- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 562 สองสามีภรรยาร่วมมือ
บทที่ 562 สองสามีภรรยาร่วมมือ
บทที่ 562 สองสามีภรรยาร่วมมือ
"เอาชีวิตศิษย์ข้าคืนมา"
เสียงตะโกนใสๆ ดังขึ้น มู่หรงเย่ว์ร่อนลงมาจากท้องฟ้าพุ่งกระแทกเท้าลงสู่พื้นดิน
ชั้นดินเกิดการสั่นสะเทือนปะทุขึ้นมาเหมือนระลอกคลื่น แสงโลหิตที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินแตกสลายในทันทีและกลายเป็นควันสีเขียวจางๆ สลายไปในอากาศ
"หึ ของปลอม"
มู่หรงเย่ว์ขมวดคิ้วเรียวงาม ดวงตาฉายแววความโกรธ
เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายที่นางไล่ตามเป็นเพียงกลลวง ซูเจี๋ยตัวจริงไม่ได้อยู่ที่นี่
"ผู้อาวุโสมู่หรง ซูเจี๋ยผู้นี้หนีไม่พ้นแน่นอน ยังมีเจ้าสำนักหลลิ่วและผู้อาวุโสจงที่กำลังไล่ตามมันอยู่"
"เจ้ามารน้อยคนนี้แม้จะมีฝีมือบ้าง ทว่าสิ่งที่มันต้องเผชิญคือขอบเขตวิถีฐานาถึงสามคน ครั้งนี้มันไม่มีทางรอดไปได้"
"พวกเราไปสมทบกับเจ้าสำนักหลลิ่วและผู้อาวุโสจงเถิด ไปดูข่าวคราวทางด้านนั้น ไม่แน่อาจจะได้เห็นหัวของไอ้มารซูแล้วก็ได้"
ผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับแปดคนที่ติดตามมู่หรงเย่ว์เห็นเหตุการณ์นี้จึงกล่าวแสดงความคิดเห็นในเชิงเดียวกัน
"ศิษย์พี่ ครั้งนี้ซูเจี๋ยหนีไม่พ้น ความแค้นของซินหมิงย่อมได้รับการสะสาง"
สวี่กู่อยู่ข้างกายมู่หรงเย่ว์ เขาเข้าใจความรู้สึกของนางในตอนนี้ดี ศิษย์ที่รักที่สุดและมีพรสวรรค์ที่สุดอย่างจางซินหมิงต้องมาตายลง สิ่งนี้สร้างความกระทบกระเทือนใจแก่มู่หรงเย่ว์อย่างมาก ทำให้นางปรารถนาจะสับซูเจี๋ยให้เป็นหมื่นชิ้น
"ข้าอยากจะสังหารไอ้มารตัวนี้ด้วยมือตนเอง"
แววตาของมู่หรงเย่ว์เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม นางต้องการเป็นผู้ปลิดชีพซูเจี๋ยเองโดยไม่ต้องการให้ใครมาลงมือแทน
ในขณะที่กำลังสนทนา มู่หรงเย่ว์ก็หมุนตัวกลับเพื่อจะไปหาหลลิ่วกวั้นหลินและจงซินเผิง เผื่อว่าจะยังทันช่วงท้ายของการต่อสู้เพื่อสังหารซูเจี๋ยด้วยน้ำมือตนเองเพื่อแก้แค้นให้จางซินหมิง
"สังหารสามีข้าหรือ ท่านมีคุณสมบัติพออย่างนั้นหรือ"
ทว่าในขณะมู่หรงเย่ว์เพิ่งจะหมุนตัวและยังไม่ทันได้ออกเดินทาง เสียงที่เย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทั่วบริเวณ
"ใครกัน!"
