- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 98 คำเชิญ
บทที่ 98 คำเชิญ
บทที่ 98 คำเชิญ
"เรื่องที่ทำให้ผู้คนรู้สึกยินดีปรีดาเช่นนี้ หากไม่อาจไปร่วมได้ทันเวลา ก็นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่สุดในชีวิตจริงๆ"
ตงหงเทียนส่ายหัว ขณะที่เขากำลังจะกล่าวอะไรต่อ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างนอกหน้าต่าง
นั่นคือเหล่ามือปราบกลุ่มเดิมที่เคยไล่ตามจับเมื่อครู่ ในตอนนี้พวกเขากำลังคุมตัวเด็กขอทานกลุ่มหนึ่งที่ร่างกายมอมแมมเดินกลับมาตามท้องถนน และยังมีการเตะต่อยเด็กขอทานเหล่านั้นเป็นระยะๆ อีกด้วย
"พี่สวีรอสักครู ข้าขอตัวประเดี๋ยวเดียว"
ตงหงเทียนตบโต๊ะเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืนทันที เขากระโดดลงจากหน้าต่างชั้นสองและลงไปยืนขวางหน้าเหล่ามือปราบพอดิบพอดี
"พวกเจ้าเป็นถึงเจ้าหน้าที่ของราชสำนัก แทนที่จะคิดตามจับโจรผู้ร้ายเพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม กลับมาเตะต่อยเด็กขอทานและผู้อพยพเช่นนี้ มันคือเหตุผลกลใดกัน"
เสียงของตงหงเทียนนั้นดังสนั่นหวั่นไหว หนวดเคราเฟิ้มสั่นระริกด้วยความโกรธ ดวงตาที่กลมโตดุจระฆังจ้องเขม็งไปยังกลุ่มมือปราบ
"เจ้าสุนัขจรจัดมาจากไหนกันเนี่ย รีบไสหัวไปซะ ไม่งั้นข้าจะจับเจ้าเข้าคุกไปด้วยอีกคน"
หัวหน้ามือปราบเอ่ยข่มขู่ หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าตงหงเทียนมีรูปร่างกำยำล่ำสัน เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่อาจปกปิดกล้ามเนื้อที่บวมเป่งของเขาได้ เขาคงจะเรียกคนมาช่วยกันรวบตัวชายตรงเข้าเข้าขังคุกเพื่อทรมานรีดไถเงินทองไปแล้ว
"ข้าไปมาไร้ร่องรอย ไม่เคยเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม กระบี่คลั่งตงหงเทียน"
ตงหงเทียนชักกระบี่คู่กายออกมา ประกายกระบี่หลายสายวูบวาบผ่านไป ฝีเท้าเบาสบายดุจวิหคเหิน ท่วงท่าต่อเนื่องลื่นไหลราวกับสายน้ำที่ไหลริน แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความบ้าคลั่งและดุดัน เหล่ามือปราบยังไม่ทันได้ชักดาบออกมา ก็ถูกสันกระบี่ฟาดจนล้มลงไปกองกับพื้น
เคร้ง!
