- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 99 บริษัทมู่ฮว๋าจือผิน
บทที่ 99 บริษัทมู่ฮว๋าจือผิน
บทที่ 99 บริษัทมู่ฮว๋าจือผิน
ซูเจี๋ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะไปที่ทุ่งหญ้าเขียวขจีพร้อมกับพี่ตงด้วย เพื่อจัดการกับพวกวิถีมาร และถือโอกาสไปชื่นชมท่วงท่าอันสง่างามของเหล่าจอมยุทธทั้งหลายด้วย"
"ฮ่าๆ ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้เวลาเซิน (15.00 - 17.00 น.) พวกเราจะออกเดินทาง โดยจะมีจอมยุทธผู้กล้าอีกสามคนร่วมเดินทางไปด้วย"
"ตกลงตามนี้ ทางฝั่งข้าก็จะมีคนติดตามไปด้วยอีกหนึ่งคน"
ซูเจี๋ยและตงหงเทียนต่างหัวเราะออกมาพร้อมกับตบบ่ากันและกัน ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสดีที่จะแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มของศัตรู เพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกค้นพบตัวตนที่แท้จริง
ในตอนนี้ความแข็งแกร่งของซูเจี๋ยได้เพิ่มขึ้นเป็นขอบเขตหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นที่หกแล้ว เขาจำเป็นต้องกลับไปที่วังเขากุ่ยหลิ่งสักรอบ
ในแง่หนึ่ง กู่ระดับล่างในฐานเพาะเลี้ยงล้วนถูกตะขาบพันมือเขมือบไปจนหมดสิ้นแล้ว ซูเจี๋ยจึงจำเป็นต้องทำการเพาะเลี้ยงกู่ชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการหลอมวิญญาณครั้งที่ห้า
นอกจากนี้ เมื่อความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น ซูเจี๋ยยังสามารถจับผีเสื้อหน้าคนมาเพาะเลี้ยงเพิ่มได้อีก เพื่อยกระดับอานุภาพของเคล็ดวิชากายาแมลงควบแน่นวิญญาณ
และประการสุดท้าย ซูเจี๋ยตั้งใจว่าเมื่อกลับไปในครั้งนี้ เขาจะทำการเลื่อนระดับเป็นศิษย์สายในอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ได้รับสถานะที่เป็นที่เคารพยำเกรงภายในวังเขากุ่ยหลิ่ง
......
ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน เมืองม่านเต๋อ
ภายในคฤหาสน์หรูหราที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่าร้อยไร่ ซึ่งพรั่งพร้อมไปด้วยน้ำพุ ลานโบว์ลิ่ง โรงภาพยนตร์ส่วนตัว ห้องเต้นรำแบบหมุน ห้องฟิตเนส สระว่ายน้ำ และห้องเก็บสุราใต้ดิน
ที่นี่เคยเป็นคฤหาสน์ของหลวี่เวินโป แต่ในตอนนี้มันได้กลายเป็นทรัพย์สินของบริษัทเจี๋ยเคอไปแล้ว
ท่ามกลางเสียงหอบหายใจของหญิงสาวที่ค่อยๆ สงบลง ภายในห้องนอนที่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งราคะ ซูเจี๋ยหนุนหลังพิงหัวเตียงและเอ่ยยิ้มๆ ว่า "เจ้าช่างอ่อนแอเหลือเกินนะ ต้องหัดออกกำลังกายให้มากกว่านี้แล้วล่ะ"
หลิ่วหยิงหยิงใช้กำปั้นน้อยๆ ทุบไปที่แขนของซูเจี๋ย ใบหน้าของเธอยังคงหลงเหลือร่องรอยของสีแดงระเรื่อที่ยังไม่จางหายไป "ทำไมแรงของเจ้าถึงไม่มีวันหมดสิ้นเลยนะ ราวกับสัตว์ประหลาดไม่มีผิด"
"ทำไมล่ะ เจ้าไม่ชอบหรือ?"