เหล่าผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับต่างแตกตื่น มู่หรงเย่ว์มองไปยังสุดขอบผืนดินด้วยดวงตาที่เย็นเยือก
ณ ที่แห่งนั้น มีเกี้ยวสีแดงปรากฏขึ้นในสายตา
อสูรยักษ์แปดตนที่มีความสูงกว่าหนึ่งจั้งกำลังแบกเกี้ยวอยู่ ตุ๊กตากระดาษที่แปลงกายเป็นสาวรับใช้และคนติดตามสวมใส่เสื้อผ้าที่เป็นมงคล พลางถือโคมมงคลและโปรยลูกกวาดมงคล เบื้องหน้าเกี้ยวมีเสียงกลองและเสียงดนตรีบรรเลงอย่างครึกครื้น
"ภูตผีมาจากที่ใด อยากตายนักใช่ไหม"
ผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับระดับสามคนหนึ่งถือกระดิ่งทองคำอยู่ในมือ และเหินบินไปยังทิศทางของเกี้ยว
กระดิ่งอาวุธวิเศษระดับสูงในมือส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง สั่นสะเทือนเป็นเสียงสวรรค์เพื่อหวังจะข่มขวัญภูตผีเหล่านี้และหาโอกาสสยบมาเป็นวัตถุดิบในการหลอมสร้างอาวุธวิเศษ
"หนวกหู"
ภายในเกี้ยวมีเสียงราบเรียบเสียงหนึ่งดังออกมา
วินาทีต่อมา มีมือที่ขาวราวกับหิมะเลิกผ้าม่านหน้าต่างเกี้ยวออกมาพลางกวักมือเบาๆ ไปทางผู้อาวุโสคนนั้น
สีหน้าของผู้อาวุโสที่เป็นคนเปิดฉากพลันแข็งค้างลงในทันที
แควก!
ผิวหนังของเขาหลุดลอกออกจากร่างกายโดยอัตโนมัติและกลายเป็นตุ๊กตากระดาษสีขาวซีด
การถูกลอกผิวหนังทั้งตัวนั้นสร้างความเจ็บปวดรุนแรงเพียงใด ผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับส่งเสียงกรีดร้องที่โหยหวนออกมา
ทว่าเขาส่งเสียงได้ไม่ถึงสองวินาที เสียงร้องนั้นก็เงียบหายไป
ร่างที่เต็มไปด้วยเลือดของเขาเหมือนถูกของมีคมจำนวนมหาศาลตัดเฉือนจนแตกกระจายเป็นชิ้นเนื้อขนาดเท่าหัวแม่มือนับไม่ถ้วนกระจายอยู่เต็มพื้นดินรอบข้าง
ภาพที่น่าสยดสยองนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตกตะลึง
"นี่มันปีศาจตนใดกัน"
เหล่าผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับต่างรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าน่าสยดสยองเกินไป
ผู้ที่ตายคือยอดฝีมือขอบเขตขุมพลังเร้นลับ ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป ทว่ากลับไม่อาจต้านทานได้แม้แต่กระบวนท่าเดียวและถูกภูตผีสังหารในพริบตา
"สามีสั่งให้ข้ามาสังหารพวกท่าน พวกท่านพร้อมจะรับความตายหรือยัง"
เกี้ยวหยุดลง อสูรยักษ์ที่แบกเกี้ยวคุกเข่าลง ตุ๊กตากระดาษรอบๆ รวมตัวกันกลายเป็นกระดาษเงินกระดาษทองสีแดงที่ปลิวว่อนไปทั่วฟ้าจนกลายเป็นพรมสีแดงปูอยู่เบื้องหน้าเกี้ยว