เวลาผ่านไปไม่ถึงสองวินาที เมื่อกระบี่ยาวถูกเก็บเข้าฝัก เหล่ามือปราบก็ไม่มีใครสามารถลุกขึ้นมายืนได้อีกเลย ทุกคนต่างนอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้น
"คราวหน้าก็ระวังตัวให้มากกว่านี้ อย่าให้ใครจับได้อีกเล่า"
ตงหงเทียนหยิบเงินอีแปะจำนวนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าและยื่นให้เด็กน้อย เขาไม่ได้ให้มากจนเกินไป เพราะไม่อย่างนั้นเด็กขอทานเหล่านี้ก็คงไม่อาจรักษาเงินนี้ไว้ได้
"จอมยุทธครับ นี่คืออาหารที่ส่งมาจากข้างบนครับ จ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว"
ในตอนนั้นเอง เสี่ยวเอ้อร์ของร้านก็วิ่งออกมา พร้อมกับถือแผ่นแป้งที่อยู่ท้องได้เปลาๆ มายื่นให้ตงหงเทียน
ตงหงเทียนเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นซูเจี๋ยพยักหน้าให้เขา
เมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ตงหงเทียนจึงยื่นแผ่นแป้งให้เด็กขอทานเหล่านั้นและเอ่ยว่า "รีบไปเถอะ"
"ขอบคุณครับคุณอา"
เด็กขอทานสองสามคนกอดแผ่นแป้งไว้ด้วยความดีใจและวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
ตงหงเทียนเหลือบมองเหล่ามือปราบที่นอนอยู่บนพื้นโดยไม่ใส่ใจ จากนั้นจึงกระโดดกลับขึ้นมาบนชั้นสอง
"พี่ตงช่างมีคุณธรรมยิ่งนัก"
ซูเจี๋ยเอ่ยชมขึ้นเป็นคนแรก พร้อมกับรินสุราให้ตงหงเทียนหนึ่งจอก
"ทำเรื่องให้พี่สวีต้องขบขันแล้ว ข้าเป็นคนที่มีนิสัยทนเห็นเรื่องแบบนี้ไม่ได้น่ะครับ โชคดีที่พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง เรื่องที่ไม่เป็นธรรมบางอย่างจึงพอจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้"
ตงหงเทียนยกจอกสุราขึ้นชนกับซูเจี๋ยและดื่มจนหมดจอกอย่างห้าวหาญ
"พี่ตงนี่ย่อมไม่ใช่แค่มีฝีมืออยู่บ้าง ความสามารถนี้น่าจะอยู่ในระดับขอบเขตหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นที่สามแล้วกระมัง ในยุทธภพนี้ถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าเลยทีเดียว"
ซูเจี๋ยวางจอกสุราลงและเอ่ยชมเชย
โลกเทียนหยวนเป็นโลกของผู้ฝึกตนที่มีพลังวิญญาณอันน่ามหัศจรรย์
นอกจากสำนักฝ่ายมารและฝ่ายธรรมะที่ครอบครองภูเขาและดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ รวมถึงตระกูลใหญ่ที่มีอารยธรรมสืบทอดมาอย่างยาวนานแล้ว คนทั่วไปที่อยากจะสัมผัสกับพลังวิญญาณก็ยังสามารถเลือกเส้นทางฝึกยุทธเพื่อขัดเกลาร่างกายได้เช่นกัน
ทว่าเมื่อเทียบกับเคล็ดวิชาการฝึกตนอันลี้ลับของสำนักต่างๆ แล้ว การฝึกยุทธก็นับว่าเป็นทางเลือกที่จำเป็นเมื่อพรสวรรค์ไม่เพียงพอและทรัพยากรมีไม่ถึง ก็นับว่าเป็นทางเลือกระดับล่าง
เหล่ายอดฝีมือในยุทธภพที่ฝึกฝนจนประสบความสำเร็จ สามารถเหาะเหินเดินอากาศและทลายศิลาได้นั้น ฟังดูเหมือนจะเก่งกาจมาก
แต่เมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนแล้ว เนื่องจากการใช้พลังวิญญาณในการฝึกยุทธนั้นหยาบกระด้างจนเกินไป อีกทั้งยังไม่มีหินวิญญาณ อาวุธวิเศษ โอสถ หรือยันต์เวทเลย อาศัยเพียงอาวุธหนึ่งชิ้นและพละกำลังในการต่อสู้ พลังทำลายล้างจึงแตกต่างกับผู้ฝึกตนมากนัก
ในยุทธภพนั้น ผู้ที่มีระดับการฝึกตนบรรลุถึงขอบเขตหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นที่สาม ก็เพียงพอที่จะได้รับการยกย่องให้เป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้า และเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงแล้ว
ส่วนผู้ที่สามารถบรรลุถึงขั้นที่ห้าได้นั้น ล้วนเป็นยอดฝีมือที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยุทธภพและครองความเป็นใหญ่ในดินแดนหนึ่ง ซึ่งมักจะถูกผู้คนขนานนามว่าเป็นเทพกระบี่หรือมหาปรมาจารย์
ส่วนยอดฝีมือในยุทธภพที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นที่หกได้นั้น เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลย
เพราะหากมีพรสวรรค์ขนาดนั้น พวกเขาก็คงจะหันไปกราบไหว้อาจารย์ตามสำนักต่างๆ นานแล้ว ใครจะอยากมาฝึกยุทธให้เสียเวลาเล่า ในเมื่อสามารถฝึกเพื่อเป็นเซียนได้
การฝึกยุทธนั้นต้องทนลำบากขัดเกลาร่างกายอย่างหนัก แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานกระบี่บินที่พุ่งมาตัดศีรษะของผู้ฝึกตนได้เพียงครั้งเดียว
"มิกล้ารับ มิกล้ารับ ความสามารถของข้าก็แค่เอาไว้โอ้อวดต่อหน้าคนธรรมดาเท่านั้น หากต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนจริงๆ ระดับการฝึกตนเพียงเท่านี้ก็ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย"
ตงหงเทียนส่ายหัว เขารู้ขีดจำกัดของตัวเองดี
ทั้งสองดื่มสุรากันไปคนละหลายจอก จนสุราชั้นดีสามชั่งถูกดื่มจนหมด อารมณ์กำลังสุนทรีย์ จึงได้สนทนากันถึงเรื่องศึกที่แม่น้ำจินซาเมื่อเร็วๆ นี้ ซูเจี๋ยช่างมีความคิดเห็นที่เฉียบแหลมยิ่งนัก ก็ในเมื่อเขาเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริงๆ นี่นา
ตงหงเทียนเริ่มดื่มจนมึนหัวเล็กน้อย เขาตบกระบี่คู่กายลงบนโต๊ะและเอ่ยว่า "พี่สวีกล่าวได้ดี ตอนนี้ยังมีโอกาสที่จะทำลายความจองหองของพวกวังเขากุ่ยหลิ่งได้อยู่ ไม่ทราบว่าท่านมีความสนใจหรือไม่"
"โอ้ ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้อีกหรือ พี่ตงต้องบอกเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดเสียแล้ว"
เมื่อซูเจี๋ยกล่าวถึงผู้ฝึกตนวิถีมารและวังเขากุ่ยหลิ่ง เขาก็แสดงสีหน้าท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นประหนึ่งอยู่ฝ่ายเดียวกัน
สุราแรงถูกดื่มลงคอไปอีกอึกหนึ่ง ตงหงเทียนตบหน้าอกตัวเองและเอ่ยด้วยความฮึกเหิมว่า "ในศึกแม่น้ำจินซา เรือทาสส่วนใหญ่ของวังเขากุ่ยหลิ่งถูกทำลายจนสิ้น แต่ก็ยังมีเรืออีกสองสามลำที่รอดพ้นจากการปิดล้อมมาได้ พวกศิษย์วังเขากุ่ยหลิ่งที่หลบหนีออกมาได้นั้น ในตอนนี้พวกมันต้องรีบกลับไปยังที่ตั้งของวังเขากุ่ยหลิ่งอย่างแน่นอน
และเมื่อเหล่าจอมยุทธจากดินแดนต่างๆ ทราบเรื่องนี้ ภายใต้การนำของจอมยุทธผู้มีชื่อเสียงอาวุโสหลายคน จึงได้ตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังทุ่งหญ้าเขียวขจี เพื่อปิดล้อมทางกลับของพวกศิษย์วังเขากุ่ยหลิ่งเหล่านั้น และกำจัดพวกมันให้สิ้นซากในทุ่งกว้างอันไพศาล"
"ไปปิดประตูตีแมวที่ทุ่งหญ้าเขียวขจีรึ?"
คิ้วของซูเจี๋ยขยับเล็กน้อย ทุ่งหญ้าเขียวขจีก็คือทุ่งหญ้าที่เป็นทางเข้าสู่ที่ตั้งของวังเขากุ่ยหลิ่งนั่นเอง
ที่นั่นคือเส้นทางสำคัญในการเข้าออกวังเขากุ่ยหลิ่ง ตอนที่ซูเจี๋ยออกจากวังเขากุ่ยหลิ่งมา เขาก็ต้องผ่านทุ่งหญ้าแห่งนี้เช่นกัน
ที่อื่นใช่ว่าจะเข้าไปยังขอบเขาวังเขากุ่ยหลิ่งไม่ได้ เพียงแต่ดินแดนอันตรายและเขตต้องห้ามท่ามกลางเทือกเขานั้นจะสั่งสอนผู้ที่บุกรุกเอง ความเสี่ยงนั้นสูงเกินไป แม้แต่ผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับเองก็ยังต้องหลีกเลี่ยง
"ใช่แล้ว ทุ่งหญ้าเขียวขจีนั่นแหละ ในตอนนี้เหล่ายอดฝีมือผู้กล้ามากมายได้มารวมตัวกันที่ทุ่งหญ้าเขียวขจี เพื่อไม่ให้พวกศิษย์วังเขากุ่ยหลิ่งที่หลบหนีมาได้อยู่กันอย่างสงบสุข"
ตงหงเทียนมีสีหน้าตื่นเต้น และหันไปเอ่ยกับซูเจี๋ยว่า "เมื่อดูจากพี่สวีแล้วก็นับว่าเป็นผู้ฝึกยุทธเช่นกัน ทำไมไม่ไปที่ทุ่งหญ้าเขียวขจีพร้อมกับพวกเราเสียเลยเล่า"
เนื่องจากระดับการฝึกตนของซูเจี๋ยได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นที่หกแล้ว ผิวพรรณจึงดูผุดผ่อง ดวงตาเป็นประกายแจ่มใส การเปลี่ยนแปลงของสนามพลังชีวภาพในร่างกายทำให้ทุกย่างก้าวและการเคลื่อนไหวแฝงไปด้วยกลิ่นอายที่ยากจะอธิบาย ซึ่งทำให้ผู้คนไม่กล้าดูแคลน
นั่นจึงทำให้ตงหงเทียนเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะของซูเจี๋ย และคิดว่าซูเจี๋ยก็เป็นผู้ฝึกยุทธคนหนึ่งเช่นกัน
ซูเจี๋ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามขึ้นว่า "พวกท่านไม่กลัวว่าคนในวังเขากุ่ยหลิ่งจะออกมาสังหารหรือ ที่นั่นมีผู้อาวุโสขอบเขตขุมพลังเร้นลับอยู่ด้วยนะ"
"เรื่องนั้น แน่นอนว่าพวกเราไม่ได้เข้าไปลึกถึงขนาดนั้น พวกเราอยู่แค่บริเวณรอบนอก ซึ่งยังห่างไกลจากวังเขากุ่ยหลิ่งอยู่พอสมควร อีกอย่างด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ วังเขากุ่ยหลิ่งคงต้องทำตัวให้เจียมตัวเข้าไว้ ไม่กล้าออกมาซ่าแน่นอน ไม่อย่างนั้นเหล่าสำนักฝ่ายธรรมะชื่อดังคงไม่ปล่อยพวกมันไว้แน่"
ตงหงเทียนเอ่ยอย่างไม่แยแส เขามีความมั่นใจในการลงมือครั้งนี้มาก
แต่สิ่งที่เขากล่าวมาก็มีเหตุผลอยู่บ้าง วังเขากุ่ยหลิ่งในตอนนี้เปรียบเสมือนประเทศที่พ่ายแพ้สงคราม
แม้ว่าศึกที่แม่น้ำจินซาในครั้งนี้จะไม่ได้ทำลายรากฐานของพวกเขาจนสิ้น แต่เชื่อว่าคงไม่กล้าเปิดศึกครั้งใหม่โดยง่าย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ไฟสงครามลามมาถึงตัวเอง