- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 566 การหลบหนี
บทที่ 566 การหลบหนี
บทที่ 566 การหลบหนี
หลังจากสำแดงวิชาอสูรทะเลโลหิตกลืนสวรรค์ พละกำลังการต่อสู้ของซูเจี๋ยก็พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าหวาดกลัว เพียงลำพังเขาก็สามารถขัดขวางขบวนกองกำลังไล่ล่าไว้ได้
โดยเฉพาะผู้ฝึกตนขอบเขตขุมพลังเร้นลับ เมื่อต้องเผชิญกับทะเลโลหิตจึงเปราะบางอย่างยิ่ง นอกจากพยายามหลบหนีแล้วก็ไม่มีหนทางอื่น หากถูกม้วนตัวเข้าไปในทะเลโลหิตย่อมต้องกลายเป็นน้ำเลือดอย่างแน่นอน
"หึหึ พวกสวะฝ่ายธรรมะ ดูเหมือนพวกเจ้าจะไม่มีความสามารถเสียแล้ว เช่นนั้นข้าจะส่งพวกเจ้าไปสู่สุคติ"
ใบหน้าขนาดมหึมาของซูเจี๋ยปรากฏขึ้นเหนือทะเลโลหิต แววตาจ้องมองผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะที่กำลังตื่นตระหนกพลางเผยรอยยิ้มที่โหดเหี้ยมออกมา
โครม!
ทะเลโลหิตที่ลึกจนไม่อาจหยั่งถึงซัดสาดรุนแรง สายน้ำเป็นสีแดงเข้มเหมือนเลือดสด น้ำพุโลหิตปะทุขึ้นบนผิวน้ำเป็นระยะ และเกิดวังน้ำวนขนาดใหญ่ดูเหมือนประตูที่มุ่งสู่ขุมนรก
ทะเลโลหิตอันยิ่งใหญ่ย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีแดงพลางปลดปล่อยแรงดึงดูดที่น่าหวาดกลัวออกมา
ผู้ฝึกตนขอบเขตขุมพลังเร้นลับหลายคนถูกแรงดึงดูดม้วนตัวเข้าสู่ขอบเขตของทะเลโลหิต และถูกละลายกลายเป็นน้ำเลือดในพริบตา
สุริยันเก้าดวงหมุนวน!
ซือถูเฮ่าโกรธแค้นอย่างรุนแรง ตราเก้ากระบี่ลอยเด่นขึ้นไปบนอากาศ ตราวิเศษขยายตัวและแยกออกเป็นกระบี่เทพเก้าเล่มที่ทิ่มแทงฟ้าดิน แผ่รังสีแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ดูเหมือนจะกดทับสรรพสิ่งในโลกไว้
กระบี่เทพค่อยๆ ปรากฏปีกและจะงอยปาก ขนสีทองทั่วร่างเจิดจ้าและเปลี่ยนรูปทรงเป็นสามขาอีกาสีทอง ปลดปล่อยแสงสว่างและความร้อนอันเป็นอนันต์ออกมา
ตราเก้ากระบี่คือสมบัติล้ำค่าประจำสำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่ม แม้จะเป็นเพียงระดับอาวุธวิเศษระดับสูง ทว่าความจริงแล้วผู้ที่สืบทอดวิชานี้มาจากยอดฝีมือขอบเขตจื่อฝู่ จึงมีอานุภาพของสมบัติวิญญาณแฝงอยู่บ้าง เหตุที่ยังไม่กลายเป็นสมบัติวิญญาณเป็นเพียงเพราะยังขาดจิตวิญญาณไปเล็กน้อย
สิ่งที่เรียกว่าสมบัติวิญญาณ คืออาวุธที่มีสติปัญญาเบื้องต้นเกิดขึ้น เหมือนสิ่งของที่ไร้ชีวิตกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมา เหมือนเครื่องจักรที่ได้รับสติปัญญาซึ่งอานุภาพย่อมแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
สมบัติวิญญาณมีเพียงยอดฝีมือระดับจื่อฝู่เท่านั้นที่จะหลอมสร้างได้ โดยดวงจิตบรรพกาลระดับหยางเสินคือหัวใจสำคัญในการหลอมสร้าง หยางเสินต้องเชื่อมต่อกับมหาธาราแห่งเต๋าทั้งวันทั้งคืนเพื่อนำกลิ่นอายแห่งเต๋ามาหล่อเลี้ยงจึงจะทำให้สมบัติวิญญาณเกิดสติปัญญาขึ้นมาได้
ในขณะที่ซือถูเฮ่าร่ายคาถา สุริยันเก้าดวงก็ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า อีกาสีทองเก้าตัวโบกสะบัดปีก ความร้อนสูงทำให้ภาพในอากาศดูพร่ามัวพลางพุ่งเข้าสู่ทะเลโลหิต
ทะเลโลหิตพลันเดือดพล่าน ฟองอากาศจำนวนมหาศาลปะทุขึ้นมา ทั่วทั้งทะเลโลหิตดูเหมือนน้ำที่กำลังเดือดจัด
"ข้าจะต้มทะเลเลือดนี้ให้เหือดแห้ง!"
