- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 563 การไล่ล่า
บทที่ 563 การไล่ล่า
บทที่ 563 การไล่ล่า
จงซินเผิงเห็นการรวมตัวกันของซูเจี๋ย ผีชุดเจ้าสาว และตะขาบพันมือ ใบหน้าของเขาก็มืดมนเหมือนก้นหม้อ
การตายอย่างน่าอนาถของมู่หรงเย่วเมื่อครู่ รวมถึงการที่ซูเจี๋ยปรากฏกายที่นี่ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าหลลิ่วกวั้นหลินน่าจะประสบเคราะห์กรรมไปแล้วเช่นกัน
"ไอ้มารร้าย เจ้าซ่อนเร้นได้ลึกซึ้งเพียงนี้ ที่แท้เจ้าก็บรรลุขอบเขตวิถีฐานาไปนานแล้ว"
จงซินเผิงกัดฟันกรอด การที่ซูเจี๋ยมีพลังขอบเขตวิถีฐานาคือสิ่งที่พวกเขาไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
ความประมาทนี้เองที่ทำให้พวกเขาแยกกันไล่ตาม จนกลายเป็นโอกาสให้ศัตรูจัดการทีละคน
"หากข้าไม่ซ่อนให้ดี มีหรือพวกท่านจะติดกับ"
ซูเจี๋ยขยับลำคอพลางมองสำรวจจงซินเผิงด้วยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ตอนนี้มู่หรงเย่ว์และหลลิ่วกวั้นหลินล้วนถูกสังหารไปแล้ว ท่านคงไม่อยากให้พวกเขารู้สึกเงียบเหงา ข้าจะส่งท่านลงไปอยู่เป็นเพื่อนพวกเขาเดี๋ยวนี้"
"ด้วยพละกำลังของเจ้าอย่างนั้นหรือ"
จงซินเผิงแค่นเสียงเย็นพลาปลดปล่อยกลิ่นอายพลังทั่วร่างปะทุออกมา พลังวิญญาณของขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่สี่นั้นโหมกระหน่ำเหมือนคลื่นยักษ์ถล่มภูผา ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงพละกำลังอันยิ่งใหญ่ที่ไร้ผู้ต้าน
ในขณะที่กล่าว จงซินเผิงใช้มือขวาลูบไปบนกระบี่เสินกังในฝ่ามือ กระบี่บินเล่มนี้คืออาวุธวิเศษระดับสูงที่มีมูลค่ากว่าสิบล้านหินวิญญาณ ในตอนนี้ตัวกระบี่เปล่งประกายแสงสีขาวนวลที่ไม่หยุดนิ่ง แสงกระบี่สะท้อนให้ทั่วฟ้าดินสว่างไสวจนทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ
"สามี ดวงจิตของเขาสมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งของธงหมื่นวิญญาณ"
หานหรูเยียนมองจงซินเผิงด้วยดวงตาที่ไร้ชีวิตชีวาและเย็นเยือก โคมมงคลที่เพิ่งจะสลายไปลอยวนอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ ธงหมื่นวิญญาณถูกนางโบกสะบัดเบาๆ ดูเหมือนนางจะกำหนดจุดจบของจงซินเผิงไว้แล้ว
ซี้ด!
ตะขาบพันมือส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้นเช่นกัน ดวงตาแมลงขนาดมหึมาเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต ร่างกายที่ยาวกว่าห้าหมื่นเมตรและปากที่กว้างจนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดทำให้มันดูเหมือนขุนเขาลอยน้ำที่มีอานุภาพทำลายล้างท้องฟ้า
"ภรรยากล่าวได้ถูกต้อง ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของศาลาชมคลื่น ดวงจิตของเขาช่างเหมาะสมที่จะเป็นวิญญาณหลักของธงหมื่นวิญญาณจริงๆ"
ในขณะที่ซูเจี๋ยกำลังพูด สายตาก็จ้องมองไปที่จงซินเผิง
วูบ! วูบ!
