค์ชายหก ต้องขออภัยที่เสียมารยาท ในเมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ ข้าจะเห็นแก่หน้าท่านสักครั้ง"

ซูเจี๋ยเก็บกวาดกลิ่นอายพลังพลางเผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง

เว่ยหลานเฉินลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อครู่เขาคิดว่าซูเจี๋ยจะลงมือจริงๆ

ทว่าหัวใจของเว่ยหลานเฉินยังไม่ทันสงบลง ซูเจี๋ยก็กล่าวต่อไปว่า "เห็นแก่หน้าองค์ชายหก ข้าจะลดค่าไถ่ของแม่นางผู้นี้ลงให้เล็กน้อย ตราบใดที่นางไม่ขัดขืน ชีวิตย่อมปลอดภัย"

"เจ้า......"

เว่ยหลานเฉินดวงตาเบิกกว้าง ซูเจี๋ยกล้าเล่นตลกกับเขา

เขาเติบโตมาจนถึงป่านนี้ ความสามหาวของซูเจี๋ยนั้นนับเป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน

ซูเจี๋ยไม่ได้สนใจเว่ยหลานเฉินพลางลงมือกับเว่ยชิงหว่านอีกครั้ง

ตอนนี้เขากับสำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มมีความสัมพันธ์ที่เป็นศัตรูกัน เขาพึ่งสังหารจางซินหมิงและมู่หรงเย่ว์ไป หนี้เลือดครั้งนี้ย่อมไม่อาจชำระได้หมดสิ้น

ต่อให้ปล่อยเว่ยชิงหว่านไป อีกฝ่ายก็ย่อมไม่เห็นถึงความดีของเขา ซูเจี๋ยรับรู้ความเป็นจริงข้อนี้ได้เป็นอย่างดี

"องค์ชายหก......"

ใบหน้าอันงดงามของเว่ยชิงหว่านซีดเผือดพลางร้องขอความช่วยเหลือจากเว่ยหลานเฉิน เพราะที่นี่มีเพียงเว่ยหลานเฉินเท่านั้นที่พอจะคุ้มครองนาง

"องค์ชายผู้นี้ หากท่านขัดขวางอีกครั้ง ก็โปรดพิจารณาถึงผลที่ตามมาให้ดี"

ในขณะที่ซูเจี๋ยลงมือ เขายังส่งสายตาเตือนหนึ่งครั้ง

ริมฝีปากของเว่ยหลานเฉินขยับเล็กน้อย ทว่าหลิวเฉิงที่อยู่ข้างกายส่ายหน้าให้เขา การปกป้องความปลอดภัยขององค์ชายคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เขาไม่มีความมั่นใจว่าจะรับมือซูเจี๋ยได้

เมื่อเห็นเช่นนั้น เว่ยหลานเฉินจึงไม่ได้ให้หลิวเฉิงลงมือต่อ ได้แต่มองดูซูเจี๋ยจับตัวคนไปอย่างเงียบๆ

เว่ยชิงหว่านคิดจะหนีทว่าสายไป ในชั่วพริบตานางก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของซูเจี๋ย ถูกบีบที่ลำคอและหิ้วปีกขึ้นมาเหมือนแมวตัวน้อย

"ซูเจี๋ย เจ้ามารร้าย ที่นี่คือชิ่งโจว สำนักของข้าอยู่แถวนี้ เจ้ากล้าทำเช่นนี้ สำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่นอน......"

เว่ยชิงหว่านถูกควบคุมด้วยมือศพขาวซีดจนไม่อาจขยับตัวได้ ทำได้เพียงส่งเสียงร้องออกมาด้วยความโกรธแค้น

"จับคนเดียวก็จับ จับสองคนก็ถือว่าจับพร้อมกัน ให้สำนักของเจ้าเตรียมค่าไถ่ไว้เถิด"

ซูเจี๋ยแค่นยิ้มเย็นพลางมองไปทางฉินเมิ่งอิ่งที่เตรียมจะหลบหนี

ฉินเมิ่งอิ่งรับรู้ถึงความผิดปกติรีบอธิบายว่า "ข้าคือฉินเมิ่งอิ่งแห่งวิหารเมฆาอัคคี สำนักของข้ากับท่านไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง"

"จากวิหารเมฆาอัคคีอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็ไม่มีความขัดแย้ง"

ซูเจี๋ยลูบคางพลางมองสำรวจฉินเมิ่งอิ่งตั้งแต่หัวจรดเท้า

ฉินเมิ่งอิ่งรู้สึกหนาวเหน็บอย่างบอกไม่ถูกเหมือนถูกจับลอกเสื้อผ้าออกจนหมดสิ้น ใบหน้าพลันแดงระเรื่อพลางตะโกนว่า "ท่านคิดจะทำอะไร ฝืนใจผู้อื่นย่อมไม่มีความสุข"

ฉินเมิ่งอิ่งแอบกังวลในใจ นางคิดว่าซูเจี๋ยอาจสนใจในพละกำลังและความงามของนาง ด้วยนิสัยของผู้ฝึกตนวิถีมาร ย่อมกล้าทำเรื่องเช่นนี้แน่นอน

นางไม่ได้โอ้อวด ทว่านางมีความมั่นใจในความงามและรูปร่างของตนเองอย่างมาก มีผู้มาหลงใหลคลั่งไคล้ทั่วทั้งชิ่งโจว การที่ซูเจี๋ยคิดจะชิงตัวนางไปเป็นภรรยาก็เป็นเพียงเหตุผลเดียวที่นางนึกออก

ซูเจี๋ยชะงักไปครู่หนึ่งพลางเลิกคิ้วมอง "อ้อ ในเมื่อเจ้ากล่าวเช่นนี้ ข้าก็อยากลองดูว่าการฝืนใจผู้อื่นนั้นจะมีความสุขหรือไม่"

"มีความสุขมาก!"

ในทันใดนั้น เสียงเย็นเหยียบก็ดังจากด้านหลังซูเจี๋ย หานหรูเยียนร่อนลงจากการทำหน้าที่ให้คำตอบแทนซูเจี๋ย ทว่าแววตาของนางทำให้ผู้คนรู้สึกเสียวสันหลัง

"ฮะ ฮ่าๆ ล้อเล่นน่ะ"

ซูเจี๋ยรีบกลับมาทำตัวเคร่งขรึมทันที ลืมไปสนิทว่าหานหรูเยียนยังอยู่ตรงนี้

ฉินเมิ่งอิ่งกลับตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ กระบี่ที่เอวถูกกุมไว้ในมือเพื่อเตรียมสู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย

"เจ้ามารซู บังอาจมาเสียมารยาทในเขตสำนักข้า เหล่าผู้อาวุโสจงฟังคำสั่ง จงตามข้าไปสังหารมันเสีย"

ทว่าในเวลาที่พอเหมาะพอเจาะ เนื่องจากใช้เวลาที่นี่นานเกินไป กองกำลังหนุนจากสำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มจึงเดินทางมาถึง

เหนือท้องฟ้า มีแสงลวงตานับสิบสายพุ่งตรงมาทางซูเจี๋ย

ผู้นำคือยอดฝีมือขอบเขตวิถีฐานาสามคน ส่วนที่เหลือล้วนเป็นผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับ

สำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มในฐานะสำนักอันดับสองแห่งชิ่งโจวซึ่งสามารถประชันกับวิหารเมฆาอัคคีได้ พละกำลังย่อมไม่ธรรมดา มิเช่นนั้นคงไม่ครองตำแหน่งอันดับสอง

พวกเขาเร่งออกมาจากการฝึกตนทันทีหลังจากได้ยินเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือของจงซินเผิง

"ผู้อาวุโสใหญ่ ข้าอยู่นี่ ทางนี้"

เว่ยชิงหว่านในมือซูเจี๋ยดีใจอย่างมาก เมื่อยอดฝีมือของสำนักมาถึง นางย่อมมีโอกาสรอด

"ดูท่าจะรับมือยาก"

ซูเจี๋ยกวาดสายตามองหนึ่งครั้งพลางเร่งความเร็วพุ่งข้ามเข้าไปคว้าตัวฉินเมิ่งอิ่ง

แม้ฉินเมิ่งอิ่งพยายามขัดขืนและชักกระบี่บินออกมา ทว่ากระบี่อาวุธวิเศษระดับต่ำเล่มนั้นกลับถูกซูเจี๋ยใช้เพียงมือเดียวคว้าไว้ จากนั้นนางก็ถูกซูเจี๋ยซัดฝ่ามือใส่จนร่างลอยไปตกลงบนหลังตะขาบพันมืออย่างไม่ใยดี รวมถึงเว่ยชิงหว่านก็ถูกซูเจี๋ยโยนขึ้นไปเช่นกันโดยมีตะขาบพันมือคอยควบคุม

"เจ้าคนสารเลว รังแกผู้อื่นที่มีพลังน้อยกว่า"

ฉินเมิ่งอิ่งใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความโกรธ ซูเจี๋ยที่เป็นขอบเขตวิถีฐานากลับมารังแกนางที่เป็นเพียงขอบเขตขุมพลังเร้นลับขั้นที่สี่ ช่างไม่มีมาดของยอดฝีมือ

"ท่านคิดจะไปที่ใด จงอยู่ที่นี่เสีย"

ในตอนนั้นเอง หลิวเฉิงก็ได้รับสัญญาณจากเว่ยหลานเฉินให้เข้าขวางหน้าซูเจี๋ย เมื่อครู่ยังทำตัวลีบเล็กทว่าตอนนี้เริ่มมีท่าทีหยิ่งผยองขึ้นมา

ซูเจี๋ยได้ยินเช่นนั้นแววตาก็เย็นเยือกขึ้นมา

"ภรรยา!"

เส้นผมสีดำของหานหรูเยียนยาวขึ้นเหมือนน้ำตกสีดำพุ่งเข้าห่อหุ้มเว่ยหลานเฉิน

หลิวเฉิงรีบหวนกลับไปป้องกันเบื้องหน้าเว่ยหลานเฉินทันที

"หึ องค์ชายอย่างนั้นหรือ ครั้งหน้าที่พบกันข้าย่อมไม่เจรจาด้วยง่ายๆ เช่นนี้แน่"

ซูเจี๋ยปรายตามององค์ชายเว่ยหลานเฉินหนึ่งครั้งพลางดีดนิ้ว ตะขาบพันมือนำร่างของเขาทะยานหนีหายไป

เบื้องหลัง เหล่ายอดฝีมือจากสำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มต่างพาไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ เมื่อพวกเขารู้ว่าจางซินหมิงและมู่หรงเย่ว์ตายตก ทั้งสำนักต่างก็โกรธแค้นและปรารถนาสังหารซูเจี๋ยให้ได้

ตะขาบพันมือพุ่งไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ในฐานะแมลงกูแปดหลอมระดับสูง แม้ความเร็วเมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนขอบเขตวิถีฐานาจะไม่ได้รับความได้เปรียบเท่าใดนัก ทว่าความอดทนเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนไม่อาจเปรียบเทียบ มันสามารถคงความเร็วสูงสุดไว้ได้เป็นเวลานาน ซึ่งผู้ฝึกตนวิถีฐานาทั่วไปไม่มีความสามารถในระดับนี้

ทว่าร่างกายของตะขาบพันมือใหญ่โตเกินไป การบินอยู่บนท้องฟ้าย่อมเป็นจุดเด่นมากเกินไป อีกทั้งชิ่งโจวยังเป็นเขตแดนของฝ่ายธรรมะ ในระหว่างการหลบหนี สำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มไม่รู้ว่าแจ้งข่าวแก่สำนักอื่นด้วยวิธีใด ทำให้ซูเจี๋ยมองเห็นผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะจำนวนมากเข้าร่วมการไล่ล่าพลางทำให้กองกำลังไล่ล่าใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

ซูเจี๋ยรับรู้ถึงปัญหาในเวลาอันรวดเร็วพลางขมวดคิ้ว "ช่างวุ่นวายนัก ต้องขัดขวางพวกเขาเสียหน่อย"

"ข้าจะไปเอง"

หานหรูเยียนลุกขึ้นเตรียมจะเข้าขัดขวาง

"ข้าจัดการเอง ข้ามีความสามารถในการเอาตัวรอดสูง พวกเขาจับข้าไม่ได้หรอก"