ซือถูเฮ่าตะโกนเสียงดัง เขาใช้พลังทั้งหมดที่มีซึ่งมีอานุภาพเผาผลาญฟ้าดินและต้มสายน้ำให้เหือดแห้งได้จริง
ในฐานะผู้อาวุโสใหญ่แห่งพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่ม พละกำลังของเขานั้นน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง แม้ระดับพลังจะสูงกว่าจงซินเผิงเพียงขั้นเดียว ทว่าเมื่อได้รับการเสริมพลังจากตราเก้ากระบี่ พละกำลังการต่อสู้ย่อมเพิ่มขึ้นหลายเท่า
ภาพเหตุการณ์นี้ช่างยิ่งใหญ่และน่าตกตะลึง อีกาสีทองเก้าตัวโบยบินเหนือทะเลโลหิต แม้ขนาดร่างกายจะไม่ใหญ่โตและดูเปราะบางเหมือนฝุ่นผงเมื่อเทียบกับทะเลโลหิต ทว่าทุกที่ที่บินผ่านกลับแผดเผาทุกสิ่งให้กลายเป็นความว่างเปล่า ทุกการเคลื่อนไหวล้วนมีอานุภาพดั่งดวงสุริยา
ท่ามกลางการต่อสู้ ทะเลโลหิตดูเหมือนจะโกรธเกรี้ยวเช่นกัน คลื่นโลหิตซัดสาดเป็นพันชั้นเพื่อหวังจะกัดกร่อนอีกาสีทองทั้งเก้านั้น
อีกทั้งยังมีหนวดสีเลือดขนาดมหึมาพุ่งออกมาจากทะเลโลหิตเหมือนอสูรกายแห่งความมืดที่กำลังล่าเหยื่อ ทำให้เหล่าอีกาสีทองส่งเสียงร้องที่โหยหวนออกมา
แรงปะทะจากการต่อสู้ระหว่างซูเจี๋ยและซือถูเฮ่าทำให้ผู้ฝึกตนคนอื่นไม่อาจเข้าใกล้ได้ ทำได้เพียงมองดูอยู่ห่างๆ ด้วยหัวใจที่สั่นสู้
"หึ! ก็แค่เจ้านกน้อย"
ร่างของซูเจี๋ยปรากฏขึ้นเหนือทะเลโลหิตพลางวางมือลงบนคลื่นโลหิตหนึ่งครั้ง
"เซียน พุทธ เทพ มังกร หงส์......"