ดวงตาของซูเจี๋ยส่วนลึกของรูม่านตากลายเป็นสีม่วงอ่อน รังสีม่วงสองสายพุ่งทะยานออกมา
กระบี่เสินกังของจงซินเผิงปกป้องเจ้านายโดยอัตโนมัติ ปราณกระบี่เข้าสกัดกั้นรังสีม่วงไว้ได้ระหว่างทาง
"หึ กลเล็กๆ คิดว่าข้าคือมู่หรงเย่วหรือหลลิ่วกวั้นหลินอย่างนั้นหรือ วันนี้จะให้เจ้าเห็นรากฐานของศาลาชมคลื่นที่เป็นผู้นำฝ่ายธรรมะแห่งชิงโจว"
ท่ามกลางการวนเวียนของกระบี่เสินกัง จงซินเผิงประกบมือทั้งสองข้างเข้าหากันพลาตะคอกเสียงดัง
"เทวานุภาพ!"
"เทวานุภาพ!"
ซูเจี๋ยขยับตัวพร้อมกับจงซินเผิงในทันที เขาใช้กระบวนท่าประจำของขอบเขตวิถีฐานาเช่นกัน หน้าผากแยกออกเพื่อเชื่อมต่อดวงจิตบรรพกาลเข้ากับมหาธาราแห่งเต๋าเพื่อควบคุมพลังธรรมชาติ
โครม!
พลังวิญญาณในบริเวณรอบข้างเกิดการจลาจล พายุหมุนอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง ชั้นดินนูนขึ้นมา ลาวาที่ร้อนระอุพะทุออกมา คลื่นยักษ์ซัดสาดเป็นพันชั้นบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง
คนหนึ่งอยู่ในขั้นสี่ อีกคนอยู่ในขั้นสอง ทว่าสำหรับการยื้อแย่งพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินหรือการควบคุมเทวานุภาพธรรมชาตินั้น ซูเจี๋ยกลับไม่ได้ด้อยไปกว่าจงซินเผิงเท่าใดนัก
นี่เป็นเพราะกายสายฟ้าม่วงเทวะและรากฐานที่มั่นคงแข็งแกร่งของซูเจี๋ย ทำให้ความหนาแน่นของพลังวิญญาณในร่างกายเขานั้นเหนือกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันอย่างมาก
"เทวานุภาพ — ทะเลเพลิงนทีพิโรธ"
ทว่าจงซินเผิงนับเป็นผู้อาวุโสของศาลาชมคลื่นที่แท้จริง หลังจากเขาใช้เทวานุภาพควบคุมภัยพิบัติทางธรรมชาติแล้ว เขาก็ไม่ได้โจมตีซูเจี๋ยในทันที แต่กลับนำเทวานุภาพธรรมชาติเหล่านั้นมารวมกัน
ลาวาไหลเข้าสู่คลื่นยักษ์ พายุหมุนพัดพาคลื่นยักษ์ สายฟ้านับไม่ถ้วนปรากฏอยู่ในคลื่นยักษ์เหมือนมังกรที่แหวกว่าย
ในชั่วพริบตา มหาธาราเพลิงขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าและซัดเข้าหาซูเจี๋ย เทวานุภาพที่ซูเจี๋ยปลดปล่อยออกมาไม่อาจต้านทานได้ไหว
"แข็งแกร่งกว่ามู่หรงเย่ว์และหลลิ่วกวั้นหลินจริงๆ สมกับที่มาจากศาลาชมคลื่น"
เมื่อซูเจี๋ยเห็นเหตุการณ์นี้ เขายังมีอารมณ์ที่จะกล่าวชื่นชม ศาลาชมคลื่นซึ่งเป็นสำนักอันดับหนึ่งแห่งชิงโจวนั้น ผู้อาวุโสที่ออกมาจึงมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าผู้อาวุโสสำนักอื่นอยู่ขั้นหนึ่ง