ม่านเกี้ยวถูกเลิกขึ้น ปรากฏร่างที่งดงามร่างหนึ่ง มืออันเรียวสวยยกชายกระโปรงขึ้นพลางก้าวเดินบนพรมสีแดงและค่อยๆ เดินออกมา
ผู้ที่เดินออกมาจากเกี้ยวคือหญิงสาวรุ่นเยาว์ นางสวมมงกุฎหงส์และชุดมงคลที่ปักลวดลายหงส์ด้วยด้ายทอง ชุดเจ้าสาวสีแดงสดดูราวกับคุณหนูจากตระกูลใหญ่ผู้สูงศักดิ์
ความงามนั้นนับว่าไร้ผู้เปรียบเปรย ผิวพรรณขาวดั่งหิมะ นวลเนียนดั่งหยก มือทั้งสองข้างเรียวงามดั่งดอกบัวที่เพิ่งพ้นน้ำโดยไม่มีราคีแม้แต่น้อย
ทว่าเหล่าผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับที่เห็นหญิงสาวผู้นี้กลับทำสีหน้าเหมือนต้องเผชิญกับศัตรูที่ยิ่งใหญ่
เพราะเมื่อหญิงสาวเดินออกมาจากเกี้ยว ก็มีพลังงานที่ลึกลับและเย็นเยือกแผ่ซ่านออกมาเหมือนระลอกคลื่น ทำให้ผืนดินเน่าเปื่อย ท้องฟ้ากลายเป็นสีเลือด และสรรพสิ่งต้องร่วงโรย
ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเช่นนี้เหมือนกับเทวานุภาพของขอบเขตวิถีฐานา ทว่าตอนนี้กลับปรากฏในร่างของภูตผี คำสาปที่รุนแรงนั้นทำให้หัวใจของทุกคนสั่นสะเทือนด้วความหวาดกลัว
"สามีบอกว่า พวกท่านทุกคนต้องตายอยู่ที่นี่"
หานหรูเยียนกวาดสายตามองไปรอบๆ สีนหน้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ดูเหมือนการสังหารยอดฝีมือเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สำคัญ
"สามหาว พวกเราลงมือพร้อมกัน"
ผู้อาวุโสจำนวนมากต่างโกรธแค้นจากการยั่วยุของหานหรูเยียน ทว่าเมื่อมีบทเรียนจากเมื่อครู่ พวกเขาจึงไม่เข้าไปเสี่ยงทีละคน แต่เลือกที่จะล้อมโจมตีเข้าไปพร้อมกัน
"ทุกคนระวัง นี่คือภูตผีที่ซูเจี๋ยควบคุมอยู่ มีชื่อว่าผีชุดเจ้าสาว พลังของมันแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ห้ามประมาทเป็นอันขาด"
สวี่กู่กล่าวเตือนอยู่ด้านข้าง ข้อมูลของผีชุดเจ้าสาวไม่ใช่ความลับ มีคนจำนวนมากรู้ว่าซูเจี๋ยมีผีสาวที่แข็งแกร่งตนหนึ่ง ทว่าคนที่มีโอกาสได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของหานหรูเยียนกลับมีไม่มากนัก เพราะคนที่เคยเห็นนั้นส่วนใหญ่ล้วนตายตกไปสิ้นแล้ว
"พลังที่ลึกลับเช่นนี้ คำสาปบนตัวศิษย์ข้า ท่านเป็นคนลงมือใช่ไหม"
ในเวลาเดียวกัน มู่หรงเย่ว์ดูเหมือนจะรับรู้สิ่งใดได้ พลังคำสาปบนตัวจางซินหมิงตอนที่ตายนั้นเหมือนกับพลังบนตัวหานหรูเยียนในตอนนี้อย่างสิ้นเชิง