ซูเจี๋ยส่ายหัวพลางหมุนตัวลงจากหลังตะขาบพันมือและไปยืนขวางเบื้องหน้ากองกำลังไล่ล่าเพียงลำพัง

"เจ้ามารซู จงตายเสีย"

ชายวัยกลางคนสวมชุดสีฟ้าแผ่รังสีพลังที่น่าหวาดกลัวพุ่งเข้ามาเป็นคนแรก

คนผู้นี้คือซือถูเฮ่าผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มซึ่งเป็นยอดฝีมือขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่ห้า เมื่อพบว่าซูเจี๋ยเลิกหลบหนีจึงลงมือด้วยความโกรธแค้นทันที ในมือของเขาถือตราเก้ากระบี่ซึ่งเป็นอาวุธวิเศษระดับสูง มีอักขระโบราณที่ซับซ้อนสลักไว้อย่างหนาแน่น เมื่อตราฟาดลงมาก็ดูเหมือนขุนเขาที่กดทับลงมาจนพื้นที่ว่างเปล่าเกิดการบีบอัดจนส่งเสียงแตกสลาย

เหตุที่เขาโกรธแค้นเช่นนี้ เพราะมู่หรงเย่วที่ซูเจี๋ยสังหารไปคือคู่บำเพ็ญของเขา

โครม!

ร่างของซูเจี๋ยระเบิดออกภายใต้ตราวิเศษนั้นพลางกลายเป็นละอองเลือดกระจายไปทั่วท้องฟ้า

"ตายแล้ว"

แสงลวงตาอีกสองสายปรากฏกายขึ้น เป็นชายที่มีท่าทางไม่ธรรมดาและแบกกระบี่ไว้เบื้องหลัง ทั้งสองคือผู้อาวุโสสำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มนามว่าเหลียงเว่ยฉือและเหยียนเทียนเหล่ย ซึ่งล้วนเป็นขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่สาม

"ระวังจะมีแผนลวง"

หงฮั่นซือเจ้าสำนักหุบเขาพญาอินทรีแห่งชิ่งโจวผู้มีพลังขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่หนึ่งตามมาทันเช่นกัน หุบเขาพญาอินทรีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่ม เมื่อได้รับการแจ้งข่าวจึงเร่งเดินทางช่วยเหลือโดยไม่ลังเล

ทันทีที่หงฮั่นซือกล่าวจบ ท่ามกลางความว่างเปล่า ละอองเลือดที่ซูเจี๋ยสร้างขึ้นก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วเหมือนหมู่เมฆโลหิตที่ปกคลุมไปทั่ว เลือดจำนวนมหาศาลพะทุออกมาจากพื้นที่ว่างเปล่า ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ทะเลโลหิตที่ท่วมท้นก็ปรากฏขึ้น

บนทะเลโลหิตมีสายฟ้าฟาดฟัน ภายใต้แสงอาทิตย์สะท้อนให้เห็นสีนแดงฉาน สายน้ำซัดสาดราวกับกำลังเดือดพล่าน หยดเลือดแตกสลายบนผิวน้ำก่อให้เกิดมวลบุปผาโลหิต

ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่ชวนสะอิดสะเอียน ไร้ซึ่งร่องรอยของสิ่งมีชีวิต มีเพียงวัฏจักรแห่งความตายและการทำลายล้างเท่านั้น

"นี่คือ วิชาวิชาอสูรทะเลโลหิตกลืนสวรรค์......"

ซือถูเฮ่ามีประสบการณ์กว้างขวาง เคยเดินทางไปยังฉงโจวมาก่อน เขาจึงจดจำวิชาเลื่องชื่ออย่างวิชาอสูรทะเลโลหิตกลืนสวรรค์แห่งฉงโจวได้ทันที ซึ่งเป็นวิชาหลักของถ้ำอสูรโลหิต

"เจ้ามารผู้นี้ สังหารคนไปมากเท่าใดกัน"

แม้จดจำที่มาของวิชาได้ ทว่าซือถูเฮ่าไม่เคยเห็นทะเลโลหิตที่ยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้มาก่อน มันดูเหมือนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ ต้องสูบเลือดเนื้อของสามัญชนไปมากเพียงใดจึงจะฝึกฝนถึงระดับนี้