ในขณะที่ซูเจี๋ยกำลังพูด ตะขาบพันมือใต้ร่างก็คำรามออกมาหนึ่งครั้ง อ้าปากที่กว้างและร่างกายที่ใหญ่โตพุ่งเข้าใส่โดยตรง เกล็ดที่มีขนาดเท่าโม่แป้งปรากฏร่องรอยของอักขระเต๋าที่ยังไม่สมบูรณ์ออกมา มันพุ่งเข้าสู่มหาธาราเพลิงในทันที
ตะขาบพันมือที่มีความยาวห้าหมื่นเมตรเหมือนวาฬที่มุดลงสู่สระน้ำเล็กๆ มหาธาราเพลิงนี้ไม่อาจจำกัดการเคลื่อนที่ของตะขาบพันมือได้เลย
แม้ว่าร่างกายของตะขาบพันมือจะถูกมหาธาราเพลิงทำลายไปบ้าง ทว่าร่างกายของมันใหญ่โตเกินไป อีกทั้งร่างกายยังเริ่มแปรสภาพเป็นธรรมชาติ โดยมีหลายส่วนที่เปลี่ยนเป็นเปลวไฟ สายน้ำ สายฟ้า และโลหะ ประกอบกับพลังป้องกันที่แข็งแกร่งและพลังฟื้นตัวที่น่าหวาดกลัว ความเสียหายเช่นนี้จึงไม่อาจคุกคามตะขาบพันมือได้จริง
"แมลงกูแปดหลอมระดับสูง อื้ม ร่างกายนี้......"
จงซินเผิงมองดูจนตาค้าง เขาพบว่าสถานะของตะขาบพันมือนั้นผิดปกติอย่างมาก รูปแบบของมันเหมือนกับสัตว์ประหลาดแห่งมหาเต๋า นี่เป็นเหตุผลที่เทวานุภาพของเขาไม่อาจสร้างความเสียหายแก่ตะขาบพันมือได้อย่างแท้จริง
"คำสาป"
จงซินเผิงยังไม่ทันหายจากความตกตะลึงกับตะขาบพันมือ ก็มีเสียงเย็นชาของหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลัง
บนคอของจงซินเผิงปรากฏรอยฝ่ามือสีเขียวคล้ำขึ้นมา บีบรัดลำคอของเขาจนกระดูกส่งเสียงกรีด หากเป็นผู้ฝึกตนที่อ่อนแอกว่านี้ ลำคงย่อมถูกบดขยี้ไปแล้ว
"ไอ้ผีสาว ช่างกล้านัก"
จงซินเผิงกระแทกเท้าลงกลางอากาศ คลื่นน้ำสีมรกตนับหมื่นชั้นปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า บนพื้นดินมีภูเขาไฟพะทุขึ้นมา ลาวาจำนวนมหาศาลกลายเป็นทะเลเพลิง เบื้องบนมีสีมรกตปกคลุม เบื้องล่างมีทะเลเพลิงเข้ากดทับ ทั้งน้ำและไฟร่วมกันโจมตีเพื่อหวังจะบีบหานหรูเยียนให้แหลกคามือ
หานหรูเยียนพัดโบกชุดเจ้าสาวสีเลือดเบาๆ ชุดเจ้าสาวขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้าขวางกั้นทั้งสีมรกตและทะเลเพลิงไว้
ในขณะที่ป้องกัน หานหรูเยียนยังฉวยโอกาสโจมตีต่อเนื่อง คำสาปร่วงหล่นลงมาจนทำให้ดวงตาทั้งสองข้างของจงซินเผิงมีเลือดไหลออกมา เสื้อผ้าบนกายมีร่องรอยของการเปลี่ยนเป็นชุดไว้ทุกข์
วูบ! วูบ!