"ข้าจะส่งท่านลงไปพบกับศิษย์ของท่าน"
หานหรูเยียนฟื้นคืนความทรงจำได้มาก แม้สีหน้าจะยังคงเย็นชาและดวงตาไร้ชีวิตชีวา ทว่านางกลับมีคำพูดที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อน หากเป็นในอดีตนางคงไม่อธิบายสิ่งใด
"ดีๆ ในเมื่อสังหารซูเจี๋ยไม่ได้ ข้าจะจัดการภูตผีตนนี้ก่อน"
มู่หรงเย่ว์โกรธแค้นจากคำพูดของหานหรูเยียน ประกอบกับผลกระทบจากการตายของจางซินหมิง ทำให้นางลงมือด้วยความโกรธแค้น นางหมุนฝ่ามือและมีพู่กันแก้วเจ็ดสมบัติปรากฏขึ้น
พู่กันแก้วเจ็ดสมบัติชิ้นนี้คืออาวุธวิเศษระดับกลาง ซึ่งมีการสลักอักขระไว้อย่างหนาแน่น มีอานุภาพในการสร้างค่ายกลสยบมาร
มู่หรงเย่ว์ตวัดพู่กันแก้วเจ็ดสมบัติพลันเขียนอักษรบนอากาศ ตัวอักษรแต่ละตัวเปล่งแสงเจิดจ้าเหมือนดวงดาวที่สว่างไสวพุ่งเข้าสังหารหานหรูเยียน
ท่ามกลางการรุมล้อมของยอดฝีมือฝ่ายธรรมะ ชุดเจ้าสาวสีเลือดบนกายหานหรูเยียนเกิดการเคลื่อนไหว นางขยับริมฝีปากที่แดงระเรื่อและเป่าลมหายใจออกมาเบาๆ
โครม!
ชั้นดินด้านหน้าถูกแรงลมหายใจของหานหรูเยียนพัดจนลอยขึ้นมาเหมือนพรมผืนหนึ่ง จากนั้นชั้นดินที่ลอยขึ้นมาก็เปลี่ยนรูปทรงอย่างรวดเร็ว มีเส้นใยสีแดงสลับกับด้ายทองถักทอจนกลายเป็นชุดเจ้าสาวสีเลือดขนาดมหึมาเหมือนคลื่นยักษ์ความสูงร้อยจั่งที่ซัดเข้ามาเบื้องหน้า
การโจมตีจากยอดฝีมือฝ่ายธรรมะ ทั้งอาวุธวิเศษ ยันต์ คาถา กระบี่บิน และสิ่งล้ำค่าต่างๆ ถูกชุดเจ้าสาวสีเลือดขวางกั้นไว้ เมื่อสัมผัสถูกก็หายลับไปเหมือนดินที่จมสู่นะเลโดยไม่มีระลอกคลื่นใดๆ
เหล่าผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไป ผีสาวตนนี้มาจากที่ใด เหตุใดจึงน่าหวาดกลัวเช่นนี้
"จงสยบเสียเถิด"
อักษรทองคำของมู่หรงเย่ว์ร่วงหล่นลงมา อักษรแต่ละตัวกระแทกลงบนชุดเจ้าสาวสีเลือดเหมือนหยดน้ำที่ตกลงในกระทะน้ำมันร้อน ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงบนชุดเจ้าสาวสีเลือด
ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจขวางการปกคลุมของชุดเจ้าสาวสีเลือดได้ คลื่นยักษ์นับพันชั้นปะทุออกมา ม่านชุดเจ้าสาวสีเลือดขนาดใหญ่ร่วงหล่นลงมา ผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับสามคนที่หลบหนีไม่ทันถูกชุดเจ้าสาวห่อหุ้มไว้ เสื้อผ้าบนกายเปลี่ยนเป็นชุดไว้ทุกข์สีขาวในพริบตาและร่างร่วงลงสู่คลื่นชุดเจ้าสาวสีเลือดกลายเป็นศพเดินได้