ขอบเขตวิถีฐานาอีกสามคนต่างสีหน้าเปลี่ยน เหล่าขอบเขตขุมพลังเร้นลับที่ตามมายิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกเขาต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงต่อทะเลโลหิตที่โหมกระหน่ำ

"ฮ่าๆๆๆ! พวกสวะฝ่ายธรรมะ คิดจะสังหารข้า มาดูความสามารถของพวกเจ้ากันเถิด"

ใบหน้าขนาดมหึมาปรากฏขึ้นบนทะเลโลหิต ซึ่งก็คือใบหน้าของซูเจี๋ย เขาได้เรียกใช้ไม้ตายที่แท้จริงของตนออกมาแล้ว

"มาเถิด มาสู่อ้อมกอดของทะเลโลหิต และรับความตายเสีย"

ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่ง ทะเลโลหิตพุ่งทะยาน คลื่นโลหิตซัดสาดเป็นพันชั้น ดูเหมือนทะเลโลหิตถูกมือที่มองเห็นกวาดแกว่งอย่างรุนแรงและพุ่งเข้าปะทะกับผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะด้วยแรงกดดันที่มหาศาลส่งเสียงกึกก้องจนผู้คนต้องหวาดสั่น

"ตราเก้ากระบี่ จงสยบเสีย!"

ซือถูเฮ่าควบคุมตราเก้ากระบี่อาวุธวิเศษระดับสูงในมือ ตราวิเศษส่องแสงเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์หมายจะแผดเผาทะเลโลหิตที่เข้าปกคลุมตนเอง

วิถีฐานาอีกสามคนก็ทำเช่นเดียวกัน ใช้ทั้งอาวุธวิเศษและวิชาอาคมเข้าขัดขวางทะเลโลหิต ทว่าทำได้เพียงอย่างทุลักทุเล

เหลียงเว่ยฉือและเหยียนเทียนเหล่ยยอดฝีมือวิถีฐานาขั้นที่สามร่วมกันควบคุมกระบี่บินอาวุธวิเศษระดับกลาง รังสีจากกระบี่ตัดเฉือนทะเลโลหิตได้เพียงร้อยเมตร ซึ่งถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับทะเลโลหิตที่ยิ่งใหญ่ ในทางกลับกันกระบี่บินถูกการกัดกร่อนจนส่งเสียงดังพ่นๆ แสงวิญญาณถูกทำให้แปดเปื้อนจนอานุภาพลดถอย

หงฮั่นซือขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่หนึ่งยิ่งถูกคลื่นซัดจนร่างกระเด็น ร่างกายถูกทะเลโลหิตปกคลุมจนเนื้อหนังถูกกัดกร่อนจนเป็นหลุมเป็นบ่อ

เหล่าผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง ภายใต้การซัดสาดของทะเลโลหิตพวกเขาเปราะบางเหมือนแผ่นกระดาษ ถูกปกคลุมอย่างไร้ปรานีและสลายตัวเข้าสู่ทะเลโลหิตในพริบตา

ทะเลโลหิตที่กว้างใหญ่เหมือนสัตว์ประหลาดที่หิวโหยคอยดักกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า อาวุธวิเศษที่มีอานุภาพสูงกลับดูเหมือนของเล่นเมื่ออยู่ต่อหน้ามัน ถูกคลื่นโลหิตซัดสาดอย่างโหดเหี้ยมจนแตกกระจาย

วิชาอาคมที่ร่วงหล่นสู่ทะเลโลหิตก็ถูกดูดกลืนหายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยไม่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนได้เท่าใดนัก

ทุกที่ที่ทะเลโลหิตเคลื่อนผ่านต่างเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เพียงชั่วพริบตาผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับกว่าสิบคนก็ถูกกลืนกินกลายเป็นน้ำเลือด แม้แต่ดวงจิตบรรพกาลก็ถูกทะเลโลหิตบดขยี้หายไป

ท้องฟ้าและสายน้ำโลหิตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ทั่วทั้งโลกดูเหมือนจะหลงเหลือเพียงความโล่งว้างที่มีเพียงสีแห่งความตาย

จบบทที่ บทที่ 565 อานุภาพทะเลโลหิต

คัดลอกลิงก์แล้ว