กระบี่เสินกังที่ปกป้องเจ้านายหมุนวน รังสีจากกระบี่ที่คมกริบไร้ผู้ต้านเข้าขจัดคำสาปของหานหรูเยียนไปได้
จงซินเผิงยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น เบื้องหลังมีคลื่นน้ำสีมรกตโหมกระหน่ำ ระลอกคลื่นวนเวียนไม่หยุดนิ่ง เหมือนทั่วท้องฟ้าได้กลายเป็นมหาสมุทรที่กว้างใหญ่
"ไป!"
จงซินเผิงควบคุมกระบี่เสินกัง กระบี่บินพัดพาเอามหาสมุทรสีมรกตและคลื่นยักษ์ที่มีน้ำหนักมหาศาลพุ่งเข้าทะลวงชุดเจ้าสาวและร่างกายของหานหรูเยียน
โครม!
ชุดเจ้าสาวฉีกขาดไปมุมหนึ่ง ร่างกายของหานหรูเยียนถอยหลังไปหลายก้าว กระบี่เสินกังที่เป็นอาวุธวิเศษระดับสูงเมื่ออยู่ในมือของจงซินเผิงผู้มีพลังขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่สี่ แม้แต่หานหรูเยียนก็ไม่อาจต้านทานตรงๆ ได้
กระบี่เสินกังยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ มันพุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างกายของตะขาบพันมือและมุดเข้าไปในเลือดเนื้อ
โฮก!
ตะขาบพันมือคำรามกึกก้อง ภายในร่างกายอันใหญ่โตมีมือศพขาวซีดจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาเข้าห่อหุ้มกระบี่เสินกังนี้ไว้อย่างหนาแน่น
กระบี่เสินกังหมุนวนอย่างรวดเร็ว พื้นที่รอบข้างเหมือนคริสตัลที่สะท้อนเงาของกระบี่ไม่หยุดยั้ง กระบี่แยกออกเป็นสอง จากสองเป็นสี่ จากสี่เป็นแปด และชั่วพริบตาก็มีกระบี่นับหมื่นเล่มบินผ่านอากาศเข้าทิ่มแทงมือศพเหล่านั้น
"ตัด!"
จงซินเผิงใช้นิ้วชี้ออกไป ตัวกระบี่เสินกังเปล่งแสงเทพห้าสีออกมา ตัวกระบี่พัดพาพายุที่รุนแรงฉีกกระชากเมฆทั่วท้องฟ้าและมุ่งตรงไปทางซูเจี๋ยเพื่อทำลายร่างกายและบดขยี้ดวงจิตบรรพกาลให้มืดมนไป
อาวุธวิเศษระดับสูงที่มีราคาถึงสิบล้านหินวิญญาณนั้นไม่ใช่สิ่งที่อาวุธทั่วไปจะเปรียบเทียบได้ ผู้ฝึกตนในระดับวิถีฐานาหากคนหนึ่งมีอาวุธวิเศษระดับสูงอยู่ในมือ ผลแพ้ชนะย่อมชัดเจน หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ยากที่จะจินตนาการว่าผู้ที่ครอบครองอาวุธวิเศษระดับสูงจะพ่ายแพ้
ตะขาบพันมือถูกกระบี่เสินกังทำให้รำคาญใจยิ่งนัก มันพลันอ้าปากที่กว้างและพ่นลมหายใจแห่งมหาเต๋าออกมา
ลมหายใจแห่งมหาเต๋าเปลี่ยนแปลงไปพันรูปแบบ แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของมหาธาราแห่งเต๋าและมีอานุภาพที่น่าหวาดกลัว
เมื่อถูกลมหายใจแห่งมหาเต๋าเข้าจังๆ กระบี่เสินกังก็กระเด็นออกไปพลางสั่นสะเทือนไปมาเหมือนคนเมาสุรา
ตะขาบพันมือหอบหายใจหลายครั้ง มันที่กำลังอยู่ในช่วงวิวัฒนาการไปสู่สัตว์ประหลาดแห่งมหาเต๋าการใช้ลมหายใจเช่นนี้จึงสิ้นเปลืองพลังงานไม่น้อย
ทว่าเมื่อเห็นกระบี่เสินกังสูญเสียความเร็ว ตะขาบพันมือจึงตัดสินใจอ้าปากและกลืนอาวุธวิเศษระดับสูงเล่มนี้ลงท้องไปเพื่อกักขังไว้ไม่ให้มันสำแดงพลังที่แหลมคมออกมาได้ชั่วคราว
"โอกาสมาถึงแล้ว"
แม้กระบี่บินของตนจะถูกกักขัง ทว่าแววตาของจงซินเผิงกลับเป็นประกาย เขาฉวยโอกาสซัดฝ่ามือออกไปหนึ่งครั้ง คลื่นทะเลสีมรกตนับหมื่นชั้นเบื้องหลังเคลื่อนไหวและซัดเข้าหาซูเจี๋ย
ความคิดของเขาเหมือนกับหลลิ่วกวั้นหลินที่รู้ดีว่าหานหรูเยียนและตะขาบพันมือนั้นรับมือได้ยากและไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะจัดการได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้นเขาจึงต้องการจัดการซูเจี๋ยที่มีพลังการต่อสู้อ่อนด้อยที่สุดก่อน
เมื่อเห็นคลื่นสีมรกตพุ่งเข้ามา ซูเจี๋ยกลับไม่ได้หลบเลี่ยง จงซินเผิงจึงอดไม่ได้ที่ยกยิ้มที่มุมปาก
"กายธรรม!"
ทว่าจงซินเผิงยังไม่ทันได้ดีใจ ซูเจี๋ยก็ร่ายคาถาในมือหนึ่งครั้ง
กายธรรมหุนตั้นที่มีปีกและมีดวงตาเดียวถูกซูเจี๋ยเรียกออกมา พร้อมกับการขยับของดวงตากายธรรม แสงสว่างสายหนึ่งก็แผ่ซ่านออกมาอย่างมั่นคง
คลื่นสีมรกตที่เคยปกคลุมท้องฟ้ากลับถูกแยกออกเป็นสองทางเหมือนโมเสสแยกทะเล เกิดเป็นทางเดินกว้างพุ่งตรงสู่ร่างกายของจงซินเผิง
โครม!
หน้าอกของจงซินเผิงถูกยิงจนทะลุ เกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่เท่าชามข้าวที่สามารถมองเห็นอวัยวะภายในที่กำลังขยับอยู่
ตัวจงซินเผิงเองก็ถูกแรงกระแทกอันมหาศาลซัดร่วงหล่นจากท้องฟ้าลงสู่พื้นดินจนเกิดหลุมขนาดใหญ่
"กายธรรม......"
จงซินเผิงไม่ได้สนใจอาการบาดเจ็บบนร่างกาย เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง ซูเจี๋ยที่มีพลังเพียงวิถีฐานาถึงกับใช้กายธรรมได้ อีกทั้งยังไม่ได้พึ่งพาสิ่งของภายนอกใดๆ
กายธรรมเช่นนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังใช้ไม่ได้ เพราะเป็นเทคนิคที่ระดับหยางเสินเท่านั้นที่จะครอบครอง
ทว่าตอนนี้ไม่มีเวลาเหลือให้เขาเตรียมใจแล้ว
ในชั่วขณะที่เขาตกถึงพื้น ภูเขาโครงกระดูกสิบแปดลูกก็ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า วิญญาณอาฆาตนับล้านส่งเสียงโหยหวนเหมือนฝูงผีที่หลุดออกมากรงเพื่อจะรุมทึ้งจงซินเผิงให้แหลกเป็นผุยผง
หานหรูเยียนโบกธงหมื่นวิญญาณ ควบคุมค่ายกลภูเขาโครงกระดูกหวงเฉวียนเพื่อโจมตีศัตรู
"จันทร์กระจ่างทะเลมรกต"
จงซินเผิงสูดลมหายใจเข้าลึก ทะเลมรกตปรากฏแสงจันทร์ จันทร์กระจ่างดวงหนึ่งลอยขึ้นมาจากทะเล ร่างกายของเขาก็หายลับไปในทะเลมรกตนั้น
ภูเขาโครงกระดูกตกลงสู่ทะเลมรกตจนเกิดระลอกคลื่นนับหมื่นชั้น วิญญาณอาฆาตนับล้านตกลงสู่ทะเลมรกตพลางเร่งค้นหาตำแหน่งของจงซินเผิงและพบเป้าหมายในเวลาอันรวดเร็ว
ร่างของหานหรูเยียนปรากฏขึ้นในทะเลมรกตอย่างไร้ร่องรอย นางยื่นมือออกไปทางจงซินเผิง ทะเลมรกตพลันกลายเป็นสีเข้มและส่งกลิ่นเหม็นเน่า พลังคำสาปที่ลึกลับทำให้ผิวหนังทั่วร่างของจงซินเผิงแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว เส้นผมกลายเป็นสีขาว มีรอยเหี่ยวย่นไปทั่วร่าง และแผ่กลิ่นอายที่เน่าเปื่อยออกมาเหมือนกำลังจะถูกหานหรูเยียนสาปให้กลายเป็นศพที่เน่าเปื่อย
เพล้ง!
ในทันใดนั้น หัวแหวนหยกที่มือซ้ายของจงซินเผิงก็แตกสลายไป แสงสว่างสายหนึ่งห่อหุ้มร่างกายจงซินเผิงไว้ ร่างกายของเขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและต้านทานการโจมตีสังหารของหานหรูเยียนไว้ได้
หัวแหวนหยกนี้คือสมบัติล้ำค่าที่ช่วยชีวิตซึ่งสร้างขึ้นมาด้วยสมบัติวิเศษบางอย่าง มีโอกาสใช้งานได้เพียงครั้งเดียวและคงอยู่ได้นานสิบกว่าวินาที ซึ่งได้ช่วยชีวิตเขาไว้ในเวลาคับขัน
สิ่งที่เรียกว่าสมบัติวิเศษนั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติท่ามกลางท้องฟ้าและผืนดินโดยได้รับผลกระทบจากพลังวิญญาณ แตกต่างจากอาวุธทั่วไปที่มนุษย์สร้างขึ้น สมบัติวิเศษมีทั้งอ่อนแอและแข็งแกร่ง ที่อ่อนแอที่สุดก็ยังเทียบได้กับอาวุธชั้นยอดที่มีความวิเศษหลายประการ
หัวแหวนหยกของจงซินเผิงนี้เป็นเพียงชิ้นส่วนจากสมบัติวิเศษที่ถูกย่อยสลายและนำไปหลอมเป็นหัวแหวน จึงไม่มีพลังของสมบัติวิเศษที่แท้จริง เป็นเพียงของที่ไม่สมบูรณ์
"ภรรยา"
ซูเจี๋ยมาถึงทะเลมรกตในตอนนี้พลางตะโกนเรียกหานหรูเยียน
หานหรูเยียนเข้าใจในทันที นางประสานงานกับซูเจี๋ยได้อย่างยอดเยี่ยม นางชูกระจกเครื่องแป้งทองเหลืองที่ผูกไว้ที่หน้าอกขึ้นมาพลางส่องไปยังใบหน้าของจงซินเผิง
ใบหน้าของจงซินเผิงเลื่อนลอยไปชั่วขณะ ซูเจี๋ยมาถึงเบื้องหน้าของจงซินเผิงพลางมองดูแสงสว่างที่กำลังปกป้องจงซินเผิงอยู่ เขาเลือกที่จะหยิบบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าชั้นออกมาและฟาดลงบนหัวของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง
บัวศักดิ์สิทธิ์เก้าชั้นก็คือสมบัติวิเศษเช่นกัน เป็นสิ่งที่ซูเจี๋ยเพาะเลี้ยงมาอย่างยากลำบากจากเมล็ดบัว จนตอนนี้มีใบครบหกใบ แม้จะยังไม่เติบโตเต็มที่และจุดประสงค์หลักคือการป้องกัน ทว่าการเอามาใช้ฟาดคนก็นับว่าใช้งานได้ดี
อีกทั้งพลังป้องกันของบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าชั้นยังทำงานอยู่เพื่อปกป้องซูเจี๋ยในระยะประชิด โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจงซินเผิงจะมีไม้ตายใดแฝงไว้อยู่
โครม!
บัวศักดิ์สิทธิ์เก้าชั้นปลดปล่อยแสงสีทองอันไร้ขอบเขตออกมาเหมือนดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ที่ทำให้พื้นที่ว่างเปล่าพังทลายลง
แสงสว่างที่ปกป้องจงซินเผิงถูกทำลายลงในพริบตา บัวศักดิ์สิทธิ์เก้าชั้นกระแทกลงบนหัวของจงซินเผิงจนทำให้หัวของเขาส่งเสียงดังอื้ออึงและกะโหลกศีรษะแตกกระจาย
"ข้าคือผู้อาวุโสสูงสุดของศาลาชมคลื่น จะมาตายอยู่ที่นี่ได้อย่างไร"
จงซินเผิงเหินบินถอยหลัง สำหรับบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าชั้นนั้น จิตใจของเขาไม่มีความรู้สึกใดๆ อีกแล้ว วันนี้ซูเจี๋ยทำให้เขารู้สึก 'ประหลาดใจ' มามากเกินไปจนเขารู้สึกชาชินไปแล้ว
"สามี"
หานหรูเยียนตะโกนเรียกซูเจี๋ยหนึ่งครั้ง ซูเจี๋ยและหานหรูเยียนใจตรงกัน อสนีบาตม่วงเทวะฟาดลงมาอย่างต่อเนื่องจนทำให้จงซินเผิงต้องหลบหลีกอย่างทุลักทุเล
วูบ!
เบื้องหลังของหานหรูเยียนมีจันทร์ดำดวงหนึ่งลอยเด่นขึ้นมา ชุดเจ้าสาวสีเลือดของนางห่อหุ้มจันทร์ดำนั้นไว้ แสงสีเลือดวูบผ่านไป จงซินเผิงหลบไม่พ้นจนแขนขวาถูกตัดขาดทันที
ซูเจี๋ยถือบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าชั้นเข้าประชิดตัวพลาฟาดใส่จงซินเผิงหลายครั้ง
จงซินเผิงผู้อาวุโสขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่สี่ถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง เขาไม่อาจต้านทานการโจมตีประสานจากคู่สามีภรรยาอย่างซูเจี๋ยและหานหรูเยียนคู่นี้ได้เลย จนร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล
"กระบี่เสินกัง"
เมื่อซูเจี๋ยเข้าประชิดอีกครั้ง จงซินเผิงจึงรีบเรียกกระบี่เสินกังกลับมา เพราะกระบี่บินซึ่งเป็นอาวุธวิเศษระดับสูงเล่มนี้พุ่งออกมาจากท้องของตะขาบพันมือได้สำเร็จแล้ว
"เสี่ยวเชียน ลงมือครั้งใหญ่เลย"
ซูเจี๋ยกายธรรมหุนตั้นอีกครั้ง ควบคุมดวงตาเดียวของกายธรรมเพื่อกะพริบตา
ในเวลาเดียวกัน ตะขาบพันมือก็อ้าปากกว้าง พ่นลมหายใจแห่งมหาเต๋าที่เตรียมพร้อมไว้ออกมา
จากการโจมตีซ้ำซ้อนนี้ จงซินเผิงไม่มีทางดิ้นรนใดๆ ได้เลย แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ร่างกายมอดไหม้หายไปในแสงจ้าโดยไม่หลงเหลือเถ้าถ่านแม้แต่น้อย
หานหรูเยียนถือธงหมื่นวิญญาณเตรียมจะเก็บดวงจิตบรรพกาลของจงซินเผิงเข้าสู่ธง
"ไม่ถูก"
ธงหมื่นวิญญาณปลดปล่อยแรงผลักอันมหาศาลออกมา หานหรูเยียนรับรู้ถึงความผิดปกติ ชุดเจ้าสาวสีเลือดแผ่ซ่านออกไปหวังจะพุ่งเข้าไปในบริเวณที่ร่างกายของจงซินเผิงสลายไป
ทว่าก็ช้าไปก้าวหนึ่ง บนพื้นที่ว่างเปล่านั้นพบว่าดวงจิตบรรพกาลของจงซินเผิงแหลกสลายเหลือเพียงชิ้นส่วนเล็กน้อย ทว่าท่ามกลางชิ้นส่วนดวงจิตนั้นกลับมีคัมภีร์หยกเล่มหนึ่งเปิดวนไปมาช่วยปกป้องสติสัมปชัญญะของจงซินเผิงไว้และร่วงลงบนกระบี่เสินกังพอดี
กระบี่เสินกังเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วสี่ทิศพลางห่อหุ้มชิ้นส่วนดวงจิตของจงซินเผิงพาเขาหนีหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว
จงซินเผิงที่เหลือเพียงชิ้นส่วนดวงจิตบรรพกาลย่อมไม่มีพลังในการต่อสู้อีกต่อไป เหลือเพียงหนทางเดียวคือการหลบหนี
"คิดจะหนีหรือ"
ซูเจี๋ยสบถอยู่ในใจ ตาแก่นี้ช่างมีของล้ำค่าสะสมไว้มากมายเหลือเกิน มีไม้ตายปรากฏออกมาไม่หยุดหย่อน ทว่าเขาไม่ได้มีความลังเลใดๆ พลางขี่ตะขาบพันมือพาหานหรูเยียนไล่ล่าจงซินเผิงผู้แข็งแกร่งขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่สี่อย่างไม่ลดละเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในภายหลัง
ดวงจิตบรรพกาลของจงซินเผิงควบคุมกระบี่เสินกังหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ทว่าการที่เขาสูญเสียร่างกายไปนั้น เมื่อพึ่งพาเพียงดวงจิตบรรพกาล ยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็ยิ่งอ่อนแอลงและมีความเร็วที่ช้าลง
ท่ามกลางการไล่ล่า ทั้งสองฝ่ายได้พาดผ่านขุนเขา ผืนดิน หมู่บ้านและเมืองต่างๆ
ในวันนั้น ชาวเมืองและชาวบ้านจำนวนมากในเขตชิงโจวต่างได้เห็นเหตุการณ์การไล่ล่านี้ มีแสงสว่างดั่งดาวตกพุ่งผ่านท้องฟ้าไปอย่างรวดเร็ว และเบื้องหลังมีอสูรร้ายขนาดมหึมาความยาวหลายร้อยเมตรไล่ตามมา
ข่าวการไล่ล่านี้กระจายไปทั่วทุกทิศทางของชิงโจวอย่างรวดเร็ว
ทว่าทั้งซูเจี๋ยและจงซินเผิงที่กำลังไล่ล่ากันอยู่ย่อมไม่มีเวลาสนใจปฏิกิริยาของโลกภายนอก จงซินเผิงหลบหนีอย่างไร้ทิศทางและไม่ได้แยกแยะตำแหน่งที่ชัดเจน
นั่นเป็นเพราะเมืองเหมิงซานตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างชิงโจวและชิ่งโจว การไล่ล่าจงซินเผิงของซูเจี๋ยจึงเข้าไปสู่เขตแดนของชิ่งโจวโดยไม่รู้ตัว