"ผีสาวตนนี้ร้ายกาจนัก จงตายเสียเถิด"
มู่หรงเย่ว์โกรธแค้นอย่างรุนแรง ใบหน้าที่งดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ นางใช้พู่กันแก้วเจ็ดสมบัติชี้ไปทางหานหรูเยียนอย่างรุนแรง
"ลิ่น ปิง โต้ว เจ่อ เจีย เจิ้น เลี่ย เฉียน สิง"
มู่หรงเย่ว์กล่าวคำสัตย์ศัลย์ เขียนสัจจะเก้าอักษรต่อเนื่องกัน ตัวอักษรแต่ละตัวหนักแน่นดั่งขุนเขาและมีพลังดั่งดวงดาวบนฟากฟ้า
หน้าผากที่เกลี้ยงเกลาแยกออกเป็นช่องโหว่เพื่อเรียกใช้พลังเทวานุภาพ ดวงจิตบรรพกาลระดับเหอเสินเชื่อมต่อกับมหาธาราแห่งเต๋า และยังเชื่อมต่อกับพลังของกลุ่มดาวในส่วนลึกของท้องฟ้าจนเกิดเป็นผังค่ายกลดวงดาวบนอากาศ
บนผังค่ายกลนั้น มีเทพเจ้าเก้าองค์สวมชุดคลุมจักรพรรดิสีทองและสวมมงกุฎปรากฏกายขึ้นมา พวกเขามองหานหรูเยียนด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้ความรู้สึก พลางปลดปล่อยพลังวิญญาณที่สะท้อนแสงแห่งดวงดาวออกมาจนกลายเป็นกระบี่สวรรค์เก้าเล่มที่มีความยาวร้อยจั่ง เหมือนจะตัดเฉือนฟ้าดินพุ่งเข้าสังหารหานหรูเยียน
นั่นคือกระบี่สวรรค์ที่สร้างขึ้นจากการยืมพลังกลุ่มดาว มีอานุภาพที่น่าหวาดกลัว เป็นหนึ่งในวิชาลับของสำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มที่มีชื่อว่าค่ายกลกระบี่กลุ่มดาว
หานหรูเยียนมองไปยังมู่หรงเย่ว์ เบื้องหลังมีจันทร์ดำดวงหนึ่งลอยเด่นขึ้นมา เท้าที่งดงามเหยียบลงบนจันทร์ดำและลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ชุดเจ้าสาวสีเลือดพัดโบกสะบัดเพื่อต้านทานกระบวนท่าสังหารของค่ายกลกระบี่โดยร่างกายไม่มีความรู้สึกว่าถูกพันธนาการ
แควก!
จันทร์ดำปะทะกับค่ายกลกระบี่กลุ่มดาวในทันที แรงปะทะอันมหาศาลทำให้เมฆบนท้องฟ้าแตกกระจาย ต้นไม้นับไม่ถ้วนบนพื้นดินถูกถอนรากถอนโคน
ชุดเจ้าสาวสีเลือดของหานหรูเยียนมีรอยฉีกขาดเกิดขึ้น ร่างกายปรากฏรอยร้าวขึ้นพร้อมกัน ทว่าก็เป็นเพียงเท่านั้น จันทร์ดำยังคงพุ่งไปข้างหน้าอย่างไร้สิ่งใดขวางกั้นจนทำลายค่ายกลกระบี่กลุ่มดาวลง รวมถึงกระบี่สวรรค์เก้าเล่มก็ถูกชั้นของชุดเจ้าสาวสีเลือดห่อหุ้มไว้จนไม่อาจโจมตีหานหรูเยียนได้อย่างรุนแรง
"เป็นไปได้อย่างไร ผีสาวตนนี้เหตุใดจึงแข็งแกร่งเพียงนี้"
ใบหน้าอันงดงามของมู่หรงเย่ว์เต็มไปด้วยความตกตะลึง ค่ายกลกระบี่กลุ่มดาวของนางเคยสังหารยอดฝีมือขอบเขตวิถีฐานามาแล้ว ทว่าตอนนี้กลับไม่อาจกักขังภูตผีตนหนึ่งไว้ได้
โครม!