"ใครจะไปชอบกันเล่า"
หลิ่วหยิงหยิงก้มหน้าลงด้วยความขัดเขิน เธอจะกล้าเอ่ยออกมาตรงๆ ได้อย่างไรกัน
ซูเจี๋ยใช้นิ้วเขี่ยจมูกของหลิ่วหยิงหยิงเบาๆ โดยไม่ได้เปิดโปงความคิดเล็กๆ ของเธอ และเอ่ยถามขึ้นว่า
"บริษัทเพาะเลี้ยงสัตว์ที่ให้ไปจัดการสืบหามา ตอนนี้ได้ผลลัพธ์อย่างไรบ้างแล้ว?"
ก่อนที่จะเดินทางกลับไปยังวังเขากุ่ยหลิ่ง ซูเจี๋ยได้เดินทางกลับมาที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินก่อน เพื่อจัดการเรื่องของธงเรียกวิญญาณให้เรียบร้อย
"มีเป้าหมายหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ"
เมื่อพูดถึงเรื่องงาน หลิ่วหยิงหยิงก็พยุงร่างกายที่อ่อนล้าขึ้นมา และหยิบโน้ตบุ๊กออกมาจากโต๊ะข้างเตียง วางลงบนเรียวขาที่ยาวและตั้งตรง
หลังจากเปิดเครื่อง เธอก็ชี้ให้ดูข้อมูลต่างๆ ที่รวบรวมมาได้ในช่วงสองวันที่ผ่านมา
"ในเบื้องต้นพวกเราได้ล็อกเป้าหมายไปที่บริษัทที่ชื่อว่ามู่ฮว๋า ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติจีน แท้ๆ ก่อตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 90 โดยเริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกรรายย่อยและค่อยๆ พัฒนาขึ้นมา
จนในปัจจุบันได้กลายเป็นบริษัทเพาะเลี้ยงสุกรครบวงจร ที่มีการคัดเลือกสายพันธุ์และขยายพันธุ์เอง มีกระบวนการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ทันสมัย ตั้งแต่การแปรรูปอาหารสัตว์ การขยายพันธุ์แม่สุกร การเลี้ยงสุกรขุน ไปจนถึงขั้นตอนการคัดแยกซาก
ปัจจุบันภายในโรงเลี้ยงสุกรของบริษัทมู่ฮว๋ามีสุกรวัยอ่อน แม่สุกร และสุกรขุนรวมกันมากกว่า 3 ล้านตัว และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นมานานกว่า 15 ปีแล้ว ปัจจุบันมีมูลค่าทางการตลาดอยู่ที่ 8.9 พันล้านหยวน
ผู้กุมอำนาจของบริษัทมู่ฮว๋าในตอนนี้มีชื่อว่าซ่งเฉิงเต๋อ เขาถือครองหุ้นของบริษัทอยู่ 39% ส่วนหุ้นที่เหลือแบ่งออกเป็นส่วนของทีมบริหารชุดใหม่ ส่วนที่คนในตระกูลซ่งถือครอง บางส่วนถูกจำนำไว้กับธนาคาร และบางส่วนมีการหมุนเวียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์..."