ซูเจี๋ยร่ายคาถาด้วยน้ำเสียงกึกก้องกัมปนาทดูภูมิฐานและยิ่งใหญ่
ทะเลโลหิตเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ลึกลับ ทะเลโลหิตเริ่มหดตัวและควบแน่นจนปรากฏเงร่างนับสิบเดินออกมาจากทะเลโลหิตและยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังซูเจี๋ย
บางร่างมีความสูงสิบจั่งสวมชุดจีวรกำลังนั่งขัดสมาธิ หูยาวราบลงมาดูสง่างามดั่งพระพุทธรูป
บางร่างมีรูปร่างเหมือนมนุษย์สวมชุดสีขาวสวมมงกุฎสีทอง ใบหน้าที่งดงามเต็มไปด้วยความเย็นชาดูราวกับเซียนที่จุติลงมาเพื่อปกครองสรรพสิ่ง
บางร่างมีความยาวร้อยจั่ง หัวมังกรใหญ่โตดั่งขุนเขา เกล็ดมังกรนวลเนียนดั่งเหล็ก ดวงตามังกรเป็นประกายส่องสว่างส่งเสียงคำรามจนฟ้าดินต้องสั่นสะเทียน
บางร่างมีปีกกว้างใหญ่ดั่งหมู่เมฆที่ปกคลุมท้องฟ้าดูสูงส่งและบริสุทธิ์ เสียงร้องของมันทำให้ผู้คนรู้สึกอยากขยับนั่งลงทันทีดูดั่งพญาหงส์ศักดิ์สิทธิ์
"อะไรกัน!"
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนตกตะลึง เมื่อมองดูสิ่งมีชีวิตที่ซูเจี๋ยสร้างขึ้น เหล่าผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะต่างอ้าปากค้างเพราะรูปลักษณ์เหล่านี้ดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
"สังหาร!"
ซูเจี๋ยสะบัดมือ พุทธ เซียน มังกร และสิ่งมีชีวิตในตำนานที่สร้างจากทะเลโลหิตต่างเริ่มเปิดฉากต่อสู้
พุทธที่มีความสูงสิบจั่งก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวก็ไปปรากฏเบื้องหน้าผู้ฝึกตนขอบเขตขุมพลังเร้นลับคนหนึ่ง
เงาร่างของมันปกคลุมผู้ฝึกตนคนนั้นไว้ ผู้ฝึกตนขอบเขตขุมพลังเร้นลับตกใจยิ่งนักควบคุมกระบี่บินพุ่งทะลุหน้าผากของพุทธรูปร่างใหญ่โตนั้น
หน้าผากของพุทธปรากฏรูโหว่ทว่าการเคลื่อนไหวกลับไม่หยุดชะงัก ฝ่ามือขนาดใหญ่กดทับลงมาและเปลี่ยนรูปทรงเป็นปากที่น่าเกรงขามกลืนกินร่างกายท่อนบนของผู้ฝึกตนคนนั้นเข้าไปและกัดจนขาดเป็นสองท่อน
โครม!
วิชาอาคมสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ร่างพุทธจนทำให้ร่างกายปรากฏรอยร้าวไปทั่ว
เพล้ง ร่างกายของพุทธที่แตกออกนั้นมีของเหลวที่เหนียวหนืดไหลออกมา หนวดที่น่าเกรงขามจำนวนมากพุ่งปะทุออกมา ทั่วทั้งร่างของพุทธปรากฏดวงตาที่กำลังหมุนวนไปมาและเต็มไปด้วยหนวดและปากที่น่าสยดสยอง รูปลักษณ์พลันเปลี่ยนไปในทันที
สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่สร้างจากทะเลโลหิตต่างเลิกตบตาเช่นกัน มังกรที่ยิ่งใหญ่ขยายตัวออกและเปลี่ยนเป็นสัตว์ประหลาดสิบหัวสามหาง เซียนผู้สง่างามเปลี่ยนเป็นสัตว์ประหลาดที่มีหัวเป็นงู
รูปทรงของพวกมันบิดเบี้ยวและน่าสยดสยองไร้ซึ่งความสมมาตรหรือความกลมกลืนตามธรรมชาติ มีเพียงระยางที่งอกเงยออกมา หนวด ของเหลวที่เหนียวเหนอะหนะ และดวงตาที่แปลกประหลาด เพียงเห็นแววตาก็ทำให้จิตใจขุ่นมัว
อันที่จริงสิ่งเหล่านี้คือมารในจิตใจที่ซูเจี๋ยฝึกฝนวิชาอสูรทะเลโลหิตกลืนสวรรค์ ซึ่งมีชื่อว่าอสูรโลหิต
แม้แต่มารในจิตใจจะเคยถูกแสงอาทิตย์จากโลกสีฟ้านำพาไปสู่ความบริสุทธิ์ ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าความสามารถในการสร้างสิ่งเหล่านี้จะสูญหายไป เพียงแต่ในอดีตซูเจี๋ยไม่อาจควบคุมได้ ทว่าอสูรโลหิตที่สร้างจากมารในจิตใจตอนนี้กลับอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาอย่างสมบูรณ์
ในสนามรบเกิดความวุ่นวายอย่างยิ่ง อสูรโลหิตที่สร้างจากวิชาทะเลโลหิตกลืนสวรรค์มีจำนวนสิบกว่าร่าง อานุภาพของพวกมันไม่ธรรมดา การโจมตีรุนแรงและเมินเฉยต่ออาการบันเจ็บที่ได้รับ ต่อให้ร่างกายถูกทำลายไปพวกมันก็ยังต้องฝากรอยแผลไว้ที่ศัตรู
พละกำลังของพวกมันดังกึกก้องไปทั่วสนามรบ สร้างเสียงสะท้อนที่โหยหวนจนหมู่เมฆบนท้องฟ้าทลายเป็นเสี่ยงๆ เกิดเสียงกรีดร้องอย่างหนาหูท่ามกลางการต่อสู้ที่แลกด้วยชีวิตกับผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะ
การปรากฏตัวของพวกอสูรโลหิตเหล่านี้ทำให้สนามรบทวีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะจำนวนมากเริ่มมีสีหน้าหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ
"ตาย!"
ในขณะที่ซูเจี๋ยกำลังตั้งใจควบคุมอสูรโลหิต ซือถูเฮ่าก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าของซูเจี๋ยพลางซัดฝ่ามือเข้าที่หน้าอกหนึ่งครั้ง
หน้าอกของซูเจี๋ยยุบลง อวัยวะภายในแหลกละเอียด
ซือถูเฮ่าซัดฝ่ามืออีกครั้งเข้าที่หัวของซูเจี๋ยจนแตกร้าว
ทว่าใบหน้าของซือถูเฮ่ากลับไม่ได้ความยินดีเลย เพราะเขาไม่อาจสัมผัสถึงดวงจิตบรรพกาลของซูเจี๋ย
แววตาของซือถูเฮ่าเย็นเยือกขึ้นพลาเรียกใช้พลังวิญญาณทั่วร่างเพื่อทำลายร่างกายของซูเจี๋ยทุกส่วน รวมถึงทุกหยดเลือด
"ฮ่าๆๆๆ! ตราบใดที่ทะเลโลหิตยังไม่เหือดแห้ง ข้าย่อมไม่มีวันตาย ตาแก่อย่างท่านคิดจะสังหารข้า ยังเร็วไปเสียหน่อย"
ที่เหนือทะเลโลหิตเบื้องหน้า ร่างของซูเจี๋ยปรากฏขึ้นอีกครั้ง อีกทั้งจำนวนยังมีมากกว่าหนึ่ง
เพียงชั่วพริบตา ก็มีซูเจี๋ยนับร้อยคนยืนตระหง่านอยู่เหนือทะเลโลหิตและกล่าวออกมาพร้อมกันด้วยน้ำเสียงเดียวกันจนทำให้ผู้คนรู้สึกขนลุก
วิชาทะเลโลหิตกลืนสวรรค์ของซูเจี๋ยฝึกฝนถึงขั้นที่แปด เขาเปลี่ยนเลือดทั่วร่างเป็นเลือดศักดิ์สิทธิ์และหลอมรวมดวงจิตไว้ในทะเลโลหิตนานแล้ว
ตราบใดที่ทะเลโลหิตยังอยู่ ซูเจี๋ยย่อมไม่มีวันตาย
นี่คือสิ่งที่ไร้พ่ายที่สุดของวิชาทะเลโลหิตกลืนสวรรค์ หากวัดเรื่องอานุภาพในการทำลายล้างอาจไม่ใช่ที่หนึ่ง ทว่าในเรื่องการเอาตัวรอดเขาไม่เป็นรองใคร
สีหน้าของซือถูเฮ่าดูไม่จืด เมื่อมองดูซูเจี๋ยจำนวนมากที่ยืนอยู่เหนือทะเลโลหิตเขาย่อมรู้ดีว่าการจะรับมือวิชานี้ มีเพียงสองหนทางคือใช้พละกำลังที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาดเพื่อทำลายทะเลโลหิตให้หมดสิ้น หรือทำสงครามยืดเยื้อค่อยๆ กัดกร่อนพลังของทะเลโลหิตและสังหารซูเจี๋ยไปทีละครั้ง
เนื่องจากดวงจิตของซูเจี๋ยหลอมรวมกับทะเลโลหิต ทุกครั้งที่ซูเจี๋ยถูกสังหารดวงจิตของเขาก็เสียหายไปส่วนหนึ่ง ซูเจี๋ยก็จะยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ
ทว่าคำพูดนั้นง่ายการกระทำกลับยากยิ่งนัก
อีกาสีทองที่สร้างจากตราเก้ากระบี่ของเขาในตอนนี้แผดเผาทะเลโลหิตไปได้ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน หากคิดจะสังหารซูเจี๋ย เขาเกรงว่าตนเองต้องใช้พลังจนหมดสิ้นก็ยังไม่อาจทำได้สำเร็จ
"ไอ้เจ้ามารโฉด เจ้าสังหารคนไปมากเท่าใด สูบเลือดไปมากเพียงใดจึงฝึกวิชาที่เหี้ยมโหดเช่นนี้ ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่นอน"
ซือถูเฮ่ากล่าวเสียงดังจ้องมองซูเจี๋ยด้วยสายตาที่ปรารถนาสับอีกฝ่ายเป็นหมื่นชิ้น ทว่าเขารู้ดีว่าต่อให้เขาสังหารซูเจี๋ยจนร่างกายแตกเป็นพันชิ้น ตราบใดที่ทะเลโลหิตยังอยู่ซูเจี๋ยย่อมฟื้นคืนชีพกลับมาได้เสมอ
"สูบเลือดไปมากเพียงใด ข้าเองจำไม่ได้หรอก หากท่านอยากรู้ก็ลองก้าวเข้ามาในทะเลโลหิตของข้าดูสิ"
ซูเจี๋ยนับร้อยแตกสลายเหมือนฟองสบู่ หลงเหลือเพียงร่างเดียวที่ยืนอยู่เหนือทะเลโลหิตพลางเผยรอยยิ้มหมิ่นเหม่
ซือถูเฮ่าไม่มีทางคิดออกเลยว่า ซูเจี๋ยผู้ครอบครองโลกอีกใบที่มีประชากรนับร้อยล้านคอยมอบเลือดให้อย่างไม่ขาดสายทำให้การฝึกฝนวิชานี้เร็วยิ่งกว่าปกติ
ซูเจี๋ยโปรยเงินไปที่โลกสีฟ้าแลกกับเลือดจำนวนมหาศาล และวันนี้เขาก็ได้รับผลตอบแทน
แม้แต่ซือถูเฮ่าผู้มีพลังขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่ห้าก็ยังไม่อาจทำอะไรซูเจี๋ยได้ ทำได้เพียงค่อยๆ กัดกร่อนทะเลโลหิตไปทีละน้อย
ในขณะที่กำลังพูด ซูเจี๋ยก็ลงมืออีกครั้ง
ทะเลโลหิตใต้เท้าพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจอีกาสีทองที่กำลังโบกสะบัดปีกพลางมุ่งตรงไปทางหงฮั่นซือ
หงฮั่นซือที่กำลังต่อสู้กับอสูรโลหิตสีหน้าพลันเปลี่ยนพลางหมุนตัวหนีทันที
ทว่าอสูรโลหิตหลายร่างกลับเข้าขวางหน้าเขาพร้อมกัน
วินาทีต่อมา ทะเลโลหิตกระหน่ำก็ม้วนตัวห่อหุ้มหงฮั่นซือเข้าไปในพริบตา
"ม่าย......"
หงฮั่นซือส่งเสียงร้องที่สิ้นหวัง ก่อนจะตายเขาปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาหวังจะฝ่าวงล้อมของทะเลโลหิตทว่าสายไป
วิชาทะเลโลหิตกลืนสวรรค์แม้ไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังการโจมตี ทว่านี่คือขั้นที่แปด ผู้ฝึกตนเพียงขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่หนึ่งจะหนีพ้นได้อย่างไร
หงฮั่นซือบิดเร่าในทะเลโลหิต พยายามใช้ทั้งวิชาอาคมและอาวุธวิเศษทว่าถูกม้วนดิ่งไปลึกขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมนุษย์ที่ถูกคลื่นซัดหายอย่างไร้ทางสู้
สุดท้าย หงฮั่นซือซึ่งอดทนได้นานกว่าเหล่าขอบเขตขุมพลังเร้นลับได้เพียงหนึ่งนาทีก็ถูกทะเลโลหิตกลืนกินโดยสมบูรณ์ เลือดที่บริสุทธิ์ทั่วร่างกลายเป็นสารอาหารที่ทำให้วิชาทะเลโลหิตกลืนสวรรค์แข็งแกร่งขึ้น
"สังหารคนที่มาช่วยก่อน แล้วต่อไปก็เป็นตาของพวกท่าน"
ซูเจี๋ยสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตวิถีฐานาคนหนึ่งได้อย่างง่ายดาย อานุภาพที่ร้ายกาจนี้ทำให้ทุกคนที่นี่ต่างสีหน้าเปลี่ยน
รวมถึงเหลียงเว่ยฉือและเหยียนเทียนเหล่ยยอดฝีมือขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่สามต่างถอยหลังไปหลบเบื้องหลังซือถูเฮ่าด้วยความเกรงกลัวว่าจะตกลงไปในทะเลโลหิต
"สามหาว!"
ซือถูเฮ่ากัดฟันกรอด พละกำลังของซูเจี๋ยจะแข็งแกร่งหรือไม่อ้อมค้อมเป็นอีกเรื่อง ทว่าวิชาอสูรทะเลโลหิตกลืนสวรรค์นี้ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เจ้าคนที่สังหารก็ไม่ตาย ทำลายก็ไม่หมดช่างเป็นวิชาที่น่ารำคาญใจยิ่ง
"ยังมีที่สามหาวกว่านี้อีกนะ ผู้มีพรสวรรค์ของสำนักท่านอยู่ในมือข้า หากอยากได้คนคืน ก็เตรียมหินวิญญาณสิบล้านก้อนรอไว้ให้ข้าเถิด"
ซูเจี๋ยนึกขึ้นได้เตือนซือถูเฮ่าหนึ่งครั้ง
ใบหน้าของซือถูเฮ่ามืดมนเหมือนก้นหม้อ เขาแทบจะระเบิดด้วยความโกรธ
"ตอนนี้ จงรับชมไม้ตายที่แท้จริงของวิชาอสูรทะเลโลหิตกลืนสวรรค์เถิด ทะเลโลหิตรไร้ขอบเขต!"
ชายหนุ่มร่ายคาถาต่อเนื่อง ทะเลโลหิตใต้เท้าเริ่มจมดิ่งและซัดสาดเป็นระลอกคลื่นที่สูงขึ้น
"ระวัง ป้องกันอย่างเต็มกำลัง"
ซือถูเฮ่าเตือนผู้คนรอบข้าง เพราะดูจากท่าทางซูเจี๋ยกำลังจะปล่อยไม้ตายออกมา
ผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะคนอื่นต่างพากันถอยหลังและป้องกันตัวสุดชีวิต
ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ภายในทะเลโลหิตมีเลือดกลุ่มเล็กๆ มุดลงดินและเริ่มหลบหนีไปไกล
ผ่านไปครึ่งนาที ซือถูเฮ่าและคนอื่นมองดูทะเลโลหิตที่ยังคงเดือดพล่านพลางเกิดความสงสัยในใจ
ไม้ตายนี้เหตุใดถึงใช้เวลาเตรียมการานเพียงนี้
ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีแสงรัศมีพุ่งมาจากท้องฟ้าเหมือนแสงออโรร่าสว่างไสวที่สุด
ทะเลโลหิตที่กระหน่ำพลันถูกแยกออกเป็นสองส่วน ถูกตัดเฉือนอย่างเป็นระเบียบ และทะเลโลหิตระเหยหายไปไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสิบส่วน ซึ่งเท่ากับความพยายามของซือถูเฮ่าเกือบครึ่งวัน
ร่างหนึ่งเหินบินมาและยืนตระหง่านบนยอดเขาชะโงกผาพลางจ้องมองมาที่ทะเลโลหิต แววตาที่ลึกซึ้งภายใต้คิ้วคมคายเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจก้าวล่วง
แสงรัศมีนั้นพุ่งกลับเข้าสู่มือ ซึ่งก็คือกระบี่บินซึ่งเป็นสมบัติวิญญาณระดับต่ำที่แท้จริงเล่มหนึ่ง
"เจ้าสำนัก!"
ซือถูเฮ่าและคนอื่นดีใจอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่มาถึงคือหลีอวี่เจ๋อเจ้าสำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่ม ยอดฝีมือระดับวิถีฐานาขั้นสูงสุดซึ่งมีพลังระดับที่เจ็ด
"เจ้าสำนัก โปรดรีบสังหารเจ้ามารซูผู้นี้เสีย ห้ามปล่อยให้มันหนีรอดไปได้เด็ดขาด"
ซือถูเฮ่ารีบกล่าวพละกำลังของหลีอวี่เจ๋อที่มีถึงวิถีฐานาขั้นที่เจ็ดประกอบกับกระบี่บินสมบัติวิญญาณ ต่อให้ซูเจี๋ยจะมีทะเลโลหิตก็ไม่อาจต้านทานได้ไหวแน่นอน
"โง่เขลา คนหนีไปนานแล้ว"
หลีอวี่เจ๋อแค่นเสียงเย็นพลางสะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ทะเลโลหิตยิ่งใหญ่สลายไปเหมือนถูกลมพัดจนแห้งและระเหยหายต่อเนื่อง
เนื่องจากร่างจริงของซูเจี๋ยหลบหนีไปนานแล้ว ดวงจิตในทะเลโลหิตจึงไม่อาจหลงเหลือ มือนสายน้ำไร้รากฐานซึ่งสูญเสียอำนาจและสลายอย่างง่ายดาย
กลุ่มของซือถูเฮ่าต่างพากันตกตะลึง พวกเขาเสียสละไปมากมายทว่าผลคือปล่อยให้ซูเจี๋ยหนีรอด
"ไม่ต้องตามไปแล้ว เจ้ามารผู้นี้เหี้ยมโหดและเจ้าเล่ห์นัก มันหลบหนีไปได้อย่างแนบเนียน พวกเจ้าหาไม่เจอหรอก"
หลีอวี่เจ๋อแค่นเสียงเย็น ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้อยู่ที่สำนักทว่ากำลังฝึกฝนอยู่ที่โลกภายนอก เมื่อได้รับแจ้งข่าวจึงรีบเดินทางมา ทว่ากลับสายไปก้าวหนึ่ง ไม่รู้ว่าซูเจี๋ยไหวตัวทันตั้งแต่เมื่อใดจึงฉวยโอกาสหลบหนีไปก่อน
"เจ้าสำนัก เจ้ามารซูไม่เพียงสังหารคู่บำเพ็ญของข้า ทว่ายังสังหารจางซินหมิงผู้มีพรสวรรค์ของสำนักเรา ครั้งนี้ยังมาก่อเรื่องวุ่นวาย ลักพาตัวเว่ยชิงหว่านศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ไป และสังหารเหล่านางผู้อาวุโสไปจำนวนมาก......"
ซือถูเฮ่ากล่าวด้วยความโกรธแค้นที่ทวีคูณ การกระทำของซูเจี๋ยต่อสำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มเหมือนกับการตบหน้าซ้ำไปซ้ำมา
"ข้ารู้แล้ว"
แววตาของหลีอวี่เจ๋อคมกริบดั่งกระบี่ที่พุ่งผ่านนภากาศ "จงประกาศไปทั่วหล้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มและเจ้ามารซู จะต้องอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้"