การล้างแค้นของหานหรูเยียนมาถึงอย่างรวดเร็ว นางก้มมองชุดเจ้าสาวสีเลือดบนกายที่กำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ พลางแสดงพลังที่สมบูรณ์ออกมา
บนท้องฟ้ามีโคมมงคลแขวนอยู่นับไม่ถ้วนทำให้พื้นดินเต็มไปด้วยแสงสีเลือดเหมือนมีเลือดนองอยู่บนผืนดิน
บนพื้นดินมีกระจกเครื่องแป้งที่มีความสูงเท่าตัวคนเรียงรายอยู่หนาแน่นเหมือนป่า สะท้อนให้เห็นร่างของยอดฝีมือฝ่ายธรรมะ
ในสนามรบ ผู้อาวุโสคนหนึ่งมองดูโคมไฟที่เต็มท้องฟ้า เขารู้สึกว่าโคมไฟเหล่านั้นเหมือนดวงตาที่ชั่วร้ายซึ่งกำลังจ้องมองตนเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้หัวใจสั่นไหวและเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงขึ้นมา
"ไม่ว่าจะเป็นผีสางสิ่งใด ก็แค่ทำลายทิ้งเสีย"
ผู้อาวุโสคนนี้คิดเช่นนั้นและลงมือทำทันที เขาควบคุมกระบี่บินเข้าตัดเฉือนโคมไฟบนท้องฟ้าจนแตกกระจายไปทีละดวงเหมือนการเสียบลูกชิ้น
ทว่าผู้อาวุโสคนนี้กลับไม่ทันสังเกตว่า เมื่อเขาจ้องมองโคมมงคล โคมมงคลก็กำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน
ตุบ!
ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ หัวของเขาก็หลุดออกจากลำคอและกลายเป็นโคมมงคลลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโคมไฟจำนวนมาก ร่างที่ไร้หัวซวนเซและล้มลงสู่พื้น
"หนีเถิด ผีตนนี้หน้าหวาดกลัวเกินไป"
ผู้อาวุโสคนหนึ่งหมุนตัวหนี ทว่าร่างของเขาถูกกระจกเครื่องแป้งสะท้อนไว้ เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น ร่างที่สะท้อนในกระจกเผยรอยยิ้มออกมาพลางค่อยๆ ยกมือขึ้นและแทงนิ้วเข้าไปในหัวใจของตนเอง
ในโลกแห่งความจริง ผู้อาวุโสคนนั้นรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจอย่างรุนแรง บริเวณหัวใจมีรูโหว่ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นพลางล้มลงสู่พื้นด้วยใบหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ
จากนั้น ร่างในกระจกที่มีรอยยิ้มลึกลับก็ยื่นมือไปยังหัวของตนเองพลางค่อยๆ ออกแรงบีบจนหัวบิดเบี้ยว
"ม่าย......ไม่นะ......"
ท่ามกลางเสียงร้องที่สิ้นหวังของผู้อาวุโสคนนี้ หัวของเขาก็ระเบิดออก เลือดและเนื้อสมองกระจายไปทั่วพื้น
"ศิษย์พี่ ข้อมูลผิดพลาด นี่คือผีระดับแปด อีกทั้งยังแข็งแกร่งกว่าผีทั่วไปอย่างมาก พวกเราสู้ไม่ได้แล้ว รีบถอยเถิด"
สวี่กู่กำลังหลบหนีเช่นกัน เขาวิ่งไปทางมู่หรงเย่ว์ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตระหนก เห็นได้ชัดว่าพลังการต่อสู้ของหานหรูเยียนนั้นเหนือกว่าที่พวกเขาคาดการณ์ไว้มาก
มู่หรงเย่ว์สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ในขณะที่นางยังคิดไม่ตกวาจะสู้หรือจะหนี สวี่กู่ที่กำลังวิ่งมาทางนางก็ร่างกายแข็งค้างและทรุดเข่าลงกับพื้น
ที่เสื้อผ้าเบื้องหลังของสวี่กู่มีตัวอักษรมงคลปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ เสื้อผ้าของเขาเปลี่ยนเป็นชุดเจ้าสาวสีแดงสด ทว่าพลังชีวิตกลับถูกพรากไป เนื้อหนังทั่วร่างหลอมรวมเข้ากับชุดสีแดง แววตาที่หวาดกลัวเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
สวี่กู่ไม่รู้ตัวเลยว่าโดนคำสาปตั้งแต่เมื่อใด ยิ่งไม่มีทางต้านทานคำสาปสังหารจากหานหรูเยียนที่เป็นผีระดับแปดได้จนต้องตายตกที่นี่
"ศิษย์น้อง"
มู่หรงเย่ว์เศร้าเสียใจอย่างมาก แววตาเต็มไปด้วยความแค้น นางไม่สนว่าดวงจิตบรรพกาลจะเสียหายเพียงใดพลางเร่งพลังจากมหาธาราแห่งเต๋าอย่างเต็มกำลังเพื่อใช้เทวานุภาพเสริมอานุภาพให้ค่ายกลกระบี่กลุ่มดาวเพื่อสังหารภูตผีตนนี้ให้ได้
หานหรูเยียนมองดูค่ายกลกระบี่กลุ่มดาวที่กดทับลงมา นางไม่ได้เลือกต้านทานตรงๆ อีกครั้ง แต่กลับยื่นมือเข้าไปในอกและหยิบธงหมื่นวิญญาณที่ส่งเสียงคำรามพัดโบกออกมา ซึ่งก็คือธงล้านวิญญาณที่ซูเจี๋ยหลอมสร้างขึ้น
"ค่ายกลของท่าน ไม่ได้เรื่อง"
สายตาของหานหรูเยียนไร้ชีวิตชีวาพลางโบกสะบัดธงหมื่นวิญญาณ
โครม!
ในทันใดนั้น ฟ้าดินก็เปลี่ยนสี สายน้ำหวงเฉวียนที่เย็นเยือกและคดเคี้ยวไหลหลั่งลงมาจากสรวงสวรรค์
พื้นดินสั่นสะเทือน ภูเขาโครงกระดูกสิบแปดลูกผุดขึ้นมาต่อเนื่องกันจนเกิดเป็นค่ายกลภูเขาโครงกระดูกหวงเฉวียน
วิญญาณอาฆาตนับล้านตัวสถิตอยู่บนภูเขาโครงกระดูกสิบแปดลูก รวมตัวกันเป็นกองทัพวิญญาณที่น่าหวาดกลัวจนทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสีและขุนเขาต้องสั่นสะเทือน
เมื่อเทียบกับในอดีต ธงหมื่นวิญญาณได้รับการเสริมพลังมากขึ้น จากธงล้านวิญญาณ จำนวนวิญญาณภายในยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนตอนนี้มีวิญญาณนับล้านสถิตอยู่ภายใน อานุภาพจึงเพิ่มขึ้นหลายเท่า ทุกการโบกสะบัดคือการฟื้นคืนของหมื่นวิญญาณที่ทำให้สรรพชีวิตต้องหวาดหวั่น
เมื่อธงหมื่นวิญญาณปรากฏออกมา ก็เข้าปกคลุมค่ายกลกระบี่กลุ่มดาวของมู่หรงเย่ว์จนมิด สายน้ำหวงเฉวียนซัดสาดจนทำลายกระบี่สวรรค์เก้าเล่มนั้นลงอย่างสิ้นเชิง
ภูเขาโครงกระดูกสิบแปดลูกภายใต้พลังอันลึกลับของหานหรูเยียน ภูเขาโครงกระดูกบีบอัดจนควบแน่นเข้าหากัน วิญญาณนับล้านหลอมรวมเข้าภายในจนกลายเป็นกระบี่วิญญาณกระดูกขาวสิบแปดเล่ม เพื่อใช้การโจมตีในรูปแบบเดียวกับศัตรูพุ่งเข้าใส่มู่หรงเย่ว์
หลังจากที่หานหรูเยียนโบกธงหมื่นวิญญาณ มู่หรงเย่ว์ก็ร่างกายสั่นสะท้าน รู้สึกถึงความหวาดกลัวจากความตายที่เข้าปกคลุมจิตใจ
เมื่อค่ายกลกระบี่ที่เป็นไม้ตายที่สุดถูกทำลายลง มู่หรงเย่ว์จึงตระหนักได้ถึงความน่าหวาดกลัวของหานหรูเยียนว่าไม่ใช่สิ่งที่นางจะต่อกรได้ นางจึงหมุนตัวหวังจะหนีออกจากขอบเขตของธงหมื่นวิญญาณ
ทว่าความเร็วของนางจะไปสู้การควบคุมธงหมื่นวิญญาณของหานหรูเยียนได้อย่างไร ในชั่วพริบตานั้นกระบี่วิญญาณกระดูกขาวก็กำลังจะพุ่งทะลุร่างนาง
"ไอ้ผีสาว หยุดกำเริบเสิบสานเสียนนะ"
ในขณะที่มู่หรงเย่ว์กำลังจะตายตก จงซินเผิงก็มาถึงได้ทันเวลา เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้เขาจึงคำรามเสียงดังและควบคุมกระบี่บินหวังจะฝ่าเข้าสู่ธงหมื่นวิญญาณเพื่อช่วยมู่หรงเย่ว์
"ภรรยา ลงมือได้ตามใจชอบ ส่งนางลงไปพบศิษย์ของนางเสียเถิด"
ในเวลาเกือบจะพร้อมกัน บนท้องฟ้าก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น
เงาขนาดมหึมาแผ่เข้าปกคลุม ซูเจี๋ยผู้ขี่ตะขาบพันมือเข้ามาขวางหน้าจงซินเผิงไว้
เมื่อไม่มีคนขัดขวาง กระบี่วิญญาณกระดูกขาวที่เป็นดั่งแสงสว่างที่พุ่งผ่านไปก็ทะลุผ่านร่างกายของมู่หรงเย่ว์
มู่หรงเย่ว์ดวงตาไร้แวว ร่างกายสั่นสะท้านไม่หยุด ร่างกายภายนอกของนางไร้รอยขีดข่วน ทว่าดวงจิตบรรพกาลกลับถูกวิญญาณนับล้านรุมกัดกิน ชิ้นส่วนดวงจิตบรรพกาลปลิวออกจากสมองอย่างต่อเนื่องและหลอมรวมเข้าสู่ธงหมื่นวิญญาณจนสูญเสียพลังในการต่อต้านไปโดยสิ้นเชิง
หานหรูเยียนลอยลงมาจากท้องฟ้าพลางซัดฝ่ามือลงบนหน้าผากของมู่หรงเย่ว์
มู่หรงเย่ว์ที่ดวงจิตบรรพกาลถูกกัดกินจนเหมือนเทียนที่ใกล้ดับย่อมไม่อาจตอบโต้อะไรได้ ได้แต่มองดูฝ่ามือนั้นฟาดลงมา
โครม!
วินาทีต่อมา หัวของมู่หรงเย่ว์ก็ระเบิดออก ดวงจิตบรรพกาลสูญสลายไปโดยสิ้นเชิงและกลายเป็นสารอาหารหล่อเลี้ยงธงหมื่นวิญญาณ
"สามี เหลือคนสุดท้ายแล้ว"
หานหรูเยียนจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นพลางเงยหน้าขึ้นและควบคุมธงหมื่นวิญญาณมาอยู่ข้างกายซูเจี๋ย
ซูเจี๋ยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับหานหรูเยียน พลางมองดูจงซินเผิงด้วยรอยยิ้มที่แจ่มใส "ได้ยินว่าท่านคือผู้อาวุโสสูงสุดของศาลาชมคลื่น พร้อมจะรับการโจมตีประสานจากคู่สามีภรรยาอย่างเราหรือยัง"