หลิ่วหยิงหยิงบอกเล่าข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทมู่ฮว๋าจือผินให้ซูเจี๋ยฟัง พร้อมกับแสดงชุดข้อมูลมหาศาลให้ดู
บริษัทมู่ฮว๋าจือผินแห่งนี้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสุกรเป็นหลัก โดยมีรายได้จากการเพาะเลี้ยงสุกรคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนรายได้จากการผลิตอาหารและการจำหน่ายอาหารสัตว์รวมกันแล้วยังไม่ถึง 20%
"ในช่วงสองปีที่ผ่านมาบริษัทมู่ฮว๋าต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ โดยเมื่อปีที่แล้วมีผลประกอบการขาดทุนสะสมมากกว่า 800 ล้านหยวน และในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปีนี้ ก็ขาดทุนไปแล้วกว่า 560 ล้านหยวน แม้แต่การขยายพันธุ์แม่สุกร การจ่ายเงินเดือนพนักงาน หรือการจัดซื้อข้าวโพดและกากถั่วเหลืองก็ยังทำได้อย่างยากลำบาก
เพื่อเป็นการเพิ่มกระแสเงินสด ซ่งเฉิงเต๋อซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท จึงได้นำหุ้นจำนวนมหาศาลไปจำนำไว้กับธนาคาร ซึ่งคิดเป็นจำนวนหุ้นมากกว่า 90 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 30% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท
ผลกระทบจากเรื่องนี้ทำให้มูลค่าทางการตลาดของบริษัทในปัจจุบันลดลงอย่างต่อเนื่อง สภาวะตลาดเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ซึ่งนี่คือเหตุผลหลักที่ข้าเลือกบริษัทนี้เป็นเป้าหมายค่ะ"
หลังจากฟังบทวิเคราะห์ของหลิ่วหยิงหยิงแล้ว ซูเจี๋ยก็ลุกจากเตียงและรินน้ำชาส่งให้หลิ่วหยิงหยิงเพื่อจิบแก้กระหาย พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า "บริษัทเพาะเลี้ยงสุกรทำไมถึงขาดทุนมากมายขนาดนั้นล่ะ?"
หลิ่วหยิงหยิงส่ายหัวและเอ่ยยิ้มๆ ว่า "การขาดทุนในด้านหนึ่งนั้นได้รับผลกระทบมาจากวงจรราคาเนื้อสุกร แต่ปัจจัยที่ใหญ่กว่านั้นคือ ซ่งเฉิงเต๋อผู้ก่อตั้งบริษัทมู่ฮว๋าได้นำเงินทุนของบริษัทออกไปลงทุนในธุรกิจอื่น โดยเขาได้หันไปลงทุนสร้างรถยนต์พลังงานใหม่
ผลปรากฏว่าหลังจากรถยนต์ออกสู่ตลาด ยอดขายกลับซบเซาอย่างหนัก และเพราะการขาดแคลนกระแสเงินสด จึงส่งผลให้การดำเนินงานของบริษัทมู่ฮว๋าเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบากอย่างยิ่ง"
ซูเจี๋ยที่กำลังดื่มน้ำชาอยู่ถึงกับเกือบจะสำลัก เขาเบิกตากว้างและเอ่ยว่า "หา! เขาเป็นคนเลี้ยงหมูแต่กลับไปสร้างรถยนต์เนี่ยนะ คิดอะไรของเขากัน?"
หลิ่วหยิงหยิงเม้มริมฝีปากและกลั้นหัวเราะเอาไว้ "ช่วงไม่กี่ปีมานี้รถยนต์พลังงานใหม่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากค่ะ ทั้งบริษัทอินเทอร์เน็ต บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า บริษัทมือถือ หรือแม้แต่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างก็หันมาสร้างรถยนต์กันทั้งนั้น ซ่งเฉิงเต๋อจึงปักใจเชื่อว่านี่คือหนทางใหม่ในการทำกำไร เขาจึงทุ่มเงินจำนวนมหาศาลลงไป แต่ผลที่ได้ก็คือ... รถยนต์มันไม่ใช่แค่มีสี่ล้อบวกกับโซฟาไม่กี่ตัวอย่างที่คิดหรอกค่ะ ไม่ใช่ว่าใครจะสร้างรถยนต์ให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ อย่างน้อยเขาก็คือคนหนึ่งที่ทำไม่สำเร็จ"
"นี่มันช่างมั่นใจเกินไปแล้วจริงๆ"
ซูเจี๋ยถึงกับพูดไม่ออก การที่คนเลี้ยงหมูหันไปสร้างรถยนต์เนี่ยนะ เรื่องนี้ฟังดูอย่างไรก็ไม่เข้าท่าเลยสักนิด
"ในตอนนี้บริษัทมู่ฮว๋าประสบความล้มเหลวในการสร้างรถยนต์ และมีการขาดทุนอย่างหนักหน่วง แม้แต่เงินเดือนพนักงานก็เริ่มมีการค้างชำระแล้ว พวกเรามีโอกาสที่จะเข้าซื้อกิจการนี้ได้ ไม่ทราบว่าบริษัทนี้ตรงตามความต้องการของเจ้าหรือไม่?"
"เอาบริษัทนี้แหละ ข้ามอบอำนาจให้เจ้าไปจัดการเรื่องการเข้าซื้อกิจการ ให้ได้รับหุ้นมาครอบครองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเราต้องเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในบริษัทนี้"
ซูเจี๋ยพยักหน้าเห็นด้วย บริษัทมู่ฮว๋าแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก เพียงแค่จำนวนสุกรที่มีอยู่ก็มีมากกว่า 3 ล้านตัวแล้ว หากคำนวณตามเกณฑ์ที่ว่าสุกร 300 ตัวสามารถสร้างวิญญาณหยินได้ 1 ดวง นั่นก็หมายความว่าจะสามารถสร้างวิญญาณหยินได้ถึง 10,000 ดวงเลยทีเดียว
นอกจากนี้การเพาะเลี้ยงสุกรในปัจจุบันยังมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงมาก สุกรหนึ่งตัวนับตั้งแต่เกิดจนถึงเวลาจำหน่ายจะใช้เวลาไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ
หากต้องการเพิ่มกำลังการผลิต ก็สามารถซื้อลูกสุกรจากบริษัทอื่นมาเลี้ยงเพิ่มหรือทำการขยายพันธุ์เองได้
ขอเพียงแค่มีเงินทุน การเช่าพื้นที่เพิ่มจะช่วยให้ขยายขนาดการเลี้ยงสุกรให้เพิ่มขึ้นได้ราวกับหิมะที่กลิ้งตกจากเขา ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของธงเรียกวิญญาณอย่างแน่นอน
สุกร 3 ล้านตัว หากเปลี่ยนเป็นโลกเทียนหยวน การเลี้ยงหมูที่นั่นโดยพื้นฐานแล้วจะเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ
อีกทั้งสถานการณ์ในตอนนี้ผู้คนก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ลำพังแค่ตัวเองจะเอาชีวิตให้รอดก็ยังยากแล้ว เรื่องจะมาเลี้ยงหมูยิ่งไม่ต้องพูดถึง และคงไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่า การเพาะเลี้ยงสัตว์แบบรวมศูนย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในยุคปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไร และการที่บริษัทของพ่อค้าคนหนึ่งจะมีเนื้อสุกรออกจำหน่ายมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร
"ถ้าอย่างนั้นวันหลังข้าจะบินไปที่จีนพื่อว่าจ้างทีมเจรจาธุรกิจมืออาชีพมาช่วยดำเนินการในการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ค่ะ"
หลิ่วหยิงหยิงเอ่ยขึ้นทันที การซื้อกิจการขนาดใหญ่เช่นนี้เป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน แต่บริษัทเจี๋ยเคอมีกระแสเงินสดที่มั่งคั่ง ประกอบกับยังมีรายได้อย่างต่อเนื่องจากบริษัทเฟอร์นิเจอร์เทียนหยวน จึงเพียงพอที่จะทำตามเงื่อนไขในการเข้าซื้อกิจการได้
"ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ"
ซูเจี๋ยลูบผมของหลิ่วหยิงหยิงเบาๆ และมองดูหญิงสาวที่ตั้งใจจดบันทึกลงในโน้ตบุ๊ก เขาจึงเริ่มรู้สึกพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง มือหนาเอื้อมไปกุมทรวงอกที่นุ่มนิ่มเอาไว้
"อ๊ะ ทำอะไรน่ะคะ?"
"ก่อนที่เจ้าจะออกไป ข้าต้องให้เจ้าได้กินให้อิ่มเสียก่อน แม่มดน้อย"
"อื้อ ไม่เอานะคะ อิ่มจะแย่อยู่แล้ว"
"......"
ภายในห้องนอนเริ่มมีเสียงประสานของชายหญิงดังแว่วออกมา กลิ่นอายแห่งความรัญจวนค่อยๆ ปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง